ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค เล่ม ๒ – หน้าที่ 117 (เล่ม 26)

ในลัทธินอกพระพุทธศาสนา ผู้ใดเกียจคร้าน ผู้นั้นย่อมอยู่เป็นสุข. บทว่า
โวกิณฺโณ แปลว่า คลุกคลี. บทว่า สทตฺถํ แปลว่า ประโยชน์ที่ดีหรือ
ประโยชน์ของตน. แม้ด้วยบททั้งสอง ท่านก็ประสงค์เอาเฉพาะพระ
อรหัตอย่างเดียว. ว่า ปริหาเปติ แปลว่า ให้เสื่อมไป ไม่บรรลุ.
จริงอยู่ กุลบุตรผู้เกียจคร้าน ย่อมเป็นอันไม่คุ้มครองทวารทั้ง ๖. กรรม ๓
ก็ไม่บริสุทธิ์. ศีลมีอาชีวะเป็นที่ ๘ [อาชีวมัฏฐกศีล] ก็ไม่ผ่องแผ้ว.
ภิกษุผู้มีอาชีวะอันทำลายเสียแล้ว ย่อมเป็นผู้เข้าไปเป็นพระประจำตระกูล.
ภิกษุนั้นเป็นผู้ทำร้ายเพื่อนสพรหมจารีทั้งหลาย เหมือนผงที่ตกลงในดวงตา
ย่อมอยู่เป็นทุกข์ ทั้งได้ชื่อว่า เป็นคนเมา และกินขี้ช้าง. ไม่สามารถ
จะยึดพระอัธยาศัยของพระศาสดาไว้ได้ ชื่อว่า ทำขณะเวลาที่หาได้ยากให้
พลาดไป. แม้อาหารของชาวแคว้น ที่ภิกษุนั้นบริโภคแล้วย่อมไม่มีผล
มาก. บทว่า อารทฺธวิริโย จ โข ภิกฺขเว ความว่า บุคคลผู้ปรารภ
ความเพียร ย่อมอยู่เป็นสุขในพระศาสนานี้โดยแท้. ส่วนผู้ที่ประกอบ
ความเพียรอยู่ในลัทธินอกพระพุทธศาสนา ย่อมอยู่เป็นทุกข์. บทว่า
ปวิวิตฺโต ได้แก่ผู้พรากแล้ว. บทว่า สทตฺถํ ปริปูเรติ ได้แก่บรรลุ
พระอรหัต. จริงอยู่ ภิกษุผู้ปรารภความเพียร ย่อมเป็นอันคุ้มครอง
ทวารทั้ง ๖ ดีแล้ว. กรรมทั้ง ๓ ก็บริสุทธิ์. ศีลมีอาชีวะเป็นที่ ๘
ก็ผ่องแผ้ว. อีกอย่างหนึ่ง ภิกษุนั้นเป็นที่พอใจของเพื่อนสพรหมจารี
ทั้งหลาย เหมือนยาหยอดตาที่เย็นในดวงตา และเหมือนจันทร์ตาม
ธรรมชาติย่อมอยู่เป็นสุข ย่อมอาจยึดพระอัธยาศัยของพระศาสดาไว้ได้.
จริงอยู่ พระศาสดาถูกนางโคตมีถวายบังคมด้วยกราบทูลอย่างนี้ว่า

117
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค เล่ม ๒ – หน้าที่ 118 (เล่ม 26)

จิรํ ชีว มหาวีร กปฺปํ ติฏฺฐ มหามุนี.
ข้าแต่พระมหาวีระ โปรดมีพระชนมายุนาน ๆ
ข้าแต่พระมหามุนี โปรดดำรงอยู่ตลอดกัปเถิด.
ก็ทรงห้ามเสียว่า ดูก่อนโคตมี เธอไม่พึงไหว้ตถาคตด้วยอาการอย่างนี้เลย
ถูกนางโคตมีนั้นทูลอ้อนวอน เมื่อจะทรงบอกอาการที่ควรไหว้ จึงตรัส
อย่างนี้ว่า
อารทฺธวิริเย ปหิตตฺเต นิจฺจํ ทฬฺหปรกฺกเม
สมคฺเค สาวเก ปสฺส เอสา พุทฺธาน วนฺทนา.
เธอจงดูเหล่าพระสาวก ผู้ปรารภความเพียร
ผู้มีใจเด็ดเดี่ยว บากบั่นมั่นคงอยู่เป็นนิตย์ ผู้พร้อม
เพรียงกัน นี้เป็นการไหว้พระพุทธะทั้งหลาย.
ภิกษุผู้ปรารภความเพียรอย่างนี้ ย่อมสามารถยึดเหนี่ยวพระอัธยาศัยของ
พระศาสดาไว้ได้ ย่อมทำขณะเวลาที่หาได้ยากไม่ให้พลาดไป. จริงอยู่
พุทธุปบาทกาล สมัยเกิดขึ้นของพระพุทธเจ้า ธรรมเทศนา การแสดง
ธรรม และสังฆสุปฏิบัติ ความปฏิบัติดีของสงฆ์ ย่อมมีผล มีกำไรสำหรับ
ภิกษุนั้น. แม้อาหารของชาวแคว้นที่ภิกษุนั้นบริโภคแล้ว ย่อมมีผลมาก.
บทว่า หีเนน อคฺคสฺส ความว่า ไม่ชื่อว่าบรรลุพระอรหัต ที่นับว่าเลิศ
ด้วยศรัทธาอย่างเลว วิริยะอย่างเลว สติอย่างเลว สมาธิอย่างเลว ปัญญา
อย่างเลว. บทว่า อคฺเคน จ โข ความว่า ชื่อว่าบรรลุพระอรหัตอัน
เลิศ ด้วยคุณมีศรัทธาเป็นต้นอย่างเลิศ. ในบทว่า มณฺฑปยฺยํ ชื่อว่า
มัณฑะ เพราะอรรถว่า ผ่องใส ชื่อว่า เปยยะ เพราะอรรถว่า ควรดื่ม.
พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อทรงแสดงว่า จริงอยู่ บุคคลดื่มน้ำดื่มอันใดแล้ว

118
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค เล่ม ๒ – หน้าที่ 119 (เล่ม 26)

ล้มลงระหว่างถนน ไม่รู้สึกตัว ไม่เป็นเจ้าของแม้แต่ผู้เป็นต้นของตนเอง
น้ำดื่มอันนั้นแม้ใสก็ไม่ควรดื่ม. ส่วนศาสนาของเรา ทั้งผ่องใส ทั้งควร
ดื่มอย่างนี้ จึงตรัสว่า มณฺฑเปยฺยํ ดังนี้. ในคำว่า มณฺฑเปยฺยํ นั้น
ผ่องใสมี ๓ อย่าง คือ เทสนามัณฑะ เทศนาผ่องใส ปฏิคคหมัณฑะ
ผู้รับผ่องใส พรหมจริยมัณฑะ พรหมจรรย์ผ่องใส.
เทศนาผ่องใสเป็นไฉน.
คือการบอก [สอน] แสดงบัญญัติ เปิดเผย จำแนก ทำให้ตื้น
ซึ่งอริยสัจ ๔. การบอก ฯลฯ ทำให้ตื้น ซึ่งอริยมรรคมีองค์ ๘ นี้
ชื่อ เทสนามัณฑะ เทศนาผ่องใส.
ผู้รับผ่องใสเป็นไฉน.
คือ ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา เทวดา มนุษย์ ก็หรือชน
แม้เหล่าอื่นพวกใดพวกหนึ่ง ซึ่งเป็นผู้รู้ความ. นี้ชื่อ ปฏิคคหมัณฑะ
ผู้รับผ่องใส.
พรหมจรรย์ผ่องใสเป็นไฉน.
คือ อริยมรรคมีองค์ ๘ นี้นี่แล คือ สัมมาทิฏฐิ ฯลฯ สัมมาสมาธิ
นี้ชื่อ พรหมจริยมัณฑะ พรหมจรรย์ผ่องใส.
อีกอย่างหนึ่ง พึงทราบความในข้อนี้ โดยนัยเป็นต้นว่า สัทธินทรีย์
เป็นความผ่องใสโดยอธิโมกข์ ความน้อมใจเชื่อ อสัทธิยะ ความไม่เชื่อ
เป็นกาก. ละอสัทธิยะอันเป็นกากเสีย ดื่มแต่อธิโมกข์ อันเป็นความใส
แห่งสัทธินทรีย์ เพราะเหตุนั้น สัทธินทรีย์จึงชื่อว่า มัณฑะ ใส เปยยะ
ควรดื่ม. คำว่า สตฺถา สมฺมุขีภูโต นี้ เป็นคำกล่าวเหตุในข้อนี้.
เพราะเหตุที่พระศาสดาประทับอยู่ต่อหน้า. ฉะนั้น พรหมจรรย์นั้น จึง

119
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค เล่ม ๒ – หน้าที่ 120 (เล่ม 26)

เป็นของผ่องใส ในอรรถว่า ทำประโยคความเพียรแล้วดื่มได้. แท้จริง
ของภายนอก แม้แต่เภสัชยาที่ใส อยู่ลับหลังหมอ ผู้ดื่มก็มีความสงสัยว่า
เราไม่รู้ขนาดหรือ หรือว่าการเพิ่มการลด. แต่เมื่ออยู่ต่อหน้าหมอ ผู้ดื่ม
ก็หมดสงสัยดื่ม ด้วยคิดว่า หมอจักรู้. พระศาสดาผู้เป็นเจ้าของธรรม
ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ทรงประกอบสัตว์ไว้ในพรหมจรรย์แม้ที่ใสและควรดื่ม
ด้วยตรัสว่า พวกเธอจงพยายามดื่มเสีย เพราะฉะนั้น จึงตรัสว่า ติห
ภิกฺขเว. บรรดาเหล่านั้น บทว่า สผลา ได้แก่มีอานิสงส์. บทว่า
สอุทฺริยา ได้แก่มีผลเพิ่ม คือกำไร. บทว่า อตฺตตฺถํ ได้เเก่พระอรหัต
อันเป็นประโยชน์แก่ตน. บทว่า อปฺปมาเทน สมฺปาเทตุํ ได้แก่เพื่อทำกิจ
ทุกอย่างด้วยความไม่ประมาท. บทว่า ปรตฺถํ ได้แก่ผลเป็นอันมาก
ของผู้ถวายปัจจัย. คำที่เหลือในที่ทุกแห่งง่ายทั้งนั้นแล.
จบอรรถกถาทุติยทสพลสูตรที่ ๒
๓. อุปนิสสูตร
ว่าด้วยธรรมที่อิงอาศัยกัน
[๖๘] พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อาราม
ของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี กรุงสาวัตถี. พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เมื่อเรารู้อยู่ เห็นอยู่ เราจึงกล่าวความสิ้นไปแห่งอาสวะ
ทั้งหลาย เมื่อเราไม่รู้ไม่เห็น เราก็มิได้กล่าวความสิ้นไปแห่งอาสวะ
ทั้งหลาย ภิกษุทั้งหลาย เมื่อเรารู้เราเห็นอะไรเล่า ความสิ้นไปแห่งอาสวะ
ทั้งหลายย่อมมี เมื่อเรารู้เราเห็นว่า ดังนี้รูป ดังนี้ความเกิดขึ้นแห่งรูป
ดังนี้ความดับแห่งรูป. . .ดังนี้เวทนา. . .ดังนี้สัญญา. . .ดังสังขาร

120
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค เล่ม ๒ – หน้าที่ 121 (เล่ม 26)

ทั้งหลาย. . .ดังนี้วิญญาณ ดังนี้ความเกิดขึ้นแห่งวิญญาณ ดังนี้ความดับ
แห่งวิญญาณ ความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลายย่อมมี ภิกษุทั้งหลาย เมื่อ
เรารู้ เราเห็นอย่างนี้แล ความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลายย่อมมี.
[๖๙] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เมื่อธรรมเป็นที่สิ้นไป๑ เกิดขึ้นแล้ว
ญาณในธรรมเป็นที่สิ้นไป อันนั้นแม้ใด มีอยู่ เรากล่าวญาณแม้นั้นว่า
มีเหตุเป็นที่อิงอาศัย มิได้กล่าวว่า ไม่มีเหตุเป็นที่อิงอาศัย ดูก่อนภิกษุ
ทั้งหลาย ก็อะไรเล่า เป็นเหตุที่อิงอาศัยแห่งญาณในธรรมเป็นที่สิ้นไป
ควรกล่าวว่า วิมุตติ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวแม้ซึ่งวิมุตติว่ามีเหตุที่
อิงอาศัย มิได้กล่าวว่าไม่มีเหตุที่อิงอาศัย ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็อะไรเล่า
เป็นเหตุที่อิงอาศัยแห่งวิมุตติ ควรกล่าวว่า วิราคะ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
เรากล่าวแม้ซึ่งวิราคะว่ามีเหตุที่อิงอาศัย มิได้กล่าวว่าไม่มีเหตุที่อิงอาศัย
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็อะไรเล่า เป็นเหตุที่อิงอาศัยแห่งวิราคะ ควรกล่าว
ว่า นิพพิทา ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวแม้ซึ่งนิพพิทาว่ามีเหตุที่
อิงอาศัย มิได้กล่าวว่าไม่มีเหตุที่อิงอาศัย ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็อะไรเล่า
เป็นเหตุที่อิงอาศัยแห่งนิพพิทา ควรกล่าวว่า ยถาภูตญาณทัสสนะ ดูก่อน
ภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวแม้ซึ่งยถาภูตญาณทัสสนะว่า มีเหตุที่อิงอาศัย
มิได้กล่าวว่าไม่มีเหตุที่อิงอาศัย ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็อะไรเล่า เป็นเหตุ
ที่อิงอาศัยแห่งยถาภูตญาณทัสสนะ ควรกล่าวว่า สมาธิ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
เรากล่าวแม้ซึ่งสมาธิว่ามีเหตุที่อิงอาศัย มิได้กล่าวว่า ไม่มีเหตุที่อิงอาศัย
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็อะไรเล่า เป็นเหตุที่อิงอาศัยแห่งสมาธิ ควรกล่าวว่า
สุข ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวแม้ซึ่งสุขว่ามีเหตุที่อิงอาศัย มิได้กล่าว
๑. อรหัตผล

121
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค เล่ม ๒ – หน้าที่ 122 (เล่ม 26)

ว่าไม่มีเหตุที่อิงอาศัย ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็อะไรเล่า เป็นเหตุที่อิงอาศัย
แห่งสุข ควรกล่าวว่า ปัสสัทธิ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวแม้ซึ่ง
ปัสสัทธิว่ามีเหตุที่อิงอาศัย มิได้กล่าวว่าไม่มีเหตุที่อิงอาศัย ดูก่อนภิกษุ
ทั้งหลาย ก็อะไรเล่าเป็นเหตุที่อิงอาศัยแห่งปัสสัทธิ ควรกล่าวว่า ปีติ ดูก่อน
ภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวแม้ซึ่งปีติว่ามีเหตุที่อิงอาศัย มิได้กล่าวว่าไม่มีเหตุ
ที่อิงอาศัย ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็อะไรเล่าเป็นเหตุที่อิงอาศัยแห่งปีติ ควร
กล่าวว่า ความปราโมทย์ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวแม้ซึ่งความ
ปราโมทย์ว่ามีเหตุที่อิงอาศัย มิได้กล่าวว่าไม่มีเหตุที่อิงอาศัย ดูก่อน
ภิกษุทั้งหลาย ก็อะไรเล่า เป็นเหตุที่อิงอาศัยแห่งความปราโมทย์ ควรกล่าว
ว่า ศรัทธา ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวแม้ซึ่งศรัทธาว่ามีเหตุที่อิงอาศัย
มิได้กล่าวว่าไม่มีเหตุที่อิงอาศัย ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็อะไรเล่า เป็นเหตุ
ที่อิงอาศัยแห่งศรัทธา ควรกล่าวว่า ทุกข์ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เรากล่าว
แม้ซึ่งทุกข์ว่ามีเหตุเป็นที่อิงอาศัย มิได้กล่าวว่าไม่มีเหตุที่อิงอาศัย ดูก่อน
ภิกษุทั้งหลาย ก็อะไรเล่า เป็นเหตุที่อิงอาศัยแห่งทุกข์ ควรกล่าวว่า ชาติ
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวแม้ซึ่งชาติว่ามีเหตุที่อิงอาศัย มิได้กล่าวว่าไม่มี
เหตุที่อิงอาศัย ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็อะไรเล่า เป็นเหตุที่อิงอาศัยแห่งชาติ
ควรกล่าวว่าภพ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวแม้ซึ่งภพว่ามีเหตุที่อิงอาศัย
มิได้กล่าวไม่มีเหตุที่อิงอาศัย ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็อะไรเล่า เป็นเหตุที่
อิงอาศัยแห่งภพ ควรกล่าวว่า อุปาทาน ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวแม้
ซึ่งอุปาทานว่ามีเหตุที่อิงอาศัย มิได้กล่าวว่าไม่มีเหตุที่อิงอาศัย ดูก่อนภิกษุ
ทั้งหลาย ก็อะไรเล่า เป็นเหตุที่อิงอาศัยแห่งอุปาทาน ควรกล่าวว่า ตัณหา
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวแม้ซึ่งตัณหาว่ามีเหตุที่อิงอาศัย มิได้กล่าวว่า

122
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค เล่ม ๒ – หน้าที่ 123 (เล่ม 26)

ไม่มีเหตุที่อิงอาศัย ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็อะไรเล่า เป็นเหตุที่อิงอาศัย
แห่งตัณหา ควรกล่าวว่า เวทนา ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวแม้ซึ่งเวทนา
ว่ามีเหตุที่อิงอาศัย มิได้กล่าวว่าไม่มีเหตุที่อิงอาศัย ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
ก็อะไรเล่า เป็นเหตุที่อิงอาศัยแห่งเวทนา ควรกล่าวว่า ผัสสะ ดูก่อน
ภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวแม้ซึ่งผัสสะว่ามีเหตุที่อิงอาศัย มิได้กล่าวว่าไม่มี
เหตุที่อิงอาศัย ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็อะไรเล่า เป็นเหตุที่อิงอาศัยแห่ง
ผัสสะ ควรกล่าวว่า สฬายตนะ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวแม้ซึ่ง
สฬายตนะว่ามีเหตุที่อิงอาศัย มิได้กล่าวว่าไม่มีเหตุที่อิงอาศัย ดูก่อน
ภิกษุทั้งหลาย ก็อะไรเล่า เป็นเหตุที่อิงอาศัยแห่งสฬายตนะ ควรกล่าวว่า
นามรูป ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวแม้ซึ่งนามรูปว่ามีเหตุที่อิงอาศัย
มิได้กล่าวว่าไม่มีเหตุที่อิงอาศัย ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็อะไรเล่า เป็นเหตุ
ที่อิงอาศัยแห่งนามรูป ควรกล่าวว่า วิญญาณ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เรา
กล่าวแม้ซึ่งวิญญาณว่ามีเหตุที่อิงอาศัย มิได้กล่าวว่าไม่มีเหตุที่อิงอาศัย
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็อะไรเล่า เป็นเหตุที่อิงอาศัยแห่งวิญญาณ ควร
กล่าวว่า สังขารทั้งหลาย ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวแม้ซึ่งสังขาร
ทั้งหลายว่ามีเหตุที่อิงอาศัย มิได้กล่าวว่าไม่มีเหตุที่อิงอาศัย ดูก่อนภิกษุ
ทั้งหลาย ก็อะไรเล่า เป็นเหตุที่อิงอาศัยแห่งสังขารทั้งหลาย ควรกล่าวว่า
อวิชชา ด้วยเหตุดังนี้แล ภิกษุทั้งหลาย สังขารทั้งหลาย มีอวิชชาเป็นที่
อิงอาศัย วิญญาณมีสังขารเป็นที่อิงอาศัย นามรูปมีวิญญาณเป็นที่อิงอาศัย
ผัสสะมีสฬายตนะเป็นที่อิงอาศัย เวทนาที่ผัสสะเป็นที่อิงอาศัย ตัณหามี
เวทนาเป็นที่อิงอาศัย อุปาทานมีตัณหาเป็นที่อิงอาศัย ภพมีอุปาทานเป็น
ที่อิงอาศัย ชาติมีภพเป็นที่อิงอาศัย ทุกข์มีชาติเป็นที่อิงอาศัย ศรัทธามี

123
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค เล่ม ๒ – หน้าที่ 124 (เล่ม 26)

ทุกข์เป็นที่อิงอาศัย ความปราโมทย์มีศรัทธาเป็นที่อิงอาศัย ปีติมีปราโมทย์
เป็นที่อิงอาศัย ปัสสัทธิมีปีติเป็นที่อิงอาศัย สุขมีปัสสัทธิเป็นที่อิงอาศัย
สมาธิมีสุขเป็นที่อิงอาศัย ยถาภูตญาณทัสสนะมีสมาธิเป็นที่อิงอาศัย นิพพิทา
มียถาภูตญาณทัสสนะเป็นที่อิงอาศัย วิราคะมีนิพพิทาเป็นที่อิงอาศัย วิมุตติ
มีวิราคะเป็นที่อิงอาศัย ญาณในธรรมเป็นที่สิ้นไปมีวิมุตติเป็นที่อิงอาศัย.
[๗๐] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เมื่อฝนเมล็ดใหญ่ตกอยู่บนยอดภูเขา
น้ำนั้นไหลไปตามที่ลุ่ม ยังซอกเขา ระแหง และห้วยให้เต็ม ซอกเขา
ระแหงและห้วยทั้งหลายเต็มเปี่ยมแล้ว. ย่อมยังหนองทั้งหลายให้เต็ม หนอง
ทั้งหลายเต็มเปี่ยมแล้ว ย่อมยังบึงทั้งหลายให้เต็ม บึงทั้งหลายเต็มเปี่ยมแล้ว
ย่อมยังแม่น้ำน้อย ๆ ให้เต็ม แม่น้ำน้อย ๆ เต็มเปี่ยมแล้ว ย่อมยังแม่น้ำ
ใหญ่ ๆ ให้เต็ม แม่น้ำใหญ่ ๆ เต็มเปี่ยมแล้ว ย่อมยังมหาสมุทรให้เต็ม
แม้ฉันใด ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สังขารทั้งหลายมีอวิชชาเป็นที่อิงอาศัย ฯลฯ
ญาณในธรรมเป็นที่สิ้นไป มีวิมุตติเป็นที่อิงอาศัย ฉันนั้นเหมือนกันแล.
จบอุปนิสสูตรที่ ๓
อรรถกถาอุปนิสสูตรที่ ๓
พึงทราบวินิจฉัยในอุปนิสสูตรที่ ๓ ดังต่อไปนี้.
ในบททั้งหลายมีว่า ชานโต อหํ เป็นต้น บทว่า ชานโต แปลว่า
รู้อยู่. บทว่า ปสฺสโต แปลว่า เห็นอยู่. แม้ทั้ง ๒ บท ก็มีความอย่าง
เดียวกัน ต่างแต่พยัญชนะเท่านั้น. แม้เมื่อเป็นอย่างนั้น บทว่า ชานโต
จึงชี้บุคคลอาศัยลักษณะแห่งญาณ. ด้วยว่า ญาณมีความรู้ทั่วถึงเป็น
ลักษณะ. บทว่า ปสฺสโต ชี้บุคคลอาศัยอานุภาพแห่งญาณ. ด้วยว่า

124
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค เล่ม ๒ – หน้าที่ 125 (เล่ม 26)

ญาณมีการเห็นเป็นอานุภาพ. บุคคลผู้ประกอบด้วยญาณ ย่อมเห็นธรรม
ทั้งหลายที่เปิดเผยแล้วด้วยญาณ เหมือนคนมีจักษุ เห็นรูปทั้งหลายด้วยจักษุ.
ในคำว่า อาสวานํ ขยา นี้ ความละ ความไม่เกิดขึ้น อาการที่สิ้นไป ความ
ไม่มีอาสวะทั้งหลายก็เรียกว่า อาสวักขัย. ภังคะก็ดี มรรคผลนิพพานก็ดี
ท่านเรียกว่า อาสวักขัย แม้นี้. จริงอยู่ อาการที่สิ้นไป ท่านเรียกว่า อาสวักขัย
ได้ในบาลีเป็นต้นว่า อาสวนํ ขยา อนาสวํ เจโตวิมุตฺตึ เจโตวิมุตติ
ที่ไม่มีอาสวะ เพราะอาสวะสิ้นไป. ภังคะ ก็เรียกว่า อาสวักขัย ได้ในบาลี
นี้ว่า โย อาสวานํ ขโย วโย เภโท ปริเภโท อนิจฺจตา อนฺตรธานํ
อาการที่อาสวะสิ้นไป เสื่อมไป แตกไป แตกขาดไป ไม่เที่ยง หายไป.
มรรค ก็เรียกว่า อาสวักขัย ได้ในบาลีนี้ว่า
เสกฺขสฺส เสกฺขมานสฺส อุชุมคฺคานุสาริโน
ขยสฺมึ ปฐมึ ญาณํ ตโต อญฺญา อนนฺตรา.
ญาณความรู้อันดับแรกในความสิ้นไป มีแก่พระ
เสกขะผู้กำลังศึกษา ผู้ดำเนินไปตรงมรรค อันดับ
ต่อไปก็มีอัญญาความรู้ทั่วถึง.
จริงอยู่ มรรคนั้น ย่อมเกิดขึ้นทำอาสวะให้สิ้นไป ระงับไป. เพราะ
ฉะนั้น มรรคท่านจึงเรียกว่า เป็นที่สิ้นอาสวะ. ผลก็เรียกว่า อาสวักขัย
ได้ในบาลีนี้ว่า อาสวานํ ขยา สมโณ โหติ ชื่อว่าเป็นสมณะ เพราะ
สิ้นอาสวะ. จริงอยู่ ผลนั้นเกิดขึ้นในที่สุดแห่งอาสวะทั้งหลายสิ้นไป เพราะ
ฉะนั้น ผลท่านจึงเรียกว่า อาสวักขัย. พระนิพพานก็เรียกว่า อาสวักขัย
ได้ในบาลีนี้ว่า

125
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค เล่ม ๒ – หน้าที่ 126 (เล่ม 26)

อาสวา ตสฺส วฑฺฒนฺติ อารา โส อาสวกฺขยา.
อาสวะทั้งหลายของผู้นั้นเจริญอยู่ ผู้นั้นยังห่าง
ไกลธรรมเป็นที่สิ้นอาสวะ.
จริงอยู่ อาศัยพระนิพพานนั้น อาสวะทั้งหลายย่อมสิ้นไป. เพราะ
ฉะนั้น พระนิพพานนั้น ท่านเรียกว่า อาสวักขัย. แต่ในที่นี้ ท่าน
ประสงค์แต่มรรคและผล. บทว่า โน อปสฺสโต ความว่า ผู้ใดไม่รู้
ไม่เห็น เราไม่กล่าวความสิ้นอาสวะของผู้นั้น. ด้วยบทนั้น ก็เป็นอันพระผู้มี
พระภาคเจ้าทรงคัดค้านพวกเจ้าลัทธิ ที่กล่าวถึงความบริสุทธิ์ด้วยสังสาร-
วัฏเป็นต้น ของผู้แม้ไม่รู้ไม่เห็น ตรัสทางที่เป็นอุบายด้วยสองบทต้น ตรัส
คัดค้านทางที่มิใช่อุบายด้วยบทนี้.
บัดนี้ มีพระประสงค์จะทรงแสดงข้อที่ภิกษุรู้อยู่ อาสวะสิ้นไป จึง
ทรงเริ่มถามว่า กิญฺจ ภิกฺขเว ชานโต ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เมื่อภิกษุ
รู้อะไรเล่า. ในคำนั้น ความรู้มีมากอย่าง. จริงอยู่ ภิกษุบางรูป เป็นผู้รู้
อย่างธรรมดา รู้จักทำร่มได้. บางรูปรู้จักทำจีวรเป็นต้นอย่างใดอย่างหนึ่ง.
เมื่อภิกษุนั้น ตั้งอยู่ในหัวข้อวัตรปฏิบัติ ทำแต่การงานเช่นนี้ ความรู้นั้น
ก็ไม่ควรกล่าวว่า ไม่เป็นปทัฏฐานของสวรรค์และมรรคผล. แต่ว่าผู้ใดบวช
ในพระศาสนาแล้ว รู้แต่ทำอเนสนามีเวชกรรมเป็นต้น. อาสวะทั้งหลาย
ย่อมเจริญแก่ผู้นั้น ซึ่งรู้อยู่. เพราะฉะนั้น เมื่อภิกษุรู้และเห็นสิ่งใด อาสวะ
ทั้งหลายสิ้นไปได้ พระองค์เมื่อทรงแสดงสิ่งนั้น จึงตรัสว่า อิติ รูปํ
ดังนี้เป็นต้น. บทว่า เอวํ โข ภิกฺขเว ชานโต ความว่า ผู้เห็นความ
เกิดและความสิ้นไปแห่งปัญจขันธ์อย่างนี้. บทว่า อาสวานํ ขโย โหติ
ความว่า พระอรหัตที่ได้ชื่อว่า อาสวักขัย ก็มี เพราะเกิดในที่สุดแห่ง

126