ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค เล่ม ๒ – หน้าที่ 167 (เล่ม 26)

อวดอ้างไปแล้ว โดยความเป็นอันอวดอ้าง.
ส. พระพุทธเจ้าข้า แม้ข้าพระองค์ก็ได้กราบทูลไว้อย่างนี้มิใช่หรือ
ว่า ข้าพระองค์หาได้กล่าวเนื้อความตามบท ตามพยัญชนะเช่นนี้ไม่.
ดูก่อนสารีบุตร ถ้าเขาถามเธออย่างนี้ว่า ท่านสารีบุตร ท่านรู้
เห็นอย่างไร จึงอวดอ้างอรหัตผลว่า เราย่อมรู้ชัดว่า ชาติสิ้นแล้ว
พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำ ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็น
อย่างนี้ไม่มี เมื่อถูกถามอย่างนี้ เธอพึงพยากรณ์อย่างไร.
พระพุทธเจ้าข้า ถ้าเขาถามข้าพระองค์เช่นนั้น ข้าพระองค์พึงพยากรณ์
อย่างนี้ว่า ข้าพเจ้ารู้ชัดว่า ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่
ควรทำ ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนั้นไม่มี เพราะรู้ได้ว่า
เมื่อปัจจัยแห่งชาติสิ้นแล้ว เพราะปัจจัยอันเป็นต้นเหตุสิ้นไป ชาติจึงสิ้นไป
พระพุทธเจ้าข้า เมื่อข้าพระองค์ถูกถามอย่างนี้ ก็พึงพยากรณ์อย่างนี้.
[๑๐๗] ดูก่อนสารีบุตร ถ้าเขาถามเธออย่างนี้ว่า ท่านสารีบุตร
ก็ชาติมีอะไรเป็นเหตุ มีอะไรเป็นสมุทัย มีอะไรเป็นกำเนิด มีอะไรเป็น
แดนเกิด เมื่อถูกถามเช่นนี้ เธอพึงพยากรณ์อย่างไร.
พระพุทธเจ้าข้า ถ้าเขาถามข้าพระองค์เช่นนั้น ข้าพระองค์พึง
พยากรณ์อย่างนี้ว่า ชาติมีภพเป็นเหตุ มีภพเป็นสมุทัย มีภพเป็นกำเนิด
มีภพเป็นแดนเกิด.
[๑๐๘] ดูก่อนสารีบุตร ถ้าเขาถามเธออย่างนี้ว่า ท่านสารีบุตร
ก็ภพเล่า มีอะไรเป็นเหตุ มีอะไรเป็นสมุทัย มีอะไรเป็นกำเนิด มีอะไร
เป็นแดนเกิด เมื่อถูกถามเช่นนี้ เธอพึงพยากรณ์อย่างไร.
พระพุทธเจ้าข้า ถ้าเขาถามข้าพระองค์เช่นนั้น ข้าพระองค์พึง

167
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค เล่ม ๒ – หน้าที่ 168 (เล่ม 26)

พยากรณ์อย่างนี้ว่า ภพมีอุปาทานเป็นเหตุ มีอุปาทานเป็นสมุทัย มีอุปาทาน
เป็นกำเนิด มีอุปาทานเป็นแดนเกิด.
[๑๐๙] ดูก่อนสารีบุตร ถ้าเขาถามเธออย่างนี้ว่า ท่านสารีบุตร
ก็อุปาทานเล่า มีอะไรเป็นเหตุ มีอะไรเป็นสมุทัย มีอะไรเป็นกำเนิด
มีอะไรเป็นแดนเกิด เมื่อถูกถามเช่นนี้ เธอพึงพยากรณ์อย่างไร.
พระพุทธเจ้าข้า ถ้าเขาถามข้าพระองค์เช่นนั้น ข้าพระองค์พึง
พยากรณ์อย่างนี้ว่า อุปาทานมีตัณหาเป็นเหตุ มีตัณหาเป็นสมุทัย มีตัณหา
เป็นกำเนิด มีตัณหาเป็นแดนเกิด.
[๑๑๐] ดูก่อนสารีบุตร ถ้าเขาถามเธออย่างนี้ว่า ท่านสารีบุตร
ก็ตัณหาเล่า มีอะไรเป็นเหตุ มีอะไรเป็นสมุทัย มีอะไรเป็นกำเนิด มี
อะไรเป็นแดนเกิด เมื่อถูกถามเช่นนี้ เธอพึงพยากรณ์อย่างไร.
พระพุทธเจ้าข้า ถ้าเขาถามข้าพระองค์เช่นนั้น ข้าพระองค์พึง
พยากรณ์อย่างนี้ว่า ตัณหามีเวทนาเป็นเหตุ มีเวทนาเป็นสมุทัย มีเวทนา
เป็นกำเนิด มีเวทนาเป็นแดนเกิด.
[๑๑๑] ดูก่อนสารีบุตร ถ้าเขาถามเธออย่างนี้ว่า ท่านสารีบุตร ก็
เวทนาเล่า มีอะไรเป็นเหตุ มีอะไรเป็นสมุทัย มีอะไรเป็นกำเนิด มีอะไร
เป็นแดนเกิด เมื่อถูกถามเช่นนี้ เธอพึงพยากรณ์อย่างไร.
พระพุทธเจ้าข้า ถ้าเขาถามข้าพระองค์เช่นนั้น ข้าพระองค์พึง
พยากรณ์อย่างนี้ว่า เวทนามีผัสสะเป็นเหตุ มีผัสสะเป็นสมุทัย มีผัสสะ
เป็นกำเนิด มีผัสสะเป็นแดนเกิด.
[๑๑๒] ดูก่อนสารีบุตร ถ้าเขาถามเธออย่างนี้ว่า ท่านสารีบุตร
ท่านรู้เห็นอย่างไร ความเพลิดเพลินในเวทนาจึงไม่ปรากฏ เมื่อถูกถาม
อย่างนี้ เธอพึงพยากรณ์อย่างไร.

168
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค เล่ม ๒ – หน้าที่ 169 (เล่ม 26)

ข้าพระพุทธเจ้า ถ้าเขาถามข้าพระองค์เช่นนั้น ข้าพระองค์พึง
พยากรณ์อย่างนี้ว่า ข้าพเจ้ารู้ว่า เวทนา ๓ เหล่านี้คือ สุขเวทนา ทุกข-
เวทนา อทุกขมสุขเวทนา เป็นของไม่เที่ยง สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์
ความเพลิดเพลินในเวทนาจึงไม่ปรากฏ.
[๑๑๓] ถูกละ ๆ สารีบุตร ตามที่เธอพยากรณ์ความข้อนั้นโดย
ย่อ ก็ได้ใจความดังนี้ว่า เวทนาอย่างใดอย่างหนึ่งล้วนเป็นทุกข์ทั้งนั้น
ดูก่อนสารีบุตร ถ้าเขาถามเธออย่างนี้ ท่านสารีบุตร เพราะความหลุด
พ้นเช่นไร ท่านจึงอวกอ้างอรหัตว่า ท่านรู้ชัดว่า ชาติสิ้นแล้ว
พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำ ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็น
อย่างนี้ไม่มี เมื่อถูกถามอย่างนี้ เธอพึงพยากรณ์อย่างไร.
พระพุทธเจ้าข้า ถ้าเขาถามข้าพระองค์เช่นนั้น ข้าพระองค์พึง
พยากรณ์อย่างนี้ว่า อาสวะทั้งหลายย่อมไม่ครอบงำท่านผู้มีสติอยู่อย่างใด
ข้าพเจ้าก็เป็นผู้มีสติอยู่อย่างนั้น เพราะความหลุดพ้นในภายใน เพราะ
อุปาทานทั้งปวงสิ้นไป ทั้งข้าพเจ้าก็มิได้ดูหมิ่นตนเองด้วย พระพุทธเจ้าข้า
เมื่อถูกถามอย่างนี้ ข้าพระองค์พึงพยากรณ์อย่างนี้
[๑๑๔] ถูกละ ๆ สารีบุตร ตามที่เธอพยากรณ์ความข้อนั้นโดย
ย่อ ก็ได้ใจความดังนี้ว่า อาสวะเหล่าใดอันพระสมณะกล่าวแล้ว ข้าพเจ้า
ไม่สงสัย ไม่เคลือบแคลง ในอาสวะเหล่านั้นว่า อาสวะเหล่านั้น ข้าพเจ้า
ละได้แล้วหรือยัง.
ครั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้พระสุคตตรัสดังนี้แล้ เสด็จลุกขึ้นจาก
พุทธอาสน์ เสด็จเข้าไปยังพระวิหาร.
[๑๑๕] เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จเข้าไปแล้วไม่นานนัก ท่าน

169
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค เล่ม ๒ – หน้าที่ 170 (เล่ม 26)

พระสารีบุตรจึงกล่าวกะภิกษุทั้งหลายในที่นั้นว่า ท่านผู้มีอายุทั้งหลาย พระ
ผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสถามปัญหาข้อแรกกะผม ซึ่งผมยังไม่เคยรู้มาก่อน
ผมจึงทูลตอบปัญหาล่าช้าไป ต่อเมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงอนุโมทนา
ปัญหาข้อแรกของผมแล้ว ผมจึงคิดได้ว่า ถ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าจะพึง
ตรัสถามความข้อนั้นกะผมตลอดทั้งวันด้วยบทอื่น ๆ ด้วยปริยายอื่น ๆ แม้
ผมก็พึงทูลตอบความข้อนั้นถวายพระผู้มีพระภาคเจ้าได้ด้วยบทอื่น ๆ ด้วย
ปริยายอื่น ๆ ตลอดทั้งวัน แม้ถ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าจะพึงตรัสถามความ
ข้อนั้นกะผมด้วยบทอื่น ๆ ด้วยปริยายอื่น ๆ ตลอดทั้งคืน แม้ผมก็พึงทูล
ตอบความข้อนั้นถวายพระผู้มีพระภาคเจ้าได้ด้วยบทอื่น ๆ ด้วยปริยายอื่น ๆ
ตลอดทั้งคืน หากพระผู้มีพระภาคเจ้าจะพึงตรัสถามความข้อนั้นกะผมด้วย
บทอื่น ๆ ด้วยปริยายอื่น ๆ ตลอดทั้งคืนทั้งวัน แม้ผมก็พึงทูลตอบความ
ข้อนั้นถวายพระผู้มีพระภาคเจ้าได้ด้วยบทอื่น ๆ ด้วยปริยายอื่น ๆ ตลอด
ทั้งคืนทั้งวัน หากพระผู้มีพระภาคเจ้าจะพึงตรัสถามความข้อนั้นกะผม
ด้วยบทอื่น ๆ ด้วยปริยายอื่น ๆ ตลอดสองคืนสองวัน แม้ผมก็พึงทูลตอบ
ความข้อนั้นถวายพระผู้มีพระภาคเจ้าได้ด้วยบทอื่น ๆ ด้วยปริยายอื่น ๆ
ตลอดสองคืนสองวัน หากพระผู้มีพระภาคเจ้าจะพึงตรัสถามความข้อนั้น
กะผมด้วยบทอื่น ๆ ด้วยปริยายอื่น ๆ ตลอดสามคืนสามวัน แม้ผมก็พึง
ทูลตอบความข้อนั้นถวายพระผู้มีพระภาคเจ้าได้ด้วยบทอื่น ๆ ด้วยปริยาย
อื่น ๆ ตลอดสามคืนสามวัน หากพระผู้มีพระภาคเจ้าจะพึงตรัสถามความ
ข้อนั้นกะผมด้วยบทอื่น ๆ ด้วยปริยายอื่น ๆ ตลอดสี่คืนสี่วัน แม้ผมก็พึง
ทูลตอบความข้อนั้นถวายพระผู้มีพระภาคเจ้าได้ด้วยบทอื่น ๆ ด้วยปริยาย
อื่น ๆ ตลอดสี่คืนสี่วัน หากพระผู้มีพระภาคเจ้าจะพึงตรัสถามความข้อ

170
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค เล่ม ๒ – หน้าที่ 171 (เล่ม 26)

นั้นกะผมด้วยบทอื่น ๆ ด้วยปริยายอื่น ๆ ตลอดห้าคืนห้าวัน แม้ผมก็พึง
ทูลตอบความข้อนั้นถวายพระผู้มีพระภาคเจ้าได้ด้วยบทอื่น ๆ ด้วยปริยาย
อื่น ๆ ตลอดห้าคืนห้าวัน หากพระผู้มีพระภาคเจ้าจะพึงตรัสถามความ
ข้อนั้นกะผมด้วยบทอื่น ๆ ด้วยปริยายอื่น ๆ ตลอดหกคืนหกวัน แม้ผมก็
พึงทูลตอบความข้อนั้นถวายพระผู้มีพระภาคเจ้าได้ด้วยบทอื่น ๆ ด้วย
ปริยายอื่น ๆ ตลอดหกคืนหกวัน หากพระผู้มีพระภาคเจ้าจะพึงตรัสถาม
ความข้อนั้นกะผมด้วยบทอื่น ๆ ด้วยปริยายอื่น ๆ ตลอดเจ็ดคืนเจ็ดวัน
แม้ผมก็พึงทูลตอบความข้อนั้นถวายพระผู้มีพระภาคเจ้าได้ด้วยบทอื่น ๆ
ด้วยปริยายอื่น ๆ ตลอดเจ็ดคืนเจ็ดวัน.
[๑๑๖] ลำดับนั้น พระกฬารขัตติยภิกษุลุกขึ้นจากอาสนะ เข้า
ไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้า
แล้วนั่ง ฯ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง เมื่อนั่งเรียบร้อยแล้ว จึงกราบทูลพระผู้มี
พระภาคเจ้าว่า พระพุทธเจ้าข้า ท่านพระสารีบุตรบันลือสีหนาทว่า ท่าน
ผู้มีอายุทั้งหลาย พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสถามปัญหาข้อแรกกะผม ซึ่ง
ผมยังไม่เคยรู้มาก่อน ผมจึงทูลตอบปัญหาล่าช้าไป ต่อเมื่อพระผู้มีพระ
ภาคเจ้าทรงอนุโมทนาปัญหาข้อแรกของผมแล้ว ผมจึงคิดได้ว่า ถ้าพระ
ผู้มีพระภาคเจ้าจะพึงตรัสถามความข้อนั้นกะผมตลอดทั้งวันด้วยบทอื่น ๆ
ด้วยปริยายอื่น ๆ แม้ผมก็พึงทูลตอบความข้อนั้นถวายพระผู้มีพระภาคเจ้า
จะพึงตรัสถามความข้อนั้นกะผมด้วยบทอื่น ๆ ด้วยปริยายอื่น ๆ ตลอดทั้ง
คืน แม้ผมก็พึงทูลตอบความข้อนั้นถวายพระผู้มีพระภาคเจ้าได้ด้วยบท
อื่น ๆ ด้วยปริยายอื่น ๆ ตลอดทั้งคืน หากพระผู้มีพระภาคเจ้าจะพึง

171
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค เล่ม ๒ – หน้าที่ 172 (เล่ม 26)

ตรัสถามข้อนั้นกะผมด้วยบทอื่น ๆ ด้วยปริยายอื่น ๆ ตลอดทั้งคืนทั้งวัน
แม้ผมก็พึงทูลตอบความข้อนั้นถวายพระผู้มีพระภาคเจ้าได้ด้วยบทอื่น ๆ
ด้วยปริยายอื่น ๆ ตลอดทั้งคืนทั้งวัน หากพระผู้มีพระภาคเจ้าจะพึงตรัส
ถามความข้อนั้นกะผมด้วยบทอื่นๆ ด้วยปริยายอื่น ๆ ตลอดสองคืนสองวัน
แม้ผมก็พึงทูลความข้อนั้นถวายพระผู้มีพระภาคเจ้าได้ด้วยบทอื่น ๆ ด้วย
ปริยายอื่น ๆ ตลอดสองคืนสองวัน หากพระผู้มีพระภาคเจ้าจะพึงตรัส
ถามความข้อนั้นกะผมด้วยบทอื่น ๆ ด้วยปริยายอื่น ๆ ตลอดสามคืนสามวัน
แม้ผมก็พึงทูลตอบความข้อนั้นถวายพระผู้มีพระภาคเจ้าได้ด้วยบทอื่น ๆ
ด้วยปริยายอื่น ๆ ตลอดสามคืนสามวัน หากพระผู้มีพระภาคเจ้าจะพึง
ตรัสถามความข้อนั้นกะผมด้วยบทอื่น ๆ ด้วยปริยายอื่น ๆ ตลอดสี่คืนสี่วัน
แม้ผมก็พึงทูลตอบความข้อนั้นถวายพระผู้มีพระภาคเจ้าได้ด้วยบทอื่น ๆ
ด้วยปริยายอื่น ๆ ตลอดสี่คืนสี่วัน หากพระผู้มีพระภาคเจ้าจะพึงตรัสถาม
ความข้อนั้นกะผมด้วยบทอื่น ๆ ด้วยปริยายอื่น ๆ ตลอดห้าคืนห้าวัน แม้
ผมก็พึงทูลตอบความข้อนั้นถวายพระผู้มีพระภาคเจ้าได้ด้วยบทอื่น ๆ ด้วย
ปริยายอื่น ๆ คลอดห้าคืนห้าวัน หากพระผู้มีพระภาคเจ้าจะพึงตรัสถาม
ความข้อนั้นกะผมด้วยบทอื่น ๆ ด้วยปริยายอื่น ๆ ตลอดหกคืนหกวัน แม้
ผมก็พึงทูลตอบความข้อนั้นถวายพระผู้มีพระภาคเจ้าได้ด้วยบทอื่นๆ ด้วย
ปริยายอื่น ๆ ตลอดหกคืนหกวัน หากพระผู้มีพระภาคเจ้าจะพึงตรัสถาม
ความข้อนั้นกะผมด้วยบทอื่น ๆ ด้วยปริยายอื่น ๆ ตลอดเจ็ดคืนเจ็ดวัน
แม้ผมก็พึงทลตอบความข้อนั้นถวายพระผู้มีพระภาคเจ้าได้ด้วยบทอื่น ๆ
ด้วยปริยายอื่น ๆ ตลอดเจ็ดคืนเจ็ดวัน.
[ ๑๑๗] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนภิกษุ ก็เพราะธรรม-
ธาตุอันสารีบุตรแทงตลอดดีแล้ว แม้หากว่าจะพึงถามความข้อนั้นกะ

172
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค เล่ม ๒ – หน้าที่ 173 (เล่ม 26)

สารีบุตรด้วยบทอื่น ๆ ด้วยปริยายอื่น ๆ ตลอดทั้งวัน สารีบุตรก็คงตอบ
ความข้อนั้นแก่เราด้วยบทอื่น ๆ ด้วยปริยายอื่น ๆ ตลอดทั้งวัน หากเรา
จะถามความข้อนั้นกะสารีบุตรด้วยบทอื่น ๆ ด้วยปริยายอื่น ๆ ตลอดทั้งคืน
สารีบุตรก็คงตอบความข้อนั้นแก่เราด้วยบทอื่น ๆ ด้วยปริยายอื่น ๆ ตลอด
ทั้งคืน หากเราจะถามความข้อนั้นกะสารีบุตรด้วยบทอื่น ๆ ด้วยปริยาย
อื่น ๆ ตลอดทั้งคืนทั้งวัน สารีบุตรก็คงตอบความข้อนั้นแก่เราด้วยบท
อื่น ๆ ด้วยปริยายอื่น ๆ ตลอดทั้งคืนทั้งวัน หากเราจะถามความข้อนั้น
กะสารีบุตรด้วยบทอื่น ๆ ด้วยปริยายอื่น ๆ ตลอดสองคืนสองวัน สารีบุตร
ก็คงตอบความข้อนั้นแก่เราได้ด้วยบทอื่น ๆ ด้วยปริยายอื่น ๆ ตลอดสอง
คืนสองวัน หากเราจะถามความข้อนั้นกะสารีบุตรด้วยบทอื่น ๆ ด้วย
ปริยายอื่น ๆ ตลอดสามคืนสามวัน สารีบุตรก็คงตอบความข้อนั้นแก่เรา
ได้ด้วยบทอื่น ๆ ด้วยปริยายอื่น ๆ ตลอดสามคืนสามวัน หากเราจะถาม
ความข้อนั้นกะสารีบุตรด้วยบทอื่น ๆ ด้วยปริยายอื่น ๆ ตลอดสี่คืนสี่วัน
สารีบุตรก็คงตอบความข้อนั้นแก่เราได้ด้วยบทอื่น ๆ ด้วยปริยายอื่น ๆ
ตลอดสี่คืนสี่วัน หากเราจะถามความข้อนั้นกะสารีบุตรด้วยบทอื่น ๆ ด้วย
ปริยายอื่น ๆ ตลอดห้าคืนห้าวัน สารีบุตรก็คงตอบความข้อนั้นแก่เราได้
ด้วยบทอื่น ๆ ด้วยปริยายอื่น ๆ ตลอดห้าคืนห้าวัน หากเราจะถามความ
ข้อนั้นกะสารีบุตรด้วยบทอื่น ๆ ด้วยปริยายอื่น ๆ ตลอดหกคืนหกวัน
สารีบุตรก็คงตอบความข้อนั้นแก่เราได้ด้วยบทอื่น ๆ ด้วยปริยายอื่น ๆ
ตลอดหกคืนหกวัน หากเราจะถามความข้อนั้นกะสารีบุตรด้วยบทอื่น ๆ
ด้วยปริยายอื่น ๆ ตลอดเจ็ดคืนเจ็ดวัน สารีบุตรก็คงตอบความข้อนั้นแก่
เราได้ด้วยบทอื่น ๆ ด้วยปริยายอื่น ๆ ตลอดเจ็ดคืนเจ็ดวัน.
จบกฬารขัตติยสูตรที่ ๒

173
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค เล่ม ๒ – หน้าที่ 174 (เล่ม 26)

อรรถกถาหฬารขัตติยสูตรที่ ๒
พึงทราบวินิจฉัยในกฬารขัตติยสูตรที่ ๒ ต่อไป. คำว่า กฬาร-
ขตฺติโย เป็นชื่อของพระเถระ. ก็ฟันของพระเถระนั้นดำแดง ตั้งอยู่
(ขึ้น) ไม่เสมอกัน ฉะนั้น จึงเรียกว่า "กฬาร." คำว่า "หีนายาวตฺโต
เวียนมาเพื่อความเป็นคนเลว" คือเวียนมาเพื่อประโยชน์แก่ความเป็น
คฤหัสถ์อันต่ำ. คำว่า "อสฺสาสมลตฺถ ไม่ได้ความพอใจ" ได้แก่
พระโมลิยผัคคุนะ คงไม่ได้ความพอใจ คือที่อาศัย ที่พึ่ง เป็นแน่.
พระสารีบุตรเถระแสดงว่า "ไม่ได้มรรค ๓ และผล ๓ แน่นอน."
คำอธิบายของพระเถระมีดังนี้ว่า " ก็ถ้าพระโมลิยผัคคุนะพึงได้มรรคและ
ผลเหล่านั้น เธอไม่พึงลาสิกขา เวียนมาทางฝ่ายต่ำ." บทว่า " น ขฺวาหํ
อาวุโส ท่านผู้มีอายุ ข้าพเจ้าไม่สงสัยเลย" ความว่า "ดูก่อนท่านผู้มีอายุ
ข้าพเจ้าแล มีความพอใจ เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้าจึงไม่สงสัย" เพราะว่า
สาวกบารมีญาณของพระสารีบุตรเถระ เป็นที่พึ่ง (ของตน) ได้ ฉะนั้น
ท่านจึงไม่สงสัย. ด้วยคำว่า "อายตึ ปนาวุโส ท่านผู้มีอายุ ต่อไปเล่า"
นี้ พระกฬารขัตติยะถามถึงการบรรลุพระอรหัตของพระสารีบุตรเถระว่า
" การปฏิสนธิต่อไป ท่านเพิกขึ้นแล้วหรือ หรือไม่เพิกขึ้น" ด้วยคำว่า
"น ขฺวาหํ อาวุโส วิจิกิจฺฉามิ ผู้มีอายุ ข้าพเจ้าไม่สงสัยเลย" นี้
พระสารีบุตรเถระแสดงความไม่สงสัยในการบรรลุพระอรหัตนั้น. บทว่า
เยน ภควา เตนุปสงฺกมิ ได้เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ"
ความว่า ได้เข้าไปเฝ้าด้วยคิดว่า " เราจักกราบทูลแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
ถึงเหตุดีนี้." คำว่า อญฺญา พฺยากตา แปลว่า พยากรณ์พระอรหัต

174
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค เล่ม ๒ – หน้าที่ 175 (เล่ม 26)

แล้ว. พระอรหัตผล ชื่อว่า พระสารีบุตรเถระพยากรณ์แล้วอย่างนี้ว่า
" ชาติสิ้นแล้ว." ก็พระเถระนี้ ยินดีแล้ว เลื่อมใสแล้ว จึงยกบทและ
พยัญชนะขึ้นกล่าวอย่างนี้. บทว่า " อญฺญตรํ ภิกฺขุํ อามนฺเตสิ ทรง
รับสั่งหาภิกษุรูปหนึ่ง " ความว่า พระศาสดาทรงสดับคำกราบทูลนั้น
แล้ว ทรงพระดำริว่า "พระสารีบุตรเป็นผู้ฉลาดลึกซึ้ง เธอจักไม่
พยากรณ์อย่างนี้ด้วยเหตุไร ๆ เพราะปัญหาจักเป็นอันเธอพยากรณ์แล้ว
โดยย่อ เราจักให้เรียกเธอมาแล้ว ให้พยากรณ์ปัญหานั้น" ดังนี้ จึง
ทรงรับสั่งภิกษุรูปหนึ่ง.
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถามว่า สเจ ตํ สารีปุตฺต อย่างนี้เพื่อ
ให้พระสารีบุตรเถระพยากรณ์อรหัตผลด้วยมีพระดำริว่า สารีบุตรนี้จักไม่
พยากรณ์อรหัตผลตามธรรมดาของตน เราจักถามปัญหานี้ และเธอเมื่อ
จะกล่าวแก้ปัญหานี้ จักพยากรณ์อรหัตผล. บทว่า "ยํ นิทานาวุโส
ชาติ ท่านผู้มีอายุ ชาติคือความเกิดมีอะไรเป็นเหตุ" ความว่า ท่านผู้มี
อายุ ชื่อว่าชาจิคือความเกิดนี้ มีสิ่งใดเป็นเหตุ. ข้าพเจ้ารู้แล้วว่า "เมื่อ
ปัจจัยแห่งชาติสิ้นแล้ว เพราะปัจจัยอันเป็นต้นเหตุนั้นสิ้นไป ผลคือชาติ
จึงสิ้นไป" ดังนี้.
อีกอย่างหนึ่งพระสารีบุตรเถระ ไม่สงสัยในปัญหานี้ แต่สงสัยใน
อัธยาศัย (พระประสงค์ ) ของพระผู้มีพระภาคเจ้า. เล่ากันว่า พระ
สารีบุตรเถระนั้น ได้มีความคิดอย่างนี้ว่า "เราไม่อาจพยากรณ์พระ-
อรหัตผลด้วยเหตุมากมาย อาทิเช่น ตัณหาสิ้นแล้ว อุปาทานสิ้นแล้ว
ภพสิ้นแล้ว ปัจจัยสิ้นแล้ว กิเลสสิ้นแล้ว แต่เมื่อจะกล่าวแก้ปัญหา เรา
ก็จักอาจกำหนดพระประสงค์ของพระศาสดาได้" ดังนี้. พระสารีบุตร-

175
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค เล่ม ๒ – หน้าที่ 176 (เล่ม 26)

เถระสงสัยในพระประสงค์ (ของพระผู้มีพระภาคเจ้า) อย่างนั้นก็จริง.
ถึงอย่างนั้น ก็มิได้เว้นปัญหาเลย ได้พยากรณ์ด้วยอำนาจปัจจยาการ.
แม้พระศาสดาก็ทรงมีพระประสงค์จะให้พยากรณ์ด้วยอำนาจปัจจยาการ
นั่นแหละ. ฉะนั้น พระสารีบุตรเถระนี้ เมื่อจะพยากรณ์ปัญหา จึงได้
กำหนดพระประสงค์ของพระศาสดา และได้รู้ก่อนแล้วเทียวว่า " เรา
กำหนดพระประสงค์ของพระผู้มีพระภาคเจ้าได้แล้ว". ก็เพราะเหตุที่
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงถามปัญหาที่สูงขึ้นไป ฉะนั้น จึงควรทราบว่า
การพยากรณ์ปัญหานั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงอนุโมทนาแล้ว. ถามว่า
เพราะเหตุไร พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรงปรารภความข้อนี้ว่า "ก็ท่านรู้
อย่างไร" ดังนี้. แก้ว่า เพื่อให้พระสารีบุตรเถระบันลือสีหนาทในข้อที่
มิใช่วิสัย (ของตน).
เล่ากันมาว่า เมื่อพระศาสดาแสดงเวทนาปริคคหสูตร แก่ทีฆนข-
ปริพาชก ที่ประตูถ้ำสุกรขาตา พระสารีบุตรเถระถือพัดใบตายืนถวาย
งานพัดพระศาสดาอยู่ กำหนดเวทนา ๓ แล้วได้บรรลุสาวกบารมีญาณ.
เวทนานี้มิใช่ธรรมอันเป็นวิสัยของพระสารีบุตรเถระนั้น. พระศาสดาทรง
หมายเอาว่า "พระสารีบุตร ผู้ตั้งอยู่ในธรรมอันเป็นวิสัยของตนนี้ จัก
บันลือสีหนาท ดังนี้ จึงทรงถามปัญหานี้ ก็หาไม่. บทว่า "อนิจฺจา"
ได้แก่ชื่อว่า ไม่เที่ยง เพราะอรรถว่า มีแล้วกลับไม่มีนั่นเอง. ในคำว่า
" สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์ นี้ได้แก่สุขเวทนา เป็นสุขเพราะตั้งอยู่
เป็นทุกข์เพราะแปรปรวน ทุกขเวทนาเป็นทุกข์เพราะตั้งอยู่ เป็นสุข
เพราะแปรปรวน. อทุกขมสุขเวทนาเป็นสุขเพราะรู้ เป็นทุกข์เพราะไม่รู้
ก็จริง ถึงอย่างนั้น โดยที่สุดแห่งความแปรปรวน เวทนาทุกอย่าง ชื่อ

176