อะไรดับ เวทนาจึงดับ. เมื่อผัสสะไม่มี เวทนาจึงไม่มี. เพราะผัสสะดับ
เวทนาจึงดับ. . . เมื่ออะไรหนอไม่มี ผัสสะจึงไม่มี. เพราะอะไรดับ ผัสสะ
จึงดับ. เมื่อสฬายตนะไม่มี ผัสสะจึงไม่มี. เพราะสฬายตนะดับ ผัสสะ
จึงดับ. . . เมื่ออะไรหนอไม่มี สฬายตนะจึงไม่มี. เพราะอะไรดับ
สฬายตนะจึงดับ. เมื่อนามรูปไม่มี สฬายตนะจึงไม่มี. เพราะนามรูปดับ
สฬายตนะจึงดับ. . . เมื่ออะไรหนอไม่มี นามรูปจึงไม่มี. เพราะอะไรดับ
นามรูปจึงดับ. เมื่อวิญญาณไม่มี นามรูปจึงไม่มี. เพราะวิญญาณดับ
นามรูปจึงดับ. . . เมื่ออะไรหนอไม่มี วิญญาณจึงไม่มี. เพราะอะไรดับ
วิญญาณจึงดับ. เมื่อสังขารไม่มี วิญญาณจึงไม่มี. เพราะสังขารดับ
วิญญาณจึงดับ. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เรานั้นได้มีความปริวิตกดังนี้ว่า
เมื่ออะไรหนอไม่มี สังขารจึงไม่มี. เพราะอะไรดับ สังขารจึงดับ.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เรานั้น เพราะกระทำไว้ในใจโดยแยบคายจึงได้รู้
ด้วยปัญญาว่า เมื่ออวิชชาไม่มี สังขารจึงไม่มี. เพราะอวิชชาดับ สังขาร
จึงดับ. ก็เพราะอวิชชาดับ สังขารจึงดับ. เพราะสังขารดับ วิญญาณจึงดับ. . .
ดังพรรณนามาฉะนี้ ความดับแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ ย่อมมีด้วยประการ
อย่างนี้. ดูกรภิกษุทั้งหลาย จักษุ ญาณ ปัญญา วิชชา แสงสว่าง
ได้บังเกิดขึ้นแก่เราในธรรมที่ไม่เคยได้ฟังมาก่อนว่า ฝ่ายข้างดับ ฝ่ายข้าง
ดับ ดังนี้.
จบมหาศักยมุนีโคตมสูตรที่ ๑๐
จบพุทธวรรคที่ ๑