ความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย. พระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นจบเทศนาด้วย
ยอดคือพระอรหัตอย่างนี้แล้ว บัดนี้ เพื่อทรงแสดงปฏิปทาส่วนเบื้องต้น
ที่พระขีณาสพพึงบรรลุ จึงตรัสว่า ยมฺปิ ตํ ภิกฺขเว เป็นต้น. บรรดา
บทเหล่านั้น บทว่า ขยสฺมึ ขเย ญาณํ ความว่า เมื่อพระอรหัตผล
กล่าวคือ อาสวักขัย อันท่านได้เเล้วมีอยู่ ปฏิเวธญาณก็มี. ด้วยว่า
ปฏิเวธญาณนั้น ท่านเรียกว่า ขเย ญาณํ รู้ในความสิ้นไป เพราะเมื่อ
ธรรมเป็นที่สิ้นอาสวะ กล่าวคืออรหัตผลเกิดขึ้นก่อน ปฏิเวธญาณเกิด
ภายหลัง. บทว่า สอุปนิสํ แปลว่า มีเหตุมีปัจจัย. บทว่า วิมุตฺติ
ได้แก่วิมุตติที่สัมปยุตด้วยอรหัตผล. จริงอยู่ วิมุตตินั้นย่อมเป็นปัจจัย
โดยเป็นอุปนิสสยปัจจัยแห่งพระอรหัตนั้น แม้ในปัจจัยอย่างอื่นจากนี้ ก็
พึงทราบความเป็นปัจจัยด้วยอำนาจปัจจัยที่กำลังได้อยู่ ด้วยอาการอย่างนี้.
บทว่า วิราโค ได้แก่มรรค. จริงอยู่ มรรคนั้นเกิดขึ้น ทำให้กิเลสคลาย
ไป สิ้นไป เพราะฉะนั้น ท่านจึงเรียกว่า วิราคะ. บทว่า นิพฺพิทา
ได้แก่ นิพพิทาญาณ. ทรงแสดงวิปัสสนาที่มีกำลังด้วยนิพพิทาญาณนั้น.
คำว่า วิปัสสนามีกำลัง เป็นชื่อของญาณ ๔ คือภยตูปัฏฐานญาณอาทีนวานุ-
ปัสสนาญาณ มุญจิตุกัมยตาญาณ สังขารุเปขาญาณ. บทว่า ยถาภูต-
ญาณทสฺสนํ แปลว่า ความเห็น กล่าวคือความรู้ตามสภาวะที่เป็นจริง.
ทรงแสดงวิปัสสนาอย่างอ่อน ด้วยยถาภูตญาณทัสสนะนั้น จริงอยู่ วิปัสสนา
อย่างอ่อน ย่อมเป็นปัจจัยแก่วิปัสสนาที่มีกำลัง. คำว่า วิปัสสนาอย่างอ่อน
เป็นชื่อของญาณ ๔ คือ สังขารปริเฉทญาณ กังขาวิตรณญาณ สัมมสน-
ญาณ มัคคามัคคญาณ. บทว่า สมาธิ ได้แก่สมาธิที่มีฌานเป็นบาท.
จริงอยู่ สมาธินั้นย่อมเป็นปัจจัยแก่วิปัสสนาอย่างอ่อน. บทว่า สุขํ ได้