ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค เล่ม ๒ – หน้าที่ 87 (เล่ม 26)

๘. ติมพรุกขสูตร
ว่าด้วยสุขและทุกข์เกิดแต่ปัจจัย
[๕๓] พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อาราม
ของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี กรุงสาวัตถี. ครั้งนั้นแล ปริพาชก ชื่อ
ติมพรุกขะ เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ครั้นแล้วได้
ปราศรัยกับพระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นผ่านการปราศรัยพอให้ระลึกถึงกัน
ไปแล้ว จึงนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง.
[๕๔] ครั้นแล้ว ติมพรุกขปริพาชกได้ทูลถามพระผู้มีพระภาค-
เจ้าว่า ข้าแต่ท่านพระโคดม สุขและทุกข์ ตนกระทำเองหรือ.
พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสว่า อย่ากล่าวอย่างนั้น ติมพรุกขะ.
ต. สุขและทุกข์ผู้อื่นกระทำให้หรือ ท่านพระโคดม.
ภ. อย่ากล่าวอย่างนั้น ติมพรุกขะ.
ต. สุขและทุกข์ ตนกระทำเองด้วย ผู้อื่นกระทำให้ด้วยหรือ
ท่านพระโคดม.
ภ. อย่ากล่าวอย่างนั้น ติมพรุกขะ.
ต. สุขและทุกข์บังเกิดขึ้น เพราะอาศัยการที่มิใช่ตนเองกระทำ
มิใช่ผู้อื่นกระทำให้หรือ ท่านพระโคดม.
ภ. อย่ากล่าวอย่างนั้น ติมพรุกขะ.
ต. สุขและทุกข์ไม่มีหรือ ท่านพระโคดม.
ภ. สุขและทุกข์ไม่มีหามิได้ สุขและทุกข์มีอยู่ ติมพรุกขะ.
ต. ถ้าอย่างนั้น ท่านพระโคดม ย่อมไม่รู้ ไม่เห็นสุขและทุกข์.

87
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค เล่ม ๒ – หน้าที่ 88 (เล่ม 26)

ก. เราย่อมไม่รู้ไม่เห็นสุขและทุกข์หามิได้ เรารู้เห็นสุขและทุกข์
อยู่ ติมพรุกขะ.
ต. เมื่อข้าพเจ้าถามว่า ข้าแต่ท่านพระโคดม สุขและทุกข์ตนกระ-
ทำเองหรือ ท่านตรัสว่า อย่ากล่าวอย่างนั้น ติมพรุกขะ เมื่อข้าพเจ้า
ถามว่า สุขและทุกข์ผู้อื่นกระทำให้หรือ ท่านพระโคดม ท่านตรัสว่า
อย่ากล่าวอย่างนั้น ติมพรุกขะ เมื่อข้าพเจ้าถามว่า สุขและทุกข์ตน
กระทำเองด้วย ผู้อื่นกระทำให้ด้วยหรือ ท่านพระโคดม ท่านตรัสว่า
อย่ากล่าวอย่างนั้น ติมพรุกขะ เมื่อข้าพเจ้าถามว่า สุขและทุกข์บังเกิดขึ้น
เพราะอาศัยการที่มิใช่ตนเองกระทำ มิใช่ผู้อื่นกระทำให้หรือ ท่านพระ-
โคดม ท่านตรัสว่า อย่ากล่าวอย่างนั้น ติมพรุกขะ เมื่อข้าพเจ้าถามว่า
สุขและทุกข์ไม่มีหรือ ท่านตรัสว่า สุขและทุกข์ไม่มีหามิได้ สุขและทุกข์
มีอยู่ ติมพรุกขะ เมื่อข้าพเจ้าถามว่า ถ้าอย่างนั้น ท่านพระโคดมย่อมไม่
รู้ไม่เห็นสุขและทุกข์ ท่านตรัสว่า เราย่อมไม่รู้ไม่เห็นสุขและทุกข์หามิได้
เราเห็นสุขและทุกข์อยู่ ติมพรุกขะ ขอท่านพระโคดมจงตรัสบอกสุขและ
ทุกข์แก่ข้าพเจ้า ขอท่านพระโคดมจงทรงแสดงสุขและทุกข์แก่ข้าพเจ้า.
[๕๕] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนติมพรุกขะ เมื่อบุคคล
ถืออยู่ว่า นั่นเวทนา นั่นผู้เสวย [ เวทนา ] ดังนี้ แต่เราไม่กล่าวอย่าง
นี้ว่า สุขและทุกข์ตนกระทำเอง เมื่อบุคคลถูกเวทนาทิ่มแทง [ รู้ ] อยู่
ว่าเวทนาอย่างหนึ่ง ผู้เสวย [ เวทนา ] เป็นอีกคนหนึ่ง ดังนี้ แต่เราไม่
กล่าวอย่างนี้ว่า สุขและทุกข์ผู้อื่นกระทำให้ ดูก่อนติมพรุกขะ ตถาคต
แสดงธรรมโดยสายกลาง ไม่เข้าไปใกล้ส่วนสุดทั้งสองนั้นว่า เพราะ

88
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค เล่ม ๒ – หน้าที่ 89 (เล่ม 26)

อวิชชาเป็นปัจจัย จึงมีสังขาร เพราะสังขารเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ. . .
ความเกิดขึ้นแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ ย่อมมีด้วยประการอย่างนี้ เพราะ
อวิชชานั่นแหละดับด้วยสำรอกโดยไม่เหลือ สังขารจึงดับ เพราะสังขาร
ดับ วิญญาณจึงดับ. . .ความดับแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ ย่อมมีด้วยประ-
การอย่างนี้.
[๕๖] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอย่างนี้แล้ว ติมพรุกขปริพาชก-
ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่ท่านพระโคดม ภาษิตของ
พระองค์แจ่มแจ้งนัก ข้าแต่ท่านพระโคดม ภาษิตของพระองค์แจ่มแจ้ง
นัก พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประกาศธรรมโดยอเนกปริยาย เปรียบ
เหมือนบุคคลหงายของที่คว่ำ เปิดของที่ปิด บอกทางแก่คนหลงทาง
หรือตามประทีปในที่มืดด้วยประสงค์ว่า ผู้มีจักษุจักเห็นรูปฉะนั้น ข้า
พระองค์ขอถึงท่านพระโคดมกับทั้งพระธรรมและพระภิกษุสงฆ์เป็นสรณะ
ขอท่านพระโคดม จงทรงจำข้าพระองค์ว่าเป็นอุบาสกผู้ถึงสรณะจนตลอด
ชีวิตจำเดิมแต่วันนี้เป็นต้นไป.
จบติมพรุกขสูตรที่ ๘
อรรถกถาติมพรุกขสูตรที่ ๘
ในติมพรุกขสูตรที่ ๘ พึงทราบวินิจฉัย ดังต่อไปนี้.
คำว่า สา เวทนา เป็นต้น ตรัสเพื่อจะปฏิเสธลัทธิที่ว่า สิ่งที่
ตนทำเอง เป็นสุขและทุกข์. คำว่า สโต แม้ในบทว่า อาทิโต สโต
นี้ เป็นฉัฏฐีวิภัตติ ใช้ในอรรถสัตตมีวิภัตติ. ในข้อนี้ มีการแสดง
เนื้อความดังต่อไปนี้ :- ติมพรุกขะ เมื่อคำเป็นต้นว่า สา เวทนา โส

89
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค เล่ม ๒ – หน้าที่ 90 (เล่ม 26)

เวทยติ มีอยู่อย่างนี้ ภายหลังย่อมมีลัทธิดังนี้ว่า สิ่งที่ตนทำเองเป็นสุข
เป็นทุกข์ และเมื่อกล่าวอย่างนี้ ย่อมรู้ตามว่า เวทนานี้มีแม้ในกาลก่อน
คือแสดงสัสสตทิฏฐิ ยึดถือสัสสตทิฏฐิ. เพราะเหตุไร. เพราะข้อนั้น เป็น
ความเห็นของท่าน. บทว่า เอตํ ปเร ความว่า เข้าถึงสัสสตทิฏฐินั้น.
เพราะทรงหมายเอาเนื้อความก่อนจึงตรัสอย่างนั้น เพราะเหตุนั้น ใน
อรรถกถา ท่านจึงประกอบคำนั้น แล้วแสดงเนื้อความแห่งคำนั้น. บทว่า
เอวญฺจาหํ น วทามิ ความว่า เราจะไม่พูดอย่างนี้ว่า สา เวทนา
โส เวทยติ. คำว่า อญฺญา เวทนา เป็นอาทิ ตรัสเพื่อจะปฏิเสธ
ลัทธิที่ว่า สุขและทุกข์อันคนอื่นทำ. แม้ในบทนี้ มีการประกอบความ
ดังต่อไปนี้ :- ติมพรุกขะ เมื่อคำเป็นต้นว่า อญฺญา เวทนา อญฺโญ
เวทยติ มีอยู่อย่างนี้ ภายหลังเมื่อถูกเวทนาที่สัมปยุตกับอุจเฉททิฏฐิ ที่
เกิดขึ้นอย่างนี้ว่า การกเวทนาในฝ่ายแรกขาดสูญ แต่สิ่งที่ตนทำเอง ผู้อื่น
เสวย ดังนี้ ครอบงำ ย่อมมีลัทธิดังนี้ว่า สิ่งที่ผู้อื่นทำเป็นสุข เป็นทุกข์
ดังนี้ และเมื่อกล่าวอย่างนี้ ย่อมแสดงอุจเฉททิฏฐิ ย่อมยึดถืออุจเฉททิฏฐิ
ว่า การกะขาดสูญ สิ่งอื่นถือปฏิสนธิ. เพราะเหตุไร. เพราะข้อนั้น เป็น
ความเห็นของท่าน. บทว่า เอตํ ปเร ได้แก่เข้าถึงอุจเฉททิฏฐินั้น. ก็ใน
ที่นี้ท่านนำบทเหล่านี้มาประกอบไว้ในอรรถกถาแล้ว. พระองค์ตรัสสุข-
เวทนาและทุกขเวทนาไว้ในพระสูตรนี้ ด้วยประการฉะนี้ และสุขทุกข์ที่
เป็นวิบากนั้นแลก็ตรัสว่าเหมาะ (ที่จะกล่าวไว้ในพระสูตรนี้เหมือนกัน ).
จบอรรถกถาติมพรุกขสูตรที่ ๘

90
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค เล่ม ๒ – หน้าที่ 91 (เล่ม 26)

๙. พาลบัณฑิตสูตร
ว่าด้วยความต่างแห่งพาลและบัณฑิต
[๕๗] พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อาราม
ของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี กรุงสาวัตถี. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัส
ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย กายนี้ของคนพาล ผู้อันอวิชชาหุ้มห่อแล้ว ประกอบ
ด้วยตัณหา เกิดขึ้นแล้วอย่างนี้ กายนี้ด้วย นามรูปในภายนอกด้วย ย่อม
มีด้วยประการดังนี้ เพราะอาศัยกายและนามรูปทั้งสองนี้ จึงเกิดผัสสะ
สฬายตนะ ซึ่งทั้งสองอย่างนั้นหรือแต่อย่างใดอย่างหนึ่ง ถูกต้องคนพาล
เป็นเหตุให้เสวยสุขและทุกข์ กายนี้ของบัณฑิต ผู้อันอวิชชาหุ้มห่อแล้ว
ประกอบด้วยตัณหา เกิดขึ้นแล้วอย่างนี้ กายนี้ด้วย นามรูปในภายนอก
ด้วย ย่อมมีด้วยประการดังนี้ เพราะอาศัยกายและนามรูปทั้งสองนี้จึงเกิด
ผัสสะ สฬายตนะ ซึ่งทั้งสองงอย่างนั้นหรือแต่อย่างใดอย่างหนึ่ง ถูกต้อง
บัณฑิต เป็นเหตุให้เสวยสุขและทุกข์.
[๕๘] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ในเรื่องนั้น จะแปลกกันอย่างไร
จะมีอธิบายอย่างไร จะต่างกันอย่างไร ระหว่างบัณฑิตกับพาล พวก
ภิกษุกราบทูลว่า พระพุทธเจ้าข้า ธรรมของพวกข้าพระองค์มีพระผู้มี
พระภาคเจ้าเป็นเดิม มีพระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นผู้นำ มีพระผู้มี
พระภาคเจ้าเป็นที่รวมลง ขอประทานพระวโรกาส เนื้อความแห่งพระ
ภาษิตนี้ แจ่มแจ้งแก่พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์เดียว ภิกษุทั้งหลาย
ได้ฟังจากพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว จักทรงจำไว้.
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ถ้าเช่นนั้นพวก

91
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค เล่ม ๒ – หน้าที่ 92 (เล่ม 26)

เธอจงฟัง จงใส่ใจให้ดีเถิด เราจักกล่าว ภิกษุพวกนั้นทูลรับพระผู้มี
พระภาคเจ้าแล้ว.
[๕๙] พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย กาย
นี้ของคนพาล ผู้ถูกอวิชชาใดหุ้มห่อแล้ว และประกอบแล้วด้วยตัณหาใด
เกิดขึ้นแล้ว อวิชชานั้น คนพาลยังละไม่ได้ และตัณหานั้นยังไม่สิ้นไป
ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะคนพาลไม่ได้ประพฤติพรหมจรรย์ เพื่อความ
สิ้นทุกข์โดยชอบ เหตุนั้น เมื่อตายไปคนพาลย่อมเข้าถึงกาย เมื่อเข้าถึง
กาย ชื่อว่ายังไม่พ้นจากชาติ ชรา มรณะ โสกปริเทวทุกขโทมนัสและ
อุปายาส เรากล่าวว่า ยังไม่พ้นไปจากทุกข์ กายนี้ของบัณฑิตผู้ถูกอวิชชา
ใดหุ้มห่อแล้ว และประกอบด้วยตัณหาใด เกิดขึ้นแล้ว อวิชชานั้น
บัณฑิตละได้แล้ว และตัณหานั้นสิ้นไปแล้ว ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะว่า
บัณฑิตได้ประพฤติพรหมจรรย์ เพื่อความสิ้นทุกข์โดยชอบ เหตุนั้น เมื่อ
ตายไป บัณฑิตย่อมไม่เข้าถึงกาย เมื่อเขาไม่เข้าถึงกาย ชื่อว่าย่อมพ้นจาก
ชาติ ชรา มรณะ โสกปริเทวทุกขโทมนัสและอุปายาส เรากล่าวว่า
ย่อมพ้นจากทุกข์ อันนี้เป็นความแปลกกัน อันนี้เป็นอธิบาย อันนี้เป็น
ความต่างกันของบัณฑิตกับคนพาล กล่าวคือ การอยู่ประพฤติพรหมจรรย์.
จบพาลบัณฑิตสูตรที่ ๙
อรรถกถาพาลบัณฑิตสูตรที่ ๙
ในพาลบัณฑิตสูตรที่ ๙ พึงทราบวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
บทว่า อวิชฺชานีวรณสฺส ได้แก่ถูกอวิชชากางกั้น. บทว่า
เอวมยํ กาโย สมุทาคโต ความว่า กายนี้ ชื่อว่า เกิดขึ้นแล้ว เพราะ

92
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค เล่ม ๒ – หน้าที่ 93 (เล่ม 26)

ถูกอวิชชากางกั้น และเพราะประกอบด้วยตัณหานั่นเอง ด้วยอาการอย่าง
นี้. บทว่า อยญฺเจว กาโย ได้แก่กายที่มีวิญญาณของตน ของคน
พาลนั้น นี้. บทว่า พหิทฺธา จ นามรูปํ ได้แก่และกายที่มีวิญญาณ
ของคนเหล่าอื่นภายนอก. ข้อความนี้พึงแสดงด้วยขันธ์ ๕ และอายตนะ ๖
ทั้งของตนและคนอื่น. บทว่า อิตฺเถตํ ทฺวยํ ได้แก่หมวดสองนี้. ด้วย
อาการอย่างนี้. ด้วยบทว่า ทฺวยํ ปฏิจฺจ ผสฺโส นี้ ท่านกล่าวจักษุสัมผัส
เป็นต้น เพราะอาศัยอายตนะทั้งสองฝ่าย มีจักษุและรูปเป็นต้น ไว้ใน
ที่อื่น แต่ในที่นี้ท่านหมายอายตนะภายในและอายตนะภายนอก นัยว่า
อายตนะทั้งสองฝ่าย ชื่อว่า ใหญ่ทั้งสอง. บทว่า สเฬวายตนานิ ได้แก่
ผัสสายตนะ คือเหตุแห่งผัสสะ ๖. บทว่า เยหิ ผุฏฺโฐ ได้เเก่ถูกผัสสะอัน
เกิดขึ้นเพราะอายตนะซึ่งเป็นตัวเหตุเหล่าใด ถูกต้อง. ในบทว่า อญฺญตเรน
นี้ พึงทราบอายตนะอื่นๆ ที่บริบูรณ์และไม่บริบูรณ์. บทว่า ตตฺร ได้แก่ใน
เพราะการเกิดขึ้นแห่งกายเป็นต้น ของคนพาลและบัณฑิตนั้น. บทว่า
โก อธิปฺปายโส ได้แก่คืออะไรเป็นความพยายามอย่างยิ่ง.
บทว่า ภควํมูลกา ได้แก่พระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นมูลแห่งธรรม
เหล่านั้น เหตุนั้น ธรรมเหล่านั้น ชื่อว่า ภควํมูลกา. ท่านกล่าวอธิบาย
ไว้ดังนี้ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ธรรมของพวกข้าพระองค์เหล่านั้น อัน
พระกัสสปสัมมาสัมพุทธเจ้าในปางก่อนทรงให้บังเกิดขึ้น เมื่อพระองค์
เสด็จปรินิพพานแล้ว ล่วงไปพุทธันดรหนึ่ง คนอื่นจะเป็นสมณะก็ตาม
พราหมณ์ก็ตาม ชื่อว่า สามารถจะให้ธรรมเหล่านี้เกิดขึ้น มิได้มีเลย
แต่ธรรมเหล่านี้ อันพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงให้เกิดขึ้นแก่ข้าพระองค์
ทั้งหลาย. เพราะอาศัยพระผู้มีพระภาคเจ้า พวกข้าพระองค์จึงมารู้ คือ

93
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค เล่ม ๒ – หน้าที่ 94 (เล่ม 26)

แทงตลอดธรรมเหล่านี้ เพราะเหตุนั้น ธรรมของพวกข้าพระองค์จึงชื่อว่า
มีพระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นมูล ด้วยประการฉะนี้. บทว่า ภควํเนตฺติกา
ความว่า ก็พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแนะ ได้แก่แนะนำธรรมทั้งหลาย
คือระบุชื่อธรรมะ เฉพาะอย่าง ๆ ตามสภาพความเป็นจริงแสดง เพราะ
เหตุนั้น ธรรมทั้งหลายจึงชื่อว่ามีพระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นผู้แนะนำ. บทว่า
ภควํปฏิสรณา ความว่า ธรรมที่เป็นไปในภูมิ ๔ เมื่อมาปรากฏแก่พระ
สัพพัญญุตญาณ ชื่อว่า ย่อมรวมลงในพระผู้มีพระภาคเจ้า เพราะเหตุ
นั้น ธรรมเหล่านั้น จึงชื่อว่า มีพระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นที่รวมลง.
บทว่า ปฏิสรนฺติ ได้แก่ ย่อมประชุม. อีกอย่างหนึ่ง ผัสสะมาด้วย
อำนาจการแทงตลอดแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้ประทับนั่ง ณ โพธิมัณฑ-
สถาน ทูลถามว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า ข้าพระองค์ชื่ออะไร.
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า เธอชื่อผัสสะ เพราะอรรถว่าถูกต้อง.
เวทนา. . . สัญญา. . . สังขาร. . . วิญญาณ. . . ก็มาทูลถามว่า ข้าแต่
พระผู้มีพระภาคเข้า ข้าพระองค์ชื่ออะไร พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า
เธอชื่อวิญญาณ เพราะอรรถว่า รู้แจ้ง พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงระบุชื่อ
ธรรมที่เป็นไปในภูมิ ๔ เฉพาะอย่าง ๆ ตามสภาพความเป็นจริง รวม
ธรรมทั้งหลายไว้ด้วยอาการอย่างนั้น เหตุนั้น ธรรมเหล่านั้นชื่อว่า ภควํ-
ปฏสรณา. บทว่า ภควนฺตํเยว ปฏิภาตุ ความว่า เนื้อความแห่ง
ภาษิตนั้น จงปรากฏ (เเจ่มแจ้ง ) แก่พระผู้มีพระภาคเจ้าทีเดียว
อธิบายว่า ขอพระองค์โปรดตรัสแสดงธรรม แก่พวกข้าพระองค์เถิด.
ในคำว่า สา เจว อวิชฺชา นี้ พึงทราบวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
อวิชชาและตัณหานั้น แม้ยังกรรมให้แล่นไป ชักปฏิสนธิมาแล้ว

94
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค เล่ม ๒ – หน้าที่ 95 (เล่ม 26)

ดับไปก็จริง ถึงอย่างนั้น ท่านก็กล่าวคำนี้ว่า สา เจว อวิชชา สา เจว
ตณฺหา ไว้แม้ในที่นี้ เพราะอรรถว่า เห็นสมกัน เหมือนเภสัชที่ดื่ม
วันวาน แม้วันนี้บริโภคโภชนะเข้าไป เภสัชนั้นก็ยังเรียกว่า เภสัชนั่นเอง
ฉันนั้น. บทว่า พฺรหฺมจริยํ ได้แก่มรรคพรหมจรรย์. บทว่า
ทุกฺขกฺขยาย ได้แก่เพื่อความสิ้นไปแห่งวัฏทุกข์. บทว่า กายูปโค
โหติ ได้แก่เป็นผู้เข้าถึงปฏิสนธิกายอื่น. ด้วยบทว่า ยทิทํ พฺรหฺมจริย-
วาโส นี้ ท่านแสดงว่า มรรคพรหมจริยวาสนี้ใด. นี้คือความแปลกกัน
ของบัณฑิตจากคนพาล. ดังนั้นในพระสูตรนี้ ท่านจึงเรียกว่าปุถุชนผู้ยัง
มีปฏิสนธิทั้งหมดว่า เป็นคนพาล พระขีณาสพผู้ไม่มีปฏิสนธิ เรียกว่า
เป็นบัณฑิต. ส่วนพระโสดาบัน พระสกทาคามี และพระอนาคามี ใครๆ
ไม่ควรเ รียกว่า บัณฑิต หรือคนพาล. แต่เมื่อคบ ก็คบแต่ฝ่ายบัณฑิต.
จบอรรถกถาพาลบัณฑิตสูตรที่ ๙
๑๐. ปัจจยสูตร
ว่าด้วยธรรมที่อาศัยกันเกิดขึ้น
[๖๐] พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อาราม
ของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี กรุงสาวัตถี. พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัส
ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงปฏิจจสมุปบาท และธรรมที่อาศัย
กันเกิดขึ้นแก่พวกเธอ พวกเธอจงฟังธรรมนั้น จงใส่ใจให้ดีเถิด เรา
จักกล่าว ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว.
[๖๑] พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็

95
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค เล่ม ๒ – หน้าที่ 96 (เล่ม 26)

ปฏิจจสมุปบาทเป็นไฉน. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เพราะชาติเป็นปัจจัย จึง
มีชราและมรณะ พระตถาคตทั้งหลายเสด็จอุบัติขึ้นก็ตาม ไม่เสด็จอุบัติ
ขึ้นก็ตาม ธาตุอันนั้น คือ ธัมมฐิติ๑ ธัมมนิยาม๒ อิทัปปัจจัย๓ ก็ยัง
ดำรงอยู่ พระตถาคตย่อมตรัสรู้ ย่อมตรัสรู้ทั่วถึงซึ่งธาตุอันนั้น ครั้นแล้ว
ย่อมตรัสบอก ทรงแสดง บัญญัติ แต่งตั้ง เปิดเผย จำแนก กระทำ
ให้ตื้น และตรัสว่า ท่านทั้งหลายจงดู ดังนี้ เพราะชาติเป็นปัจจัย จึง
มีชราและมรณะ. . . เพราะภพเป็นปัจจัย จึงมีชาติ. . . เพราะอุปาทาน
เป็นปัจจัย จึงมีภพ. . . เพราะตัณหาเป็นปัจจัย จึงมีอุปาทาน. . . เพราะ
เวทนาเป็นปัจจัย จึงมีตัณหา. . . เพราะผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา. . .
เพราะสฬายตนะเป็นปัจจัย จึงมีผัสสะ. . . เพราะนามรูปเป็นปัจจัย จึงมี
สฬายตนะ. . . เพราะวิญญาณเป็นปัจจัย จึงมีนามรูป. . . เพราะสังขาร
เป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ. . . เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย จึงมีสังขาร พระ
ตถาคตทั้งหลายเสด็จอุบัติขึ้นก็ตาม ไม่เสด็จอุบัติขึ้นก็ตาม ธาตุอันนั้น
คือ ธัมมฐิติ ธัมมนิยาม อิทัปปัจจัย ก็ยังดำรงอยู่ พระตถาคตย่อม
ตรัสรู้ ย่อมตรัสรู้ทั่วถึงธาตุอันนั้น ครั้นแล้วย่อมตรัสบอก ทรงแสดง
บัญญัติ แต่งตั้ง เปิดเผย จำแนก กระทำให้ตื้น และตรัสว่า ท่าน
ทั้งหลายจงดู ดังนี้ เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย จึงมีสังขาร ภิกษุทั้งหลาย
ความจริงแท้ ความไม่คลาดเคลื่อน ความไม่เป็นอย่างอื่น มูลเหตุอัน
แน่นอนในธาตุอันนั้น ดังพรรณนามาฉะนั้นแล เราเรียกว่าปฏิจจสมุปบาท.
[๖๒] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ธรรมที่อาศัยกันเกิดขึ้นเป็นไฉน.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ชราและมรณะเป็นของไม่เที่ยง อันปัจจัยประชุม
๑. ความตั้งอยู่ธรรมดา ๒. ความแน่นอนของธรรมดา ๓. มูลเหตุอันแน่นอน. (ซิลเดอรส์)

96