ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค เล่ม ๒ – หน้าที่ 67 (เล่ม 26)

บทว่า ตตฺรสฺส กลฺโล ปญฺโห ได้แก่เมื่อเราพูดอย่างนี้ ปัญหานี้ก็
จะเหมาะสม. บทว่า กิสฺส นุ โข ภนฺเต วิญฺญาณาหาโร ได้แก่
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ วิญญาณาหารนี้ เป็นปัจจัยของธรรมข้อไหน.
บทว่า ตตฺถ กลฺลํ เวยฺยากรณํ ได้แก่เมื่อปัญหาถูกถามอย่างนี้
ไวยากรณ์นี้ก็ย่อมเหมาะ วิญญาญาหารย่อมเป็นปัจจัยแก่ความบังเกิดในภพ
ใหม่ต่อไป. คำว่า วิญฺญาณาหาโร ได้แก่ปฏิสนธิจิต. บทว่า อายตึ
ปุนพฺภวาภินิพฺพตฺติ ได้เเก่นามรูปที่เกิดขึ้นพร้อมกับวิญญาณนั้นนั่นเอง.
บทว่า ตสฺมึ ภูเต สตึ สฬายตนํ ได้แก่เมื่อนามรูป กล่าวคือ
ความบังเกิดขึ้นในภพใหม่ต่อไปนี้ เกิดมีอยู่ สฬายตนะก็ย่อมมี.
พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อจะทรงให้โอกาสเธอได้ถามปัญหาสูงยิ่งขึ้น
จึงให้เทศนาจบลง แม้ในคำนี้ว่า สฬายตนปจฺจยา ผสฺโส. เพราะเธอ
ถือทิฏฐิ จึงไม่อาจจะให้ปัญหาใหม่ ๆ เกิดขึ้น แต่ถือเอาข้อที่ตกลงกันได้
เท่านั้นถาม ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงได้ประทานโอกาสแก่
เธอ แต่เนื้อความในทุก ๆ บท ก็พึงถือเอาตามนัยกล่าวมานั่นแล.
เพราะเหตุไร เธอจึงไม่ทูลถามว่า ใครเล่ามีอยู่ พระเจ้าข้า. เพราะเธอถือ
ทิฏฐิจึงมีความเห็นว่า ขึ้นชื่อว่า สัตว์เกิดแล้ว คือบังเกิดแล้ว เพราะ
เหตุนั้น เธอจึงได้ทูลถามว่า นี้ผิดจากความเห็นของตน. อีกอย่างหนึ่ง
เธอชื่อว่า เข้าถึงสัญญัตติ เพราะกล่าวไว้ในที่มากแห่งว่า อิทปฺปฺจจยา
อิทํ อิทปฺปจฺจยา อิทํ เพราะสิ่งนี้เป็นปัจจัย สิ่งนี้จึงมี แม้เพราะเหตุ
นั้น เธอจึงไม่ทูลถาม. แม้พระศาสดาก็ทรงดำริว่า ภิกษุนี้ แม้จะถาม
อย่างมากมาย ก็หาอิ่มไม่ ก็ยังถามปัญหาที่ไร้สาระอยู่นั่นเอง แต่นั้น
ก็ทรงแสดงเทศนาให้ต่อเนื่องกันไป. บทว่า ฉนฺนํ เตฺวว ได้แก่

67
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค เล่ม ๒ – หน้าที่ 68 (เล่ม 26)

พระผู้มีพระภาคเจ้าจะทรงถือเอาเวลาที่เทศนาถูกยกขึ้นแสดง ก็ทรง
เปิดเผยเทศนาตรัสอย่างนั้น. ก็ในพระสูตรนี้มีสนธิ ๓ อย่าง โดยย่อดังนี้
คือระหว่างวิญญาณกับนามรูปจัดเป็นสนธิอันหนึ่ง ระหว่างเวทนากับตัณหา
เป็นสนธิอันหนึ่ง ระหว่างภพกับชาติเป็นสนธิอันหนึ่ง.
จบอรรถกถาผัคคุนสูตรที่ ๒
๓. ปฐมสมณพราหมสูตร
ว่าด้วยเหตุแห่งความไม่เป็นสมณะและพราหมณ์
[๓๘] พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อาราม
ของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี กรุงสาวัตถี. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้
ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่ง
ไม่รู้จักชราและมรณะ ไม่รู้จักเหตุเกิดแห่งชราและมรณะ ไม่รู้จักความดับ
แห่งชราและมรณะ ไม่รู้จักปฏิปทาที่จะให้ถึงความดับแห่งชราและมรณะ
ไม่รู้จักชาติ. . .ไม่รู้จักภพ. . .ไม่รู้จักอุปาทาน. . . ไม่รู้จักตัณหา. . .ไม่รู้จัก
เวทนา. . . ไม่รู้จักผัสสะ. . .ไม่รู้จักสฬายตนะ. . . ไม่รู้จักนามรูป. . . ไม่รู้จัก
วิญญาณ. . . ไม่รู้จักสังขาร ไม่รู้จักเหตุเกิดแห่งสังขาร ไม่รู้จักความดับ
แห่งสังขาร ไม่รู้จักปฏิปทาที่จะให้ถึงความดับแห่งสังขาร สมณะหรือ
พราหมณ์เหล่านั้นจะสมมติว่าเป็นสมณะในหมู่สมณะ หรือสมมติว่าเป็น
พราหมณ์ในหมู่พราหมณ์หาได้ไม่ แลท่านเหล่านั้นมิได้กระทำให้แจ้ง
ซึ่งประโยชน์ของความเป็นสมณะ หรือประโยชน์ของความเป็นพราหมณ์
ด้วยปัญญาอันยิ่งเองในปัจจุบัน เข้าถึงอยู่.

68
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค เล่ม ๒ – หน้าที่ 69 (เล่ม 26)

[๓๙ ] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใด
เหล่าหนึ่ง รู้จักชราและมรณะ. รู้จักเหตุเกิดแห่งชราและมรณะ รู้จัก
ความดับแห่งชราและมรณะ รู้จักปฏิปทาที่จะให้ถึงความดับแห่งชราและ
มรณะ รู้จักชาติ. . . รู้จักภพ. . . รู้จักอุปาทาน. . . รู้จักตัณหา. . . รู้จัก
เวทนา. . . รู้จักผัสสะ. . .รู้จักสฬายตนะ. . . รู้จักนามรูป. . . รู้จักวิญญาณ. . .
รู้จักสังขาร รู้จักเหตุเกิดแห่งสังขาร รู้จักความดับแห่งสังขาร รู้จัก
ปฏิปทาที่จะให้ถึงความดับแห่งสังขาร สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้นแล
สมมติได้ว่าเป็นสมณะในหมู่สมณะ และสมมติได้ว่าเป็นพราหมณ์ในหมู่
พราหมณ์ และท่านเหล่านั้นได้กระทำให้แจ้งซึ่งประโยชน์ของความเป็น
สมณะ และประโยชน์ของความเป็นพราหมณ์ ด้วยปัญญาอันยิ่งเองใน
ปัจจุบัน เข้าถึงอยู่.
จบปฐมสมณพราหมณ์สูตรที่ ๓
อรรถกถาปฐมสมณพราหมณสูตรที่ ๓
ปฐมสมณพราหมณสูตรที่ ๓ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
บทว่า สมณา วา พฺราหฺมณา วา ได้แก่สมณะและพราหมณ์
ผู้ถือลัทธิภายนอก ไม่สามารถจะแทงตลอดสัจจะทั้งหลายได้. ในบทว่า
ชรามรณํ นปฺปชานนฺติ เป็นอาทิ ท่านประกอบความไว้ดังนี้ สมณ-
พราหมณ์ ไม่รู้ชราและมรณะด้วยอำนาจทุกขสัจ ไม่รู้เหตุเกิดแห่งชรา
และมรณะด้วยอำนาจสมุทัยสัจว่า ชาติกับตัณหาเป็นเหตุเกิดแห่งชราและ
มรณะ ไม่รู้ความดับแห่งชราและมรณะ ด้วยอำนาจนิโรธสัจ ไม่รู้ปฏิปทา
ด้วยอำนาจมรรคสัจ ไม่รู้ชาติด้วยอำนาจทุกขสัจ ไม่รู้ชาติสมุทัยด้วยอำนาจ

69
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค เล่ม ๒ – หน้าที่ 70 (เล่ม 26)

สมุทัยสัจที่ว่า ภพกับตัณหาเป็นเหตุให้เกิดชาติ. พึงประกอบสมุทัยกับตัณหา
ด้วยอาการอย่างนี้แล้ว ทราบเนื้อความด้วยอำนาจจตุสัจจะในทุก ๆ บท.
สามัญญะ และพรหมัญญะ ในคำว่า สามญฺญตฺตํ วา พฺรหฺมญฺญตฺตํ นี้
ได้แก่อริยมรรค. อรรถของสามัญญะและพรหมัญญะทั้งสอง พึงทราบว่า
อริยผล.
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสสัจจะทั้ง ๔ ในฐานะ ๑๑ อย่างไว้ใน
พระสูตรนี้ ด้วยประการฉะนี้แล.
จบอรรถกถาปฐมสมณพราหมณสูตรที่ ๓
๔. ทุติยสมณพราหมณสูตร
ว่าด้วยเหตุแห่งความไม่เป็นสมณะและพราหมณ์
[๔๐] พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของ
ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี กรุงสาวัตถี. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสว่า
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่ง ไม่รู้จักธรรม
เหล่านี้ ไม่รู้จักเหตุเกิดแห่งธรรมเหล่านี้ ไม่รู้จักความดับแห่งธรรมเหล่านี้
ไม่รู้จักปฏิปทาที่จะให้ถึงความดับแห่งธรรมเหล่านี้ ไม่รู้จักธรรมเหล่าไหน
ไม่รู้จักเหตุเกิดแห่งธรรมเหล่าไหน ไม่รู้จักความดับแห่งธรรมเหล่าไหน
ไม่รู้จักปฏิปทาที่จะให้ถึงความดับแห่งธรรมเหล่าไหน คือ ไม่รู้จักชราและ
มรณะ ไม่รู้จักเหตุเกิดแห่งชราและมรณะ ไม่รู้จักความดับแห่งชราและ
มรณะ ไม่รู้จักปฏิปทาที่จะให้ถึงความดับแห่งชราและมรณะ ไม่รู้จักชาติ. . .
ไม่รู้จักภพ. . . ไม่รู้จักอุปาทาน. . . ไม่รู้จักตัณหา. . . ไม่รู้จักเวทนา. . .
ไม่รู้จักผัสสะ. . .ไม่รู้จักสฬายตนะ. . . ไม่รู้จักนามรูป. . .ไม่รู้จักวิญญาณ. . .

70
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค เล่ม ๒ – หน้าที่ 71 (เล่ม 26)

ไม่รู้จักสังขาร ไม่รู้จักเหตุเกิดแห่งสังขาร ไม่รู้จักความดับแห่งสังขาร
ไม่รู้จักปฏิปทาที่จะให้ความดับแห่งสังขาร ชื่อว่าไม่รู้จักธรรมเหล่านี้
ไม่รู้จักเหตุแห่งธรรมเหล่านี้ ไม่รู้จักความดับแห่งธรรมเหล่านี้ ไม่รู้จักปฏิ-
ปทาที่จะให้ถึงความดับแห่งธรรมเหล่านี้ สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้น จะ
สมมติว่าเป็นสมณะในหมู่สมณะ หรือสมมติว่าเป็นพราหมณ์ในหมู่
พราหมณ์หาได้ไม่ และท่านเหล่านั้น มิได้กระทำให้แจ้งซึ่งประโยชน์
ของความเป็นสมณะ หรือประโยชน์ของความเป็นพราหมณ์ ด้วยปัญญา
อันยิ่งเองในปัจจุบัน เข้าถึงอยู่.
[ ๑] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใด
เหล่าหนึ่ง รู้จักธรรมเหล่านี้ รู้จักเหตุเกิดแห่งธรรมเหล่านี้ รู้จักความดับ
แห่งธรรมเหล่านี้ รู้จักปฏิปทาที่จะให้ถึงความดับแห่งธรรมเหล่านี้ รู้จัก
ธรรมเหล่าไหน รู้จักเหตุเกิดแห่งธรรมเหล่าไหน รู้จักความดับแห่ง
ธรรมเหล่าไหน รู้จักปฏิปทาที่จะให้ถึงความดับแห่งธรรมเหล่าไหน.
คือ รู้จักชราและมรณะ รู้จักเหตุเกิดแห่งชราและมรณะ รู้จักความดับ
แห่งชราและมรณะ. รู้จักปฏิปทาที่ให้ถึงความดับแห่งชราและมรณะ รู้จัก
ชาติ. . . รู้จักภพ. . . รู้จักอุปาทาน. . . รู้จักตัณหา. . . รู้จักเวทนา. . .
รู้จักผัสสะ. . . รู้จักสฬายตนะ. . . รู้จักนามรูป. . . รู้จักวิญญาณ. . . รู้จัก
สังขาร รู้จักเหตุเกิดแห่งสังขาร รู้จักความดับแห่งสังขาร รู้จักปฏิปทาที่
จะให้ถึงความดับแห่งสังขาร ชื่อว่ารู้จักธรรมเหล่านี้ รู้จักเหตุเกิดแห่ง
ธรรมเหล่านี้ รู้จักความดับแห่งธรรมเหล่านี้ รู้จักปฏิปทาให้จะให้ถึง
ความดับแห่งธรรมเหล่านี้ สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้นแล สมมติได้ว่า
เป็นสมณะในหมู่สมณะ และสมมติได้ว่าเป็นพราหมณ์ในหมู่พราหมณ์

71
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค เล่ม ๒ – หน้าที่ 72 (เล่ม 26)

และท่านเหล่านั้นได้กระทำให้แจ้งซึ่งประโยชน์ของความเป็นสมณะ และ
ประโยชน์ของความเป็นพราหมณ์ ด้วยปัญญาอันยิ่งเองในปัจจุบัน เข้า
ถึงอยู่. ื
จบทุติยสมณพราหมณสูตรที่ ๔
อรรถกถาทุติยสมณพราหมณสูตรที่ ๔
ในทุติยสมณพราหมณสูตรที่ ๔ พึงทราบวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
พระองค์ตรัสว่า อิเม ธมฺเม นปฺปชานนฺติ เป็นต้น ตาม
อัธยาศัยของบุคคลผู้ที่สามารถจะแทงตลอดเทศนาที่ตรัสให้เนิ่นช้ามีประมาณ
เท่านี้ ด้วยคำว่า อิเม กตเม ธมฺเม ดังนี้. คำที่เหลือก็เหมือน
ก่อนนั่นเอง.
จบอรรถกถาทุติยสมณพราหมณสูตรที่ ๔
๕. กัจจานโคตตสูตร
ว่าด้วยพระกัจจานโคตต์ทูลถามสัมมาทิฏฐิ
[๔๒] พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อาราม
ของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี กรุงสาวัตถี. ครั้งนั้นแล ท่านพระ
กัจจานโคตต์ เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ครั้นแล้วถวาย
บังคมพระผู้มีพระภาคเจ้านั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง แล้วได้กราบทูล
พระผู้มีพระภาคเจ้า พระพุทธเจ้าข้า ที่เรียกว่า สัมมาทิฏฐิ สัมมา-
ทิฏฐิ ดังนี้ ด้วยเหตุเพียงเท่าไรหนอ จึงจะชื่อว่า สัมมาทิฏฐิ.
[๔๓] พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสว่า ดูก่อนกัจจานะ โลกนี้

72
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค เล่ม ๒ – หน้าที่ 73 (เล่ม 26)

โดยมากอาศัยส่วน ๒ อย่าง คือ ความมี๑ ๑ ความไม่มี๒ ๑ ก็เมื่อบุคคล
เห็นความเกิดแห่งโลกด้วยปัญญาอันชอบตามเป็นจริงแล้ว ความไม่มีใน
โลก ย่อมไม่มี เมื่อบุคคลเห็นความดับแห่งโลกด้วยปัญญาอันชอบตาม
เป็นจริงแล้ว ความมีในโลก ย่อมไม่มี โลกนี้โดยมากยังพัวพันด้วย
อุบาย อุปาทาน และอภินิเวส แต่พระอริยสาวก ย่อมไม่เข้าถึง ไม่ถือมั่น
ไม่ตั้งไว้ซึ่งอุบายและอุปาทานนั้น อันเป็นอภินิเวสและอนุสัยอันเป็น
ที่ตั้งมั่นแห่งจิตว่า อัตตาของเรา ดังนี้ ย่อมไม่เคลือบแคลงสงสัยว่าทุกข์
นั่นแหละ เมื่อบังเกิดขึ้น ย่อมบังเกิดขึ้น ทุกข์เมื่อดับย่อมดับ พระ
อริยสาวกนั้นมีญาณหยั่งรู้ในเรื่องนี้โดยไม่ต้องเชื่อผู้อื่นเลย ด้วยเหตุเพียง
เท่านี้แลกัจจานะ จึงชื่อว่าสัมมาทิฏฐิ.
[๔๔] ดูก่อนกัจจานะ ส่วนสุดข้อที่ ๑ นี้ว่า สิ่งทั้งปวงมีอยู่
ส่วนสุดข้อที่ ๒ นี้ว่า สิ่งทั้งปวงไม่มี ตถาคตแสดงธรรมโดยสายกลาง
ไม่เข้าไปใกล้ส่วนสุดทั้งสองนั้นว่า เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย จึงมีสังขาร
เพราะสังขารเป็นปัจจัยจึงมีวิญญาณ. . . ความเกิดขึ้นแห่งกองทุกข์ทั้งมวล
นี้ ย่อมมีด้วยประการอย่างนี้ เพราะอวิชชานั่นแหละดับ ด้วยการสำรอก
โดยไม่เหลือ สังขารจึงดับ เพราะสังขารดับ วิญญาณจึงดับ. . .ความดับ
แห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ ย่อมมีด้วยประการฉะนี้.
จบกัจจานโคตตสูตรที่ ๕
อรรถกถากัจจานโคตตสูตรที่ ๕
พึงทราบวินิจฉัยในกัจจานโคตตสูตรที่ ๕ ดังต่อไปนี้
๑. สัสสตทิฏฐิ ๒. อุจเฉททิฏฐิ

73
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค เล่ม ๒ – หน้าที่ 74 (เล่ม 26)

บทว่า สมฺมาทิฏฺฐิ สมฺมาทิฏฺฐิ ความว่า เทวดาและมนุษย์ผู้
เป็นบัณฑิตกล่าวความเห็นชอบใด ๆ ท่านกัจจานะทูลถามย่อ ๆ ถึงความ
เห็นชอบนั้น ทั้งหมดเข้าด้วยบททั้งสอง บทว่า ทฺวยนิสฺสิโต ได้แก่
อาศัยส่วนทั้งสอง. ทรงแสดงถึงมหาชนที่เหลือ ยกเว้นพระอริยบุคคล
ด้วยบทว่า เยภุยฺเยน นี้. บทว่า อตฺถิตํ ได้แก่เที่ยง. บทว่า
นตฺถิตญฺจ ได้แก่ขาดสูญ. สังขารโลก ชื่อว่า โลก ความเกิดขึ้นแห่ง
สังขารโลกนั้น ชื่อว่า โลกสมุทัย. บทว่า สมฺมปฺปญฺญาย ปสฺสโต
ความว่า มรรคปัญญาพร้อมวิปัสสนา ชื่อว่า สัมมัปปัญญา ความรู้ชอบ
ผู้พิจารณาเห็นด้วยสัมมัปปัญญานั้น. บทว่า ยา โลเก นตฺถิตา ได้แก่
เมื่อเขาพิจารณาเห็นด้วยปัญญาในธรรมที่บังเกิดขึ้นในสังขารโลก อุจเฉท-
ทิฏฐิที่ว่าไม่มี จะพึงเกิดขึ้น ก็ย่อมไม่มี. บทว่า โลกนิโรธํ ได้แก่
ความแตกแห่งสังขารทั้งหลาย. บทว่า ยา โลเก อตฺถิตา ได้แก่
เมื่อเขาพิจารณาเห็นด้วยปัญญาในธรรมที่กำลังแตกในสังขารโลก สัสสต-
ทิฏฐิที่ว่ามีอยู่ จะพึงเกิดขึ้น ก็ย่อมไม่มี.
อีกอย่างหนึ่ง บทว่า โลกสมุทยํ ได้แก่ปัจจยาการโดยอนุโลม.
บทว่า โลกนิโรธํ ได้แก่ปัจจยาการฝ่ายปฏิโลม. ก็เมื่อบุคคลแม้จะพิจารณา
เห็น คือพิจารณาเห็นความไม่ขาดสูญแห่งธรรมที่อาศัยปัจจัยเกิดขึ้น
เพราะความไม่ขาดสูญแห่งปัจจัยทั้งหลาย อุจเฉททิฏฐิที่ว่าไม่มี จะพึงเกิด
ขึ้น ย่อมไม่มี. เมื่อบุคคลพิจารณาเห็นความดับแห่งปัจจัย คือพิจารณา
เห็นความดับแห่งธรรมที่อาศัยปัจจัยเกิดขึ้น เพราะปัจจัยดับ สัสสตทิฏฐิ
ที่ว่ามีอยู่ จะพึงเกิดขึ้น ก็จะไม่มี ความในข้อนี้มีดังกล่าวมานี้.

74
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค เล่ม ๒ – หน้าที่ 75 (เล่ม 26)

ความผูกพันกันด้วยอุบาย อุปาทาน และอภินิเวส ชื่อว่า อุปายุ-
ปาทานาภินิเวสวินิพันโธ ในบทเหล่านั้น บทว่า อุปาทาย๑ได้แก่อุบายมี ๒
อย่าง คือ ตัณหาอุบาย และทิฏฐิอุบาย. นัยแม้ในอุปาทาน เป็นต้น
ก็เหมือนกันนี้. ก็ตัณหาและทิฏฐิ ท่านเรียกว่า อุบาย เพราะเข้าถึง
คือเข้าไปถึงธรรมอันเป็นไปในภูมิ ๓ โดยอาการเป็นต้นว่า เรา ว่า
ของเรา. อนึ่ง ท่านว่า อุปาทาน และอภินิเวส เพราะถือมั่นและยึดมั่น
ธรรมเหล่านั้น. ก็โลกนี้ ถูกตัณหาและทิฏฐิเหล่านั้นผูกพันไว้ เพราะ
เหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า อุปาขุปาทานาภินิเวสวินิพนฺโธ.
บทว่า ตญฺจายํ ได้แก่ก่พระอริยสาวกนี้เข้าไปยึดถืออุบายและ
อุปาทานนั้น. บทว่า เจตโส อธิฏฺฐานํ ได้แก่เป็นที่ตั้งมั่นแห่งจิต.
บทว่า อภินิเวสานุสยํ ได้แก่อันเป็นอภินิเวสและอนุสัย. เพราะ
อกุศลจิตย่อมตั้งอยู่ในตัณหาและทิฏฐิ และตัณหาและทิฏฐิก็ตั้งมั่น และ
นอนเนื่องในอกุศลจิตนั้น เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวธรรมทั้งสอง
ประการนั้นว่า เป็นที่ตั้งมั่นและเป็นที่ยึดมั่นและนอนเนื่องแห่งจิต. บทว่า
น อุเปตี ได้แก่ไม่เข้าถึง. บทว่า น อุปาทิยติ ได้แก่ไม่ยึดถือ.
บทว่า นาธิฏฺฐาติ ได้แก่ไม่ตั้งมั่นว่า อะไรเป็นตัวตนของเรา. บทว่า
ทุกฺขเมว ได้แก่เพียงอุปาทานขันธ์ ๕ เท่านั้น. บทว่า น กงฺขติ
ได้แก่ ไม่ทำความสงสัยว่า ความทุกข์นั่นแล ย่อมเกิดขึ้น ความทุกข์
ย่อมดับไป. ขึ้นชื่อว่า สัตว์อื่นในโลกนี้ไม่มี. บทว่า น วิจิกิจฺฉติ
ได้แก่ไม่ให้ความลังเลใจเกิดขึ้น.
บทว่า อปรปฺปจฺจยา ได้แก่เพราะผู้อื่นไม่ทำให้บรรลุ ความรู้
ประจักษ์เฉพาะตัวเท่านั้นของผู้นี้มีอยู่ในข้อนี้. ด้วยบทว่า เอตฺตาวตา
๑. พม่า เป็น อุปย แปลว่า ความยึดถือ

75
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค เล่ม ๒ – หน้าที่ 76 (เล่ม 26)

โข กจฺจาน สมฺมาทิฏฺฐิ โหติ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถึงสัมมาทิฏฐิ
ที่เจือปนกันว่า ความเห็นชอบเพียงเท่านี้มีอยู่ เพราะละสัตตสัญญาได้ด้วย
อาการอย่างนั้น. บทว่า อยเมโก อนฺโต ได้แก่ที่สุดยอด ที่สุดทราม
อันเดียวกันนี้ จัดเป็นสัสสตทิฏฐิ ความเห็นว่า เที่ยง อันที่หนึ่ง. บทว่า
อยํ ทุติโย ได้แก่ที่สุดยอด ที่สุดทราม กล่าวคือทิฏฐิที่จะเกิดขึ้นว่า
ทุกสิ่งทุกอย่างไม่มี นี้จัดเป็นอุจเฉททิฏฐิ ความเห็นว่า ขาดสูญ อัน
ที่สอง. คำที่เหลือใช้ในข้อนี้ง่ายทั้งนั้นแล.
จบอรรถกถาทุติยสมณพราหมณสูตรที่ ๕
๖. ธรรมกถิกสูตร
ว่าด้วยคุณธรรมของพระธรรมกถึก
[๔๕] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระเชตวัน
อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี กรุงสาวัตถี. ครั้งนั้นแล ภิกษุรูป
หนึ่งเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ครั้นแล้วถวายบังคมพระผู้
มีพระภาคเจ้า นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง แล้วได้กราบทูลพระผู้มีพระ-
ภาคเจ้าว่า พระพุทธเจ้าข้า ที่เรียกว่า ธรรมกถึก ธรรมกถีก ดังนี้ ด้วย
เหตุเพียงเท่าไรหนอ จึงจะชื่อว่าธรรมกถึก.
[๔๖] พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุ ถ้าภิกษุแสดง
ธรรมเพื่อความหน่าย เพื่อความคลายกำหนัด เพื่อความดับชราและมรณะ
ควรจะกล่าวว่า ภิกษุธรรมกถึก ถ้าภิกษุเป็นผู้ปฏิบัติเพื่อความหน่าย เพื่อ
ความคลายกำหนัด เพื่อความดับชราและมรณะ ควรจะกล่าวว่า ภิกษุ
ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม ถ้าภิกษุเป็นผู้หลุดพ้นแล้ว เพราะความหน่าย

76