พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๒ – หน้าที่ 473 (เล่ม 25)

ระงับ คือห้ามคนพาลนั้น. บทว่า ยทา นํ มญฺญติ ความว่า สำคัญโทษ
นั้น เพราะเหตุใด. บทว่า อชฺฌารูหติ แปลว่า กดขี่. บทว่า โคว ภิยฺโย
ปลายินํ ความว่า พวกวัวย่นดูวัว ๒ ตัวกำลังชนกันในฝูงเพียงที่ตัวหนึ่งยัง
ไม่หนี แต่เมื่อใดตัวหนึ่งหนี เมื่อนั้นพวกวัวทั้งปวง ก็ช่วยกันไล่กวดวัวตัวที่
หนีนั้นยิ่งขึ้น ฉันใด คนโง่ก็ข่มทับผู้อดทน ฉันนั้น. บทว่า สทตฺถปรมา
แปลว่า มีประโยชน์ตนเป็นอย่างยิ่ง. บทว่า ขนฺตฺยา ภิยฺโย น วิชฺชติ
ความว่า ในประโยชน์ที่มีประโยชน์ของตนเป็นอย่างยิ่งนั้น ประโยชน์ที่ยิ่งกว่า
ขันติไม่มี. บทว่า ตมาหุ ปรมํ ขนฺตึ ความว่า ผู้ใดมีกำลังย่อมอดทนได้
ท่านกล่าวขัตินั้นของผู้นั้นว่า เป็นอย่างยิ่ง. กำลังที่เกิดจากความไม่รู้ ชื่อ
กำลังของคนโง่. กำลังของคนโง่นั้น เป็นกำลังของผู้ใด กำลังนั้นไม่เป็นกำลัง
ท่านไม่กล่าว คือ บอกแสดงกำลังนั้นว่า เป็นกำลัง. บทว่า ธมฺมคุตฺตสฺส
ความว่า ผู้อันธรรมรักษาแล้ว หรือผู้รักษาธรรม. บทว่า ปฏิวตฺตา แปลว่า
ผู้กล่าวโต้แย้ง. หรือว่า พึงกล่าวโต้แย้งว่า อย่างใดอย่างหนึ่งก็ตาม. แต่ว่า
ชื่อว่า ผู้สามารถจะยังผู้ตั้งอยู่ในธรรมไม่หวั่นไหวไม่มี. บทว่า ตสฺเสว เตน
ปาปิโย ความว่า ความชั่วของบุคคลนั้นย่อมมี เพราะความโกรธนั้น. ถามว่า
เป็นความชั่วของใคร. ตอบว่า ของคนผู้โกรธตอบบุคคลผู้โกรธ. บทว่า
ติกิจฺฉนฺตานํ เป็นพหุวจนะใช้ในเอกวจนะ. อธิบายว่า รักษาประโยชน์ไว้ได้.
บทว่า ชนา มญฺญนฺติ ความว่า ปุถุชนผู้โง่เขลาย่อมสำคัญว่า คนโง่เขลานี้
ย่อมสำคัญบุคคลผู้แก้ไขยังประโยชน์ ทั้ง ๒ ฝ่าย คือของตนและของผู้อื่นเห็น
ปานนี้ ให้สำเร็จ. บทว่า ธมฺมสฺอโกวิทา ความว่า ไม่ฉลาดในอริยสัจ ๔.
บทว่า อิธ แปลว่า ในศาสนานี้. บทว่า โข ตํ เป็นเพียงนิบาต.
จบอรรถกถาเวปจิตติสูตรที่ ๔

473
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๒ – หน้าที่ 474 (เล่ม 25)

๕. สุภาสิตชยสูตร
ว่าด้วยการแข่งขันคำสุภาษิต
[๘๗๗] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับ อยู่ ณ พระวิหาร-
เชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี กรุงสาวัตถี ณ ที่นั้นแล ฯลฯ
[๘๗๘] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสพระพุทธพจน์นี้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้ง
หลาย เรื่องเคยมีมาแล้ว สงความระหว่างพวกเทวดากับอสูรได้ประชิดกันแล้ว
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ครั้งนั้นแล ท้าวเวปจิตติจอมอสูรได้ตรัสกะท้าวสักกะจอม
เทวดาว่า แน่จอมเทวดา เราจงเอาชนะกันด้วยการกล่าวคำสุภาษิตเถิด.
ท้าวสักกะจอมเทวดาตรัสว่า แน่ะท้าวเวปจิตติ ตกลงเราจงเอาชนะ
กันด้วยการกล่าวคำสุภาษิต.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ครั้งนั้นแล พวกเทวดาและพวกอสูรได้ร่วมกัน
ตั้งผู้ตัดสินว่า ผู้ตัดสินเหล่านี้จักรู้ทั่วถึงคำสุภาษิต คำทุพภาษิตของพวกเรา.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ลำดับนั้นแล ท้าวเวปจิตติจอมอสูรได้ตรัสกะท้าว
สักกะจอมเทวดาว่า แน่ะจอมเทวดา ท่านจงตรัสคาถา ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
เมื่อท้าวเวปจิตติตรัสเช่นนี้ ท้าวสักกะจอมเทวดาได้ตรัสกะท้าวเวปจิตติจอมอสูร
ว่า แน่ะท้าวเวปจิตติ ในเทวโลกนี้ท่านเป็นเทพมาก่อน ท่านจงกล่าวคาถาเถิด.
[๘๗๙] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เมื่อท้าวสักกะตรัสเช่นนี้แล้ว ท้าวเวป-
จิตติจอมอสูรได้ตรัสคาถานี้ว่า
พวกคนพาลไม่มีผู้กำราบ มันยิ่ง
กำเริบ ฉะนั้น นักปราชญ์ผู้มีปัญญา พึง
กำราบคนพาลเสียด้วยอาญาอันรุนแรง.

474
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๒ – หน้าที่ 475 (เล่ม 25)

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เมื่อท้าวเวปจิตติจอมอสูรได้ตรัสคาถาแล้ว เหล่า
อสูรพากันอนุโมทนา พวกเทวดาต่างก็พากันนิ่ง ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ลำดับ
นั้นแลท้าวเวปจิตติจอมอสูรได้กล่าวกะท้าวสักกะจอมเทวดาว่า แน่ะจอมเทวดา
ท่านจงกล่าวคาถาเถิด.
[๘๘๐] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เมื่อท้าวเวปจิตติตรัสเช่นนี้แล้ว ท้าว-
สักกะจอมเทวดาได้ตรัสคาถามนี้ว่า
ผู้ใดรู้ว่าผู้อื่นโกรธแล้ว เป็นผู้มีสติ
ระงับไว้ได้ เราเห็นว่าการระงับไว้ได้ของ
ผู้นั้น เป็นการกำราบคนพาล.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็เมื่อท้าวสักกะจอมเทวดาได้ภาษิตคาถาแล้ว พวก
เทวดาพากันอนุโมทนา เหล่าอสูรต่างก็นิ่ง ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ลำดับนั้นแล
ท้าวสักกะจอมเทวดาตรัสกะท้าวเวปจิตติจอมอสูรว่า ดูก่อนท้าวเวปจิตติ ท่าน
จงตรัสคาถาเถิด.
[๘๘๑] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เมื่อท้าวสักกะตรัสเช่นนี้ ท้าวเวปจิตติ
จอมอสูรได้ตรัสคาถานี้ว่า
ดูก่อนท้าววาสวะ เราเห็นโทษของ
การอดกลั้นนี้แหละ เพราะว่าเมื่อใดคน
พาลสำคัญเห็นผู้นั้นว่า ผู้นี้อดกลั้นต่อเรา
เพราะความกลัว เมื่อนั้น คนพาลผู้ทราม
ปัญญายิ่งข่มขี่ผู้นั้นเหมือนโคยิ่งข่มขี่โคตัว
แพ้ที่หนีไป ฉะนั้น.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เมื่อท้าวเวปจิตติจอมอสูรภาษิตคาถาแล้ว เหล่า
อสูรพากันอนุโมทนา พวกเทวดาต่างก็นิ่ง ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ลำดับนั้นแล
ท้าวเวปจิตติจอมอสูรได้ตรัสกะท้าวสักกะจอมเทวดาว่า แน่ะจอมเทวดา ท่านจง
ตรัสคาถาเถิด.

475
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๒ – หน้าที่ 476 (เล่ม 25)

[๘๘๒] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เมื่อท้าวเวปจิตติจอมอสูรตรัสเช่นนี้
ท้าวสักกะจอมเทวดาได้ตรัสคาถาเหล่านั้นว่า
บุคคลจงสำคัญเห็นว่า ผู้นี้อดกลั้น
ต่อเราเพราะความกลัว หรือหาไม่ก็ตามที
ประโยชน์ทั้งหลายมีประโยชน์ของตนเป็น
อย่างยิ่ง ประโยชน์ยิ่งกว่าขันติไม่มี ผู้ใด
แลเป็นคนมีกำลังอดกลั้นต่อคนทุรพลไว้
ได้ ความอดกลั้นไว้ได้ของผู้นั้นบัณฑิตทั้ง
หลายกล่าวว่าเป็นขันติอย่างยิ่ง คนทุรพล
ย่อมอดทนอยู่เป็นนิตย์ บัณฑิตทั้งหลาย
เรียกกำลังของผู้ที่มีกำลังอย่างคนพาลว่ามิ
ใช่กำลัง ไม่มีผู้ใดที่จะกล่าวโต้ต่อผู้ที่มี
กำลังอันธรรมคุ้มครองแล้วได้เลย เพราะ
ความโกรธนั้น โทษอันลามกจึงมีแก่ผู้ที่
โกรธตอบผู้ที่โกรธแล้ว บุคคลผู้ไม่โกรธ
ตอบผู้ที่โกรธแล้ว ย่อมชื่อว่าชนะสงคราม
ซึ่งเอาชนะได้ยาก ผู้ใดรู้ว่า ผู้อื่นโกรธ
แล้ว เป็นผู้มีสติระงับไว้ได้ ผู้นั้นชื่อว่า
ประพฤติประโยชน์แก่ทั้งสองฝ่าย คือ ทั้ง
ฝ่ายตนและคนอื่น คนผู้ที่ไม่ฉลาดในธรรม
ย่อมสำคัญเห็นผู้ที่รักษาประโยชน์ของทั้ง
สองฝ่าย คือ ของตนและคนอื่น ว่าเป็น
คนโง่ ดังนี้.

476
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๒ – หน้าที่ 477 (เล่ม 25)

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เมื่อท้าวสักกะจอมเทวดาได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ แล้ว
พวกเทวดาพากันอนุโมทนา เหล่าอสูรต่างก็นิ่ง.
[๘๘๓] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ครั้งนั้นแล ผู้ตัดสินทั้งของพวกเทวดา
และพวกอสูรได้กล่าวคำนี้ว่า ท้าวเวปจิตติจอมอสูรได้ตรัสคาถาทั้งหลายแล้วแล
แต่คาถาเหล่านั้นมีความเกี่ยวเกาะด้วยอาชญา มีความเกี่ยวเกาะด้วยศาสตรา
เพราะเหตุเช่นนี้ จึงมีความหมายมั่น ความแก่งแย่ง ความทะเลาะวิวาท ท้าว
สักกะจอมเทวดาได้ตรัสคาถาทั้งหลายแล้วแล ก็คาถาเหล่านั้นไม่เกี่ยวเกาะด้วย
อาชญา ไม่เกี่ยวเกาะด้วยศาสตรา เพราะเหตุเช่นนี้ จึงมีความไม่หมายมั่น
ความไม่แก่งแย่ง ความไม่ทะเลาะวิวาท ท้าวสักกะจอมเทวดาชนะเพราะได้ตรัส
คำสุภาษิต.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ชัยชนะด้วยการกล่าวคำสุภาษิตได้เป็นของท้าว
สักกะจอมเทวดาด้วยประการฉะนี้แล.
อรรถกถาสุภาสิตชยสูตร
พึงทราบวินิจฉัยในสุภาสิตชยสูตรที่ ๕ ต่อไปนี้ :-
บทว่า อสุรินฺทํ เอตทโวจ ความว่า ได้กล่าวคำนี้ ด้วยความเป็น
ผู้ฉลาด. ได้ยินว่า จอมอสูรนั้นได้มีความคิดอย่างนี้ว่า การกล่าวแก้การถือของผู้
อื่นก่อน เป็นการหนัก แต่การกล่าวคล้อยตามคำของผู้อื่นในภายหลัง สบาย.
บทว่า ปุพฺพเทวา ความว่า ผู้อยู่มานานในเทวโลก ย่อมเป็นเจ้าของก่อน.
อธิบายว่า ท่านทั้งหลายจงกล่าวคำที่มาตามประเพณีของท่านก่อน. บทว่า
อทณฺฑาวจรา ความว่า เว้นจากการถือตะบอง. อธิบายว่า ไม่มี เช่นใน
คำนี้ว่า พึงถือตะบองหรือมีด.
จบอรรถกถาสุภาสิตชยสูตรที่ ๕.

477
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๒ – หน้าที่ 478 (เล่ม 25)

๖. กุลาวกสูตร
ท้าวสักกะชนะอสูรโดยชอบธรรม
[๘๘๔] สาวัตถีนิทาน.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เรื่องเคยมีมาแล้ว สงความระหว่างพวกเทวดา
และอสูรได้ประชิดกันแล้ว ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ในสงความคราวนั้น พวก
อสูรเป็นฝ่ายมีชัย พวกเทวดาเป็นฝ่ายปราชัย ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกเทวดา
ผู้พ่ายแพ้ต่างพากันหนีไปทางทิศอุดร พวกอสูรได้ชวนกันไล่พวกเทวดาเหล่า
นั้นไปแล้ว.
[๘๘๕] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ครั้งนั้นแล ท้าวสักกะจอมเทวดาได้
ตรัสกะมาตลีสังคาหกเทพบุตรด้วยคาถาว่า
ดูก่อนมา เธอจงหลีกเลี่ยงรังนก
ในป่าไม่งิ้ว โดยบ่ายหน้างอนรถกลับ ถึง
เราจะต้องเสียสละชีวิตในพวกอสูรก็ตามที
นกเหล่านี้อย่าได้ปราศจากรังเสียเลย.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มาตลีสังคาหกเทพบุตรรับพระดำรัสของท้าวสักกะ
จอมเทวดาว่า ขอความเจริญจงมีแด่พระองค์ ดังนี้แล้ว ให้รถซึ่งเทียมด้วยม้า
อาชาไนยพันตัวหันหลังกลับ.
[๘๘๖] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ครั้งนั้นแล พวกอสูรคิดว่า บัดนี้รถ
ซึ่งเทียมด้วยม้าอาชาไนยพันตัวของท้าวสักกะจอมเทวดาหันกลับมาแล้ว พวก
เทวดาจักทำสงความกับพวกอสูรแม้เป็นครั้งที่สองแล พวกอสูรต่างตกใจกลับ
เข้าไปสู่อสูรบุรี ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ชัยชนะโดยธรรมแท้ ๆ ได้เป็นของท้าว-
สักกะจอมเทวดาแล้ว ด้วยประการฉะนี้แล.

478
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๒ – หน้าที่ 479 (เล่ม 25)

อรรถกถากุลาวกสูตร
พึงทราบวินิจฉัยในกุลาวกสูตร ที่ ๖ ต่อไปนี้ :-
บทว่า อชฺฌภาสิ ความว่า ได้ยินว่า เสียงรถ เสียงม้าอาชาไนย
เสียงธง เหมือนเสียงฟ้าผ่ารอบด้านมีแก่ท้าวสักกะผู้บ่ายหน้าเข้าป่าไม้งิ้วนั้น
พวกครุฑผู้มีกำลังในป่างิ้วนั้น ได้ยินเสียงนั้นแล้ว ก็พากันหนี พวกครุฑที่
แก่เฒ่า ที่หมดแรงเพราะโรค และลูกนกที่ยังไม่เกิดขนปีก ไม่อาจจะหนีได้
กลัวตายตกใจร้องกันระเบ็งเซ็งแซ่. ท้าวสักกะได้ยินเสียงนั้นแล้วจึงตรัสถาม
สารถีมาตลีว่า เสียงอะไรพ่อ. สารถีมาตลีกราบทูลว่า ข้าแต่เทวะ พวกครุฑ
ได้ยินเสียงรถของพระองค์ ไม่อาจจะหนีได้จึงร้อง. ท้าวสักกะได้ฟังคำนั้นแล้ว
มีพระทัยประกอบด้วยพระกรุณา จึงตรัส.
บทว่า อีสามุเขน คือ ทางงอนของรถ. รถจะไม่บดขยี้รังนกทาง
งอน ฉันใด ท่านจงหลีกรังนกนั้นด้วยทางงอนรถ ฉันนั้น. เพราะว่า รถที่
เกิดด้วยบุญเป็นปัจจัยมุ่งหน้าไปที่ภูเขาจักรวาลก็ดี ที่ภูเขาสิเนรุก็ดี ย่อมไม่ขัด
ข้อง ย่อมไปด้วยอำนาจการไปในอากาศ. ถ้าจะพึงไปทางป่างิ้วนั้น เมื่อเกวียน
ใหญ่ไปกลางป่างาก็ดี กลางป่าลุหุงก็ดี ป่าทั้งหมดก็ถูกเหยียบย่ำแหลกฉันใด
แม้ป่างิ้วนั้น ก็พึงเป็น ฉันนั้น.
จบอรรถกถกุลาวกสูตรที่ ๖

479
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๒ – หน้าที่ 480 (เล่ม 25)

๗. นทุพภิยสูตร
ว่าด้วยการไม่ควรประทุษร้าย
[๘๘๗] สาวัตถีนิทาน.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เรื่องเคยมีมาแล้ว ท้าวสักกะจอมเทวดา
ผู้หลีกเร้นออกอยู่ในที่ลับ ได้เกิดความตรึกนึกคิดขึ้นว่า เราไม่ควรประทุษร้าย
เเม้แก่ผู้ที่เป็นข้าศึกต่อเรา ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ครั้งนั้นแล ท้าวเวปจิตติ
จอมอสูร ได้ทราบความดำริของท้าวสักกะจอมเทวดาด้วยใจของตนแล้ว เข้า
ไปหาท้าวสักกะจอมเทวดาจนถึงที่ประทับ .
[๘๘๘] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ท้าวสักกะจอมเทวดาได้ทอดพระเนตร
เห็นท้าวเวปจิตติจอมอสูรผู้มาแต่ไกลทีเดียว ครั้นแล้วจึงตรัสกะท้าวเวปจิตติ
จอมอสูรว่า หยุดเถอะ ท่านท้าวเวปจิตติ ท่านถูกจับเสียแล้ว.
ท้าวเวปจิตติตรัสถามว่า แน่ะท่านผู้นิรทุกข์ ท่านละทิ้งความคิด
เมื่อก่อนของท่านเสียแล้วหรือ.
ท้าวสักกะตรัสว่า ท้าวเวปจิตติ ก็ท่านจงสาบานเพื่อที่จะไม่ประทุษร้าย
ต่อเรา.
[๘๘๙] ท้าวเวปจิตติตรัสคาถาว่า
แน่ะท้าวสุชัมบดี บาปของคนพูดเท็จ
บาปของคนผู้ติเตียนพระอริยะเจ้า บาป
ของคนผู้ประทุษร้ายต่อมิตร และบาปของ
คนอกตัญญู จงถูกต้องผู้ที่ประทุษร้าย
ต่อท่าน.

480
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๒ – หน้าที่ 481 (เล่ม 25)

อรรถกถานทุพภิยสูตร
พึงทราบวินิจฉัยในนทุพภิยสูตรที่ ๗ ต่อไปนี้ :-
บทว่า อุปสงฺกมิ ความว่า ท้าวสักกะนี้ดำริว่า เราไม่ควรประทุษร้าย
แม้แก่ผู้เป็นข้าศึกต่อเรา. คิดต่อไปว่า ชื่อว่า ผู้ที่เป็นข้าศึกต่อท้าวเวปจิตตินั้น
นอกจากเราไม่มี เราจักทดลองดูท้าวเวปจิตตินั้นก่อน เขาเห็นเราแล้วจะ
ประทุษร้าย หรือไม่ประทุษร้าย จึงเข้าไปหา. บทว่า ติฏฺฐ เวปจิตฺติ
คหิโตสิ ความว่า ท้าวสักกะตรัสร่า ดูก่อนท้าวเวปจิตติ ท่านจงหยุด ณ
ที่นี้เถิด ท่านถูกเราจับแล้ว. พร้อมกับดำรัสของท้าวสักกะนั้น ท้าวเวปจิตติ
ก็ถูกผูกมัด โดยผูกมัดมีคอเป็นที่ ๕. บทว่า สปสฺสุ จ เม ความว่า
ท้าวสักกะตรัสว่า ท้าวเวปจิตติ ท่านจงสาบานเพื่อที่จะไม่ประทุษร้ายในเรา.
บทว่า ยํ มุสา ภณโต ปาปํ ความว่า ท่านกล่าวหมายถึงบาปของพระเจ้า
เจติยราชในปฐมกัปในกัปนี้. บทว่า อริยูปวาทิโน ได้แก่ บาปดุจบาปของ
ภิกษุโกกาลิกะ. บทว่า มิตฺตทฺทุโน จ ยํ ปาปํ ได้แก่บาปของผู้มีจิต
ประทุษร้ายในพระมหาสัตว์ ในมหากปิชาดก. บทว่า อกตญฺญุโน ได้แก่
บาปของคนอกตัญญู เช่นเทวทัต. นัยว่า ในกัปนี้ มี ๔ มหากัป.
จบอรรถกถานทุพภิยสูตรที่ ๗.

481
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๒ – หน้าที่ 482 (เล่ม 25)

๘. วิโรจนอสุรินทสูตร
จอมอสูรกับท้าวสักกะแสดงคำสุภาษิต
[๘๙๐] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับ อยู่ ณ พระวิหารเชตวัน
อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี กรุงสาวัตถี สมัยนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้า
กำลังเสด็จเข้าที่พักกลางวัน ครั้งนั้นแล ท้าวสักกะจอมเทวดากับท้าววิโรจนะ-
จอมอสูร เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ได้ยืนพิงบานพระทวารองค์ละข้าง.
[๘๙๑] ลำดับนั้นเเล ท้าววิโรจนะจอมอสูรได้ตรัสคาถานี้ ในสำนัก
ของพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า
เป็นชายควรพยายามไปจนกว่าประ-
โยชน์สำเร็จ ประโยชน์งดงามอยู่ที่ความ
สำเร็จ นี้เป็นถ้อยคำของวิโรจนะ.
[๘๙๒] ท้าวสักกะจอมเทวดาตรัสว่า
เป็นชายควรพยายามไปจนกว่าประ-
โยชน์สำเร็จ ประโยชน์ทั้งหลายงดงามอยู่
ที่ความสำเร็จ ประโยชน์ยิ่งกว่าขันติไม่มี.
[๘๙๓] ท้าววิโรจนะจอมอสูรตรัสว่า
สรรพสัตว์ย่อมเกิดความต้องการใน
สิ่งนั้น ๆ ตามควร ส่วนการบริโภคของ
สรรพสัตว์มีการปรุงประกอบเป็นอย่างยิ่ง
ประโยชน์ทั้งหลายงดงามอยู่ที่ความสำเร็จ
นี้เป็นถ้อยคำของวิโรจนะ.

482