ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค เล่ม ๒ – หน้าที่ 307 (เล่ม 26)

เหมือนกัน เมื่ออริยสาวกกำหนดมโนสัญเจตนาหารได้แล้ว ก็เป็นอัน
กำหนดรู้ตัณหาทั้งสามได้แล้ว เมื่ออริยสาวกกำหนดรู้ตัณหาทั้งสามได้แล้ว
เรากล่าวว่าไม่มีสิ่งใดที่อริยสาวกพึงทำให้ยิ่งขึ้นไปกว่านี้อีกแล้ว.
[๒๔๔] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็วิญญาณาหารจะพึงเห็นได้อย่างไร
เหมือนอย่างว่า พวกเจ้าหน้าที่จับโจรผู้กระทำผิดได้แล้วแสดงแก่พระราชา
ว่า ขอเดชะ ด้วยโจรผู้นี้กระทำผิด ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท จงทรง
พระกรุณาโปรดเกล้าให้ลงโทษโจรผู้นี้ตามที่ทรงเห็นสมควรเถิด จึงมีพระ
กระแสรับสั่งอย่างนี้ว่า ท่านผู้เจริญ ไปเถอะพ่อ จงประหารมันเสียด้วย
หอกร้อยเล่มในเวลาเช้านี้ เจ้าหน้าที่เหล่านั้นก็ช่วยกันประหารนักโทษ
คนนั้นด้วยหอกร้อยเล่มในเวลาเช้า ต่อมาเป็นเวลาเที่ยงวัน พระราชา
ทรงซักถามเจ้าหน้าที่เหล่านั้นอย่างนี้ว่า ท่านผู้เจริญ เจ้านักโทษคนนั้น
เป็นอย่างไรบ้าง เขาพากันกราบทูลว่า ขอเดชะ เขายังมีชีวิตอยู่ตามเดิม
จึงมีพระกระแสรับสั่งอย่างนี้ว่า ท่านผู้เจริญ ไปเถอะพ่อ จงช่วยกัน
ประหารมันเสียด้วยหอกร้อยเล่มในเวลาเที่ยงวัน เจ้าหน้าที่เหล่านั้นก็
ประหารนักโทษคนนั้นเสียด้วยหอกร้อยเล่มในเวลาเที่ยงวัน ต่อมาเป็น
เวลาเย็น พระราชาทรงซักถามเจ้าหน้าที่เหล่านั้นอีกอย่างนี้ว่า ท่าน
ผู้เจริญ เจ้านักโทษคนนั้นเป็นอย่างไรบ้าง เขาพากันกราบทูลว่า ขอเดชะ
เขายังมีชีวิตอยู่ตามเดิม จึงมีพระกระแสรับสั่งอย่างนี้ว่า ท่านผู้เจริญ
ไปเถอะพ่อ จงประหารมันเสียด้วยหอกร้อยเล่มในเวลาเย็น เจ้าหน้าที่
คนนั้นก็ประหารนักโทษคนนั้นด้วยหอกร้อยเล่มในเวลาเย็น ภิกษุทั้งหลาย
เธอทั้งหลายยังเข้าใจความข้อนั้นเป็นไฉน คือว่าเมื่อเขากำลังถูกประหาร
ด้วยหอกร้อยเล่มตลอดวันอยู่นั้น จะพึงได้เสวยแต่ทุกข์โทมนัสซึ่งมีการ

307
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค เล่ม ๒ – หน้าที่ 308 (เล่ม 26)

ประการนั้น เป็นเหตุเท่านั้น มิใช่หรือ ภิกษุทั้งหลาย เมื่อเขากำลังถูก
ประหารอยู่ด้วยหอกแม้เล่มเดียว ก็พึงเสวยความทุกข์โทมนัสซึ่งมีการ
ประหารนั้นเป็นเหตุ แต่จะกล่าวไปไยถึงเมื่อเขากำลังถูกประหารอยู่ด้วย
หอกสามร้อยเล่มเล่า ข้อนี้ฉันนั้น เรากล่าวว่า จะพึงเห็นวิญญาณาหาร
ฉันนั้นเหมือนกัน เมื่ออริยสาวกกำหนดรู้วิญญาณาหารได้แล้ว ก็เป็นอัน
กำหนดรู้นามรุปได้แล้ว เมื่ออริยสาวกหากำหนดรู้นามรูปได้เเล้ว เรา
กล่าวว่า ไม่มีสิ่งใดที่อริยสาวกจะพึงทำให้ยิ่งขึ้นไปกว่านี้อีกแล้ว.
จบปุตตมังสสูตรที่ ๓
อรรถกถาปุตตมังสสูตรที่ ๓
ในปุตตมังสสูตรที่ ๓ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
ในคำว่า จตฺตาโรเม ภิกฺขเว อาหารา เป็นต้น มีนัยดังกล่าวแล้ว
นั่นแล. ก็เพราะสูตรนั้นตั้งขึ้นโดยอัตถุปปัตติ ฉะนั้น ครั้นข้าพเจ้า
แสดงเรื่องนั้นแล้ว ในที่นี้จักแสดงการพรรณนาตามลำดับบท. ถามว่า
พระสูตรนี้ ตั้งขึ้นโดยอัตถุปปัตติอะไร. ตอบว่า โดยเรื่องลาภและสักการะ.
ได้ยินว่า ลาภและสักการะเป็นอันมากขึ้นแก่พระผู้มีพระภาคเจ้า.
เหมือนสมัยทรงสร้างสมพระบารมีที่ทรงบำเพ็ญตลอด ๔ อสงไขย. จริงอยู่
บารมีทั้งหมดของพระผู้มีพระภาคเจ้านั้น เป็นประหนึ่งประมวลมาว่า เรา
จักให้วิบากในอัตภาพหนึ่ง จึงยังห้วงน้ำใหญ่คือลาภและสักการะให้บังเกิด
เหมือนเมฆใหญ่ตั้งขึ้นแล้วยังห้วงน้ำใหญ่ให้บังเกิดฉะนั้น. ชนทั้งหลายมี
กษัตริย์และพราหมณ์เป็นต้น ต่างถือข้าว น้ำ ยาน ผ้า ระเบียบดอกไม้

308
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค เล่ม ๒ – หน้าที่ 309 (เล่ม 26)

ของหอม และเครื่องลูบไล้เป็นต้น มาจากที่นั้น ๆ พากันคิดว่า พระ-
พุทธเจ้าอยู่ไหน พระผู้มีพระภาคเจ้าอยู่ไหน พระผู้เป็นเทพแห่งเทพ ผู้
องอาจกว่านระ. ผู้เป็นบุรุษเยี่ยงราชสีห์อยู่ไหน ดังนี้แล้วจึงเสาะหา
พระผู้มีพระภาคเจ้า. ชนเหล่านั้นนำปัจจัยมาตั้งหลายร้อยเล่มเกวียน เมื่อ
ไม่ได้โอกาสจึงหยุดอยู่ เอาทูปเกวียนต่อกันกับทูปเกวียนวงเวียนรายรอบ
ประมาณหนึ่งคาวุต เหมือนเรื่องอันธกวินทพราหมณ์ฉะนั้น. เรื่อง
ทั้งหมดพึงทราบโดยนัยที่กล่าวแล้วในขันธกะและในพระสูตรนั้น ๆ. ลาภ
สักการะเกิดแก่พระผู้มีพระภาคเจ้าฉันใด แม้แก่พระภิกษุสงฆ์ก็ฉันนั้น.
สมจริงตามคำที่ท่านกล่าวไว้ว่า ก็โดยสมัยนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้า
เป็นผู้อันบริษัทสักการะ เคารพ นับถือ บูชา ยำเกรง เป็นผู้ได้จีวร
บิณฑบาต เสนาสนะ คิลานปัจจัยเภสัช บริขาร แม้พระสงฆ์แล ก็เป็น
ผู้อันชนสักการะ ฯ ล ฯ เป็นผู้ได้ ฯล ฯ บริขาร. เหมือนที่พระผู้มี-
พระภาคเจ้าตรัสว่า จุนทะ บัดนี้สงฆ์หรือคณะ มีประมาณเท่าใดเกิดขึ้น
ในโลก จุนทะ เราไม่มองเห็นสงฆ์หมู่หนึ่งอื่นผู้ถึงความเป็นเลิศด้วยลาภ
และเลิศด้วยยศ เหมือนอย่างภิกษุสงฆ์นี้เลย.
ลาภและสักการะที่เกิดขึ้นแก่พระผู้มีพระภาคเจ้า และแก่สงฆ์นี้
นั้น รวมแล้วประมาณไม่ได้ เหมือนน้ำแห่งมหานทีทั้งสอง. ลำดับนั้น
พระศาสดาประทับอยู่ ณ ที่ลับ ทรงพระดำริว่า ลาภและสักการะใหญ่
ได้เป็นของสมควรแม้แก่พระพุทธเจ้าในอดีต ทั้งจะสมควรแก่พระพุทธเจ้า
ในอนาคต ภิกษุทั้งหลายประกอบด้วยสติและสัมปชัญญะอันกำหนดเอา
อาหารเป็นอารมณ์ เป็นผู้วางตนเป็นกลาง ปราศจากฉันทราคะ ไม่มีความ
พอใจและความยินดี สามารถบริโภคหรือหนอ หรือจะไม่สามารถบริโภค.

309
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค เล่ม ๒ – หน้าที่ 310 (เล่ม 26)

พระองค์ได้ทรงเห็นกุลบุตรบางพวกผู้บวชใหม่ ผู้ไม่พิจารณาแล้ว
บริโภคอาหาร ครั้นพระองค์ทรงเห็นแล้วทรงพระดำริว่า เราบำเพ็ญ
บารมีสิ้น ๔ อสงไขยกำไรแสนกัป จะได้บำเพ็ญเพราะเหตุแห่งปัจจัยจีวร
เป็นต้นก็หาไม่แต่ที่แท้บำเพ็ญประโยชน์แก่พระอรหัตอันเป็นผลสูงสุด.
ภิกษุแม้เหล่านี้บวชในสำนักเรา มิได้บวชเพราะเหตุแห่งปัจจัยมีจีวร
เป็นต้น แต่บวชเพื่อประโยชน์แก่พระอรหัตนั่นเอง. บัดนี้ภิกษุเหล่านั้น
กระทำสิ่งที่ไม่เป็นสาระนั่นว่าเป็นสาระ และสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์นั่นแล
ว่าเป็นประโยชน์. ธรรมสังเวชเกิดขึ้นแก่พระองค์ด้วยประการฉะนี้ . ลำดับ
นั้น พระองค์ทรงพระดำริว่า ถ้าจักสามารถบัญญัติปัญจมปาราชิกขึ้นได้ไซร้
เราก็จะพึงบัญญัติการบริโภคอาหารโดยไม่พิจารณาให้เป็นปัญจมปาราชิก
แต่ไม่อาจทรงทำอย่างนี้ได้ เพราะว่าอาหารนั้นเป็นที่ส้องเสพประจำของ
สัตว์ทั้งหลาย แต่เมื่อเราตรัสไว้ภิกษุเหล่านั้นก็จักเห็นข้อนั้นเหมือนปัญจม-
ปาราชิก เมื่อเป็นเช่นนั้นเราก็จักตั้งการบริโภคอาหารที่ไม่พิจารณานั้นว่า-
เป็นกระจกธรรม เป็นข้อสังวร เป็นขอบเขต ซึ่งเหล่าภิกษุในอนาคต
รำลึกแล้ว จักพิจารณาปัจจัย ๔ เสียก่อน แล้วบริโภค.
ในอัตถุปปัตติเหตุนี้ ได้เพิ่มปุตตมังสูปมสุตตันตะดังต่อไปนี้. บรรดา
บทเหล่านั้น บทว่า อตฺตาโรเม ภิกฺขเว อาหารา เป็นต้น มีอรรถ
ดังกล่าวแล้วในหนหลังนั่นแล. ก็ครั้นให้อาหาร ๔ พิสดารแล้ว บัดนี้
เพื่อจะแสดงโทษในอาหาร ๔ เหล่านั้น จึงตรัสว่า กถญฺจ ภิกฺขเว
กวฬีกาโร อาหาโร ทฏฺฐพฺโพ เป็นต้น.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ชายปติกา ได้แก่ภริยาและสามี บทว่า
ปริตฺตํ สมฺพลํ ได้แก่เสบียงมีข้าวห่อ ข้าวสัตตุและขนมเป็นต้น อย่างใด

310
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค เล่ม ๒ – หน้าที่ 311 (เล่ม 26)

อย่างหนึ่ง จำนวนน้อย. บทว่า กนฺตารมคฺคํ ได้แก่หนทางกันดารหรือ
หนทางคราวกันดาร. บทว่า กนฺตารํ ได้แก่กันดาร ๕ อย่าง คือ โจร-
กันดาร พาฬกันดาร อมนุสสกันดาร นิรุทกกันดาร อัปปภักขกันดาร.
บรรดากันดาร ๕ อย่างนั้น ที่ที่มีโจรภัย ชื่อว่าโจรกันดาร ที่ ๆ มีสัตว์ร้าย
มีราชสีห์และเสือโคร่งเป็นต้น ชื่อว่า พาฬกันดาร. ที่ๆ มีภัยโดยอมนุษย์
มียักษิณี ชื่อว่า พลวามุข เป็นต้น ชื่อว่า อมนุสสกันดาร. ที่ๆ ไม่มี
น้ำดื่มหรืออาบ ชื่อว่า นิรุทกกันดาร. ที่ที่ไม่มีสิ่งที่จะเคี้ยวหรือกิน โดย
ที่สุดแม้เพียงหัวเผือกเป็นต้นก็ไม่มี ชื่อว่า อัปปภักขกันดาร. อนึ่ง ใน
ที่ใดมีภัยทั้ง ๕ อย่างนี้อยู่ ที่นั้น ชื่อว่า กันดารโดยแท้. กันดารทั้ง ๕
นี้นั้น พึงผ่านไปเสียโดย ๑-๒-๓ วันก็มี. ทางนั้นท่านไม่ประสงค์ในที่นี้
แต่ในที่นี้ท่านประสงค์เอาทางกันดารประมาณ ๑๐๐ โยชน์ ซึ่งไม่มีน้ำและ
มีอาหารน้อย ทางในคราวกันดารเห็นปานนี้ ชื่อว่า ทางกันดาร. บทว่า
ปฏิปชฺเชยฺยุํ ความว่า สองสามีภรรยาถูกฉาตกภัย โรคภัย และราชภัย
เบียดเบียนพากันเดินไป สำคัญว่า เราจักผ่านกันดารอย่างหนึ่ง อยู่เป็น
สุขในรัชสมัยที่ปราศจากอันตรายของพระราชาผู้ทรงธรรม.
บทว่า เอกปุตฺตโก ได้แก่บุตรน้อยคนเดียว มีร่างกายผ่ายผอม
ผู้ควรจะพึงเอ็นดูอุ้มไป. บทว่า วลฺลูรญฺจ โสณฺฑิกญฺจ ความว่า
เอาจากที่มีเนื้อเป็นก้อน ๆ ทำเป็นเนื้อแห้ง เอาจากที่ติดกระดูกและติด
ศีรษะทำเป็นเนื้อย่อย ๆ. บทว่า ปฏิปึเสยฺยุํ ได้แก่พึงประหาร. ศัพท์ว่า
กหํ เอกปุตฺตก นี้ เป็นอาการแสดงความคร่ำครวญของสามีภรรยาคู่นั้น.
ก็ในข้อนี้มีการพรรณนาเนื้อความโดยย่อ ตั้งต้นแต่ทำเนื้อความ
ให้เเจ่มแจ้ง ดังต่อไปนี้.

311
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค เล่ม ๒ – หน้าที่ 312 (เล่ม 26)

ได้ยินว่า สองสามีภรรยาอุ้มลูกเดินทางกันดารประมาณ ๑๐๐ โยชน์
ด้วยเสบียงเล็กน้อย. เขาเดินทางไปได้ ๕๐ โยชน์ เสบียงหมด กระสับ
กระส่ายเพราะความหิว นั่งที่ร่มไม้อันงอกงาม. ลำดับนั้น สามีได้กล่าว
กะภรรยาว่า ที่รัก จากนี้ไปโดยรอบ ๕๐ โยชน์ไม่มีบ้านหรือนิคม ฉะนั้น
บัดนี้เราไม่สามารถจะกระทำกสิกรรมและโครักขกรรมเป็นต้นเป็นอันมาก
ที่ผู้ชายจะพึงทำได้ มาเถิด เธอจงฆ่าเราแล้วกินเนื้อครึ่งหนึ่ง ทำเสบียง
ครึ่งหนึ่งแล้วจงข้ามทางกันดารไปพร้อมกับลูก. ฝ่ายภรรยากล่าวว่า พี่
บัดนี้ ฉันไม่สามารถจะทำกรรมมีการกรอด้ายเป็นต้นแม้มากที่ผู้หญิงจะพึง
ทำ มาเถิด พี่จงฆ่าฉันกินเนื้อครึ่งหนึ่ง ทำเสบียงครึ่งหนึ่งแล้วจงข้าม
ทางกันดารไปพร้อมกับลูก. สามีกล่าวกะภรรยาอีกว่า ที่รัก ความตาย
ย่อมปรากฏแก่คนสองคนเพราะแม่ตาย เพราะเด็กอ่อน เว้นแม่เสียแล้ว
ก็ไม่อาจจะมีชีวิตอยู่ได้ แต่ถ้าเราทั้งสองยังมีชีวิตอยู่ เราก็จะพึงได้ลูกอีก
เอาเถอะ เราจะฆ่าลูกน้อยในบัดนี้ ถือเอาเนื้อกิน ข้ามผ่านทางกันดาร.
ลำดับนั้น แม่กล่าวกะลูกว่า ลูกรัก เจ้าจงไปหาพ่อ. ลูกก็ไปหาพ่อ.
ครั้งนั้น พ่อของเด็กน้อย กล่าวว่า เราได้รับความทุกข์มิใช่น้อยเพราะ
กสิกรรมและโครักขกรรมเป็นต้นก็เพื่อจะเลี้ยงดูลูกน้อย เราไม่อาจฆ่าลูก
ได้ เธอนั่นแหละจงฆ่าลูกของเธอ แล้วกล่าวกะลูกน้อยว่า ลูกรัก เจ้า
จงไปหาแม่. ลูกก็ไปหาแม่. ครั้งนั้น แม่ของเด็กน้อย กล่าวว่า เมื่อ
เราอยากได้ลูก เราได้รับทุกข์มิใช่น้อย ด้วยการบวงสรวงเทวดา
ด้วยโควัตรและกุกกุรวัตรเป็นต้นก่อน ไม่ต้องพูดถึงการบริหารครรภ์
ฉันไม่อาจฆ่าลูกได้ แล้วกล่าวกะลูกน้อยว่า ลูกรัก เจ้าจงไปหาพ่อเถิด.
ลูกน้อยนั้นเมื่อเดินไปในระหว่างพ่อแม่นั่นแหละ ตายแล้วด้วยประการ

312
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค เล่ม ๒ – หน้าที่ 313 (เล่ม 26)

ฉะนี้. สองสามีภรรยาเห็นดังนั้น คร่ำครวญ ถือเอาเนื้อลูกเคี้ยวกิน
เดินทางไปโดยนัยที่กล่าวแล้ว.
อาหารคือเนื้อลูกของสองสามีภรรยานั้น ไม่ใช่กินเพื่อจะเล่น ไม่
ใช่กินเพื่อจะมัวเมา ไม่ใช่กินเพื่อประดับ ไม่ใช่กินเพื่อตกแต่ง เพราะ
ปฏิกูลด้วยเหตุ ๙ ประการ เป็นอาหารเพื่อข้ามผ่านทางกันดารอย่างเดียว
เท่านั้น. หากจะถามว่า เพราะปฏิกูลด้วยเหตุ ๙ ประการ อะไรบ้าง.
พึงแก้ว่า เพราะเป็นเนื้อของผู้ร่วมชาติ ๑ เพราะเป็นเนื้อของญาติ ๑
เพราะเป็นเนื้อของบุตร . เพราะเป็นเนื้อของบุตรที่รัก ๑ เพราะเป็นเนื้อ
เด็กอ่อน ๑ เพราะเป็นเนื้อดิบ ๑ เพราะไม่เป็นโครส ๑ เพราะไม่เค็ม ๑
เพราะยังไม่ได้ปิ้ง ๑. จริงอยู่ สองสามีภรรยานั้นเคี้ยวกินเนื้อบุตรนั้น
ซึ่งปฏิกูลด้วยเหตุ ๙ ประการเหล่านั้น ด้วยประการฉะนี้ จึงมิได้เคี้ยวกิน
ด้วยความยินดีติดใจ แต่ตั้งอยู่ในภาวะกลางๆ นั่นเอง คือ ในการบริโภค
โดยไม่มีความพอใจและยินดี มีใจแตกทำลาย เคี้ยวกินแล้ว เขาจะได้เอา
เนื้อที่ติดกระดูกเอ็นและหนังออกแล้วเคี้ยวกินแต่เนื้อที่ล่ำ ๆ คือเนื้อที่ดี ๆ
เท่านั้นก็หาไม่ เคี้ยวกินเฉพาะเนื้อที่อยู่ตรงหน้า มิได้เคี้ยวกินตามที่ต้องการ
จนล้นคอหอย แต่เคี้ยวกินทีละน้อยๆ พอยังชีพให้เป็นไปวันหนึ่งๆ เท่านั้น
มิได้หวงกันและกัน เคี้ยวกิน เคี้ยวกินด้วยใจที่บริสุทธิ์จริง ๆ ปราศจาก
มลทินคือความตระหนี่ มิได้เคี้ยวกินอย่างงมงายว่า พวกเราเคี้ยวกินเนื้อ
อย่างใดอย่างหนึ่ง จะเป็นเนื้อมฤคหรือเนื้อนกยูงเป็นต้นอย่างใครอย่างหนึ่ง
ก็ตาม แต่เคี้ยวกินทั้งที่รู้ว่าเป็นเนื้อของลูกรัก มิได้เคี้ยวกินโดยปรารถนา
ว่า ไฉนหนอ เราพึงเคี้ยวกินเนื้อลูกเห็นปานนี้อีก แต่เคี้ยวกินโดยไม่
ปรารถนา มิได้สั่งสมด้วยตั้งใจว่า เราเคี้ยวกินเพียงเท่านี้ในทางกันดาร

313
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค เล่ม ๒ – หน้าที่ 314 (เล่ม 26)

เมื่อพ้นทางกันดารแล้ว จักเอาเนื้อที่เหลือไปปรุงด้วยรสเค็มรสเปรี้ยว
เป็นต้น เคี้ยวกิน แต่เมื่อล่วงกันดารไปแล้ว คิดว่า พวกชนในเมืองจะ
เห็น จึงฝังไว้ในดินหรือเอาไฟเผา มิได้ถือตัวหรือโอ้อวดว่า ใครอื่นจะ
ได้เคี้ยวกินเนื้อบุตรเห็นปานนี้อย่างเรา แต่เคี้ยวกินโดยขจัดความถือตัวและ
โอ้อวดเสียได้ มิได้เคี้ยวกินอย่างดูหมิ่นว่า ประโยชน์อะไรด้วยเนื้อนี้ซึ่ง
ไม่เค็ม ไม่เปรี้ยว ยังไม่ได้ปิ้ง มีกลิ่นเหม็น แต่เคี้ยวกินโดยปราศจาก
ความดูหมิ่น ไม่ดูหมิ่นกันและกันว่า ส่วนของท่าน ส่วนของเรา บุตร
ของท่าน บุตรของเรา แต่มีความพร้อมเพรียงบันเทิงเคี้ยวกิน.
พระศาสดาทรงพิจารณาเห็นสองสามีภรรยาบริโภคโดยปราศจาก
ฉันทราคะเห็นปานนั้นนี้ เมื่อจะทรงให้ภิกษุสงฆ์ทราบเหตุนั้น จึงตรัส
คำเป็นต้นว่า ตํ กึ มญฺญถ ภิกฺขเว อปิ นุ เต ทวาย วา อาหารํ
อาหเรยฺยุํ ดังนี้. ในพระบาลีนั้น คำเป็นต้นว่า ทวาย วา กล่าวไว้
พิสดารแล้วในคัมภีร์วิสุทธิมรรคนั่นแล.
บทว่า กนฺตารสฺส ได้แก่กันดารนอกจากที่สองสามีภรรยาผ่านมา.
บทว่า เอวเมว โข ความว่า พึงเห็นอาหารเสมือนเนื้อลูกรัก ด้วย
อำนาจความเป็นของปฏิกูล ๙ อย่าง. ถามว่า ความเป็นของปฏิกูล ๙ อย่าง
อะไรบ้าง ตอบว่า มีความเป็นของปฏิกูลในการไปเป็นต้น. จริงอยู่
เมื่อพิจารณาความปฏิกูลโดยการไปก็ดี เมื่อพิจารณาความปฏิกูลโดยการ
แสวงหาก็ดี เมื่อพิจารณาความปฏิกูลโดยการบริโภค โดยที่ฝังไว้ โดย
ที่อาศัย โดยเป็นของสุก โดยเป็นของไม่สุก โดยเป็นของเปื้อน และ
โดยเป็นของไหลออกก็ดี ชื่อว่าย่อมกำหนดกวฬิงการาหาร. ก็ความปฏิกูล
โดยการไปเป็นต้นเหล่านี้นั้น กล่าวไว้พิสดารแล้วทั้งนั้นในอาหารปาฏิกุลย-

314
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค เล่ม ๒ – หน้าที่ 315 (เล่ม 26)

นิทเทสในคัมภีร์วิสุทธิมรรค. พึงบริโภคอาหารเปรียบด้วยเนื้อลูกทีเดียว
ด้วยอำนาจความปฏิกูล ๙ อย่างเหล่านี้ด้วยประการฉะนี้.
สองสามีภรรยานั้นเมื่อเคี้ยวกินเนื้อลูกรักซึ่งเป็นของปฏิกูล มิได้
เคี้ยวกินด้วยความยินดีติดใจ แต่ตั้งอยู่ในภาวะกลาง ๆ นั่นเอง คือใน
การบริโภคโดยไม่มีความพอใจและยินดี เคี้ยวกินแล้ว ฉันใด พึง
บริโภคอาหารโดยไม่มีความพอใจและยินดี ฉันนั้น.
เหมือนอย่างว่า สองสามีภรรยานั้นจะได้เอาเนื้อที่ติดกระดูกเอ็นและ
หนังออก เคี้ยวกินแต่เนื้อที่ล่ำ ๆ คือเนื้อที่ดี ๆ เท่านั้นก็หาไม่ แต่เคี้ยว
กินเนื้อที่หยิบถึงเท่านั้น ฉันใด ภิกษุไม่พึงใช้หลังมือเขี่ยข้าวแห้งและกับข้าว
แข็งเป็นต้นออก ไม่แสดงความเจาะจง ดุจนกกระจาบและดุจไก่มิได้
เลือกเฉพาะโภชนะที่ดีซึ่งผสมเนยใสและเนื้อเป็นต้นแต่ที่นั้น ๆ บริโภค
พึงบริโภคตามลำดับดุจราชสีห์ ฉันนั้น. เหมือนอย่างว่า สองสามีภรรยา
นั้น มิได้เคี้ยวกินตามที่ต้องการจนล้นคอหอย แต่เคี้ยวกินทีละน้อย ๆ
พอยังชีพให้เป็นไปในวันหนึ่ง ๆ เท่านั้น ฉันใด ภิกษุก็ฉันนั้น ไม่บริโภค
ตามที่ต้องการจนเรอ ดุจพวกพราหมณ์ที่มีอาหารอยู่ในมือเป็นต้นบางคน
เว้นโอกาสสำหรับคำข้าว ๔-๕ คำไว้แล้วบริโภคดุจพระธรรมเสนาบดี.
เล่ากันว่า พระธรรมเสนาบดีเถระนั้นดำรง (ความเป็นภิกษุ)
อยู่ ๕ พรรษา กล่าวว่า แม้วันหนึ่งเราก็มิได้ฉันอาหารจนสำรอกออก
มาเป็นรสเปรี้ยวภายหลังฉันอาหาร ดังนี้ เมื่อบันลือสีหนาทได้กล่าวคาถา
นี้ว่า
ภิกษุงดฉันคำข้าว ๔-๕ คำ พึงดื่มน้ำ พอที่จะ
อยู่อย่างสบายสำหรับภิกษุผู้มีใจเด็ดเดี่ยว.

315
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค เล่ม ๒ – หน้าที่ 316 (เล่ม 26)

เหมือนอย่างว่า สองสามีภรรยานั้นจะได้หวงกันและกันเคี้ยวกิน
ก็หาไม่ แต่เคี้ยวกินด้วยใจที่บริสุทธิ์จริง ๆ ปราศจากมลทินคือความ
ตระหนี่ ฉัน ไค ภิกษุก็ฉันนั้นเหมือนกัน ได้บิณฑบาตแล้วไม่ตระหนี่
คิดว่า เมื่อภิกษุรับบิณฑบาตนี้ได้ทั้งหมด เราก็จักให้ทั้งหมด เมื่อรับได้
ครึ่งหนึ่ง เราจักให้ครึ่งหนึ่ง ถ้าจักมีบิณฑบาตเหลือจากที่ภิกษุรับไป
เราจักบริโภคเอง ดังนี้ ตั้งอยู่ในสาราณียธรรมมั่นคงบริโภค. เหมือน
อย่างว่า สองสามีภรรยานั้น มิได้เคี้ยวกินอย่างงมงายว่า พวกเราเคี้ยวกิน
เนื้ออย่างใดอย่างหนึ่ง จะเป็นเนื้อมฤคหรือเนื้อนกยูงเป็นต้นอย่างใด
อย่างหนึ่งก็ตาม แต่เคี้ยวกินทั้งที่รู้ว่าเป็นเนื้อของลูกรัก ฉันใด ภิกษุก็
ฉันนั้นเหมือนกัน ได้บิณฑบาตแล้ว ไม่พึงเกิดความงมงายเพราะเห็นแก่
ตัวว่า เราจะเคี้ยวกิน จะบริโภค พึงคิดว่า กวฬิงการาหารย่อมไม่รู้ว่า
เราทำกายที่อาศัยมหาภูตรูป ๔ ให้เจริญ แม้กายก็ไม่รู้ว่า กวฬิงการาหาร
ทำเราให้เจริญ ดังนี้ พึงละความงมงายบริโภค ด้วยอาการอย่างนี้. จริงอยู่
กวฬิงการาหารนี้ ภิกษุพึงเป็นผู้ไม่งมงายบริโภคแม้ด้วยสติสัมปชัญญะ.
เหมือนอย่างว่า สองสามีภรรยานั้นไม่เคี้ยวกินด้วยตั้งความปรารถนา
ว่า ไฉนหนอ เราพึงเคี้ยวกินเนื้อลูกเห็นปานนี้แม้อีก แต่พอพ้นความ
ปรารถนาไปแล้วก็เคี้ยวกัน ฉันใด ภิกษุก็ฉันนั้นเหมือนกัน ได้โภชนะ
อันประณีตแล้ว คิดว่า ไฉนหนอ เราพึงได้โภชนะเห็นปานนี้ ในวัน
พรุ่งนี้ก็ดี ในวันต่อไปก็ดี ก็แลครั้นได้โภชนะที่เศร้าหมองก็คิดว่า วันนี้
เราไม่ได้โภชนะอันประณีตเหมือนวันวาน มิได้ทำความปรารถนาหรือ
เศร้าใจ เป็นผู้ปราศจากความอยาก ระลึกถึงโอวาทนี้ว่า

316