บทว่า ตตฺรสฺส กลฺโล ปญฺโห ได้แก่เมื่อเราพูดอย่างนี้ ปัญหานี้ก็
จะเหมาะสม. บทว่า กิสฺส นุ โข ภนฺเต วิญฺญาณาหาโร ได้แก่
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ วิญญาณาหารนี้ เป็นปัจจัยของธรรมข้อไหน.
บทว่า ตตฺถ กลฺลํ เวยฺยากรณํ ได้แก่เมื่อปัญหาถูกถามอย่างนี้
ไวยากรณ์นี้ก็ย่อมเหมาะ วิญญาญาหารย่อมเป็นปัจจัยแก่ความบังเกิดในภพ
ใหม่ต่อไป. คำว่า วิญฺญาณาหาโร ได้แก่ปฏิสนธิจิต. บทว่า อายตึ
ปุนพฺภวาภินิพฺพตฺติ ได้เเก่นามรูปที่เกิดขึ้นพร้อมกับวิญญาณนั้นนั่นเอง.
บทว่า ตสฺมึ ภูเต สตึ สฬายตนํ ได้แก่เมื่อนามรูป กล่าวคือ
ความบังเกิดขึ้นในภพใหม่ต่อไปนี้ เกิดมีอยู่ สฬายตนะก็ย่อมมี.
พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อจะทรงให้โอกาสเธอได้ถามปัญหาสูงยิ่งขึ้น
จึงให้เทศนาจบลง แม้ในคำนี้ว่า สฬายตนปจฺจยา ผสฺโส. เพราะเธอ
ถือทิฏฐิ จึงไม่อาจจะให้ปัญหาใหม่ ๆ เกิดขึ้น แต่ถือเอาข้อที่ตกลงกันได้
เท่านั้นถาม ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงได้ประทานโอกาสแก่
เธอ แต่เนื้อความในทุก ๆ บท ก็พึงถือเอาตามนัยกล่าวมานั่นแล.
เพราะเหตุไร เธอจึงไม่ทูลถามว่า ใครเล่ามีอยู่ พระเจ้าข้า. เพราะเธอถือ
ทิฏฐิจึงมีความเห็นว่า ขึ้นชื่อว่า สัตว์เกิดแล้ว คือบังเกิดแล้ว เพราะ
เหตุนั้น เธอจึงได้ทูลถามว่า นี้ผิดจากความเห็นของตน. อีกอย่างหนึ่ง
เธอชื่อว่า เข้าถึงสัญญัตติ เพราะกล่าวไว้ในที่มากแห่งว่า อิทปฺปฺจจยา
อิทํ อิทปฺปจฺจยา อิทํ เพราะสิ่งนี้เป็นปัจจัย สิ่งนี้จึงมี แม้เพราะเหตุ
นั้น เธอจึงไม่ทูลถาม. แม้พระศาสดาก็ทรงดำริว่า ภิกษุนี้ แม้จะถาม
อย่างมากมาย ก็หาอิ่มไม่ ก็ยังถามปัญหาที่ไร้สาระอยู่นั่นเอง แต่นั้น
ก็ทรงแสดงเทศนาให้ต่อเนื่องกันไป. บทว่า ฉนฺนํ เตฺวว ได้แก่