ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค เล่ม ๒ – หน้าที่ 157 (เล่ม 26)

ธรรมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. ปฐมทสพลสูตร ๒. ทุติยทสพลสูตร
๓. อุปนิสสูตร ๔. อัญญติตถิยสูตร
๕. ภูมิชสูตร ๖. อุปวาณสูตร
๗. ปัจจยสูตร ๘. ภิกขุสูตร
๙. ปฐมสมณพราหมณสูตร. ๑๐. ทุติยสมณพราหมณสูตร
อรรถกถาทุติยสมณพราหมณสูตรที่ ๑๐
สมณพราหมณสูตรที่ ๑๐ ทุกคำก็ง่ายทั้งนั้น. ในสูตรทั้งสองนี้
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสการแทงตลอดสัจจะ ๔.
จบอรรถกถาทุติยสมณพราหมณสูตรที่ ๑๐
จบอรรถกถาทสพลวรรคที่ ๓

157
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค เล่ม ๒ – หน้าที่ 158 (เล่ม 26)

กฬารขัตติยวรรคที่ ๔
๑. ภูตมิทสูตร
ว่าด้วยปัญหาของอชิตมาณพ
[๙๘] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระเชตวัน
อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี กรุงสาวัตถี . ครั้งนั้นแล พระผู้มี
พระภาคเจ้าตรัสเรียกท่านพระสารีบุตรมาว่า ดูก่อนสารีบุตร อชิตมาณพ
ได้กล่าวปัญหาไว้ในอชิตปัญหา ในปรายนวรรคว่า
ข้าแต่ท่านผู้นิรทุกข์ บุคคลที่ได้ตรัสรู้ธรรมแล้ว
และบุคคลที่ยังเป็นเสขบุคคลอยู่เหล่าใด มีอยู่มากใน
ศาสนานี้ พระองค์ผู้มีปัญญาอันข้าพเจ้าถามแล้ว ขอ
ได้โปรดตรัสบอกความประพฤติของบุคคลทั้งสองพวก
นั้น แก่ข้าพเจ้า ดังนี้.
ดูก่อนสารีบุตร เธอจะพึงเห็นเนื้อความของคาถาที่กล่าวโดยย่อนี้
โดยพิสดารได้อย่างไร.
[๙๙] เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอย่างนี้แล้ว ท่านพระสารีบุตร
ได้นิ่งอยู่ พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสกะท่านพระสารีบุตรเป็นครั้งที่สอง
ฯ ล ฯ แม้ในครั้งที่สองท่านพระสารีบุตรก็ได้นิ่งอยู่ แม้ในครั้งที่สาม
พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ตรัสกะท่านพระสารีบุตรว่า ดูก่อนสารีบุตร อชิต-
มาณพได้กล่าวปัญหานี้ไว้ในอชิตปัญหา ในปรายนวรรคว่า

158
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค เล่ม ๒ – หน้าที่ 159 (เล่ม 26)

ข้าแต่ท่านผู้นิรทุกข์ บุคคลที่ได้ตรัสรู้ธรรมแล้ว
และบุคคลที่ยังเป็นเสขบุคคลอยู่เหล่าใด มีอยู่มาก
ในศาสนานี้ พระองค์ผู้มีปัญญาอันข้าพเจ้าถามแล้ว
ขอได้โปรดตรัสบอกความประพฤติของบุคคลทั้งสอง
พวกนั้น แก่ข้าพเจ้า ดังนี้.
ดูก่อนสารีบุตร เธอจะพึงเห็นเนื้อความของคำที่กล่าวโดยย่อนี้
โดยพิสดารได้อย่างไร เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอย่างนี้แล้ว ท่านพระ
สารีบุตร ก็ยังนิ่งอยู่ แม้ในครั้งที่สาม.
[๑๐๐] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถามว่า ดูก่อนสารีบุตร เธอ
เห็นไหมว่า นี้คือขันธปัญจกที่เกิดแล้ว.
ท่านพระสารีบุตรกราบทูลว่า พระพุทธเจ้าข้า บุคคลเห็นด้วย
ปัญญาโดยชอบตามความเป็นจริงว่า นี้คือขันธปัญจกที่เกิดแล้ว ครั้น
เห็นเช่นนั้นแล้ว ย่อมปฏิบัติเพื่อความหน่าย เพื่อคลายความกำหนัด
เพื่อความดับแห่งขันธปัญจกที่เกิดแล้ว ย่อมเห็นด้วยปัญญาโดยชอบตาม
ความเป็นจริงว่า ขันธปัญจกนี้เกิดเพราะอาหารนั้น ครั้นเห็นเช่นนั้นแล้ว
ย่อมปฏิบัติเพื่อความหน่าย เพื่อคลายความกำหนัด เพื่อความดับแห่ง
ขันธปัญจกที่เกิดเพราะอาหาร ย่อมเห็นด้วยปัญญาโดยชอบตามความเป็น
จริงว่า สิ่งใดเกิดแล้ว สิ่งนั้นมีความดับเป็นธรรมดา เพราะอาหารนั้น
ดับไป ครั้นเห็นเช่นนั้นแล้ว ย่อมปฏิบัติเพื่อความหน่าย เพื่อคลายความ
กำหนัด เพื่อความดับแห่งขันธปัญจกซึ่งมีความดับเป็นธรรมดา พระ
พุทธเจ้าข้า บุคคลย่อมเป็นเสขะได้ด้วยการปฏิบัติอย่างนี้.

159
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค เล่ม ๒ – หน้าที่ 160 (เล่ม 26)

[๑๐๑] พระพุทธเจ้าข้า บุคคลได้ชื่อว่าตรัสรู้ธรรมเป็นไฉน.
บุคคลเห็นด้วยปัญญาโดยชอบตามความเป็นจริงว่า นี้คือขันธปัญจกที่เกิด
แล้ว ครั้นเห็นเช่นนั้นแล้ว ย่อมหลุดพ้นเพราะความหน่าย เพราะคลาย
ความกำหนัด เพราะความดับ เพราะไม่ถือมั่นซึ่งขันธปัญจกที่เกิดแล้ว
ย่อมเห็นด้วยปัญญาโดยชอบตามความเป็นจริงว่า ขันธปัญจกนี้เกิดเพราะ
อาหารนั้น ครั้นเห็นเช่นนั้นแล้ว. ย่อมหลุดพ้นเพราะความหน่าย เพราะ
คลายความกำหนัด เพราะความดับ เพราะไม่ถือมั่นซึ่งขันธปัญจกที่เกิด
เพราะอาหารนั้น ย่อมเห็นด้วยปัญญาโดยชอบตามความเป็นจริงว่า สิ่งใด
เกิดแล้ว สิ่งนั้นมีความดับเป็นธรรมดา เพราะอาหารนั้นดับไป ครั้น
เห็นเช่นนั้นแล้ว ย่อมหลุดพ้นเพราะความหน่าย เพราะคลายความกำหนัด
เพราะความดับ เพราะไม่ถือมั่นซึ่งขันธปัญจกซึ่งมีความดับเป็นธรรมดา
บุคคลชื่อว่าได้ตรัสรู้ธรรมแล้ว ด้วยอาการอย่างนี้แล คำที่อชิตมาณพ
กล่าวไว้ในอชิตปัญหา ในปรายนวรรคว่า
ข้าแต่ท่านผู้นิรทุกข์ บุคคลที่ได้ตรัสรู้ธรรมแล้ว
และบุคคลที่ยังเป็นเสขบุคคลอยู่เหล่าใด มีอยู่มากใน
ศาสนานี้ พระองค์ผู้มีปัญญาอันข้าพเจ้าถามแล้ว ขอ
ได้โปรดตรัสบอกความประพฤติของบุคคลทั้งสองพวก
นั้น แก่ข้าพเจ้า ดังนี้.
พระพุทธเจ้าข้า ข้าพระองค์ทราบเนื้อความของคำที่กล่าวไว้โดยย่อนี้
โดยพิสดารอย่างนี้แล.
[๑๐๒] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ถูกละ ๆ สารีบุตร บุคคล
เห็นด้วยปัญญาโดยชอบตามความเป็นจริงว่า นี้คือขันธปัญจกที่เกิดแล้ว

160
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค เล่ม ๒ – หน้าที่ 161 (เล่ม 26)

ครั้นเห็นเช่นนั้นแล้ว ย่อมปฏิบัติเพื่อความหน่าย เพื่อคลายความกำหนัด
เพื่อความดับแห่งขันธปัญจกที่เกิดแล้ว ย่อมเห็นด้วยปัญญาโดยชอบตาม
ความเป็นจริงว่า ขันธปัญจกนี้เกิดเพราะอาหาร ครั้นเห็นเช่นนั้นแล้ว
ย่อมปฏิบัติเพื่อความหน่าย เพื่อคลายความกำหนัด เพื่อความดับแห่ง
ขันธปัญจกที่เกิดเพราะอาหาร ย่อมเห็นด้วยปัญญาโดยชอบตามความเป็น
จริงว่า สิ่งใดเกิดแล้ว สิ่งนั้นมีความดับเป็นธรรมดา เพราะความดับ
แห่งอาหารนั้น ครั้นเห็นเช่นนั้นแล้ว ย่อมปฏิบัติเพื่อความหน่าย เพื่อ
คลายความกำหนัด เพื่อความดับแห่งขันธปัญจกที่มีความดับเป็นธรรมดา
ดูก่อนสารีบุตร บุคคลชื่อว่าเป็นเสขะได้ด้วยการปฏิบัติอย่างนี้แล.
[๑๐๓] ดูก่อนสารีบุตร ก็บุคคลชื่อว่าได้ตรัสรู้ธรรมแล้วเป็น
ไฉน. ดูก่อนสารีบุตร บุคคลเห็นด้วยปัญญาโดยชอบตามความเป็นจริง
ว่า นี้คือขันธปัญจกที่เกิดแล้ว ครั้นเห็นเช่นนั้นแล้ว ย่อมหลุดพ้นเพราะ
ความหน่าย เพราะคลายความกำหนัด เพราะความดับ เพราะไม่ถือมั่น
ซึ่งขันธปัญจกที่เกิดแล้ว ย่อมเห็นด้วยปัญญาโดยชอบตามความเป็นจริงว่า
ขันธปัญจกนี้เกิดเพราะอาหารนั้น ครั้นเห็นเช่นนั้นแล้ว ย่อมหลุดพ้น
เพราะความหน่าย เพราะคลายความกำหนัด เพราะความดับ เพราะ
ความไม่ถือมั่นซึ่งขันธปัญจกที่เกิดแล้วเพราะอาหาร ย่อมเห็นด้วยปัญญา
โดยชอบตามความเป็นจริงว่า สิ่งใดเกิดแล้ว สิ่งนั้นมีความดับเป็นธรรมดา
เพราะความดับแห่งอาหารนั้น ครั้นเห็นเช่นนั้นแล้ว ย่อมหลุดพ้นเพราะ
ความหน่าย เพราะคลายความกำหนัด เพราะความดับ เพราะไม่ถือมั่น
ซึ่งขันธปัญจกที่มีความดับเป็นธรรมดา ดูก่อนสารีบุตร บุคคลได้ชื่อว่า
ตรัสรู้ธรรมแล้วด้วยอาการอย่างนี้แล คำที่อชิตมาณพกล่าวไว้ในอชิต-

161
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค เล่ม ๒ – หน้าที่ 162 (เล่ม 26)

ปัญหา ในปรายนวรรคว่า
ข้าแต่ท่านผู้นิรทุกข์ บุคคลที่ได้ตรัสรู้ธรรมแล้ว
และบุคคลที่ยังเป็นเสขบุคคลอยู่เหล่าใด มีอยู่มากใน
ศาสนานี้ พระองค์ผู้มีปัญญาอันข้าพเจ้าถามแล้ว ขอ
ได้โปรดตรัสบอกความประพฤติของบุคคลทั้งสองพวก
นั้น แก่ข้าพเจ้า ดังนี้.
ดูก่อนสารีบุตร เธอพึงเห็นเนื้อความของคำที่กล่าวโดยย่อนี้ โดย
พิสดารได้อย่างนี้แล.
จบภูตมิทสูตรที่ ๑
กฬารขัตติยวรรคที่ ๔
อรรถกถาภูตมิทสูตรที่ ๑
พึงทราบวินิจฉัยในภูตมิทสูตรที่ ๑ แห่งกฬารขัตติยวรรคต่อไป.
บทว่า "อชิตปญฺเห ในอชติปัญหา" ได้แก่ในปัญหาที่อชิตมาณพทูล
ถามแล้ว. บทว่า "สงฺขาตธมฺมาเส ได้ตรัสรู้ธรรมแล้ว" ได้แก่ผู้มี
ธรรมอันรู้แล้ว คือมีธรรมอันตรัสรู้แล้ว มีธรรมอันชั่งแล้ว มีธรรมอัน
ไตร่ตรองเสร็จแล้ว. บทว่า "เสกฺขา เสกขบุคคล" ได้แก่พระเสขะ
ทั้ง ๗. บทว่า "ปุถู จำนวนมาก" คือพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงหมาย
เอาชน (พระเสขะ) ๗ พวกนั่นแหละ จึงตรัสว่า "ปุถู." บทว่า
"อิธ" คือในพระศาสนานี้. ในบทว่า นิปโก ปัญญา ท่านเรียกว่า
เนปักกะ ผู้ประกอบด้วยปัญญานั้น ชื่อว่านิปกะ อชิตมาณพทูลวิงวอนว่า
"ก็พระองค์ผู้ฉลาด ขอได้โปรดตรัสบอก." บทว่า "อิริยํ ซึ่งความ

162
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค เล่ม ๒ – หน้าที่ 163 (เล่ม 26)

ประพฤติ" ได้แก่ความประพฤติ คือการปฏิบัติที่มีอาจาระความประ-
พฤติดีเป็นแนวทางอยู่. อชิตมาณพกราบทูลเรียกพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า
"ท่านผู้นิรทุกข์" ในอชิตปัญหานี้ มีความสังเขปดังนี้. "ข้าแต่ท่านผู้
นิรทุกข์ ผู้ฉลาด ท่านผู้มุ่งการปฏิบัติของพระเสขบุคคล และพระขีณาสพ
ผู้ตรัสรู้ธรรมแล้ว อันข้าพเจ้าถามแล้ว ขอได้โปรดตรัสบอกแก่ข้าพเจ้า
เถิด."
คำว่า ตุณฺหี อโหสิ ได้นิ่งอยู่ ได้แก่พระสารีบุตรเถระ
ถูกพระผู้มีพระภาคเจ้ารับสั่งถามถึง ๓ ครั้ง เพราะเหตุใด จึงได้นิ่งอยู่.
ถามว่า " คงจะสงสัยในปัญหาหรือไม่ก็สงสัยในพระอัธยาศัยของพระผู้มี
พระภาคเจ้า." แก้ว่า "มิได้สงสัยในปัญหา." เล่ากันว่า พระสารีบุตร
เถระ ได้มีความคิดอย่างนี้ว่า "พระศาสดาทรงมีพระประสงค์จะให้เรา
กล่าวปฏิปทา (ข้อปฏิบัติ) อันควรบรรลุสำหรับพระเสขบุคคลและพระ
อเสขะ และปฏิปทานั้น ไม่อาจกล่าวด้วยเหตุมาก คือด้วยอำนาจแห่งขันธ์
ด้วยอำนาจแห่งธาตุ ด้วยอำนาจแห่งอายตนะ และด้วยอำนาจแห่งปัจจยา-
การ. เมื่อเรากล่าวอยู่ จักอาจกำหนดพระอัธยาศัยของพระศาสดากล่าว
หรือไม่หนอ." ครั้งนั้น พระศาสดาทรงพระดำริว่า " เว้นเราเสียแล้ว
ชื่อว่า สาวกอื่นผู้ถือบาตรเที่ยวไปอยู่ จะมีปัญญาเสมอกับพระ
สารีบุตร ย่อมไม่มี แม้เธอจะถูกเราถามปัญหา ก็ได้นิ่งเสียถึง ๓ ครั้ง
เธอคงสงสัยในปัญหา หรือไม่ก็สงสัยในอัธยาศัย (ความประสงค์ของเรา).
ครั้นทรงทราบว่า "สงสัยในอัธยาศัย" แล้ว เมื่อจะทรงประทานนัย
เพื่อกล่าวแก้ปัญหา จึงตรัสว่า "ภูตมิทนฺติ สารีปุตฺต ปสฺสสิ ดูก่อน
สารีบุตร เธอเห็นไหมว่า นี้คือขันธปัญจก (ขันธ์ ๕) ที่เกิดแล้ว"

163
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค เล่ม ๒ – หน้าที่ 164 (เล่ม 26)

ในพระบาลีนั้น คำว่า "ภูตํ" แปลว่า เกิดแล้ว ได้แก่บังเกิดแล้ว.
และคำว่า ภูตํ นี้เป็นชื่อของขันธปัญจก. เพราะเหตุนั้น พระศาสดาจึง
ประทานนัยแก่พะสารีบุตรเถระว่า "ดูก่อนสารีบุตร เธอจงกล่าว
แก้ปัญหานี้ด้วยอำนาจแห่งขันธ์ ๕" ดังนี้. และพร้อมกับการประทานนัย
การพยากรณ์ปัญหาจึงปรากฏแก่พระสารีบุตรเถระ. ด้วยนัยนับร้อยนับพัน
ดุจมหาสมุทรอันโล่งเป็นผืนเดียวปรากฏแก่บุรุษผู้ยืนอยู่ที่ริมฝั่งฉะนั้น ครั้ง
นั้น พระสารีบุตรเถระเมื่อจะพยากรณ์ปัญหานั้น ได้กล่าวว่า " ข้าแต่
พระองค์ผู้เจริญ บุคคลเห็นด้วยปัญญาโดยชอบตามความเป็นจริงว่า นี้คือ
ขันธปัญจกที่เกิดแล้ว." คำว่า ภูตมิทํ ในข้อนั้น แปลว่า "นี้คือ
ขันธปัญจกที่บังเกิดแล้ว. คำว่า "ย่อมเห็นด้วยปัญญาโดยชอบ" ได้แก่
ย่อมเห็นโดยชอบด้วยมรรคปัญญา (รู้ทางดำเนินไปสู่ความดับทุกข์) พร้อม
ด้วยวิปัสสนา. ข้อว่า ปฏิปนฺโน โหติ ได้แก่ย่อมปฏิบัติเพื่อประโยชน์แก่
นิพพิทาเป็นต้น เริ่มแต่ศีล จนถึงพระอรหัตมรรค. เพราะเหตุใด
พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรงปรารภความนี้ว่า "ขันธปัญจกนี้เกิดเพราะ
อาหารนั้น. " เพราะขันธปัญจกนี้อาศัยอาหารจึงตั้งอยู่ได้ ฉะนั้น พระ
พุทธองค์จึงทรงปรารภความข้อนี้ เพื่อทรงแสดงอาหารนั้นทำให้เป็น
สภาวนาม. ปฏิปทาคือข้อปฏิบัติของพระเสขบุคคลจึงเป็นอันพระผู้มีพระ
ภาคเจ้าตรัสแล้วด้วยปริยายนี้แล. บทว่า ตทาหารนิโรธา เพราะ
อาหารนั้นดับ คือ เพราะความดับแห่งอาหารเหล่านั้น. เพราะเหตุไร
พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรงปรารภข้อความนี้. เพราะขันธปัญจกนั้นย่อม
ดับเพราะอาหารดับ ฉะนั้น พระพุทธองค์จึงทรงปรารภข้อความนี้ เพื่อ
ทรงแสดงความดับแห่งอาหารนั้น กระทำให้เป็นสภาวนาม. ปฏิปทาของ

164
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค เล่ม ๒ – หน้าที่ 165 (เล่ม 26)

พระเสขบุคคล จึงเป็นอันพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสแล้วด้วยปริยายนี้แล.
คำว่า "นิพฺพิทา" เป็นต้น พึงทราบว่า เป็นการกล่าวบอกเหตุทุก
อย่าง. บทว่า "อนุปาทา เพราะความไม่ยึดมั่น" ได้แก่พ้นจากอุปาทาน
คือความยึดมั่น ๔ ประการ ไม่ถือเอาธรรมไร ๆ. ด้วยคำว่า "สาธุ สาธุ
ดีละ ๆ." นี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทำการพยากรณ์ปัญหาของพระสารีบุตร
เถระให้รื่นเริง เมื่อจะทรงพยากรณ์เช่นนั้นแหละด้วยพระองค์เอง จึงตรัส
ซ้ำว่า "นี้คือขันธปัญจกที่เกิดแล้ว" ดังนี้เป็นต้น.
จบอรรถกถาภูตมิทสูตรที่ ๑
๒. กฬารขัตติยสูตร
ว่าด้วยโมลิยัคคุนภิกษุลาสิกขา
[๑๐๔] พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อาราม
ของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี กรุงสาวัตถี. ครั้งนั้นแล กฬารขัตติยภิกษุ
เข้าไปหาท่านพระสารีบุตรถึงที่อยู่ แล้วได้ปราศรัยกับท่าน ครั้นผ่านการ
ปราศรัยพอให้ระลึกถึงกันไปแล้ว จึงนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง เมื่อนั่ง
เรียบร้อยแล้วได้กล่าวกะท่านพระสารีบุตรว่า ข้าแต่ท่านพระสารีบุตร
โมลิยผัคคุนภิกษุได้ลาสิกขา เวียนมาทางฝ่ายต่ำเสียแล้ว.
ท่านพระสารีบุตรกล่าวว่า ท่านโมลิยผัคคุนะนั้นคงไม่ได้ความ
พอใจในพระธรรมวินัยนี้เป็นแน่.
ก. ถ้าเช่นนั้น ท่านพระสารีบุตรคงได้ความพอใจในพระธรรม
วินัยนี้กระมัง.
สา. ท่านผู้มีอายุ ผมไม่มีความสงสัยเลย.

165
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค เล่ม ๒ – หน้าที่ 166 (เล่ม 26)

ก. ท่านผู้มีอายุ ต่อไปเล่า ท่านไม่สงสัยหรือ.
สา. ท่านผู้มีอายุ ถึงต่อไปผมก็ไม่สงสัยเลย.
[๑๐๕] ลำดับนั้น กฬารขัตติยภิกษุลุกจากอาสนะ เข้าไปเฝ้า
พระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ถวายบังคมแล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง
แล้วได้กราบทูลว่า พระพุทธเจ้าข้า ท่านพระสารีบุตรอวดอ้างพระอรหัต-
ผลว่า ข้าพเจ้ารู้ชัดว่า ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำ
ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนั้นไม่มี.
ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสสั่งภิกษุรูปหนึ่งว่า มานี่แน่ะภิกษุ
เธอจงไปเรียกสารีบุตรมาตามคำของเราว่า พระศาสดารับสั่งเรียกหาท่าน.
ภิกษุนั้นรับพระพุทธพจน์แล้ว เข้าไปหาท่านพระสารีบุตรยังที่อยู่
แล้วเรียนต่อท่านว่า ข้าแต่ท่านพระสารีบุตร พระศาสดารับสั่งเรียกหา
ท่าน.
ท่านพระสารีบุตรรับคำของภิกษุนั้นแล้ว จึงเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระ
ภาคเจ้าถึงที่ประทับ ถวายบังคมแล้วนั่ง ณ ที่ควรข้างหนึ่ง.
[๑๐๖] พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสถามว่า ดูก่อนสารีบุตร เขา
ว่าเธออวดอ้างอรหัตว่า เรารู้ชัดว่า ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบ
แล้ว กิจที่ควรทำ ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนั้นไม่มี ดังนี้
จริงหรือ.
ท่านพระสารีบุตรกราบทูลว่า พระพุทธเจ้าข้า ข้าพระองค์หาได้
กล่าวเนื้อความตามบท ตามพยัญชนะเช่นนี้ไม่.
พ. ดูก่อนสารีบุตร กุลบุตรย่อมอวดอ้างอรหัตผลโดยปริยาย
อย่างใดอย่างหนึ่ง เมื่อเป็นเช่นนั้น บุคคลทั้งหลายก็ต้องเห็นอรหัตผลที่

166