ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค เล่ม ๒ – หน้าที่ 287 (เล่ม 26)

ง่ายสำหรับท่าน เพราะความเป็นผู้ได้ยินได้ฟังมาก.
ปฏิจจสมุปบาท เป็นธรรมลึกซึ้ง เพราะความลึกซึ่ง ๔ ประการ
และความลึกซึ้งแห่งปฏิจจสมุปบาทนั้น ท่านกล่าวไว้พิสดารแล้วในคัมภีร์
วิสุทธิมรรคแล. ความลึกซึ้งแม้ทั้งหมดนั้นได้ปรากฏเหมือนเป็นธรรม
ง่ายสำหรับพระอานนทเถระ ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อจะ
ทำให้พระอานนท์ยินดี จึงตรัสว่า มาเหวํ เป็นอาทิ. ก็ในพระบาลีนั้น
มีอธิบาย ดังนี้ ดูก่อนอานนท์ เธอมีปัญญามาก มีญาณแจ่มแจ้ง ด้วย
เหตุนั้น ปฏิจจสมุปนาท แม้จะเป็นธรรมลึกซึ้ง ก็ย่อมปรากฏเหมือน
เป็นธรรมง่ายสำหรับเธอ เพราะฉะนั้น เธออย่าได้กล่าวอย่างนี้ว่า
ปฏิจจสมุปบาทนี้ ปรากฏเป็นธรรมง่ายสำหรับเราหรือหนอ หรือว่า
ง่ายสำหรับคนอื่นด้วย.
แต่พระอานนทเถระยังมิยินดีด้วยถ้อยคำที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัส
แล้วใด ในข้อนั้น มีอธิบายดังนี้ "ดูก่อนอานนท์ ก็แหละเธออย่าได้
กล่าวอย่างนี้ว่า ปฏิจจสมุปบาทปรากฏเหมือนเป็นธรรมง่าย ๆ สำหรับ
เรา ก็ถ้าปฏิจจสมุปบาทนี้ ปรากฏเหมือนเป็นธรรมง่าย ๆ สำหรับเธอ
ไซร้ เพราะเหตุไร เธอจึงมิได้เป็นพระโสดาบันตามธรรมดาของตน แต่
เธอได้ตั้งอยู่ในนัยที่เราให้แล้ว จึงแทงตลอดโสดาปัตติมรรค ดูก่อนอานนท์
พระนิพพานนี้เท่านั้น ที่ลึกซึ้ง ส่วนปัจจยาการเป็นธรรมง่าย ครั้นแล้ว
เพราะเหตุไร เธอจึงไม่ถอนขึ้นซึ่งกิเลส ๔ เหล่านี้ คือ กามราค-
สังโยชน์ ปฏิฆสังโยชน์ อันหยาบ กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย อันหยาบ
แล้วกระทำให้แจ้งซึ่งสกทาคามิผล ไม่ถอนขึ้นซึ่งกิเลส ๔ ที่อาศัยสังโยชน์
และอนุสัยเหล่านั้นนั่นแหละ แล้วกระทำอนาคามิผลให้แจ้ง ไม่ถอนขึ้น

287
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค เล่ม ๒ – หน้าที่ 288 (เล่ม 26)

ซึ่งกิเลส ๘ เหล่านี้ คือ สังโยชน์ ๕ มีรูปราคะ เป็นต้น มานานุสัย
ภวราคานุสัย อวิชชานุสัย แล้วกระทำให้แจ้งซึ่งพระอรหัต หรือวำ
เพราะเหตุไร จึงไม่แทงตลอดสาวกบารมีญาณ เหมือนพระสารีบุตรและ
พระมหาโมคคัลลานะผู้ได้บำเพ็ญบารมีตลอด ๑ อสงไขยยิ่งด้วยแสนกัป
ไม่แทงตลอดปัจเจกโพธิญาณ เหมือนพระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลาย ผู้ได้
บำเพ็ญบารมีตลอด ๒ อสงไขยยิ่งด้วยแสนกัป. อีกอย่างหนึ่ง ถ้าปฏิจจ-
สมุปบาทนี้ ปรากฏเป็นธรรมง่ายโดยประการทั้งปวงสำหรับเธอไซร้
เมื่อเป็นเช่นนี้ เพราะเหตุไร เธอจึงไม่ทำให้แจ้งซึ่งพระสัพพัญญุตญาณ
เหมือนพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ที่ได้ทรงบำเพ็ญพระบารมี ๔ อสงไขยยิ่งด้วย
แสนกัปบ้าง ๘ อสงไขยบ้าง ๑๖ อสงไขยบ้าง เธอไม่มีความต้องการ
ด้วยธรรมเครื่องบรรลุคุณพิเศษเหล่านี้หรือ. เธอจงเห็นว่าเป็นเพียงความ
ผิดพลาดของเธอ เธอชื่อว่า เป็นผู้ตั้งอยู่ในสาวกปเทสญาณ ได้กล่าว
ถึงปัจจยาการอันลึกซึ้งยิ่งว่า ปรากฏง่ายสำหรับเรา คำพูดเช่นนี้ของเธอ
นั้น เป็นศัตรูต่อพระดำรัสของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ข้อที่ภิกษุเช่นนั้น
จะพึงกล่าวถ้อยคำอันเป็นศัตรู ต่อพระดำรัสของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย
เป็นการไม่สมควร. ดูก่อนอานนท์ ก็เมื่อตถาคตพยายามเพื่อแทงตลอด
ปัจจยาการนี้อยู่ ชื่อว่าการให้ทานที่ไม่เคยให้ เพื่อประโยชน์เก่การแทง
ตลอดปัจจยาการ ย่อมไม่มีแก่ตถาคต ตลอด ๔ อสงไขยยิ่งด้วยแสนกัป.
ขึ้นชื่อว่า ผู้มิได้บำเพ็ญบารมี ย่อมไม่มี. และเมื่อตถาคตกำจัดกำลังของ
มาร ดุจว่าให้หมดความพยายามด้วยคิดว่า เราจักแทงตลอดปัจจยาการ
ในวันนี้ มหาปฐพีนี้ ก็มิได้ไหว แม้เพียงเท่า ๒ องคุลี. อนึ่ง
เมื่อตถาคตยังปุพเพนิวาสานุสสติญาณให้ถึงพร้อมในปฐมยาม และ

288
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค เล่ม ๒ – หน้าที่ 289 (เล่ม 26)

ยังทิพพจักขุญาณให้ถึงพร้อมในมัชฌิมยาม ส่วนในปัจฉิมยาม ด้วยเพียง
เห็นว่า อวิชชาเป็นปัจจัยแห่งสังขารทั้งหลาย โดยอาการ ๙ อย่าง ดังนี้
ในเวลาเช้าตรู่ โลกธาตุนี้เปล่งเสียงอยู่ตั้งร้อยตั้งพัน เหมือนกังสดาลถูก
เคาะด้วยท่อนไม้ ได้ไหวแล้ว เหมือนหยาดน้ำบนใบบัวที่ถูกลมพัด
ฉะนั้น ดูก่อนอานนท์ ปฏิจจสมุปบาทนี้ ทั้งลึกซึ้ง ทั้งมีกระแสความ
ลึกซึ้ง ด้วยประการฉะนี้ ดูก่อนอานนท์ เพราะไม่รู้ธรรมนี้ ฯ ล ฯ
สัตว์ทั้งหลาย ย่อมไม่ล่วงพ้นอบาย ทุคติ วินิบาต สงสาร."
ข้อว่า "เอตสฺส ธมฺมสฺส ธรรมนี้" ได้แก่ ธรรมอันเป็นปัจจัย
แห่งธรรมนี้. บทว่า "อนนุโพธา เพราะไม่รู้" ได้แก่ เพราะไม่ตรัสรู้
ด้วยอำนาจญาตปริญญา (การกำหนดรู้สิ่งที่ตนรู้แล้ว). บทว่า "อปฺปฏิ-
เวธา เพราะไม่แทงตลอด" ได้แก่ เพราะไม่แทงตลอดด้วยอำนาจ
ตีรณปริญญา (การกำหนดรู้ด้วยการพิจารณาไตร่ตรอง) และปหาน-
ปริญญา (การกำหนดรู้ด้วยการละ). บทว่า ตนฺตากุลชาตา แปลว่า
เป็นเหมือนเส้นด้ายที่ยุ่ง. เหมือนอย่างว่า ด้ายของช่างหูกที่เก็บไว้ไม่ดี
ถูกหนูกัดขาด จึงยุ่งในที่นั้น ๆ การที่จะให้ปลายเสมอปลาย ให้โคน
เสมอโคนว่า นี้โคน นี้ปลาย ย่อมทำได้ยาก ฉันใด สัตว์ทั้งหลาย
ผู้สับสน ยุ่งเหยิง วุ่นวาย ในปัจจยาการนี้ ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ไม่อาจ
จะทำปัจจยาการให้ตรงได้. ผู้ที่ตั้งอยู่ในความเคารพนับถือแห่งบุรุษเฉพาะ
ตน พึงเป็นผู้อาจทำอุทาหรณ์ในปัจจยาการนั้นให้ตรงได้. นอกจาก
พระโพธิสัตว์ทั้งสอง สัตว์อื่นชื่อว่า เป็นผู้สามารถเพื่อทำปัจจยาการให้ตรง
ตามธรรมดาของตนย่อมไม่มี เหมือนอย่างว่า เส้นด้ายที่ยุ่ง ซึ่งเขาเอาน้ำ
ส้มใส่แล้ว เอาเก้าอี้ทับ ย่อมจะเกิดเป็นก้อนติดกันเป็นกลุ่มในที่สุด ฉันใด

289
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค เล่ม ๒ – หน้าที่ 290 (เล่ม 26)

สัตว์เหล่านี้ ก็ฉันนั้น พลั้งพลาดในปัจจัยแล้ว ไม่สามารถทำปัจจัยให้
ตรง จึงเกิดเป็นกลุ่มติดกันเป็นปม ด้วยอำนาจแห่งทิฏฐิ ๖๒. ก็ชน
เหล่าใดเหล่าหนึ่ง อาศัยทิฏฐิ ชนเหล่านั้นทั้งหมด ไม่อาจทำปัจจัยให้
ตรงได้เลย. ด้ายที่พันกันยุ่งของช่างหูก เรียกว่า กลุ่มเส้นด้ายเป็นปม
ในคำว่า คุฬีคุณฺฐิกชาตา.
รังนก ชื่อว่า คุฬา. อาจารย์พวกหนึ่งกล่าวว่า รังของนางนกนั้น
ดังนี้ก็มี. ความที่ด้ายเป็นปมและรังนกทั้งสองนั้น ก็นับว่ายุ่ง. การที่จะ
จัดให้ปลายเสมอปลาย ให้โคนเสมอโคน เป็นการทำได้ยาก. เพราะฉะนั้น
ความข้อนั้น พึงประกอบเข้าโดยนัยก่อนนั่นแหละ.
บทว่า มุญฺชปพฺพชภูตา ได้แก่ เป็นเหมือนหญ้ามุงกระต่าย
เหมือนหญ้าปล้อง คือ เกิดเช่นนั้น. การถือเอาสิ่งที่ตกไปในที่ใดที่หนึ่ง
ในเวลาที่เชือกซึ่งเขาทุบหญ้าเหล่านั้น ทำขาดลง แล้วจัดให้ปลายเสมอ
ปลาย ให้โคนเสมอโคนว่า นี้คือปลาย นี้คือโคนของหญ้าเหล่านั้น เป็น
สิ่งทำได้ยาก ผู้ตั้งอยู่ในความเคารพสักการะแห่งบุรุษเฉพาะตน พึงเป็น
ผู้สามารถทำ (ปัจจยาการ) ให้ตรงได้ นอกจากพระโพธิสัตว์ทั้งสอง
สัตว์อื่นชื่อว่า เป็นผู้สามารถทำปัจจยาการให้ตรง ย่อมไม่มี ฉันใด
หมู่สัตว์นี้ ก็ฉันนั้น ไม่อาจทำปัจจัยให้ตรงได้ เป็นผู้เหมือนกลุ่มเส้นด้าย
ที่เป็นปม จึงไม่ล่วงพ้นอบาย ทุคติ วินิบาต สงสาร ด้วยอำนาจทิฏฐิ.
ในความข้อนั้น นรก กำเนิดดิรัจฉาน เปรตวิสัย และอสุรกาย
ชื่อว่า อบาย. เพราะฉะนั้น อบายแม้ทั้งหมดนั้น เรียกว่า อบาย เพราะ
ไม่มีความเป็นไป กล่าวคือความเจริญ. อนึ่ง ที่เรียกว่า ทุคติ เพราะ
มีความเป็นไปแห่งทุกข์ ที่เรียกว่า วินิบาต เพราะความเกิดขึ้นแห่งสุข

290
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค เล่ม ๒ – หน้าที่ 291 (เล่ม 26)

ได้ตกไปเสียแล้ว ส่วนนอกนี้ เรียกว่า สงสาร เพราะขันธ์ธาตุและ
อายตนะยังเป็นไปตามลำดับไม่ขาดสาย หมู่สัตว์ย่อมไม่ล่วงพ้น คือไม่
ก้าวล่วงทุกข์แม้ทั้งหมดนั้น โดยที่แท้ หมู่สัตว์ถือเอาอยู่ซึ่งจุติ และ
ปฏิสนธิบ่อย ๆ อย่างนี้คือ จากจุติ ก็ถือปฏิสนธิ จากปฏิสนธิ ก็ถือ
เอาจุติ จึงต้องหมุนไปในภพ ๓ ในกำเนิด ๔ ในคติ ๕ ในวิญญาณ-
ฐิติ ๗ ในสัตตาวาส ๙ เหมือนเรือที่ถูกลมพัดไปในมหาสมุทร และ
เหมือนโคเทียมด้วยเครื่องยนต์ฉะนั้น.
พระผู้มีพระภาคเจ้า ไม่ทรงรุกรานท่านพระอานนท์ จึงตรัส
ข้อความนี้ทั้งหมดด้วยประการฉะนี้. คำที่เหลือในพระสูตรนี้ มีนัยดัง
กล่าวแล้วแล.
จบนิทานสูตรที่ ๑๐
จบอรรถกถาทุกขวรรคที่ ๖

291
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค เล่ม ๒ – หน้าที่ 292 (เล่ม 26)

มหาวรรคที่ ๗
๑. อัสสุตวตาสูตรที่ ๑
ว่าด้วยกายเป็นที่ประชุมมหาภูตทั้ง ๔
[๒๓๐] ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้:-
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อาราม
ของท่าน อนาถบิณฑิกเศรษฐี กรุงสาวัตถี. ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระ-
ภาคเจ้าตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายว่า. . . ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ปุถุชนผู้มิได้
สดับ จะพึงเบื่อหน่ายบ้าง คลายกำหนัดบ้าง หลุดพ้นบ้าง ในกายอันเป็น
ที่ประชุมแห่งมหาภูตทั้ง ๔ นี้ ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะเหตุว่า ความ
เจริญก็ดี ความเสื่อมก็ดี การเกิดก็ดี การตายก็ดี ของกายอันเป็น
ที่ประชุมแห่งมหาภูตทั้ง ๔ นี้ ย่อมปรากฏ ปุถุชนผู้มิได้สดับจึงเบื่อ
หน่ายบ้าง คลายกำหนัดบ้าง หลุดพ้นบ้าง ในกายนั้น แต่ตถาคต
เรียกกายอันเป็นที่ประชุมแห่งมหาภูตทั้ง ๔ นี้ว่า จิตบ้าง มโนบ้าง
วิญญาณบ้าง ปุถุชนผู้มิได้สดับ ไม่อาจเบื่อหน่าย . คลายกำหนัด หลุด
พ้นในจิต เป็นต้นนั้นได้เลย ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะว่าจิตเป็นต้นนี้
อันปุถุชนมิได้สดับรวบรัดถือไว้ด้วยตัณหา ยึดถือด้วยทิฏฐิว่า นั่นของเรา
เราเป็นนั่น นั่นเป็นตัวตนของเรา ดังนี้ ตลอดกาลช้านาน ฉะนั้น ปุถุชน
ผู้มิได้สดับ จึงไม่อาจจะเบื่อหน่าย คลายกำหนัด หลุดพ้นในจิตเป็นต้น
นั้นได้เลย.

292
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค เล่ม ๒ – หน้าที่ 293 (เล่ม 26)

[๒๓๑] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ปุถุชนผู้มิได้สดับ จะพึงเข้าไปอีก
ถือเอากายอันเป็นที่ประชุมแห่งมหาภูตทั้ง ๔ นี้ โดยความเป็นตน ยัง
ชอบกว่า แต่จะเข้าไปยึดถือเอาจิตโดยความเป็นตนหาชอบไม่ ข้อนั้น
เพราะเหตุไร เพราะกายอันเป็นที่ประชุมแห่งมหาภูตทั้ง ๔ นี้ เมื่อ
ดำรงอยู่ ปีหนึ่งบ้าง สองปีบ้าง สามปีบ้าง สี่ปีบ้าง ห้าปีบ้าง สิบปีบ้าง
ยี่สิบปีบ้าง สามสิบปีบ้าง สี่สิบปีบ้าง ห้าสิบปีบ้าง ร้อยปีบ้าง ยิ่งกว่า
ร้อยปีบ้าง ย่อมปรากฏ แต่ว่าตถาคตเรียกกายอันเป็นที่ประชุมแห่ง
มหาภูตทั้ง ๔ นี้ว่า จิตบ้าง มโนบ้าง วิญญาณบ้าง จิตเป็นต้นนั้น
ดวงหนึ่งเกิดขึ้น ดวงหนึ่งดับไป ในกลางคืนและกลางวัน.
[๒๓๒] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย วานรเมื่อเที่ยวไปในป่าใหญ่จับ
กิ่งไม้ ปล่อยกิ่งนั้น ยึดเอากิ่งอื่น ปล่อยกิ่งที่ยึดเดิม เหนี่ยวกิ่งใหม่
ต่อไป แม้ฉันใด กายอันเป็นที่ประชุมแห่งมหาภูตทั้ง ๔ นี้ ที่ตถาคต
เรียกว่า จิตบ้าง มโนบ้าง วิญญาณบ้าง จิตเป็นต้นนั้น ดวงหนึ่งเกิดขึ้น
ดวงหนึ่งดับไป ในกลางคืนและกลางวัน ก็ฉันนั้นแล.
[๒๓๓] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกผู้ได้สดับ ย่อมใส่ใจโดย
แยบคายด้วยดีถึงปฏิจจสมุปบาทธรรม ในกายและจิตที่ตถาคตกล่าวมา
นั้นว่า เพราะเหตุดังนี้ เมื่อสิ่งนี้มี สิ่งนี้จึงมี เพราะสิ่งนี้เกิดขึ้น สิ่งนี้
จึงเกิดขึ้น เมื่อสิ่งนี้ไม่มี สิ่งนี้จึงไม่มี เพราะสิ่งนี้ดับ สิ่งนี้จึงดับ คือ
เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย จึงมีสังขาร เพราะสังขารเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ
เพราะวิญญาณเป็นปัจจัย จึงมีนามรูป เพราะนามรูปเป็นปัจจัย จึงมี
สฬายตนะ เพราะสฬายตนะเป็นปัจจัย จึงมีผัสสะ เพราะผัสสะเป็นปัจจัย
จึงมีเวทนา เพราะเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีตัณหา เพราะตัณหาเป็นปัจจัย

293
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค เล่ม ๒ – หน้าที่ 294 (เล่ม 26)

จึงมีอุปาทาน เพราะอุปาทานเป็นปัจจัย จึงมีภพ เพราะภพเป็นปัจจัย
จึงมีชาติ เพราะชาติเป็นปัจจัย จึงมีชราและมรณะ โสกปริเทวทุกข-
โทมนัสและอุปายาส ความเกิดขึ้นแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ ย่อมมีด้วย
ประการอย่างนี้ อนึ่ง เพราะอวิชชาดับสำรอกโดยไม่เหลือ สังขารจึงดับ
เพราะสังขารดับ วิญญาณจึงดับ ฯ ล ฯ ความดับแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้
ย่อมมีด้วยประการอย่างนี้.
[๒๓๔] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกผู้ได้สดับ มาพิจารณาอยู่
อย่างนี้ ย่อมหน่ายแม้ในรูป ย่อมหน่ายแม้ในเวทนา ย่อมหน่ายแม้ใน
สัญญา ย่อมหน่ายแม้ในสังขารทั้งหลาย ย่อมหน่ายแม้ในวิญญาณ เมื่อ
หน่าย ย่อมคลายกำหนัด เพราะคลายกำหนัดจึงหลุดพ้น เมื่อหลุดพ้นแล้ว
ก็เกิดญาณหยั่งรู้ว่าหลุดพ้นแล้ว ย่อมทราบชัดว่าชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์
อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำ ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี
ดังนี้แล.
จบอัสสุตวตาสูตรที่ ๑
มหาวรรคที่ ๗
อรรถกถาอัสสุตวตาสูตรที่ ๑
พึงทราบวินิจฉัยในอัสสุตวตาสูตรที่ ๑ แห่งมหาวรรคต่อไป.
บทว่า " อสุตวา ผู้มิได้สดับ" ได้แก่ ผู้เว้นจากการเรียน การ
สอบถามและการวินิจฉัยในขันธ์ ธาตุ อายตนะ ปัจจยาการ และสติปัฏฐาน
เป็นต้น . บทว่า " ปุถุชฺชโน ปุถุชน" ได้แก่ ชื่อว่าปุถุชน เพราะเหตุที่ยัง

294
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค เล่ม ๒ – หน้าที่ 295 (เล่ม 26)

กิเลสมากนานัปการเป็นต้นให้เกิด. จริงอยู่ ท่านกล่าวคำนี้ไว้ว่า ชื่อว่า
ปุถุชน เพราะยังกิเลสหนาให้เกิด. ข้อความทั้งปวงนั้น ควรทำให้พิสดาร.
อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่าปุถุชน เพราะหยั่งลงภายในของพวกชนจำนวนมาก
คือนับไม่ได้ หันหลังให้อริยธรรม ประพฤติธรรมต่ำ อีกอย่างหนึ่ง ผู้นี้
ชื่อว่าปุถุ เพราะถึงการนับไว้แผนกหนึ่งทีเดียว ชื่อว่าชน เพราะแยกจาก
พระอริยเจ้าผู้ประกอบด้วยคุณมีศีลและสุตะเป็นต้น ฉะนั้น จึงชื่อว่าปุถุชน.
ด้วยบททั้งสอง คือ อสุตวา ปุถุชฺชโน ดังกล่าวแล้วนี้นั้น ท่านถือเอา
อันธปุถุชน ในจำนวนปุถุชน ๒ จำพวกที่พระพุทธเจ้าผู้เป็นเผ่าพันธุ์
พระอาทิตย์ตรัสไว้ว่า ปุถุชนมี ๒ จำพวก คืออันธปุถุชน ๑ กัลยาณ-
ปุถุชน ๑. ด้วยบทว่า อิมสฺมึ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงกายที่เห็น
ประจักษ์อยู่ในปัจจุบัน. บทว่า จาตุมฺมหาภูติกสฺมึ แปลว่า ในกายอัน
เป็นที่ประชุมแห่งมหาภูตรูป ๔. อธิบายว่า บังเกิดแต่มหาภูตรูป ๔ ชื่อ
ว่าสำเร็จแต่มหาภูตรูป ๔. บทว่า นิพฺพินฺเทยฺย แปลว่า พึงหน่าย.
บทว่า วิรชฺเชยฺย. แปลว่า ไม่พึงยินดี. บทว่า วิมุจฺเจยฺย แปลว่า พึง
เป็นผู้ใคร่จะพ้น. บทว่า อาจโย แปลว่า ความเจริญ. บทว่า อปจโย
แปลว่า ความเสื่อม. บทว่า อาทานํ แปลว่า การบังเกิด. บทว่า
นิกฺเขปนํ แปลว่า ความแตกสลาย.
บทว่า ตสฺมา ได้แก่ เพราะเหตุที่มหาภูตรูป ๔ เหล่านี้ ย่อม
ปรากฏ เพราะมีความเจริญ ความเสื่อม ความบังเกิด และความแตก
สลาย. อธิบายว่า เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงกระทำรูปที่
มิได้ประกอบ (ในการ) เพื่อกำหนดรูปในกายอันเป็นที่ประชุมแห่งมหา-
ภูตรูป ๔ แล้วทรงกระทำรูปที่ประกอบแล้วในกาย เพื่อกำหนดว่า ไม่มี

295
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค เล่ม ๒ – หน้าที่ 296 (เล่ม 26)

รูป. เพราะเหตุไร. เพราะว่าการถือมั่นในรูปของภิกษุเหล่านั้น มีกำลัง
เกินประมาณ. ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงความที่การถือ
มั่นในรูปของภิกษุเหล่านั้นว่า เป็นรูปที่ไม่ควรกำหนด เมื่อจะทรงนำออก
จึงตรัสอย่างนั้น เพื่อทรงตั้งไว้ในความไม่มีรูป.
คำทั้งปวงมี จิตฺตํ เป็นอาทิ เป็นชื่อของมนายตนะนั่นเอง. ก็
มนายตนะนั้น เรียกว่า จิต เพราะเป็นที่ตั้งแห่งจิต เพราะเป็นโคจรแห่งจิต
เพราะมีจิตเป็นสัมปยุตธรรม เรียกว่า มนะ เพราะอรรถกถาน้อมไป และ
เรียกว่า วิญญาณ เพราะอรรถว่ารู้แจ้ง. บทว่า นาลํ แปลว่า ไม่สามารถ.
บทว่า อชฺโฌสิตํ แปลว่า ถูกตัณหากลืน คือร้อยรัดยึดไว้. บทว่า มมา-
ยิตํ ได้แก่ถือเอาว่า นี้ของเราด้วยการยึดว่าเป็นของเราด้วยอำนาจตัณหา.
บทว่า ปรามฏฺฐํ ได้แก่เป็นอันถูกทิฏฐิยึดถือเอาโดยประการอื่น (นอก
พระพุทธศาสนา). คำว่า เอตํ มม นั่นของเรา เป็นการยึดถือด้วยอำนาจ
ตัณหา. ความวิปริตแห่งตัณหา ๑๐๘ เป็นอันถือเอาด้วยคำนั้น. บทว่า
เอโสหมสฺมิ เป็นการยึดถือด้วยอำนาจมานะ. มานะ ๙ เป็นอันถือเอาด้วย
คำนั้น. บทว่า เอโส เม อตฺตา นั่นคืออัตตาของเรา เป็นการยึดถือ
ด้วยอำนาจทิฏฐิ. ทิฏฐิ ๖๒ เป็นอันถือเอาด้วยคำนั้น. บทว่า ตสฺมา
ได้แก่เพราะยึดถือรูปนี้ไว้ตลอดกาลนาน ฉะนั้น จึงไม่สามารถจะหน่าย
ได้.
ถามว่า เพราะเหตุไร พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสคำว่า ปรํ ภิกฺขเว
นี้. แก้ว่า เพราะรูปที่ ๑ เป็นอันภิกษุนั้นกระทำให้เป็นรูปที่ไม่สมควร
จะกำหนด ทำอรูปให้เป็นรูปที่สมควร เมื่อเป็นเช่นนี้ พระผู้มีพระภาค-
เจ้าทรงทราบว่า ภิกษุเหล่านั้นออกจากการยึดถือรูป ถืออรูป ดังนี้ จึง

296