ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค เล่ม ๒ – หน้าที่ 177 (เล่ม 26)

ว่า เป็นทุกข์ทั้งนั้น. บทว่า "วิทิตํ รู้แล้ว" ได้แก่เพราะเรารู้แล้วว่า
เวทนา ๓ เป็นทุกข์อย่างนี้ ฉะนั้น ความอยากในเวทนาเหล่านั้น จึง
เป็นอันพระสารีบุตรเถระนั้นขจัดเสียแล้ว พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดง
ว่า "ตัณหานั้นไม่ปรากฏ."
คำว่า "สาธุ สาธุ ถูกละๆ " เป็นความรื่นเริงในการกำหนดเวทนา
ของพระสารีบุตรเถระ. ก็เมื่อไม่กล่าวว่า "เวทนามีอย่างเดียวบ้าง มี ๒
มี ๓ มี ๔ บ้าง " ดังนี้เลย. พระสารีบุตรเถระได้รู้การกำหนดเวทนา
เหล่านั้นว่า "มี ๓." ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อจะทรงให้
พระสารีบุตรเถระรื่นเริง จึงตรัสอย่างนี้. พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสคำว่า
"ทุกฺขสฺมึ" นี้ โดยพระประสงค์ดังนี้ว่า "ดูก่อนสารีบุตร ข้อที่เธอ
พยากรณ์ว่า ความอยากในเวทนาทั้งหลายไม่ปรากฏแก่เรา เพราะเหตุนี้"
ดังนี้นั้น เป็นการพยากรณ์ที่ดีแล้ว แต่เมื่อเธอจำแนกว่าเวทนามี ๓ อยู่
จึงทำให้เป็นช้ายิ่ง เพราะว่า เมื่อเธอพยากรณ์เวทนานั้นว่า " เป็นทุกข์ "
ดังนี้ พึงเป็นอันพยากรณ์ดีแล้วนั่นเอง และเมื่อเพียงมีความรู้ว่า "เวทนา
อย่างใดอย่างหนึ่ง ล้วนเป็นทุกข์ทั้งนั้น" ดังนี้ ความอยากในเวทนา
ทั้งหลาย ก็ตั้งอยู่ไม่ได้.
บทว่า "กถํ วิโมกฺขา เพราะความหลุดพ้นอย่างไร" ได้แก่
เพราะความหลุดพ้นเช่นไร อธิบายว่า "เธอได้พยากรณ์พระอรหัตผล
เพราะวิโมกข์ข้อไหน." บทว่า "อชฺฌตฺตวิโมกฺขา เพราะความหลุดพ้น
ภายใน ได้แก่เพราะพระอรหัตที่ตนกำหนดสังขารภายในบรรลุแล้ว.
ในคำว่า เพราะความหลุดพ้นภายในนั้น พึงทราบหมวด ๔ ดังนี้
" ความตั้งมั่นในภายใน ที่ชื่อว่า การออกภายใน ๑ ความตั้งมั่นในภายใน

177
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค เล่ม ๒ – หน้าที่ 178 (เล่ม 26)

ที่ชื่อว่า การออกภายนอก ๑ ความตั้งมั่นในภายนอก ที่ชื่อว่า การออก
ภายนอก ๑ ความตั้งมั่นในภายนอก ที่ชื่อว่า การออกภายใน ๑ ก็แม้
ธรรมตั้งมั่นแล้วในภายใน พึงทราบว่า มีในภายนอกนั่นเอง ที่ตั้งมั่น
ในภายนอก ก็พึงทราบว่า เป็นธรรมภายในนั่นเอง เพราะฉะนั้น ภิกษุ
บางรูปหยั่งญาณลงในสังขารอันเป็นภายใน กำหนดสังขารเหล่านั้นแล้ว
หยั่งลงภายนอก ครั้นกำหนด (สังขาร) แม้ในภายนอกได้แล้ว ย่อม
หยั่งลงภายในอีก. ในเวลาที่ภิกษุนั้นพิจารณาสังขารอันเป็นภายในย่อมมี
การออกจากมรรค. ความตั้งมั่นในภายใน ชื่อว่า เป็นการออกภายใน
อย่างนี้. บางรูปหยั่งญาณลงในสังขารอันเป็นภายใน กำหนดสังขาร
เหล่านั้นแล้ว หยั่งลงภายนอกอีก. ในเวลาที่ภิกษุนั้นพิจารณาสังขารใน
ภายนอก ชื่อว่าเป็นการออกจากมรรค. ความตั้งมั่นในภายใน ชื่อว่า
เป็นการออกภายนอกอย่างนี้. บางรูปหยั่งญาณลงในสังขารในภายนอก
กำหนดสังขารเหล่านั้นแล้ว หยั่งลงภายใน ครั้นกำหนดสังขารแม้ที่เป็น
ภายในได้แล้ว ก็หยั่งลงภายนอกอีก เมื่อเวลาที่ภิกษุนั้นพิจารณาสังขาร
ในภายนอก เป็นอันชื่อว่าออกจากมรรค. ความตั้งมั่นในภายนอก ชื่อ
ว่าเป็นการออกในภายนอกอย่างนี้ บางรูปหยั่งญาณลงในสังขารภายนอก
กำหนดสังขารเหล่านั้นแล้ว หยั่งลงภายในอีก ในเวลาที่ภิกษุนั้นพิจารณา
สังขารอันเป็นภายใน ชื่อว่าเป็นการออกจากมรรค. ความตั้งมั่นในภายนอก.
ชื่อว่าเป็นการออกในภายในอย่างนั้น. ในข้อนั้น พระสารีบุตรเถระกำหนด
สังขารอันเป็นภายในแล้ว เมื่อจะแสดงว่า "เราได้บรรลุพระอรหัตแล้ว"
ด้วยการออกจากมรรคในเวลากำหนดสังขารเหล่านั้น จึงกล่าวว่า "ดูก่อน
ท่านผู้มีอายุ ข้าพเจ้ามีสติอยู่อย่างนั้น เพราะความหลุดพ้นในภายใน."

178
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค เล่ม ๒ – หน้าที่ 179 (เล่ม 26)

บทว่า "สพฺพุปาทานกฺขยา เพราะอุปาทานทั้งปวงสิ้นไป" ได้แก่เพราะ
ความสิ้นไปแห่งอุปาทาน ๔ ทั้งหมด. คำว่า "ตถาสโต วิหรามิ เรามิ
สติอยู่อย่างนั้น" ได้แก่เราประกอบด้วยสติอยู่ด้วยอาการนั้น. คำว่า
"ยถาสตํ วหนฺตํ ผู้มีสติอยู่อย่างไร." ได้แก่เราผู้ประกอบด้วยสติอยู่
ด้วยอาการใด. ข้อว่า "อาสวา นานุสฺสวนฺติ อาสวะทั้งหลายย่อมไม่
ครอบงำ" อธิบายว่า อาสวะทั้งหลายมีกามาสวะเป็นต้น อันมีการไหล
ไปในอารมณ์ ๖ เป็นธรรมดา ทางทวาร ๖ อย่างนี้ คือ ไหลไป
หลากไป หลั่งไหลไป เป็นไปในรูปทางตา ย่อมไม่ครอบงำ คือไม่ตาม
ผูกพันเรา ได้แก่ไม่เกิดขึ้นแก่เรา อย่างไร. ข้อว่า "อตฺตานญฺจ
นาวชานามิ และไม่ดูหมิ่นตนเอง" แปลว่า ไม่ดูถูกตนเอง. การละ
ความดูหมิ่น จึงเป็นอันพระสารีบุตรเถระกล่าวแล้วด้วยคำนี้. ก็เมื่อเป็น
เช่นนี้ ความรู้ทั่วไปย่อมเป็นอันผ่องใส.
บทว่า "สมเณน" ได้แก่สมณะคือพระพุทธเจ้า. ข้อว่า
"เตสฺวาหํ น กงฺขามิ ข้าพเจ้าไม่สงสัยในอาสวะเหล่านั้น" อธิบายว่า
ข้าพเจ้าไม่สงสัยในอาสวะเหล่านั้น แม้โดยสรุปประเภทว่า กามาสวะ
คืออะไร ภวาสวะคืออะไร ทิฏฐาสวะคืออะไร และอวิชชาสวะคืออะไร
ก็ดี โดยการกำหนดตัดจำนวนอย่างนี้ว่า อาสวะมี ๔ ดังนี้ก็ดี. ข้อว่า
"เต เม ปหีนาติ น วิจิกิจฺฉามิ" อธิบายว่า ข้าพเจ้าไม่แคลงใจว่า
อาสวะเหล่านั้น ข้าพเจ้าละได้แล้ว. พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อจะทรงแสดง
ความข้อนี้ จึงตรัสว่า "เมื่อเธอพยากรณ์อยู่อย่างนี้ พึงเป็นอันพยากรณ์
ดีแล้ว แต่เมื่อเธอกล่าวอยู่ว่า ดูก่อนท่านผู้มีอายุ ข้าพเจ้าเป็นผู้มีสติอยู่
อย่างนั้น เพราะความหลุดพ้นในภายใน ดังนี้ จึงทำให้เป็นช้ายิ่ง."

179
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค เล่ม ๒ – หน้าที่ 180 (เล่ม 26)

ข้อว่า "อุฏฺฐายาสนา วิหารํ ปาวิสิ เสด็จลุกจากอาสนะแล้ว
เสด็จเข้าสู่พระวิหาร" อธิบายว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จลุกขึ้นจาก
พระพุทธอาสน์อันประเสริฐที่ปูลาดไว้ แล้วเสด็จเข้าสู่ภายในมหาคันธกุฎี
อันเป็นที่ประทับ ในเมื่อบริษัทยังมิได้แยกย้ายกันเลย. เพราะเหตุไร.
เพราะว่า พระพุทธเจ้าทั้งหลายเมื่อเทศนายังไม่จบ (และ. ) บริษัทยัง
มิได้แยกย้ายกัน ได้เสด็จลุกจากอาสนะ เมื่อจะเสด็จเข้าสู่พระคันธกุฎี
ย่อมเสด็จเข้าไปเพื่อชมเชยบุคคลหรือเพื่อชมเชยธรรมะ. ในการชมเชยนั้น
พระศาสดา เมื่อจะเสด็จเข้าไปเพื่อชมเชยบุคคล ได้ทรงพระดำริอย่างนี้
ว่า "บทนี้ เรายกขึ้นสู่อุเทศแสดงแต่โดยย่อ มิได้จำแนกโดยพิสดาร
พวกภิกษุที่ยอมรับปฏิบัติธรรม เล่าเรียนแล้ว จักเข้าไปถามพระอานนท์
บ้าง พระมหากัจจายนะบ้าง ภิกษุเหล่านั้น จักสนทนาเทียบเคียงกับญาณ
ของเรา แต่นั้น พวกที่ยอมรับปฏิบัติธรรมก็จักถามเราอีก เราจักชมเชย
บุคคลเหล่านั้นอย่างนี้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ข้อที่พระอานนท์ก็ดี
พระมหากัจจายนะก็ดี กล่าวแก่ภิกษุแม้เหล่านั้น ชื่อว่า เป็นอันกล่าวดี
แล้ว แม้หากพวกเธอจะพึงถามข้อความนี้กะเราไซร้ เราก็จะพึงพยากรณ์
อย่างนี้นั่นเอง แต่นั้น พวกภิกษุจักเข้าไปแสดงคารวะต่อพระเถระทั้งสอง
นั้น แม้พวกภิกษุเหล่านั้นก็จักชักชวนผู้อื่นให้ตั้งอยู่ในอรรถ ในธรรม
ผู้ที่ถูกภิกษุเหล่านั้นชักชวนแล้ว จักบำเพ็ญไตรสิกขาให้บริบูรณ์แล้วทำ
ที่สุดทุกข์ได้." อีกอย่างหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้านั้น ทรงมีพระ
ดำริอย่างนี้ว่า "เมื่อเราหลีกไปเสียแล้ว พระสารีบุตรนี้ จักได้กระทำ
ให้แจ้งซึ่งอานุภาพของตน ครั้นแล้ว เราเองก็จักชมเชยเธออย่างนั้น
พวกภิกษุที่ฟังคำชมเชยเธอของเราแล้ว เกิดความคารวะในเธอ จัก

180
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค เล่ม ๒ – หน้าที่ 181 (เล่ม 26)

สำคัญเธอว่าควรเข้าไปหา ควรเชื่อฟังคำของเธอ และควรเชื่อถือ ความ
สำคัญเช่นนั้น จักมีเพื่อประโยชน์และความสุขแก่พวกเธอตลอดกาลนาน."
พระศาสดา เมื่อจะเสด็จเข้าไปเพื่อทรงชมเชยธรรมะ ได้ทรงพระ
ดำริเหมือนกับที่ทรงพระดำริในธรรมทายาทสูตร. ก็ในธรรมทายาทสูตร
นั้น พระองค์ทรงพระดำริอย่างนี้ว่า " เมื่อเราเข้าไปสู่วิหารแล้ว พระ
สารีบุตรเมื่อจะติเตียนอามิสทายาท และชมเชยธรรมทายาท จักนั่งใน
บริษัทนี้แหละแสดงธรรม เทศนานี้ที่เราทั้งสองแสดงตามมติอันมีความ
ประสงค์อย่างเดียวกัน จักเป็นเลิศและหนักเช่นกับฉัตรหิน."
แต่ในพระสูตรนี้ พระศาสดามีพระประสงค์จะสถาปนาท่านพระ
สารีบุตรประกาศยกคุณธรรมอันดียิ่ง (ของท่าน) จึงเสด็จลุกจากอาสนะ
เพื่อจะทรงชมเชยบุคคล แล้วจึงเสด็จเข้าไปสู่พระวิหาร. พระผู้มีพระ
ภาคเจ้า ทรงหายไป ณ อาสนะที่ประทับนั่งแล้วในที่เช่นนี้นั่นเอง พึง
ทราบว่า "เสด็จเข้าสู่พระวิหารด้วยคติแห่งจิต (ด้วยอำนาจจิต)" ก็ถ้า
พึงเสด็จไปด้วยคติแห่งกายไซร้ บริษัททั้งปวงก็พึงแวดล้อมพระผู้มีพระ
ภาคเจ้าไป. บริษัทนั้น ได้แยกย้ายกันไปเสียวาระหนึ่ง (ทำนองพัก
การประชุม) แล้วคงจะกลับมาประชุมใหม่อีก แต่ยังมิทันเรียบร้อย
ฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า จึงเสด็จเข้าสู่พระวิหารไปด้วยคติแห่งจิต
(ด้วยอำนาจจิต ) นั่นเอง โดยไม่ปรากฏพระองค์.
ครั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จเข้าไปแล้วอย่างนี้ ท่านพระสารีบุตร
ประสงค์จะบันลือสีหนาทที่อนุรูปต่อพระประสงค์ของพระผู้มีพระภาคเจ้า
ทีเดียว เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จหลีกไปแล้วไม่นาน จึงได้เรียก
พวกภิกษุในที่ประชุมนั้นมา. ข้อว่า "ปุพฺเพ อปฺปฏิสํวิทิตํ ไม่เคยรู้

181
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค เล่ม ๒ – หน้าที่ 182 (เล่ม 26)

มาก่อน" ได้แก่ปัญหาอันข้าพเจ้าไม่ทราบ คือไม่รู้มาก่อนว่า พระผู้มี-
พระภาคเจ้าจักตรัสถามปัญหาชื่อนี้. คำว่า "ปฐมํ ปญฺหํ ปัญหาข้อแรก"
ได้แก่ปัญหาข้อแรกนี้ คือ ดูก่อนสารีบุตร ถ้าเขาถามเธออย่างนี้ว่า
ท่านสารีบุตร ท่านรู้เห็นอย่างไร จึงพยากรณ์พระอรหัตผลว่า ข้าพเจ้า
รู้ชัดว่า ชาติคือความเกิดสิ้นแล้ว. บทว่า "ทนฺธายิตตฺตํ ทูลตอบล่าช้า"
ได้แก่ความล่าช้า คือความไม่รวดเร็ว ได้มีเพื่อที่จะได้รู้พระประสงค์ของ
พระศาสดา. ข้อว่า "ปฐมํ ปญฺหํ อนุโมทิ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรง
อนุโมทนาปัญหาข้อที่ ๑ แล้ว" อธิบายว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อจะ
ทรงถามปัญหาข้อที่ ๒ นี้ว่า ท่านพระสารีบุตร ก็ชาติมีอะไรเป็นเหตุ
ได้ทรงอนุโมทนาปัญหาข้อที่ ๑ ที่พระสารีบุตรเถระแก้แล้วอย่างนี้ว่า
ชาติมีปัจจัยเป็นต้นเหตุ.
บทว่า "เอตทโหสิ ได้มีความคิด" อธิบายว่า ความคิดนี้
ได้มีแล้ว เพราะค่าที่ปัญหาได้ปรากฏโดยความเป็นหมู่เดียวกัน โดยนัย
ตั้งร้อยตั้งพัน ซึ่งพระผู้มีพระภาคเจ้าอนุโมทนาแล้ว. ข้อว่า "ทิวสปหํ
ภควโต เอตมตฺถํ พฺยากเรยฺยํ แม้ข้าพเจ้าก็พึงทูลตอบข้อความนี้
ถวายพระผู้มีพระภาคเจ้าตลอดทั้งวัน" อธิบายว่า ข้าพเจ้าถูกพระผู้มี-
พระภาคเจ้าตรัสถามถึงเนื้อความในปฏิจจสมุปบาท แม้ตลอดทั้งวัน ก็
พึงทูลตอบถวายด้วยบทและพยัญชนะอื่น ๆ แม้ตลอดทั้งวัน. ข้อว่า
"เยน ภควา เตนุปสงฺกมิ เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ"
อธิบายว่า เล่ากันว่า พระกฬารขัตติยภิกษุนั้น ได้มีความคิดอย่างนี้ว่า
พระสารีบุตรเถระย่อมบันลือสีหนาทอย่างยิ่ง เราจักกราบทูลเหตุดีนี้แด่
พระทศพล เพราะฉะนั้น พระกฬารขัตติยะจึงได้เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระ

182
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค เล่ม ๒ – หน้าที่ 183 (เล่ม 26)

ภาคเจ้าถึงที่ประทับ.
สาวกบารมีญาณ อันสามารถมองเห็นความดับแห่งปัจจยาการ ชื่อ
ว่า ธรรมธาตุ ในคำนี้ว่า "ดูก่อนภิกษุ ก็ธรรมธาตุนั้น." ก็สาวก
บารมีญาณของพระสาวกทั้งหลาย เป็นไปในคติแห่งพระสัพพัญญุตญาณ
นั่นเอง. ธรรมทั้งหลายที่เป็นอดีตเป็นอนาคตและเป็นปัจจุบัน ย่อม
ปรากฏแก่พระสัพพัญญุตญาณ ฉันใด สาวกบารมีญาณของพระสารีบุตร
เถระ ย่อมรู้โคจรธรรมทั้งปวงของสาวกญาณ ก็ฉันนั้น.
จบอรรถกถากฬารขัตติยสูตรที่ ๒
๓. ปฐมญาณวัตถุสูตร
ว่าด้วยญาณวัตถุ ๔๔
[๑๑๘] พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อาราม
ของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี กรุงสาวัตถี. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสว่า
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงญาณวัตถุ ๔๔ แก่เธอทั้งหลาย เธอ
ทั้งหลายจงตั้งใจฟังซึ่งญาณวัตถุนั้น จงใส่ใจให้ดีเถิด เราจักกล่าว ภิกษุ
เหล่านั้นทูลรับพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว.
[๑๑๙] พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็
ญาณวัตถุ ๔๔ เป็นไฉน. คือความรู้ในชราและมรณะ ๑ ความรู้ในเหตุ
เป็นแดนเกิดแห่งชราและมรณะ ๑ ความรู้ในความดับแห่งชราและมรณะ ๑
ความรู้ในปฏิปทาอันให้ถึงควานดับแห่งชราและมรณะ ๑ ความรู้ในชาติ ๑
ความรู้ในเหตุเป็นแดนเกิดแห่งชาติ ๑ ความรู้ในความดับแห่งชาติ ๑

183
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค เล่ม ๒ – หน้าที่ 184 (เล่ม 26)

ความรู้ในปฏิปทาอันให้ถึงความดับแห่งชาติ ๑ ความรู้ในภพ ๑ ความรู้
ในเหตุเป็นแดนเกิดแห่งภพ ๑ ความรู้ในความดับแห่งภพ ๑ ความรู้
ในปฏิปทาอันให้ถึงความดับแห่งภพ ๑ ความรู้ในอุปาทาน ๑ ความรู้
ในเหตุเป็นแดนเกิดแห่งอุปาทาน ๑ ความรู้ในความดับแห่งอุปาทาน ๑
ความรู้ในปฏิปทาอันให้ถึงความดับแห่งอุปาทาน ๑ ความรู้ในตัณหา ๑
ความรู้ในเหตุเป็นแดนเกิดแห่งตัณหา ๑ ความรู้ในความดับแห่งตัณหา ๑
ความรู้ในปฏิปทาอันให้ถึงความดับแห่งตัณหา ๑ ความรู้ในเวทนา ๑
ความรู้ในเหตุเป็นแดนเกิดแห่งเวทนา ๑ ความรู้ในความดับแห่งเวทนา ๑
ความรู้ในปฏิปทาอันให้ถึงความดับแห่งเวทนา ๑ ความรู้ในผัสสะ ๑
ความรู้ในเหตุเป็นแดนเกิดแห่งผัสสะ ๑ ความรู้ในความดับแห่งผัสสะ ๑
ความรู้ในปฏิปทาอันให้ถึงความดับแห่งผัสสะ ๑ ความรู้ในสฬายตนะ ๑
ความรู้ในเหตุเป็นแดนเกิดแห่งสฬายตนะ ๑ ความรู้ในความดับแห่ง
สฬายตนะ ๑ ความรู้ในปฏิปทาอันให้ถึงความดับแห่งสฬายตนะ ๑ ความรู้
ในนามรูป ๑ ความรู้ในเหตุเป็นแดนเกิดแห่งนามรูป ๑ ความรู้ในความ
ดับแห่งนามรูป ๑ ความรู้ในปฏิปทาอันให้ถึงความดับแห่งนามรูป ๑
ความรู้ในวิญญาณ ๑ ความรู้ในเหตุเป็นแดนเกิดแห่งวิญญาณ ๑ ความรู้
ในความดับแห่งวิญญาณ ๑ ความรู้ในปฏิปทาอันให้ถึงความดับแห่ง
วิญญาณ ๑ ความรู้ในสังขาร ๑ ความรู้ในเหตุเป็นแดนเกิดแห่งสังขาร ๑
ความรู้ในความดับแห่งสังขาร ๑ ความรู้ในปฏิปทาอันให้ถึงความดับแห่ง
สังขาร ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เหล่านั้นเรียกว่า ญาณวัตถุ ๔๔.
[๑๒๐] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ชราและมรณะเป็นไฉน. ความแก่
ภาวะของความแก่ ฟันหลุด ผมหงอก หนังเป็นเกลียว ความเสื่อมแห่ง

184
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค เล่ม ๒ – หน้าที่ 185 (เล่ม 26)

อายุ ความแก่หง่อมแห่งอินทรีย์ ในหมู่สัตว์นั้น ๆ ของเหล่าสัตว์นั้น ๆ
นี้เรียกว่าชรา ความเคลื่อน ภาวะของความเคลื่อน ความทำลาย ความ
อันตรธาน มฤตยู ความตาย กาลกิริยา ความแตกแห่งขันธ์ ความ
ทอดทิ้งซากศพ ความขาดแห่งอินทรีย์ จากหมู่สัตว์นั้น ๆ ของเหล่า
สัตว์นั้น ๆ นี้เราเรียกว่ามรณะ ชราและมรณะ ดังพรรณนามาฉะนี้
เรียกว่าชราและมรณะ เพราะชาติเกิด ชราและมรณะจึงเกิด เพราะชาติดับ
ชราและมรณะจึงดับ อริยมรรคมีองค์ ๘ นี้เท่านั้น คือ ความเห็นชอบ ๑
ความดำริชอบ ๑ วาจาชอบ ๑ การงานชอบ ๑ อาชีพชอบ ๑ พยายาม
ชอบ ๑ ระลึกชอบ ๑ ความตั้งใจไว้ชอบ ๑ เป็นข้อปฏิบัติให้ถึงธรรม
เป็นที่ดับชราและมรณะ.
[๑๒๑] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกรู้ชัดซึ่งชราและมรณะ
อย่างนี้ รู้ชัดซึ่งเหตุเป็นแดนเกิดแห่งชราและมรณะอย่างนี้ รู้ชัดซึ่งความ
ดับแห่งชราและมรณะอย่างนี้ รู้ชัดซึ่งปฏิปทาอันให้ถึงความดับแห่งชรา
และมรณะอย่างนี้ นี้ชื่อว่า ความรู้ในธรรมของอริยสาวกนั้น อริยสาวก
นั้นนำนัยในอดีตและอนาคตไปด้วยธรรมนี้ ซึ่งตนเห็นแล้ว รู้แล้ว ให้
ผลไม่มีกำหนดกาล อันตนได้บรรลุแล้ว อันตนหยั่งรู้แล้ว สมณะหรือ
พราหมณ์ในอดีตกาลเหล่าใดเหล่าหนึ่ง ก็ได้รู้ชราและมรณะ ได้รู้เหตุ
เป็นแดนเกิดแห่งชราและมรณะ ได้รู้ความดับแห่งชราและมรณะ ได้
รู้ปฏิปทาอันให้ถึงความดับแห่งชราและมรณะ เหมือนอย่างที่เรารู้ใน
บัดนี้เหมือนกันทั้งนั้น สมณะหรือพราหมณ์ในอนาคตกาลแม้เหล่าใด
เหล่าหนึ่งก็จักรู้ชราและมรณะ จักรู้เหตุเป็นแดนเกิดแห่งชราและมรณะ
จักรู้ความดับแห่งชราและมรณะ จักรู้ปฏิปทาอันให้ถึงความดับแห่งชรา

185
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค เล่ม ๒ – หน้าที่ 186 (เล่ม 26)

และมรณะ เหมือนอย่างที่เรารู้ในบัดนี้เหมือนกันทั้งนั้น นี้ชื่อว่า อันวย-
ญาณของอริยสาวกนั้น.
[๑๒๒] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ความรู้ ๒ อย่าง คือธรรมญาณ๑
อันวยญาณ๒ ๑ เหล่านี้ของพระอริยสาวก เป็นธรรมชาติบริสุทธิ์ผุดผ่อง
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกนี้เราเรียกว่า ผู้ถึงพร้อมด้วยทิฏฐิบ้าง ผู้ถึง
พร้อมด้วยทัศนะบ้าง ผู้มาสู่สัทธรรมนี้บ้าง เห็นสัทธรรมนี้บ้าง ประกอบ
ด้วยญาณของพระเสขะบ้าง ประกอบด้วยวิชชาของพระเสขะบ้าง ถึง
กระแสแห่งธรรมบ้าง เป็นอริยบุคคลผู้มีปัญญาเครื่องชำแรกกิเลสบ้าง
อยู่ชิดประตูอมตะนิพพานบ้าง.
[๑๒๓] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ชาติเป็นไฉน. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
ก็ภพเป็นไฉน. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็อุปาทานเป็นไฉน. ดูก่อนภิกษุ
ทั้งหลาย ก็ตัณหาเป็นไฉน. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็เวทนาเป็นไฉน.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ผัสสะเป็นไฉน. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็สฬายตนะ
เป็นไฉน. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็นามรูปเป็นไฉน. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
ก็วิญญาณเป็นไฉน. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็สังขารเป็นไฉน. สังขารมี ๓
คือ กายสังขาร ๑ วจีสังขาร ๑ จิตตสังขาร ๑ นี้เรียกว่าสังขาร เพราะ
อวิชชาเกิด สังขารจึงเกิด เพราะอวิชชาดับ สังขารจึงดับ อริยมรรค
มีองค์ ๘ นี้เท่านั้น คือความเห็นชอบ ๑ ความดำริชอบ ๑ วาจาชอบ ๑
การงานชอบ ๑ อาชีพชอบ ๑ พยายามชอบ ๑ ระลึกชอบ ๑ ตั้งใจ
ไว้ชอบ ๑.
[๑๒๔] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกรู้ชัดสังขารอย่างนี้ รู้ชัดเหตุ
๑. มรรคญาณ. ๒.ผลญาณ.

186