ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๒ – หน้าที่ 513 (เล่ม 25)

๑๐. ตติยสักกนมนัสสนสูตร
ท้าวสักกะนมัสการพระสงฆ์
[๙๓๘] สาวัตถีนิทาน.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เรื่องเคยมีมาแล้ว ท้าวสักกะจอมเทพได้ตรัส
กะมาตลีสังคหกเทพบุตรว่า ดูก่อนสหายมาตลี ท่านจงเตรียมจัดรถม้าอาชาไนย
ซึ่งเทียมด้วยม้าพันตัว เราจะไปยังพื้นที่อุทยานเพื่อชมภูมิภาคอันงดงาม ดูก่อน
ภิกษุทั้งหลายมาตลีสังคาหกเทพบุตรทูลรับพระดำรัสท้าวสักกะจอมเทพว่า ขอ
เดชะ ขอความเจริญจงมีแด่พระองค์ ดังนี้แล้ว จัดเตรียมรถม้าอาชาไนยซึ่ง
เทียมด้วยม้าพันตัวเสร็จแล้ว กราบทูลแก่ท้าวสักกะจอมเทพว่า ข้าแต่พระองค์
ผู้นิรทุกข์ รถม้าอาชาไนยซึ่งเทียมด้วยม้าพันตัวสำหรับพระองค์ จัดเตรียมไว้
เสร็จแล้ว ขอพระองค์ทรงทราบกาลอันควรในบัดนี้เถิด ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
ได้ทราบว่า ครั้งนั้นแล ท้าวสักกะจอมเทพขณะเสด็จลงจากเวชยันตปราสาท
ทรงประณมอัญชลีน้อมนมัสการพระภิกษุสงฆ์อยู่.
[๙๓๙] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ครั้งนั้นแล มาตลีสังคาหกเทพบุตรได้
ทูลถามท้าวสักกะจอมเทพด้วยคาถาว่า
นรชนผู้นอนทับกายอันเปื่อยเน่าเหล่า
นี้ พึงนอบน้อมพระองค์นั่นเที่ยว พวกเขา
จมอยู่ในซากอันเต็มไปด้วยความหิวและ
ความกระหาย ข้าแต่ท้าววาสวะ เพราะ
เหตุไรหนอ พระองค์จึงทรงโปรดปรานท่าน
ผู้ไม่มีเรือนเหล่านั้น ขอพระองค์ตรัสบอก

513
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๒ – หน้าที่ 514 (เล่ม 25)

มรรยาทของฤาษีทั้งหลาย ข้าพระองค์ขอ
ฟังพระดำรัสของพระองค์.
[๙๔๐] ท้าวสักกะตรัสตอบว่า
ดูก่อนมาตลี เราโปรดปรานมรรยาท
ของท่านผู้ไม่มีเรือนเหล่านั้น ท่านเหล่านั้น
เป็นผู้ไม่มีความห่วงใยในบ้านที่ท่านหลีก
ออกไป บุคคลผู้จะเก็บข้าวเปลือกของท่าน
เหล่านั้นไว้ในฉางก็ไม่มี ผู้จะเก็บไว้ใน
หม้อก็ไม่มี ผู้จะเก็บไว้ในกระเช้าก็ไม่มี
ท่านเหล่านั้นมีวัตรอันงาม แสวงหาอาหาร
ที่ผู้อื่นทำเสร็จแล้วเยียวยาอัตภาพด้วย
อาหารนั้น ท่านเหล่านั้น เป็นนักปราญ
กล่าวคำสุภาษิต เป็นผู้นิ่งประพฤติสม่ำ
เสมอ ดูก่อนมาตลี พวกเทวดายังโกรธ
กับพวกอสูร และสัตว์เป็นอันมากยังมี
โกรธกันและกัน เมื่อเขายังโกรธกัน ท่าน
เหล่านั้นไม่โกรธ ดับเสียได้ในบุคคลผู้มี
อาชญาในตน เมื่อชนทั้งหลายยังมีความ
ถือมั่น ท่านเหล่านั้นไม่ถือมั่น ดูก่อน
มาตลี เราน้อมนมัสการท่านเหล่านั้น.
[๙๔๑] มาตลีเทพบุตรทูลว่า
ข้าแต่ท้าวสักกะ ได้ยินว่าพระองค์
ทรงนอบน้อมบุคคลเหล่าใด บุคคล

514
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๒ – หน้าที่ 515 (เล่ม 25)

เหล่านั้นเป็นผู้ประเสริฐที่สุดในโลกเทียว
ข้าแต่ท้าววาสวะ พระองค์ทรงนอบน้อม
บุคคลเหล่าใด แม้ข้าพระองค์ก็ขอ
นอบน้อมบุคคลเหล่านั้น.
[๙๔๒] ท้าวมฆวาสุชัมบดีเทวราช ผู้เป็น
ประมุขของเทวดาทั้งหลาย ครั้นตรัสดังนี้
แล้ว ทรงน้อมนมัสการพระภิกษุสงฆ์แล้ว
เสด็จขึ้นรถ ฉะนี้แล.
จบตติยสักกนมัสสนสูตรที่ ๑๐
จบวรรคที่ ๒
อรรถกถาตติยสักกนมัสสนสูตร
พึงทราบวินิจฉัยในตติยสักกนมัสสนสูตรที่ ๑๐ ต่อไปนี้ :-
บทว่า อชฺฌภาสิ ความว่า เพราะเหตุไร มาตลิสังคาหกเทพบุตร
นี้ จึงได้กล่าวอย่างนี้บ่อย ๆ. นัยว่าท้าวสักกะเทวราชมีพระสุรเสียงไพเราะใน
เวลาดำรัสช่องพระทนต์สนิท เปล่งพระสุรเสียงดุจเสียงกระดิ่งทอง. มาตลิสัง-
คาหกเทพบุตรพูดว่า เราจักได้ฟังพระสุรเสียงนั้นบ่อยๆ. บทว่า ปูติเทหสยา
ความว่า ชื่อว่า นอนทับกายเน่าเพราะนอนทับบนร่างกายของมารดาที่เน่า หรือ
สรีระของตนเอง. บทว่า นิมฺมุคฺคา กุณปเสฺมเต คือคนเหล่านี้จมอยู่ใน
ซากกล่าวคือท้องมารดาตลอด ๑๐ เดือน. บทว่า เอตํ เนสํ ปิหยามิ ได้แก่
เราชอบใจมารยาทของท่านผู้ไม่มีเรือนเหล่านั้น. บทว่า น เตลํ โกฏฺเฐ

515
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๒ – หน้าที่ 516 (เล่ม 25)

โอเปนฺติ ความว่า บุคคลจะไม่เก็บข้าวเปลือกของท่านเหล่านั้นไว้ในฉางคือ
ข้าวเปลือกของท่านเหล่านั้นไม่มี. บทว่า น กุมฺภา ได้แก่ ไม่เก็บไว้ใน
หม้อ. บทว่า น กโฬปิยํ ได้แก่ ไม่เก็บไว้ในกระบุง. บทว่า ปรนิฏฺฐิตเมสนา
ได้แก่ เสาะแสวงหาของที่สุกแล้วในเรื่องนั้น ๆ ที่สำเร็จเพื่อคนเหล่าอื่นด้วย
ภิกขาจารวัตร. บทว่า เตน ได้แก่ ด้วยการแสวงหาอย่างนี้นั้น. บทว่า
สุพฺพตา ได้แก่ สมาทานวัตรงามดีแล้ว ตลอด ๑๐ ปีบ้าง ๖๐ ปีบ้าง. บทว่า
สุมนฺตนฺติโน คือมีปกติกล่าวคำสุภาษิตตอย่างนี้ว่า เราจะสาธยายยธรรม จัก-
ปฏิบัติธุดงค์ จักบำเพ็ญสมณธรรมดังนี้ . บทว่า ตุณฺหีภูตา สมญฺจรา
ความว่า แม้กล่าวธรรม ก็ยังกังวานอยู่เสมอตลอดทั้ง ๓ ยามเหมือนเสียงฟ้าร้อง.
ถามว่า เพราะเหตุไร. ตอบว่า เพราะไม่มีคำที่ไร้ประโยชน์. บทว่า ปุถุมจฺจา จ
ได้แก่ สัตว์เป็นอันมากผิดใจกันและกัน . บทว่า อตฺตทณฺเฑสุ นิพฺพุตา
ได้แก่ ดับเสียได้ในอาชญาที่ถือเอาแล้ว เพื่อเบียดเบียนผู้อื่น คือสละอาชญา
เสียแล้ว. บทว่า สาทาเนสุ อนาทานา ความว่า เมื่อสัตว์ทั้งหลายมีความ
ถือมั่น ไม่มีความถือมั่นเพราะไม่ถือมั่น แม้ส่วนหนึ่งของกำเนิดภพเป็นต้น.
จบอรรถกถาสักกนมัสสนสูตรที่ ๑๐
จบ ทุติยวรรคที่ ๒
รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. ปฐมเทวสูตร ๒. ทุติยเทวสูตร ๓. ตติยเทวสูตร ๔. ทฬิททสูตร
๕. รามเณยยกสูตร ๖. ยชมานสูตร ๗. วันทนสูตร ๘. ปฐมสักกนมัสสนสูตร
๙. ทุติยสักกนมัสสนสูตร ๑๐. ตติยสักกนมัสสนสูตร พร้อมทั้งอรรถกถา.

516
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๒ – หน้าที่ 517 (เล่ม 25)

สักกปัญจกะที่ ๓
๑. ฆัตวาสูตร
ว่าด้วยผลการฆ่าความโกรธ
[๙๔๓] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน
อารามของอนาถบิณฑิกเศรษฐี กรุงสาวัตถี.
ครั้งนั้นแล ท้าวสักกะจอมเทพเสด็จเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า
ครั้นแล้วทรงถวายบังคม แล้วประทับอยู่ ณ ที่สมควรส่วนหนึ่ง.
[๙๔๔] ท้าวสักกะจอมเทพประทับอยู่ ณ ที่สมควรส่วนหนึ่ง เรียบ
ร้อยแล้ว ได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยคาถาว่า
บุคคลฆ่าอะไรแล้ว จึงจะอยู่เป็นสุข
ฆ่าอะไรแล้ว จึงจะไม่เศร้าโศก ข้าแต่
พระโคดม พระองค์ทรงชอบการฆ่าอะไร
อันเป็นธรรมอย่างเอก.
[๙๔๕] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า
บุคคลฆ่าความโกรธเสียแล้ว ย่อม
อยู่เป็นสุข ฆ่าความโกรธเสียแล้วย่อมไม่
เศร้าโศก ดูก่อนท้าววาสวะ พระอริยะเจ้า
ทั้งหลายย่อมสรรเสริญ การฆ่าความโกรธ
อันมีรากเป็นพิษมียอดหวาน เพราะ

517
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๒ – หน้าที่ 518 (เล่ม 25)

บุคคลฆ่าความโกรธนั้นเสียแล้ว ย่อมไม่
เศร้าโศก.
ฆัตวาสูตรที่ ๑ แห่งตติยวรรคมีเนื้อความกล่าวมาแล้ว.
๒. ทุพพัณณิยสูตร
ว่าด้วยความโกรธทำให้ผิวพรรณทราม
[๙๔๖] สาวัตถีนิทาน.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เรื่องเคยมีมาแล้ว ยักษ์ตนหนึ่งมีผิวพรรณทราม
ต่ำเตี้ยพุงพลุ้ย นั่งอยู่บนอาสนะแห่งท้าวสักกะจอมเทพ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
ได้ยินว่า ในที่นั้น พวกเทวดาชั้นดาวดึงส์พากันยกโทษตำหนิติเตียนว่า ดูก่อน
ท่านผู้เจริญทั้งหลาย น่าอัศจรรย์หนอ ดูก่อนท่านผู้เจริญทั้งหลาย ไม่เคยมีมา
แล้วหนอ ยักษ์นี้มีผิวพรรณทราม ต่ำเตี้ย พุงพลุ้ย นั่งอยู่บนอาสนะแห่งท้าว-
สักกะจอมเทพ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกเทวดาชั้นดาวดึงส์ยกโทษตำหนิติเตียน
ด้วยประการใด ๆ ยักษ์นั้นยิ่งเป็นผู้มีรูปงามทั้งน่าดูน่าชมและน่าเลื่อมใสยิ่งขึ้นกว่า
เดิมด้วยประการนั้น ๆ.
[๙๔๗] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ครั้งนั้นแล พวกเทวดาชั้นดาวดึงส์พา
กันเข้าไปเฝ้าท้าวสักกะจอมเทพถึงที่ประทับ ครั้นแล้วได้กราบทูลว่า ข้าแต่
พระองค์ผู้นิรทุกข์ ขอประทานโอกาสขอพระองค์ ยักษ์ตนหนึ่งมีผิวพรรณ
ทราม ต่ำเตี้ย พุงพลุ้ย นั่งอยู่บนอาสนะของพระองค์ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ
ได้ทราบว่า ณ ที่นั้นพวกเทวดาชั้นดาวดึงส์พากันยกโทษตำหนิติเตียนว่า ดู
ก่อนท่านผู้เจริญทั้งหลาย น่าอัศจรรย์หนอ ดูก่อนท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ไม่เคย

518
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๒ – หน้าที่ 519 (เล่ม 25)

มีมาหนอ ยักษ์นี้มีผิวพรรณทราม ต่ำเตี้ย พุงพลุ้ย นั่งอยู่บนอาสนะของท้าว-
สักกะจอมเทพ ข้าแต่พระองค์ผู้นิรทุกข์ พวกเทวดาชั้นดาวดึงส์ยกโทษตำหนิ
ติเตียนด้วยประการใด ๆ ยักษ์นั้นยิ่งเป็นผู้มีรูปงามทั้งน่าดูน่าชมและน่าเลื่อมใส
ยิ่งกว่าเดิม ด้วยประการนั้น ๆ ข้าแต่พระองค์ผู้นิรทุกข์ ยักษ์นั้นจักเป็นผู้มี
ความโกรธเป็นอาหารเป็นแน่เทียว ขอเดชะ.
[๙๔๘] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ครั้งนั้นแล ท้าวสักกะจอมเทพเสด็จ
เข้าไปหายักษ์ผู้มีความโกรธเป็นอาหารนั้นจนถึงที่อยู่ ครั้นแล้วทรงห่มผ้าเฉวียง
พระอังสาข้างหนึ่ง ทรงคุกพระชานุมณฑลเบื้องขวาลง ณ พื้นดิน ทรงประนม
อัญชลีไปทางที่ยักษ์ตนนั้นอยู่ แล้วประกาศพระนาม ๓ ครั้งว่า ดูก่อนท่านผู้
นิรทุกข์ เราคือท้าวสักกะจอมเทพ... ดูก่อนท่านผู้นิรทุกข์ เราคือท้าวสักกะ
จอมเทพ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ท้าวสักกะจอมเทพทรงประกาศพระนามด้วย
ประการใด ๆ ยักษ์ตนนั้นยิ่งมีผิวพรรณทรามและต่ำเตี้ยพุงพลุ้ยยิ่งกว่าเดิม ยักษ์
นั้นเป็นผู้มีผิวพรรณทรามและต่ำเตี้ยพุงพลุ้ยยิ่งกว่าเดิมแล้ว ได้หายไป ณ ที่นั้น
นั่นเอง.
[๙๔๙] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ครั้งนั้นแล ท้าวสักกะจอมเทพประทับ
นั่งบนอาสนะของพระองค์แล้ว เมื่อจะทรงยังพวกเทวดาชั้นดาวดึงส์ให้ยินดี
จึงได้ตรัสพระคาถาเหล่านี้ไว้ในเวลานั้นว่า
เราเป็นผู้มีจิตอันโทสะไม่กระทบ
กระทั่ง เป็นผู้อันความหมุน (มาร) นำ
ไปไม่ได้ง่าย เราไม่โกรธมานานแล ความ
โกรธ ย่อมไม่ตั้งอยู่ในเรา ถึงเราโกรธ
ก็ไม่กล่าวคำหยาบ และไม่กล่าวคำไม่ชอบ
ธรรม เห็นประโยชน์ของตนจึงข่มตนไว้.

519
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๒ – หน้าที่ 520 (เล่ม 25)

อรรถกถาทุพพัณณิยสูตร
พึงทราบวินิจฉัยในทุพพัณณิยสูตรที่ ๒ ต่อไปนี้ :-
บทว่า ทุพฺพณฺโณ ได้แก่ มีผิวเหมือนตอถูกไฟเผา. บทว่า
โอโกฏิมโก ได้แก่ ต่ำเตี้ยพุงพลุ้ย. บทว่า อาสเน ได้เเก่ บัณฑุกัมพล-
ศิลา. บทว่า โกธภกฺโข ยกฺโข นี้ เป็นชื่อที่ท้าวสักกะตั้งให้. ก็ยักษ์
ตนหนึ่งนั้นเป็นรูปาวจรพรหม. นัยว่า ท้าวสักกะสดับมาว่า ยักษ์ถึงพร้อมด้วย
กำลังคือขันติ จึงเสด็จมาเพื่อทดลองดู. ก็อวรุทธกยักษ์ ไม่อาจเข้าไปยังที่ที่
อารักขาไว้เห็นปานนี้ได้. บทว่า อุปสงฺกมิ ความว่า ท้าวสักกะฟังพวก
เทวดาแล้วคิดว่า ไม่สามารถให้ยักษ์นี้หวั่นไหวได้ ด้วยถ้อยคำหยาบ อันผู้
ประพฤติถ่อมตนตั้งอยู่ในขันติ จึงจะสามารถให้ยักษ์หนีไปได้ดังนี้ มีพระ
ประสงค์จะให้ยักษ์นั้นหนีไปด้วยประการนั้น จึงเสด็จเข้าไปหา. บทว่า
อนฺตรธายิ ความว่า เมื่อท้าวสักกะทรงดำรงอยู่ในขันติ ทำความเคารพ
อย่างแรงกล้าให้ปรากฏแสดงความถ่อมตน ยักษ์นั้น ไม่อาจจะอยู่บนอาสนะ
ของท้าวสักกะได้ จึงหนีไป. คำว่า สุ ในบทนี้ว่า น สุปหตจิตฺโตมฺหิ
เป็นเพียงนิบาต. ท่านกล่าวว่า เราเป็นผู้มีจิตอันโทษะไม่กระทบแล้ว. บทว่า
นาวฏฺเฏน สุวานโย ท่านกล่าวว่า เราเป็นผู้อันความหมุนไปด้วยความโกรธ
นำไปไม่ได้ง่าย คือเราเป็นผู้ไม่กระทำง่ายเพื่อเป็นไปในอำนาจด้วยความโกรธ.
คำว่า โว ในบทว่า น โว จิราหํ เป็นเพียงนิบาต. ท่านกล่าวว่า เรา
ไม่โกรธมานานแล้ว.
จบอรรถกถาทุพพัณณิยสูตรที่ ๒

520
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๒ – หน้าที่ 521 (เล่ม 25)

๓. มายาสูตร
ว่าด้วยมายาเป็นเหตุให้ตกนรก
[๙๕๐] สาวัตถีนิทาน.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เรื่องเคยมีมาแล้ว ท้าวเวปจิตติจอมอสูรป่วย
ได้รับทุกข์ เป็นไข้หนัก ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ครั้งนั้นแล ท้าวสักกะจอมเทพ
เสด็จไปเยี่ยมท้าวเวปจิตติจอมอสูรถึงที่ประทับ ตรัสถามถึงความเจ็บไข้ ดูก่อน
ภิกษุทั้งหลาย ท้าวเวปจิตติจอมอสูรทรงเห็นท้าวสักกะจอมเทพกำลังเสด็จมา
แต่ไกลเทียว ครั้นแล้วได้ตรัสกะท้าวสักกะจอมเทพว่า ข้าแต่พระองค์ผู้จอมเทพ
ขอจงช่วยรักษาหม่อมฉันด้วยเถิด.
ท้าวสักกะตรัสว่า ข้าแต่ท้าวเวปจิตติ ขอเชิญตรัสบอกสัมพริมายา
กะหม่อมฉันก่อน.
เว. ข้าแต่พระองค์ผู้นิรทุกข์ หม่อมฉันยังกราบทูลไม่ได้จนกว่าจะได้
สอบถามพวกอสูรดูก่อน.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ลำดับนั้นแล ท้าวเวปจิตติจอมอสูรตรัสสอบถาม
พวกอสูรว่า ดูก่อนท่านผู้นิรทุกข์ทั้งหลาย เราจะบอกสัมพริมายากะท้าวสักกะ
จอมเทพนะ.
พวกอสูรทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้นิรทุกข์ พระองค์อย่าตรัสบอก
สัมพริมายากะท้าวสักกะจอมเทพเลย
[๙๕๑] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ครั้งนั้นแล ท้าวเวปจิตติจอมอสูรได้
ตรัสกะท้าวสักกะจอมเทพด้วยคาถาว่า

521
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๒ – หน้าที่ 522 (เล่ม 25)

ข้าแต่ท้าวมฆวาสุชัมบดีสักกเทวราช
บุคคลผู้มีมายาย่อมเข้าถึงนรกครบร้อยปี
เหมือนสัมพริจอมอสูร ฉะนั้น.
อรรถกถามายาสูตร
พึงทราบวินิจฉัยในมายาสูตรที่ ๓ ต่อไปนี้ :-
บทว่า อาพาธิโก ได้แก่ มีความเจ็บไข้ ด้วยอาพาธ อันเกิด
แล้วในเวลาหมู่ฤษีสาปแช่ง. บทว่า วาเจหิสิ มํ ความว่า ท้าวสักกะตรัสว่า
หากท่านบอกสัมพริมายากะเรา เราจึงจะเยียวยาท่าน. บทว่า มา โข ตฺวํ
มาริส วาเจสิ ความว่า พวกอสูรกล่าวว่า งดสัมพริมายาไว้ก่อน ท้าวสักกะ
จะเบียดเบียนพวกเรา ก็ผิว่า ท้าวสักกะจักรู้สัมพริมายานั้น พวกเราจะพากัน
ฉิบหาย ท้าวสักกะอย่าทำให้พวกเราฉิบหาย เพื่อประโยชน์ของคนผู้เดียวเลย
จึงห้ามไว้. บทว่า สมฺพโรว สตํ สมํ ความว่า เวปจิตติจอมอสูรกล่าวว่า
ก็พวกท่านเป็นผู้ตั้งอยู่ในธรรม พวกท่านไม่ควรพอใจมายา จะหมกไหม้
เหมือนจอมอสูรมีมายาประกอบมายาเผาไหม้ในนรกตลอดร้อยปี. ถามว่า
ก็ท้าวสักกะสามารถ จะเยียวยาความโกรธของเวปจิตติจอมอสูรได้หรือ. ตอบว่า
สามารถซิ. ถามว่า อย่างไร. ตอบว่า เล่ากันมาว่า ในกาลนั้น หมู่ฤษี
ยังดำรงอยู่ เพราะฉะนั้น ท้าวสักกะ ก็จะนำเวปจิตติจอมอสูรไปหาฤษีให้ยกโทษ
ด้วยอาการอย่างนี้ ท้าวเวปจิตติจะพึงมีความผาสุก แต่ไม่ทำอย่างนั้นหลีกไป
เพราะถูกลวง.
จบอรรถกถามายาสูตรที่ ๓

522