ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค เล่ม ๒ – หน้าที่ 97 (เล่ม 26)

แต่ง อาศัยกันเกิดขึ้น มีความสิ้นไป เสื่อมไป คลายไป ดับไปเป็นธรรมดา
ชาติ. . . ภพ. . . อุปาทาน. . . ตัณหา. . . เวทนา. . . ผัสสะ. . . สฬายตนะ. . .
นามรูป. . . วิญญาณ. . . สังขาร. . . อวิชชา เป็นของไม่เที่ยง อันปัจจัย
ประชุมแต่ง อาศัยกันเกิดขึ้น มีความสิ้นไป เสื่อมไป คลายไป ดับไป
เป็นธรรมดา ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เหล่านี้เราเรียกว่า ธรรมอาศัยกันเกิด
ขึ้น.
[๖๓] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เมื่อใดแล อริยสาวกเห็นด้วยดีซึ่ง
ปฏิจจสมุปบาทนี้ และธรรมที่อาศัยกันเกิดขึ้นเหล่านี้ ด้วยปัญญาอันชอบ
ตามเป็นจริงแล้ว เมื่อนั้น อริยสาวกนั้นแล่นเข้าถึงที่สุดเบื้องต้นว่า
ในอดีตกาลเราได้เป็นหรือหนอ ในอดีตกาลเราได้เป็นอะไรหนอ ใน
อดีตกาลเราได้เป็นอย่างไรหนอ ในอดีตกาลเราได้เป็นอะไรหนอ แล้ว
ได้มาเป็นอะไรหนอ หรือว่าจักแล่นเข้าถึงที่สุดเบื้องปลายว่าในอนาคตกาล
เราจักเป็นหรือหนอ ในอนาคตกาลเราจักเป็นอะไรหนอ อนาคตกาลเรา
จักเป็นอย่างไรหนอ ในอนาคตกาลเราจักเป็นอะไร แล้วจึงจักเป็นอะไร
หนอ หรือว่าจักยังมีความสงสัยในปัจจุบันกาลเป็นภายใน ณ บัดนี้ว่า
เราเป็นอยู่หรือหนอ หรือไม่เป็นอยู่หนอ เราเป็นอะไรอยู่หนอ เราเป็น
อย่างไรอยู่หนอ สัตว์นี้มาแต่ไหนหนอ เขาจักไปที่ไหน ดังนี้ ข้อนี้ มิใช่
ฐานะที่จะมีได้ เพราะเหตุไร เพราะว่าอริยสาวกเห็นด้วยดีแล้วซึ่งปฏิจจ-
สมุปบาท และธรรมที่อาศัยกันเกิดขึ้นเหล่านี้ ด้วยปัญญาอันชอบตาม
เป็นจริง.
จบปัจจยสูตรที่ ๑๐
จบอาหารวรรคที่ ๒

97
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค เล่ม ๒ – หน้าที่ 98 (เล่ม 26)

รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. อาหารสูตร ๒. ผัคคุนสูตร ๓. ปฐมสมณพราหมณสูตร
๔. ทุติยสมณพรามณสูตร ๕. กัจจานโคตตสูตร ๖. ธรรมกถิกสูตร
๗. อเจลกัสสปสูตร ๘. ติมพรุกขสูตร ๙. พาลบัณฑิตสูตร ๑๐. ปัจจย-
สูตร.
อรรถกถาปัจจยสูตรที่ ๑๐
ในปัจจยสูตรที่ ๑๐ พึงทราบวินิจฉัย ดังต่อไปนี้.
บทว่า ปฏิจฺจสมุปฺปาทญฺจ โว ภิกฺขเว เทเสสฺสามิ ปฏิจฺจ-
สมุปฺปนฺเน จ ธมฺเม ความว่า พระศาสดาทรงเริ่มคำทั้งสองใน
พระสูตรนี้ว่า เราจักแสดงปัจจัยและสภาวธรรมที่อาศัยปัจจัยเกิดขึ้น.
บทว่า อุปฺปาทา วา ตถาคตานํ ความว่า แม้ในขณะอุบัติขึ้นแห่ง
พระตถาคตคือเมื่อพระพุทธเจ้าอุบัติขึ้นก็ดี ชื่อว่า มีชราและมรณะ เพราะ
มีชาติเป็นปัจจัย ได้แก่ ชาตินั่นแลเป็นปัจจัยแก่ชราและมรณะ. บทว่า
ฐิตาว สา ธาตุ ได้แก่ สภาวะแห่งปัจจัยนั้นตั้งอยู่แล้ว คือในกาล
บางคราว ชาติจะไม่เป็นปัจจัยแก่ชรามรณะ ก็หามิได้. พระองค์ตรัส
ปัจจัยนั้นแล ด้วยบททั้งสองแม้เหล่านี้ คือ ธมฺมฏฺฐิตตา ธมฺมนิยามตา
เพราะธรรมที่อาศัยปัจจัยเกิดขึ้นย่อมตั้งอยู่เพราะปัจจัย เพราะเหตุนั้น
ปัจจัยนั้นเอง ท่านเรียกว่า ธมฺมฏฺฐิตตา. ปัจจัยย่อมกำหนดธรรม
เพราะเหตุนั้น จึงเรียกว่า ธมฺมนิยามตา. บทว่า อิทปฺปจฺจยตา ได้แก่
ปัจจัยแห่งชราและมรณะเป็นต้นเหล่านี้ ชื่อว่า อิทัปปัจจัย. อิทัปปัจจัย

98
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค เล่ม ๒ – หน้าที่ 99 (เล่ม 26)

นั้นแล ชื่อว่า อิทัปปัจจยตา. บทว่า ตํ ได้แก่ ปัจจัยนั้น. บทว่า
อภิสมฺพุชฺฌติ ได้แก่ รู้ด้วยญาณ. บทว่า อภิสเมติ ได้แก่มารวมกัน
ด้วยญาณ. บทว่า อาจิกฺขติ คือ บอก. บทว่า เทเสติ ได้แก่ แสดง.
บทว่า ปญฺญเปติ แปลว่า ให้รู้. บทว่า ปฏฺฐเปติ ได้แก่ เริ่มตั้งใน
หัวข้อแห่งญาณ. บทว่า วิวรติ ได้แก่ เปิดเผยแสดง. บทว่า วิภชติ
ได้แก่ แสดงโดยการจำแนก. บทว่า อุตฺตานีกโรติ คือ ทำให้ปรากฏ.
บทว่า ปสฺสถาติ จาห ได้แก่ ตรัสว่า พวกเธอจงดู. ถามว่า
คืออะไร คือคำว่า ชาติปจฺจยา ภิกฺขเว ชรามรณํ เป็นอาทิ. บทว่า
อิติ โข ภิกฺขเว เป็น เอวํ โข ภิกฺขเว. บทว่า ยา ตตฺร ได้แก่
ในคำว่า ชาติปจฺจยา ชรามรณํ เป็นต้นนั้นใด. บทว่า ตถตา เป็น
อาทิ เป็นไวพจน์ของปัจจาการนั่นแล. ปัจจยาการนั้น ท่านกล่าวว่า
ตถตา ( ความเป็นจริงอย่างนั้น ) เพราะธรรมนั้น ๆ เกิดขึ้นโดยปัจจัย
เหล่านั้นไม่ยิ่งไม่หย่อนกว่ากัน เรียกว่า อวิตถตา เพราะเมื่อปัจจัยเข้าถึง
สามัคคี ธรรมทั้งหลายที่เกิดจากปัจจัยนั้น เพียงครู่เดียว ก็ไม่เกิดขึ้น.
เรียกว่า อนญฺญถตา เพราะธรรมอื่นไม่เกิดจากปัจจัย ธรรมอื่น เรียกว่า
อิทปฺปจฺจยตา เพราะเป็นปัจจัย หรือเป็นที่ประชุมปัจจัยแห่งชราและ
มรณะเป็นต้น ในข้อนี้ มีเนื้อความเฉพาะคำดังต่อไปนี้ :- ปัจจัยแห่ง
ธรรมเหล่านี้ ชื่อว่า อิทปฺปจฺจยา อิทปฺปจฺจยา นั่นแล ชื่อว่า
อิทปฺปจฺจยตา อีกอย่างหนึ่ง ที่รวมแห่ง อิทปฺปจฺจยา ชื่อว่า อิทปฺปจฺจยตา.
ก็ลักษณะในคำว่า อิทปฺปจฺจยตา นี้ พึงทราบจากคัมภีร์ศัพทศาสตร์.
บทว่า อนิจฺจํ แปลว่า ไม่เที่ยง เพราะอรรถว่า มีแล้วกลับ
ไม่มี. ก็คำว่า อนิจฺจํ ในที่นี้ หมายเอาธรรมะไม่เที่ยง แต่ที่ชื่อว่า

99
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค เล่ม ๒ – หน้าที่ 100 (เล่ม 26)

ไม่เที่ยง เพราะขันธ์ซึ่งมีสภาพไม่เที่ยง เป็นชรามรณะ. แม้ในสังขต-
ธรรมเป็นต้น ก็นัยนี้เหมือนกัน. ส่วนบทว่า สงฺขตํ ในที่นี้ ได้เเก่
กระทำร่วมกันกับปัจจัยทั้งหลาย. บทว่า ปฏิจฺจสมุปฺปนฺนํ ได้แก่ที่
อาศัยปัจจัยเกิดขึ้น. บทว่า ขยธมฺมํ ได้แก่มีความสิ้นไปเป็นสภาวะ.
บทว่า วยธมฺมํ ได้แก่มีความสลายไปเป็นสภาวะ. บทว่า วิราคธมฺมํ
ได้แก่มีความปราศจากยินดีเป็นสภาวะ. บทว่า นิโรธธมฺมํ ได้แก่
ความดับสนิทเป็นสภาวะ. แม้ความที่ชาติไม่เที่ยง ก็พึงทราบตามนัย
ที่กล่าวมาแล้วนั่นเอง. ก็อีกอย่างหนึ่ง บทว่า อนิจฺจํ ในข้อนี้ ย่อมถูก
เหมือนกัน โดยปริยายหนึ่ง เพราะท่านเห็นชนกปัจจัย ในลักษณะที่มี
สภาวะเป็นไปตามกิจ. ภพเป็นต้น ก็มีความไม่เที่ยงเป็นต้น เป็นสภาวะ.
บทว่า สมฺมปฺปญฺญาย ได้แก่ มรรคปัญญา พร้อมด้วยวิปัสสนา. บทว่า
ปุพฺพนฺตํ ได้แก่ ล่วงไปก่อน. พึงทราบวินิจฉัยในบทว่า อโหสึ นุโข
เป็นต้น ดังต่อไปนี้ :- เราตถาคตอาศัยอาการที่เที่ยงว่า เราได้มีแล้วหนอ
และอาการที่อาศัยกันเกิดขึ้น จึงสงสัยในอดีตว่า ตนมีและไม่มี ไม่พึง
กล่าวว่าอะไรเป็นเหตุ คนพาลปุถุชนย่อมประพฤติตามแต่จะเป็นไป
เหมือนคนบ้า. บทว่า กึ นุ โข อโหสึ ได้แก่ อาศัยความเกิดขึ้น
แห่งชาติและเพศ จึงสงสัยว่า เราเป็นกษัตริย์หรือพราหมณ์ แพศย์
ศูทร คฤหัสถ์ บรรพชิต เทวดาหรือมนุษย์คนใดคนหนึ่ง. บทว่า กถํ
นุโข ได้แก่อาศัยอาการแห่งสัณฐาน แล้วย่อมสงสัยว่าเราเป็นคนสูง
หรือเป็นคนต่ำ ขาวดำ หรือปานกลางเป็นต้น คนใด คนหนึ่ง. แต่
อาจารย์บางพวกกล่าวว่า อาศัยการถือทิฏฐิที่ว่า พระอิศวรบันดาลเป็นต้น
จึงสงสัยโดยเหตุว่า เพราะเหตุไรหนอแล เราจึงได้เป็น (อย่างนั้น).

100
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค เล่ม ๒ – หน้าที่ 101 (เล่ม 26)

บทว่า กึ หุตฺวา กึ อโหสึ ความว่า อาศัยชาติเป็นต้น
เราได้เป็นกษัตริย์หรือ แล้วจึงสงสัยว่า คนเป็นคนอื่นร่ำไป ว่า เราเป็น
กษัตริย์แล้วเป็นพราหมณ์หรือ ฯ ล ฯ เป็นเทวดาแล้ว เป็นมนุษย์. แต่
คำว่า อทฺธานํ ในที่ทุกแห่ง เป็นชื่อ เรียกกาล. บทว่า อปรนฺตํ
ได้แก่ ที่สุด ซึ่งยังมาไม่ถึง. บทว่า ภวิสฺสามิ นุ โข นนุ โข
ความว่า อาศัยอาการที่เที่ยง และอาการที่ขาดสูญ แล้วจึงสงสัยว่า ตน
มีและไม่มี ในอนาคต. ส่วนที่เหลือในข้อนี้ ก็มีนัยอย่างที่กล่าวมาแล้ว.
บทว่า เอตรหิ วา ปจฺจุปฺปนฺนํ อทฺธานํ ความว่า หรือระบุเอา
ปัจจุบันกาลแม้ทั้งหมด เริ่มตั้งแต่การปฏิสนธิในบัดนี้ จนถึงจุติ. บทว่า
อชฺฌตฺตํ กถํกถี ภวิสฺสติ ได้แก่จักเป็นผู้สงสัยในขันธ์ของตน. ด้วย
บทว่า อหํ นุโขสฺมิ ความว่า สงสัยว่า คนมีอยู่หรือ. ถามว่า ข้อนั้น
ควรหรือ. จะไปคิดถึงทำไม ในข้อที่ว่า ควรไม่ควรนี้. อีกอย่างหนึ่ง
ในข้อนี้ท่านนำเรื่องนี้มาเป็นอุทาหรณ์ดังต่อไปนี้.
เล่ากันว่า จุลลมารดามีบุตรหัวโล้น. มหามารดามีบุตรหัวไม่โล้น.
มารดาทั้งสองต่างก็แต่งตัวบุตรนั้น. บุตรคนนั้นก็ลุกขึ้น คิดว่า เราเป็น
ลูกของจุลลมารดาหรือ. เมื่อเป็นเช่นนี้ย่อมสงสัยว่า เราเป็นหรือหนอ.
ด้วยบทว่า โน นุโขสฺมิ ความว่า สงสัยว่า ตนไม่มี. แม้ในข้อนี้มีเรื่อง
นี้เป็นอุทาหรณ์.
เล่ากันว่า มีชายคนหนึ่ง เมื่อจะจับปลา จึงฟันขาของตนซึ่งเย็น
เพราะยืนอยู่ในน้ำนาน โดยคิดว่าเป็นปลา. อีกคนกำลังรักษานาอยู่
ข้าง ๆ ป่าช้า กลัวผี จึงนอนชันเข่า พอเขาตื่นขึ้น คิดว่าเข่าทั้ง ๒
ของตนเป็นยักษ์ ๒ ตน จึงฟันฉับเข้าให้. ด้วยประการดังว่ามานี้ จึงเกิด

101
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค เล่ม ๒ – หน้าที่ 102 (เล่ม 26)

มีความสงสัยว่า เราเป็นหรือไม่หนอ.
บทว่า กึ นุโขสฺมิ ความว่า เป็นกษัตริย์อยู่ ก็สงสัยว่า ตัวเอง
เป็นกษัตริย์หรือ. ในคำที่เหลือ ก็มีนัยเช่นนี้. ก็ผู้ที่เป็นเทวดา ชื่อว่า
จะไม่รู้ว่า ตัวเองเป็นเทวดาย่อมไม่มี แต่เทพแม้นั้น ก็ย่อมสงสัย โดย
นัยมีอาทิว่า เรามีรูปร่าง หรือไม่มีรูปร่าง. หากจะมีคำถามว่า เพราะ
เหตุไร กษัตริย์เป็นต้น จึงไม่รู้เล่า. ตอบว่า เพราะกษัตริย์เป็นต้นเหล่า
นั้น เกิดในตระกูลนั้น ๆ ไม่เป็นที่ประจักษ์ชัด. อีกอย่างหนึ่ง พวก
คฤหัสถ์สำคัญตัวว่าเป็นบรรพชิต ซึ่งถือลัทธินิกายโปตลกะเป็นต้น แม้
บรรพชิตก็สำคัญตัวเองว่าเป็นคฤหัสถ์ โดยนัยมีอาทิว่า กรรมของเรา
กำเริบหรือไม่หนอ. อีกอย่างหนึ่ง พวกมนุษย์ก็สำคัญว่า ตนเป็นเทวดา
เหมือนพระราชาฉะนั้น. บทว่า กถํ นุ โขสฺมิ ก็มีนัยตามที่กล่าวแล้ว
นั่นเอง. พึงทราบเนื้อความในข้อนี้อย่างเดียวว่า บุคคลถือว่า ขึ้นชื่อว่า
ชีวะ มีอยู่ ในภายใน ดังนี้แล้ว อาศัยอาการแห่งสัณฐานของชีวะนั้น
เมื่อจะสงสัยว่า เราเป็นคนสูง หรือว่ามีอาการเป็นคนเตี้ย ๔ ศอก ๖ ศอก
๘ ศอก ๑๖ ศอก เป็นต้น คนใดคนหนึ่ง จึงสงสัยว่า กถํ นุโขสฺมิ.
แต่ขึ้นชื่อว่า ผู้จะไม่รู้สรีระสัณฐานที่เป็นปัจจุบัน คงไม่มี. บทว่า กุโต
อาคโต โส กุหึ คามี ภวิสฺสติ ความว่า เมื่อสงสัยฐานะที่มาที่ไป
แห่งอัตภาพ จึงสงสัยอย่างนี้. พระโสดาบัน ท่านประสงค์เอาในที่นี้ว่า
อริยสาวกสฺส ส่วนพระอริยบุคคล ๓ จำพวกนอกนี้ไม่ได้ห้ามไว้เลย.
จบอรรถกถาปัจจยสูตรที่ ๑๐
จบอรรถกถาอาหารวรรคที่ ๒

102
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค เล่ม ๒ – หน้าที่ 103 (เล่ม 26)

ทสพลวรรคที่ ๓
๑. ปฐมทสพลสูตร
ว่าด้วยทศพลญาณและจตุเสารัชญาณ
[ ๖๔ ] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้.
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อาราม
ของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี กรุงสาวัตถี. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสว่า
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ตถาคตประกอบด้วยทศพลญาณ และจตุเวสารัชญาณ
จึงปฏิญาณฐานะของผู้องอาจ บันลือสีหนาทในบริษัททั้งหลาย ยัง
พรหมจักรให้เป็นไปว่า ดังนี้รูป ดังนี้ความเกิดขึ้นแห่งรูป ดังนี้ความ
ดับแห่งรูป ดังนี้เวทนา ดังนี้ ความเกิดขึ้นแห่งเวทนา ดังนี้ความดับแห่ง
เวทนา ดังนี้สัญญา ดังนี้ความเกิดขึ้นแห่งสัญญา ดังนี้ความดับแห่งสัญญา
ดังนี้สังขารทั้งหลาย ดังนี้ความเกิดขึ้นแห่งสังขารทั้งหลาย ดังนี้ความดับ
แห่งสังขารทั้งหลาย ดังนี้วิญญาณ ดังนี้ความเกิดขึ้นแห่งวิญญาณ ดังนี้
ความดับแห่งวิญญาณ ด้วยเหตุนี้ เมื่อปัจจัยนี้มีอยู่ ผลนี้ย่อมมี เพราะการ
บังเกิดขึ้นแห่งปัจจัยนี้ ผลนี้จึงบังเกิดขึ้น เมื่อปัจจัยนี้ไม่มีอยู่ ผลนี้ย่อม
ไม่มี เพราะการดับแห่งปัจจัยนี้ ผลนี้จึงดับ ข้อนี้คือ เพราะอวิชชาเป็น
ปัจจัย จึงมีสังขาร เพราะสังขารเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ. . . ความเกิด
ขึ้นแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ ย่อมมีด้วยประการอย่างนี้.
ก็เพราะอวิชชานั้นแหละดับด้วยการสำรอกโดยไม่เหลือ สังขารจึง

103
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค เล่ม ๒ – หน้าที่ 104 (เล่ม 26)

ดับ เพราะสังขารดับ วิญญาณจึงดับ. . . ความดับแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้
ย่อมมีด้วยประการอย่างนี้.
จบทสพลสูตรที่ ๑
ทสพลวรรคที่ ๓
อรรถกถาปฐมทสพลสูตรที่ ๑
ทสพลสูตรที่ ๑ ไม่มีอรรถกถาอธิบาย.
๒. ทุติยทสพลสูตร
ว่าด้วยทศพลญาณและจตุเวสารัชญาณ
[๖๕] พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อาราม
ของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี กรุงสาวัตถี. ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระ-
ภาคเจ้าได้ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ตถาคตประกอบด้วยทศพลญาณ
และจตุเวสารัชญาณ จึงปฏิญาณฐานะของผู้องอาจ บันลือสีหนาทใน
บริษัททั้งหลาย ยังพรหมจักรให้เป็นไปว่า ดังนี้รูป ดังนี้ความเกิดขึ้น
แห่งรูป ดังนี้ความดับแห่งรูป ดังนี้เวทนา ดังนี้ความเกิดขึ้นแห่งเวทนา
ดังนี้ความดับแห่งเวทนา ดังนี้สัญญา ดังนี้ความเกิดขึ้นแห่งสัญญา ดังนี้
ความดับแห่งสัญญา ดังนี้สังขารทั้งหลาย ดังนี้ความเกิดขึ้นแห่งสังขาร
ทั้งหลาย ดังนี้ความดับแห่งสังขารทั้งหลาย ดังนี้วิญญาณ ดังนี้ความเกิด
ขึ้นแห่งวิญญาณ ดังนี้ความดับแห่งวิญญาณ ด้วยเหตุนี้ เมื่อปัจจัยนี้มีอยู่
ผลนี้ย่อมมี เพราะการบังเกิดขึ้นแห่งปัจจัยนี้ ผลนี้จึงบังเกิดขึ้น เมื่อปัจจัย

104
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค เล่ม ๒ – หน้าที่ 105 (เล่ม 26)

นี้ไม่มีอยู่ ผลนี้ย่อมไม่มี เพราะการดับแห่งปัจจัยนี้ ผลนี้จึงดับ ข้อนี้คือ
เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย จึงมีสังขาร เพราะสังขารเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ...
ความเกิดขึ้นแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ ย่อมมีด้วยประการอย่างนี้.
ก็เพราะอวิชชานั่นและดับด้วยการสำรอกโดยไม่เหลือ สังขารจึง
ดับ เพราะสังขารดับ วิญญาณจึงดับ. . . ความดับแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้
ย่อมมีด้วยประการอย่างนี้.
[๖๖] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรมอันเรากล่าวดีแล้วอย่างนี้ ทำ
ให้ตื้นแล้ว เปิดเผยแล้ว ประกาศแล้ว เป็นธรรมตัดสมณะขี้ริ้วแล้ว ดูก่อน
ภิกษุทั้งหลาย กุลบุตรผู้บวชด้วยศรัทธา สมควรแท้เพื่อปรารภความเพียรใน
ธรรมอันเรากล่าวดีแล้วอย่างนี้ ทำให้ตื้น เปิดเผย ประกาศ เป็นธรรมตัด
สมณะขี้ริ้วแล้ว ด้วยความตั้งใจว่า หนัง เอ็น และกระดูกจงเหลืออยู่ เนื้อ
เลือดในสรีระของเราจงเหือดแห้งไปก็ตามที อิฐผลใดที่จะพึงบรรลุได้ด้วย
เรี่ยวแรงของบุรุษ ด้วยความเพียรของบุรุษ ด้วยความบากบั่นของบุรุษ
ยังไม่บรรลุอิฐผลนั้น จักไม่หยุดความเพียร ดังนี้ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
บุคคลผู้เกียจคร้านอาเกียรณ์ด้วยธรรมอันเป็นบาปอกุศล ย่อมอยู่เป็นทุกข์
และย่อมยังประโยชน์ของตนอันใหญ่ให้เสื่อมเสีย ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ส่วน
บุคคลผู้ปรารภความเพียร ผู้สงัดจากธรรมอันเป็นบาปอกุศล ย่อมอยู่เป็น
สุข และยังประโยชน์ของตนอันใหญ่ให้บริบูรณ์ได้ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
การบรรลุธรรมอันเลิศด้วยธรรมอันเลิศ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พรหมจรรย์นี้
ผ่องใส ควรดื่ม เพราะพระศาสดาอยู่พร้อมหน้าแล้ว.
[๖๗] เพราะเหตุฉะนี้แหละ ภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงปรารภ

105
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค เล่ม ๒ – หน้าที่ 106 (เล่ม 26)

ความเพียร เพื่อถึงธรรมที่ยังไม่ถึง เพื่อบรรลุธรรมที่ยังไม่ได้บรรลุ เพื่อ
ทำให้แจ้งธรรมที่ยังไม่ได้ทำให้แจ้ง เธอทั้งหลายพึงศึกษาอย่างนี้ว่า
บรรพชาของเราทั้งหลายนี้ จักไม่ต่ำทราม ไม่เป็นหมัน มีผล มีกำไร
พวกเราบริโภคจีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และคิลานเภสัชบริขาร ของ
ชนเหล่าใด สักการะเหล่านั้น ของชนเหล่านั้น จักมีผลมาก มีอานิสงส์
มาก เพราะเราทั้งหลาย ดังนี้ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อันบุคคลผู้เล็งเห็น
ประโยชน์ตน สมควรแท้เพื่อยังกิจให้ถึงพร้อมด้วยความไม่ประมาท หรือ
บุคคลผู้เห็นประโยชน์ผู้อื่น สมควรแท้เพื่อยังกิจให้ถึงพร้อมด้วยความ
ไม่ประมาท ก็หรือว่า บุคคลผู้มองเห็นประโยชน์ทั้งสองฝ่าย สมควรแท้
จริงเพื่อยังกิจให้ถึงพร้อมด้วยความไม่ประมาท ดังนี้.
จบทุติยทสพลสูตรที่ ๒
อรรถกถาทุติยทสพลสูตรที่ ๒
พึงทราบความสังเขปแห่งทสพลสูตรที่ ๒ เท่านั้น ดังนี้. สูตรที่ ๒
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสโดยอำนาจพระอัธยาศัยของพระองค์. บรรดาบท
เหล่านั้น บทว่า ทสพลสมนฺนาคโต แปลว่า ทรงประกอบด้วยพละกำลัง
๑๐ ธรรมดาพละนี้มี ๒ คือ กายพละ กำลังพระกาย ๑ ญาณพละ
กำลังพระญาณ ๑ ในพละทั้ง ๒ นั้น กายพละของพระตถาคต พึงทราบ
ตามแนวตระกูลช้าง ๑๐ ตระกูล ที่พระโบราณาจารย์ทั้งหลายกล่าวไว้ว่า
กาฬาวกญฺจ คงฺเคยฺยํ ปณฺฑรํ ตมฺพปิงฺคลํ
คนฺธํ มงฺคลเหมญฺจ อุโปสถํ ฉทฺทนฺติเม ทส.

106