ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค เล่ม ๒ – หน้าที่ 317 (เล่ม 26)

ชนทั้งหลายย่อมไม่เศร้าโศกถึงอาหารที่เป็นอดีต
ย่อมไม่พะวงถึงอาหารที่เป็นอนาคต ยังอัตภาพให้
เป็นไปด้วยอาหารที่เป็นปัจจุบัน ฉะนั้น ผิวพรรณ
จึงผ่องใส.
พึงบริโภคด้วยคิดว่า จักยังอัตภาพให้เป็นไปด้วยอาหารอันเป็นปัจจุบัน
เท่านั้น.
อนึ่ง สองสามีภรรยานั้น มิได้สั่งสมด้วยคิดว่า เราจักเคี้ยวกิน
เนื้อลูกเท่านี้ในทางกันดาร ล่วงทางกันดารไปแล้ว จักเอาเนื้อลูกส่วนที่
เหลือไปปรุงด้วยรสเปรี้ยวเป็นต้นเคี้ยวกิน แต่เมื่อล่วงทางกันดารไปแล้ว
คิดว่า พวกชนในเมืองนั้นจะเห็น จึงฝังไว้ในดิน หรือเอาไฟเผา ฉันใด
ภิกษุก็ฉันนั้นเหมือนกัน ระลึกถึงโอวาทนี้ว่า ได้ข้าวหรือน้ำก็ตาม ของ
เคี้ยวหรือผ้าก็ตาม ไม่พึงสั่งสม เมื่อไม่ได้สิ่งเหล่านั้น ก็ไม่พึงสะดุ้ง
ถือเอาพอยังอัตภาพให้เป็นไป จากปัจจัย ๔ ตามที่ได้นั้น ๆ ส่วนที่เหลือ
แจกจ่ายแก่เพื่อนสพรหมจารี เว้นการสั่งสมบริโภค. อนึ่ง สองสามีภรรยา
นั้นมิได้ถือตัวหรือโอ้อวดว่า ใครอื่นจะได้เคี้ยวกินเนื้อบุตรเห็นปานนี้
อย่างเรา แต่เคี้ยวกินโดยขจัดความถือตัวและโอ้อวดเสียได้ ฉันใด ภิกษุ
ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ได้โภชนะอันประณีตแล้ว ไม่พึงถือตัวหรือโอ้อวดว่า
เราได้จีวรและบิณฑบาตเป็นต้น พึงพิจารณาว่า การบวชนี้มิใช่เหตุแห่ง
จีวรเป็นต้น แต่การบวชนี้เป็นการบวชเพราะเหตุแห่งพระอรหัต แล้ว
พึงบริโภคโดยปราศจากความถือตัวและโอ้อวดทีเดียว.
อนึ่ง สองสามีภรรยานั้นมิได้เคี้ยวกินอย่างดูหมิ่นว่า ประโยชน์อะไร
ด้วยเนื้อที่ไม่เค็ม ไม่เปรี้ยว ยังไม่ได้ปิ้ง มีกลิ่นเหม็น แต่เคี้ยวกินโดย

317
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค เล่ม ๒ – หน้าที่ 318 (เล่ม 26)

ปราศจากความดูหมิ่นฉันใด ภิกษุก็ฉันนั้นเหมือนกัน ได้บิณฑบาตแล้ว
ไม่พึงดูหมิ่นบิณฑบาตว่า ประโยชน์อะไรด้วยภัตรที่เลวไม่มีรสชาติอย่าง
อาหารม้าอาหารโค จงเอามัน ไปใส่ในรางสุนัข หรือไม่ดูหมิ่นทายกอย่าง
นี้ว่า ใครจักบริโภคภัตรดังนี้ได้ จงให้แก่กาและสุนัขเป็นต้นเถิด ระลึกถึง
โอวาทนี้ว่า
เขาอุ้มบาตรเที่ยวไป ไม่ใบ้ก็ทำเป็นใบ้ ไม่พึงดูหมิ่น
ทานที่น้อย ไม่พึงดูหมิ่นผู้ให้ ดังนี้
พึงบริโภค. อนึ่ง สองสามีภรรยานั้น มิได้ดูหมิ่นกันและกันว่า ส่วนของ
ท่าน ส่วนของเรา บุตรของท่าน บุตรของเรา แต่มีความพร้อมเพรียง
บันเทิงเคี้ยวกินฉันใด ภิกษุก็ฉันนั้นเหมือนกัน ได้บิณฑบาตแล้ว ไม่พึง
ดูหมิ่นใคร ๆ อย่างที่ภิกษุบางพวกดูหมิ่นเพื่อนสพรหมจารีผู้มีศีลว่า ใคร
จักให้แก่คนอย่างพวกท่าน พวกท่านเป็นผู้ไม่มีเหตุ เที่ยวลื่นล้มที่ธรณี
ประตู แม้มารดาผู้บังเกิดเกล้าของท่าน ก็ไม่สำคัญของที่จะให้ แต่พวก
เราย่อมได้จีวรเป็นต้นที่ประณีต ในที่ที่ไปแล้ว ๆ อย่างที่พระองค์หมาย
ตรัสไว้ว่า ภิกษุนั้นดูหมิ่นภิกษุเหล่าอื่นผู้มีศีลเป็นที่รัก โดยลาภสักการะและ
สรรเสริญนั้น ภิกษุทั้งหลาย ข้อนั้นย่อมมีแก่โมฆบุรุษนั้น เพื่อไม่เป็น
ประโยชน์ เพื่อทุกข์ตลอดกาลนาน ดังนี้ พึงเป็นผู้พร้อมเพรียงบันเทิง
บริโภคกับเพื่อนสพรหมจารีทั้งปวง.
บทว่า ปริญฺญาเต ได้แก่กำหนดรู้ด้วยปริญญา ๓ เหล่านี้ คือ
ญาตปริญญา ตีรณปริญญา ปหารปริญญา. กำหนดอย่างไร. คือ ภิกษุใน
ธรรมวินัยนี้ ย่อมรู้ชัดว่า ชื่อว่า กวฬีการาหารนี้ เป็นรูปมีโอชาเป็นที่ ๘

318
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค เล่ม ๒ – หน้าที่ 319 (เล่ม 26)

(โอชัฏฐมกรูป) ด้วยอำนาจรูปที่มีวัตถุ. โอชัฏฐมกรูปถูกกระทบในที่ไหน.
กระทบที่ชิวหาประสาท. ชิวหาประสาทอาศัยอะไร. อาศัยมหาภูตรูป ๔.
รูปมีโอชาเป็นที่ ๘ ชิวหาประสาท มหาภูตรูป อันเป็นปัจจัยแห่งชิวหา
ประสาทนั้น ธรรมเหล่านี้ ดังว่ามานี้ ชื่อว่ารูปขันธ์ เมื่อภิกษุกำหนด
รูปขันธ์ ธรรมอันมีผัสสะเป็นที่ ๕ ที่เกิดขึ้น ชื่อว่าอรูปขันธ์ ๔. ธรรม
แม้ทั้งหมดเหล่านี้ ชื่อว่าขันธ์ ๕ โดยสังเขป ย่อมเป็นเพียงนามรูป.
ภิกษุนั้นครั้นกำหนดธรรมเหล่านั้น โดยลักษณะพร้อมด้วยกิจแล้วแสวงหา
ปัจจัยของธรรมเหล่านั้น ย่อมเห็นปฏิจจสมุปบาทอันเป็นอนุโลม. ด้วย
อันดับคำเพียงเท่านี้ เป็นอันภิกษุนั้นกำหนดรู้กพฬีการาหาร ด้วยญาติ-
ปริญญา เพราะเห็นนามรูปพร้อมด้วยปัจจัยโดยมุขคือกพฬีกิราหารตาม
ความเป็นจริง เธอยกนามรูปพร้อมด้วยปัจจัยนั้นนั่นแลขึ้นสู่ลักษณะ ๓ ว่า
ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา แล้วพิจารณาเห็นด้วยอนุปัสสนา ๗. ด้วย
อันดับคำเพียงเท่านี้ เป็นอันเธอกำหนดรู้กพฬีการาหารนั้น กล่าวคือ
ญาณเป็นเครื่องแทงตลอดและพิจารณาเห็นไตรลักษณ์ ด้วยตีรณปริญญา.
ก็กวฬีการาหารนั้น เป็นอันเธอกำหนดรู้ด้วยปหานปริญญา เพราะกำหนด
รู้ด้วยอนาคามิมรรค อันคร่าเสียซึ่งฉันทราคะในนามรูปนั้นเอง.
บทว่า ปญฺจกามคุณิโก เป็นอันเธอกำหนดรู้การเกิดแห่งกามคุณ ๕.
แต่ในที่นี้ ปริญญา ๓ ได้แก่ เอกปริญญา สัพพปริญญา มูลปริญญา.
ถามว่า เอกปริญญาเป็นไฉน.
แก้ว่า ภิกษุใดกำหนดรู้ตัณหามีรสเป็นอันเดียวในชิวหาทวาร ภิกษุ
นั้น ชื่อว่าเป็นอันกำหนดราคะอันเป็นไปในกามคุณ ๕. เพราะเหตุไร.

319
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค เล่ม ๒ – หน้าที่ 320 (เล่ม 26)

เพราะตัณหานั้นแลเกิดขึ้นในที่นั้น จริงอยู่ ตัณหานั้นแล เกิดขึ้นใน
จักขุทวาร ชื่อว่าเป็นรูปราคะ ในโสตทวารเป็นต้นก็เกิดสัททราคะ
เป็นต้น ดังนั้น ราคะอันเป็นไปในกามคุณ ๕ เป็นอันภิกษุนั้นกำหนด
รู้แล้ว ด้วยการกำหนดรู้รสตัณหาในชิวหาทวาร เหมือนเมื่อราชบุรุษจับ
โจรคนหนึ่ง ผู้ฆ่าคนในทาง ๕ สายได้ในทางสายหนึ่ง แล้วตัดศีรษะเสีย
หนทางทั้ง ๕ สายย่อมเป็นทางปลอดภัยฉะนั้น นี้ชื่อว่า เอกปริญญา.
ถามว่า สัพพปริญญาเป็นไฉน.
แก้ว่า ความจริง เมื่อบิณฑบาตที่เขาใส่ลงในบาตร อย่างเดียว
เท่านั้น ย่อมได้ความยินดีอันประกอบด้วยกามคุณ ๕.
อย่างไร. คือ อันดับแรก เมื่อภิกษุนั้นแลดูสีอันบริสุทธิ์ ความ
ยินดีในรูปย่อมมี เมื่อราดเนยใสอันร้อนลงในที่นั้น เสียงย่อมดัง ปฏะปฏะ
เมื่อเคี้ยวของที่ควรเคี้ยวเห็นปานนั้น เสียงว่า มุรุ มุรุ ย่อมดังขึ้น เมื่อ
ยินดีเสียงนั้น ความยินดีในเสียงย่อมเกิดขึ้น เมื่อยินดีกลิ่นเครื่องปรุงมี
ยี่หร่าเป็นต้น ความยินดีในกลิ่นย่อมเกิดขึ้น ความยินดีในรส ด้วยอำนาจ
รสที่ดี ย่อมเกิดขึ้น เมื่อยินดีว่า โภชนะอ่อนละมุนน่าสัมผัส ความยินดี
ในโผฏฐัพพะย่อมเกิดขึ้น. ดังนั้น เมื่อภิกษุกำหนดอาหารด้วยสติและ
สัมปชัญญะแล้วบริโภค ด้วยการบริโภคที่ปราศจากราคะ การบริโภค
ทั้งหมด เป็นอันชื่อว่าอันภิกษุกำหนดรู้แล้ว การกำหนดรู้ดังว่ามานี้ ชื่อว่า
สัพพปริญญา.
มูลปริญญาเป็นไฉน.
จริงอยู่ กวฬีการาหารเป็นมูลแห่งความยินดีอันเป็นไปในกามคุณ ๕.

320
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค เล่ม ๒ – หน้าที่ 321 (เล่ม 26)

เพราะเหตุไร. เพราะเมื่อกวฬีการาหารยังมีอยู่ ความยินดีในอาหารนั้นอัน
เป็นไปในกามคุณ ๕ ก็เกิดขึ้น. ได้ยินว่า สองสามีภรรยามิได้มีจิตคิดเพ่งเล็ง
ตลอด ๑๒ ปี ในเพราะภัยเกิดแต่ติสสะพราหมณ์. เพราะเหตุไร. เพราะ
มีอาหารน้อย แต่เมื่อภัยสงบลง เกาะตามพปัณณิทวีป ประมาณ ๑๐๐
โยชน์ได้มีมงคลเป็นอันเดียวกัน โดยมงคลที่เกิดขึ้นแก่ผู้การทำ ดังนั้น
เมื่อกำหนดรู้อาหารที่เป็นมูลได้แล้ว ก็เป็นอันชื่อว่าภิกษุกำหนดรู้ราคะ
ความยินดีอันเป็นไปในกามคุณ ๕ ด้วย ดังว่ามานี้ ชื่อว่า มูลปริญญา.
บทว่า นตฺถิ ตํ สํโยชนํ ความว่า สังโยชน์นั้นไม่มี เพราะ
อริยสาวกละธรรมอันมีที่ตั้งเดียวกับธรรมที่ควรละพร้อมทั้งราคะนั้นได้.
เทศนานี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้จนถึงอนาคามิมรรคด้วยประการฉะนี้.
แต่ควรเจริญวิปัสสนาในขันธ์ ๕ ด้วยสามารถแห่งรูปเป็นต้นเหล่านั้น
นั่นแล แล้วตรัสจนถึงพระอรหัต ด้วยทรงดำริว่า ก็ด้วยเหตุเพียงเท่านี้
ภิกษุทั้งหลายอย่าได้ถึงความสิ้นสุดเลย.
จบอาหารที่ ๑ (กพฬีการาหาร)
ในอาหารที่ ๒ (ผัสสาหาร) มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
บทว่า นิจฺจมฺมา ได้แก่หนังที่ถูกถลกจากสรีระทิ้งสิ้นตั้งแต่อกถึง
โคนเขา มีสีเหมือนกองดอกทองกวาว ถามว่า ก็เพราะเหตุไร อุปมานี้
ถึงไม่ทรงถือเอาอุปมาด้วยช้างม้าและโคเป็นต้น ทรงถือเอาแต่อุปมาด้วย
แม่โคที่ไม่มีหนัง. แก้ว่า เพื่อทรงแสดงภาวะที่ไม่สามารถจะอดกลั้นได้
จริงอยู่ มาตุคามไม่สามารถอดกลั้นอดทนทุกขเวทนาที่เกิดขึ้นได้. เพื่อจะ
ทรงแสดงว่า ผัสสาหารไม่มีกำลัง มีกำลังเพลาเหมือนอย่างนั้น จึงทรงนำ

321
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค เล่ม ๒ – หน้าที่ 322 (เล่ม 26)

อุปมามาเทียบเท่านั้น. บทว่า กุฑฺฑํ ได้แก่ ฝา มีฝาศิลาเป็นต้นอย่างใด
อย่างหนึ่ง. ชื่อว่าจำพวกสัตว์ที่เกาะฝา ได้แก่ สัตว์มีแมลงมุม ตุ๊กแก และ
หนูเป็นต้น. บทว่า รุกฺขนิสฺนิตา ได้แก่ สัตว์เล็ก ๆ มีตังบุ้งเป็นต้น. บทว่า
อุทกนิสฺสิตา ได้แก่ สัตว์น้ำมีปลาและจระเข้เป็นต้น. บทว่า อากาส-
นิสฺสิตา ได้แก่ เหลือบ ยุง กา และแร้งเป็นต้น. บทว่า ขาเทยฺยุํ
ได้แก่ ทิ้งจิกกิน. แม่โคนั้นพิจารณาเห็นที่นั้น ๆ ว่าเป็นภัยแต่การเคี้ยว
กินของปาณกสัตว์ ซึ่งมีที่ชุมนุม อาศัยกายเป็นมูล ไม่ได้ปรารถนาสักการะ
และความนับถือสำหรับตน ทั้งไม่ปรารถนาการทุบหลัง การนวดร่างกาย
และน้ำร้อน. ภิกษุก็ฉันนั้นเหมือนกัน พิจารณาเห็นภัยคือการเคี้ยวกินของ
ปาณกสัตว์คือกิเลสอันมีผัสสาหารเป็นมูล ย่อมไม่มีความต้องการด้วยผัสสะ
อันเป็นไปในภูมิ ๓.
บทว่า ผสฺเส ภิกฺขเว อาหาเร ปริญฺญาเต ได้แก่เมื่อกำหนด
รู้ด้วยปริญญา ๓. แม้ในที่นี้ท่านก็กำหนดเอาปริญญา ๓. ในปริญญา ๓
เหล่านั้น การเห็นซึ่งกิจของนามรูปพร้อมทั้งปัจจัยตามความเป็นจริงอย่าง
นี้ว่า ผัสสะจัดเป็นสังขารขันธ์ เวทนาที่สัมปยุตด้วยผัสสะนั้น จัดเป็น
เวทนาขันธ์ สัญญาจัดเป็นสัญญาขันธ์ จิตเป็นวิญญาณขันธ์ อารมณ์ที่
เป็นวัตถุ แห่งขันธ์เหล่านั้น จัดเป็นรูปขันธ์ ชื่อว่า ญาตปริญญา. ใน
ปริญญา ๓ เหล่านั้นนั่นแล การที่ภิกษุยกนามรูปขึ้นสู่ไตรลักษณ์แล้ว
พิจารณาเห็นโดยเป็นของไม่เที่ยงเป็นต้นด้วยสามารถแห่งอนุปัสสนา ๗
ชื่อว่า ตีรณปริญญา. ก็พระอรหัตมรรค ที่คร่าฉันทราคะในนามรูปนั้น
เองออกไป ชื่อว่า ปหานปริญญา.
บทว่า ติสฺโส เวทนา ความว่า เมื่อกำหนดรู้ผัสสาหารด้วย

322
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค เล่ม ๒ – หน้าที่ 323 (เล่ม 26)

ปริญญา ๓ อย่างนี้แล้ว เวทนา ๓ ย่อมเป็นอันกำหนดรู้แล้วเหมือนกัน
เพราะมีผัสสาหารนั้นเป็นมูล และเพราะสัมปยุตด้วยผัสสาหารนั้น. ด้วย
ประการฉะนี้ เป็นอันตรัสเทศนาจนถึงพระอรหัตด้วยอำนาจผัสสาหาร.
จบอาหารที่ ๒ (ผัสสาหาร )
ในอาหารที่ ๓ (นโนสัญเจตนาหาร) มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
บทว่า องฺคารกาสุ ได้แก่หลุมถ่านเพลิง. บทว่า กาสุ ท่าน
กล่าวหมายความว่า กองบ้าง ว่าหลุมบ้าง ในคำนี้ว่า
องฺคารกาสุํ อปเร ผุณนฺติ
นรา รุทนฺตา ปริทฑฺฒคตฺตา ฯ
ภยํ หิ มํ วินฺทติ สุต ทิสฺวา
ปุจฺฉามิ ตํ มาตลิ เทวสารถี.
ชนอีกพวกหนึ่งกระจายกองถ่านเพลิง นระผู้มี
ร่างกายเร่าร้อนร้องไห้อยู่ ภัยมาถึงเราเพราะเห็น
สารถี แน่ะเทพสารถีมาตลี เราขอถามท่าน.
บทว่า กาสุ ท่านกล่าวหมายความว่า กอง ในคำนี้ว่า กึนุ สนฺตรมา-
โนว กาสุํ ขณสิ สารถิ แน่ะนายสารถี ท่านตัวสั่นขุดหลุมอยู่เพราะ
เหตุไรหนอ. ท่านกล่าวหมายความว่า หลุม แม้ในที่นี้ก็ประสงค์ความ
ว่าหลุมนี้แหละ. บทว่า สาธิกโปริสา ได้แก่เกินชั่วบุรุษ คือประมาณ
๕ ศอก. ด้วยบทว่า วีตจฺฉิกานํ วีตธูมานํ นี้ ท่านแสดงว่าหลุมถ่าน
เพลิงนั้น มีความเร่าร้อนมาก. ด้วยว่า เมื่อมีเปลวไฟหรือควัน ความเร่า
ร้อนก็มาก ลมตั้งขึ้น ความเร่าร้อนย่อมไม่มาก เมื่อมีเปลวไฟหรือควัน

323
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค เล่ม ๒ – หน้าที่ 324 (เล่ม 26)

นั้น แต่ไม่มีลืม ความเร่าร้อนย่อมมาก. บทว่า อารกาวสฺส แปลว่า
พึงมีในที่ไกลทีเดียว.
ในคำว่า เอวเมว โข นี้ มีการเปรียบเทียบด้วยอุปมาดังต่อไปนี้
พึงเห็นวัฏฏะที่เป็นไปในภูมิ ๓ เหมือนหลุมถ่านเพลิง ปุถุชนคนโง่ผู้อาศัย
วัฏฏะ เหมือนบุรุษผู้อยากจะเป็นอยู่ กุศลกรรมและอกุศลกรรม เหมือน
บุรุษ ๒ คนผู้มีกำลัง เวลาที่ปุถุชนก่อกรรมทำเข็ญ เหมือนเวลาที่บุรุษ
๒ คน จันบุรุษนั้นที่แขนคนละข้างฉุดมายังหลุมถ่านเพลิง จริงอยู่ กรรม
ที่ปุถุชนคนโง่ก่อกรรมทำเข็ญ ย่อมชักไปหาปฏิสนธิ วัฏทุกข์ที่มีกรรม
เป็นเหตุ พึงทราบเหมือนทุกข์ที่มีหลุมถ่านเพลิงเหตุ.
บทว่า ปริญฺญาเต ได้แก่กำหนดรู้ด้วยปริญญา ๓ ก็การประกอบ
ความเรื่องปริญญาในที่นี้ พึงทราบตามนัยที่กล่าวแล้วในผัสสะนั่นแล.
บทว่า ติสฺโส ตณฺหา ได้แก่กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา. ตัณหา
เหล่านี้ ย่อมเป็นอันกำหนดรู้แล้วเหมือนกัน. เพราะเหตุไร. เพราะ
มโนสัญเจตนามีตัณหาเป็นมูล ด้วยว่า เมื่อละเหตุยังไม่ได้ ก็ละผัสสะ
ไม่ได้. ด้วยประการฉะนี้ เป็นอันตรัสเทศนาจนถึงพระอรหัตด้วยอำนาจ
มโนสัญเจตนาหาร.
จบอาหารที่ ๓ (มโนสัญเจตนาหาร)
ในอาหารที่ ๔ (วิญญาณาหาร) มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
บทว่า อาคุจารึ ได้แก่ผู้ประพฤติชั่ว คือผู้กระทำผิด. ด้วยบทว่า
กถํ โส ปุริโส พระราชาตรัสถามว่า บุรุษนั้นเป็นอย่างไร คือเลี้ยงชีพ
อย่างไร. บทว่า ตเถว เทว ชีวติ ความว่า แม้ในบัดนี้เขาก็เลี้ยงชีพ
เหมือนเมื่อก่อนนั่นแหละ.

324
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค เล่ม ๒ – หน้าที่ 325 (เล่ม 26)

แม้ในคำว่า เอวเมว โข นี้ มีการเปรียบเทียบด้วยอุปมาดังต่อไปนี้.
จริงอยู่ กรรมพึงเห็นเหมือนพระราชา ปุถุชนคนโง่ผู้อาศัยวัฏฏะเหมือน
บุรุษผู้ประพฤติชั่ว ปฏิสนธิวิญญาณเหมือนหอก ๓๐๐ เล่ม เวลาที่พระ
ราชาคือกรรมจับปุถุชนผู้อาศัยวัฏฏะซัดไปในปฏิสนธิ เหมือนเวลาที่พระ
ราชาจับบุรุษผู้ประพฤติชั่ว สั่งบังคับว่า จงประหารด้วยหอก ๓๐๐ เล่ม.
ในอุปมาเหล่านั้น ปฏิสนธิวิญญาณเปรียบเหมือนหอก ๓๐๐ เล่ม ก็จริง
ถึงอย่างนั้น ทุกข์ย่อมไม่มีในหอก ทุกข์มีปากแผลที่ถูกหอกแทงเป็นมูล
ทุกข์เหมือนกัน ย่อมไม่มีแม้ในปฏิสนธิ แต่เมื่อวิบากให้ปฏิสนธิ วิบาก
ทุกข์ในปัจจุบัน ย่อมเป็นเหมือนทุกข์มีปากแผลที่ถูกหอกแทงเป็นมูล.
บทว่า ปริญฺญาเต ได้แก่กำหนดรู้ด้วยปริญญา ๓. แม้ในที่นี้
การประกอบความเรื่องปริญญา พึงทราบตามนัยที่กล่าวแล้วในผัสสาหาร
นั่นแล. บทว่า นามรูปํ ได้แก่เพราะมีวิญญาณเป็นปัจจัย จึงเกิดมีนามรูป
เพราะเมื่อกำหนดรู้วิญญาณ ย่อมเป็นอันกำหนดรู้นามรูปนั้นเหมือนกัน
เพราะมีวิญญาณนั้นเป็นปัจจัย และเพราะเกิดพร้อมกัน. ด้วยประการฉะนี้
เป็นอันตรัสเทศนา จนถึงพระอรหัตแม้ด้วยอำนาจวิญญาณหารแล.
จบอรรถกถาปุตตมังสสูตรที่ ๓
๔. อัตถิราคสูตร
ว่าด้วยความเพลิดเพลินอาหาร ๔ อย่าง
[๒๔๕] พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อาราม
ของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี กรุงสาวัตถี. ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระ-

325
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค เล่ม ๒ – หน้าที่ 326 (เล่ม 26)

ภาคเจ้าตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายมาตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อาหาร ๔
อย่างเพื่อความดำรงอยู่ของสัตว์โลกที่เกิดมาแล้ว เพื่ออนุเคราะห์แก่เหล่า
สัตว์ผู้แสวงหาที่เกิด อาหาร ๔ อย่างนั้น คือ ๑. กวฬีการาหาร หยาบบ้าง
ละเอียดบ้าง ๒. ผัสสาหาร ๓. มโนสัญเจตนาหาร ๔. วิญญาณหาร
อาหาร ๔ อย่างนี้แล เพื่อความดำรงอยู่ของสัตว์โลกที่เกิดมาแล้ว หรือ
เพื่ออนุเคราะห์แก่เหล่าสัตว์ผู้แสวงหาที่เกิด.
[๒๔๖] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ถ้าความยินดี ความเพลิดเพลิน
ความทะยานอยากมีอยู่ในกวฬีการาหารไซร้ วิญญาณก็ตั้งอยู่งอกงามใน
กวฬีการาหารนั้น ในที่ใดวิญญาณตั้งอยู่งอกงาม ในที่นั้นย่อมมีการ
หยั่งลงแห่งนามรูป ในที่ใดมีการหยั่งลงแห่งนามรูป ในที่นั้นย่อมมี
ความเจริญแห่งสังขารทั้งหลาย ในที่ใดมีความเจริญแห่งสังขารทั้งหลาย
ในที่นั้นย่อมมีการเกิดในภพใหม่ต่อไป ในที่ใดมีการเกิดในภพใหม่
ต่อไป ในที่นั้นย่อมมีชาติชรามรณะต่อไป ในที่ใดมีชาติชรามรณะต่อไป
เราเรียกที่นั้นว่ามีความโศก มีธุลี (คือราคะ) มีความคับแค้น. ดูก่อน
ภิกษุทั้งหลาย ถ้าความยินดี ความเพลิดเพลิน ความทะยานอยากมีอยู่ใน
ผัสสาหารไซร้. . . ถ้าความยินดี ความเพลิดเพลิน ความทะยานอยาก
มีอยู่ในมโนสัญเจตนาหารไซร้. . . ถ้าความยินดี ความเพลิดเพลิน
ความทะยานอยากมีอยู่ในวิญญาณาหารไซร้ วิญญาณก็ตั้งอยู่งอกงามใน
วิญญาณหารนั้น ในที่ใดวิญญาณตั้งอยู่งอกงาม ในที่นั้นย่อมมีการ
หยั่งลงแห่งนามรูป ในที่ใดมีการหยั่งลงแห่งนามรูป ในที่นั้นย่อมมี
ความเจริญแห่งสังขารทั้งหลาย ในที่ใดมีความเจริญแห่งสังขารทั้งหลาย
ในที่นั้นย่อมมีการเกิดในภพใหม่ต่อไป ในที่ใดมีการเกิดในภพใหม่ต่อไป

326