พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๒ – หน้าที่ 453 (เล่ม 25)

รวมเป็นอันเดียวกันเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถวายบังคมแล้ว นั่งแวดล้อม
แล้วทูลถามว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระองค์ทรงทรมานยักษ์ผู้ร้ายกาจได้
อย่างไร. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทำการรณรงค์ของราชบุรุษเหล่านั้นให้เป็นต้น
แล้ว ตรัสว่า ยักษ์ยังฝน ๙ ชนิดให้ตกอย่างนี้ ทำให้น่าสะพึงกลัวอย่างนี้ ถาม
ปัญหาอย่างนี้ เราวิสัชนาแก่ยักษ์นั้นอย่างนี้แล้ว จึงตรัสอาฬวกสูตรนั้น.
ในที่สุดแห่งถ้อยคำ ธรรมาภิสมัยได้มีแก่ประชาชน ๘๔,๐๐๐. แต่นั้นมา
พระราชาและชาวเมืองกระทำที่อยู่ของยักษ์ในที่ใกล้ที่อยู่ของท้าวเวสวัณมหาราช
เปลี่ยนเป็นเครื่องสักการะมีดอกไม้ของหอมเป็นต้น ให้เป็นเครื่องเซ่นประจำ.
และเขาปล่อยกุมารนั้นผู้ถึงความเป็นวิญญูชนแล้วว่า เธออาศัยพระผู้มีพระภาค.
เจ้า จึงได้ชีวิต จงไป เข้าไปนั่งใกล้พระผู้มีพระภาคเจ้าและภิกษุสงฆ์. หัตถกะ
อาฬกะนั้น เข้าไปนั่งใกล้พระผู้มีพระภาคเจ้าและภิกษุสงฆ์ไม่นานก็ตั้งอยู่ใน
อนาคามิผลเรียนพระพุทธพจน์ทั้งปวง มีอุบาสก ๕๐๐ เป็นบริวาร. ก็แลพระผู้มี
พระภาคเจ้าทรงประกาศเข้าไว้ในตำแหน่งเอตทัคตะว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลายยอด
ของอุบาสกสาวกของเรา ผู้สงเคราะห์ชุมชนด้วยวัตถุ ๔ คือ หัตถกะอาฬวก.
จบอรรถกถาอาฬวกสูตรที่ ๑๒
จบอรรถกถายักขสังยุต ด้วยประการฉะนี้.
รวมพระสูตรแต่งยักขสังยุต ๑๒ สูตร คือ
๑. อินทกสูคร ๒. สักกสูตร ๓. สูจิโลมสูตร ๔. มณิภัททสูตร
๕. สานุสูตร ๖. ปิยังกรสูตร ๗. ปุนัพพสุสูตร ๘. สุทัตตสูตร ๙. ปรมสุกกา
สูตร ๑๐. ทุติยสุกกาสูตร ๑๑. จีราสูตร ๑๒. อาฬวกสูตร พร้อมทั้งอรรถกถา.

453
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๒ – หน้าที่ 454 (เล่ม 25)

สักกสังยุต
ปฐมวรรคที่ ๑
๑. สุวีรสูตร
ว่าด้วยสุวีรเทพบุตรมัวประมาท
[๘๔๗] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้ :-
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเขตวัน อาราม
ของอนาถบิณฑิกเศรษฐี กรุงสาวัตถี.
ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายมาว่า ดูก่อน
ภิกษุทั้งหลาย.
ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระดำรัสของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว.
[๘๔๘] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสสั่งว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เรื่องเคย
มีนาแล้ว พวกอสูรได้รบกับพวกเทวดา ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ครั้งนั้นแล
ท้าวสักกะจอมเทวดาตรัสเรียกสุวีรเทพบุตรมาบัญชาว่า พ่อสุวีระ พวกอสูร
เหล่านี้ กำลังพากันมารบพวกเทวดา พ่อจงไปป้องกันพวกอสูรไว้ ดูก่อนภิกษุ
ทั้งหลาย สุวีรเทพบุตรรับบัญชาของท้าวสักกะจอมเทวดาว่า ขอเดชะ ขอ
พระองค์จงทรงพระเจริญ ดังนี้ แล้วมัวประมาทเสีย ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
แม้ครั้งที่ ๒ แล ท้าวสักกะจอมเทวดาก็ได้ตรัสเรียกสุวีรเทพบุตรมาสั่งว่า พ่อ-
สุวีระ พวกอสูรเหล่านี้กำลังพากันมารบพวกเทวดา พ่อจงไปป้องกันพวกอสูร
ไว้ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย แม้ครั้งที่ ๒ สุวีรเทพบุตรรับ บัญชาของท้าวสักกะ
จอมเทวดาว่า ขอเดชะ ขอพระองค์จงทรงพระเจริญ แล้วมัวประมาทเสีย.

454
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๒ – หน้าที่ 455 (เล่ม 25)

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย แม้ครั้งที่ ๓ ท้าวสักกะจอมเทวดาก็ได้ตรัสเรียก
สุวีรเทพบุตรมาสั่งว่า พ่อสุวีระ พวกอสูรเหล่านี้กำลังพากันมารบพวกเทวดา
พ่อจงไปป้องกันพวกอสูรไว้ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย แม้ครั้งที่ ๓ สุวีรเทพบุตร
รับบัญชาของท้าวสักกะจอมเทวดาว่า ขอเดชะ ขอพระองค์จงทรงพระเจริญ
แล้วมัวประมาทเสีย.
[๘๔๙] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ลำดับนั้นแล ท้าวสักกะจอมเทวดา
ตรัสกะสุวีรเทพบุตรด้วยคาถาว่า
บุคคลไม่หมั่น ไม่พยายาม จะ
ประสบสุขได้ ณ ที่ใด ดูก่อนสุวีระ เจ้า
จงไป ณ ที่นั้น และจงพาเราไปให้ถึง ณ
ที่นั้นด้วยเถิด.
[๘๕๐] สุวีรเทพบุตรทูลว่า
บุคคลเป็นผู้เกียจคร้าน ไม่หมั่น
และไม่ใช้ใคร ๆ ให้กระทำกิจทั้งหลาย
อีกด้วย เขาพึงพรั่งพร้อมด้วยกามทุกอย่าง
ข้าแต่ท่าวสักกะ ขอพระองค์จงตรัสบอก
ฐานะอันประเสริฐนั้น แก่ข่าพระองค์.
[๘๕๑] ท้าวสักกะตรัสตอบว่า
ที่ใด บุคคลเกียจคร้าน ไม่หมั่น
ถึงความสุขล่วงส่วนได้ สุวีระ เจ้าจงไป
ณ ที่นั้น และจงพาเราไปให้ถึง ณ ที่นั้น
ด้วยเถิด.

455
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๒ – หน้าที่ 456 (เล่ม 25)

[๘๕๒] สุวีรเทพบุตรทูลว่า
ข้าแต่ท้าวสักกะผู้ประเสริฐกว่าเทวดา
ข้าพระองค์ทั้งหลายจะพึงได้ความสุขใด
โดยไม่ต้องทำการงาน ข้าแต่ท้าวสักกะ
ขอพระองค์จงตรัสบอกความสุขนั้นอัน
ประเสริฐ ที่ไม่มีความแห้งใจ ไม่มีความ
คับแค้นแก่ข้าพระองค์เถิด.
[๘๕๓] ท้าวสักกะตรัสตอบว่า
หากความสุขจะมีได้โดยไม่ต้องทำ
การงาน ไม่ว่าในที่ไหน ๆ ใคร ๆ ย่อม
ทรงชีพอยู่ไม่ได้ เพราะนั่นเป็นทางแห่ง
นิพพาน สุวีระ เจ้าจงไป ณ ที่นั้น และ
จงพาเราไปให้ถึง ณ ที่นั้นด้วยเถิด.
[๘๕๔] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ท้าวสักกะจอมเทวดาพระองค์นั้น
อาศัยผลบุญของพระองค์เป็นอยู่ เสวยรัชสมบัติอันมีความเป็นใหญ่ยิ่งด้วยความ
เป็นอิสระแห่งเทวดาชั้นดาวดึงส์ จึงพรรณนาคุณแห่งความเพียรคือความ
หมั่น ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกเธอบวชในธรรมวินัยที่เรากล่าวชอบแล้วอย่างนี้
พึงหมั่น เพียรพยายาม เพื่อบรรลุมรรคผลที่ยังไม่บรรลุ เพื่อได้มรรคผลที่
ยังไม่ได้ เพื่อกระทำให้แจ้งซึ่งมรรคผลที่ยังไม่ได้กระทำให้แจ้ง ข้อนี้จะพึง
งดงามในธรรมวินัยนี้โดยแท้.

456
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๒ – หน้าที่ 457 (เล่ม 25)

สักกสังยุตตวัณณนา
อรรถกถาสุวีรสูตร
พึงทราบวินิจฉัยในสุวีรสูตรที่ ๑ แห่งวรรคที่ ๑ ต่อไปนี้ :-
บทว่า อภิยํสุ คือ เตรียมไปต่อสู้. มีกำลังเมื่อใด ในสูตรนั้นมี
อนุบุพพิกถา ดังนี้ ได้ยินว่า ท้าวสักกะเป็นมาณพชื่อ มฆะ ในอจลคามใน
แคว้นมคธ พาบุรุษ ๓๐ คน ทำกัลยาณกรรมบำเพ็ญวัตรบท ๗ ทำกาละใน
ที่นั้นแล้วไปเกิดในเทวโลก. เทวดาพวกเก่าเจ้าถิ่นเห็นมฆมาณพนั้นพร้อมด้วย
บริษัท ประกอบไปด้วยฐานะ ๑๐ ด้วยอานุภาพแห่งกรรมอันแรงกล้า คิดว่า
เทวบุตรผู้เป็นอาคันตุกะมาแล้ว จึงเตรียมน้ำคันธบานเพื่อดื่ม. ท้าวสักกะได้
ให้คำเตือนแก่บริษัทบริวารของตนว่า ดูก่อนผู้นิรทุกข์ อย่าดื่มน้ำคันธบาน
จงแสดงเพียงอาการดื่มเท่านั้น. พวกเขาได้ทำอย่างนั้น. เทวบุตรเจ้าถิ่นดื่มน้ำ
คันธบานที่เข้านำเข้าไปให้ด้วยจอกทองตามต้องการ เมาล้มลงนอนอยู่บนแผ่นดิน
ทองนั้น ๆ. ท้าวสักกะกล่าวว่า จงจับพร้อมทั้งแม่ทั้งลูกไปดังนี้แล้ว จับที่เท้า
ขว้างไปที่เชิงภูเขาสิเนรุ. เทวบุตรทั้งปวงแม้ยังเป็นอยู่อย่างนั้น ก็ไปตกลงใน
ที่นั้น ด้วยเดชแห่งบุญของท้าวสักกะ. เทวบุตรเหล่านั้นได้ความรู้สึกตัวใน
เวลาที่อยู่กลางภูเขาสิเนรุ จึงกล่าวว่า พวกเราไม่ดื่มสุราละพ่อ. จำเดิมแต่นั้น
จึงได้ชื่อว่า อสูร. ภายหลังแดนอสุรมีประมาณหมื่นโยชน์ ซึ่งตั้งขึ้นตามฤดู.
เพราะปัจจัยแห่งกรรมของพวกเขา ก็เกิดขึ้นในพื้นภายใต้แห่งภูเขาสิเนรุ.
ท้าวสักกะตั้งอารักขาเพื่อต้องการไม่ให้เทวบุตรเหล่านั้นกลับมา. ท่านกล่าว
หมายความว่า

457
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๒ – หน้าที่ 458 (เล่ม 25)

การคุ้มครองรักษา อย่าง ตั้งอยู่
ในระหว่างเมืองที่ไม่มีใครรบได้ทั้งสอง
คือ นาค ครุฑ กุมภัณฑ์ ยักษ์และ
มหาราชทั้ง ๔.
จริงอยู่ เมืองทั้งสองคือ เทวนครและอสุรนคร ชื่อว่า เป็นเมืองที่
ไม่มีใครรบได้ ก็เพราะเป็นเมืองที่ไม่อาจถูกยึดเอาด้วยการรบ ก็แล คราวใด
พวกอสุรมีกำลัง คราวนั้น เมื่อประตูถูกพวกเทวดาหนีเข้าไปสู่เมืองและปิดเสีย
แล้ว แม้พวกอสูรตั้งแสนก็ไม่อาจจะทำอะไรได้. คราวใด พวกเทวดามีกำลัง
คราวนั้น เมื่อประตูถูกพวกอสูรหนีเข้าไป ปิดเสียแล้ว แม้พวกท้าวสักกะ
ตั้งแสนก็ไม่อาจจะทำอะไรได้. เมืองทั้ง ๒ นี้ จึงชื่อว่า กรุงอยุธยา ด้วย
ประการฉะนี้.
ท้าวสักกะตั้งอารักขาไว้ในที่ ๕ แห่ง มีนาคเป็นต้นนี้ ระหว่างเมืองทั้ง
๒ นั้น ในสถานที่ ๕ แห่ง. ในที่นั้น พวกนาค ท่านถือเอาด้วยศัพท์ว่า น้ำ.
จริงอยู่ พวกนาคนั้นมีกำลังอยู่ในน้ำ. การป้องกันของพุวกนาคนั้นอยู่ที่แนวที่ ๑
แห่งภูเขาสิเนรุนั้น พวกครุฑถือเอาด้วยศัพท์ว่า กโรฏิ. ได้ยินว่า น้ำและข้าว
ของพวกครุฑนั้นชื่อ กโรฏิ. พวกครุฑได้ชื่อตามน้ำและข้าวนั้น. การป้องกัน
ของพวกครุฑนั้นอยู่ทีแนวที่ ๒. พวกกุมภัณฑ์ถือเอาด้วยศัพท์ว่า ปยสฺสุกริ.
ได้ยินว่า พวกกุมภัณฑ์นั้นเป็นพวกทานพและรากษส. การป้องกันของพวกนี้อยู่ที่
แนวที่ ๓. พวกยักษ์ถือเอาด้วยศัพท์ว่า ทมนยุทธ์ . ได้ยินว่า พวกยักษ์นั้นเป็นนัก
รบกองโจร. การป้องกันของพวกยักษ์นี้อยู่ที่แนวที่ ๔. บทว่า จตุโร จ มหตฺถา
คือ มหาราชทั้ง ๔ ที่กล่าวแล้ว. การป้องกันของมหาราชเหล่านี้ อยู่ที่แนวที่ ๕.
เพราะฉะนั้น ถ้าพวกอสูรโกรธ มีใจขุ่นมัว เข้าไปบุกรุกเมืองของพวกเทวดา

458
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๒ – หน้าที่ 459 (เล่ม 25)

ในการรบ. ที่ใด เป็นขอบเขตแรกแห่งภูเขา พวกนาคย่อมป้องกันที่นั้น. พวกอื่น
ที่ยังเหลือก็ป้องกันที่อื่นที่ยังเหลือ. ก็แล พวกอสูรนั้น เช่นเดียวกับเทวดาชั้น
ดาวดึงส์ ด้วยสมบัติคืออายุ ผิวพรรณ เกียรติยศ และความเป็นใหญ่
เพราะฉะนั้น พวกเขาจึงไม่รู้ตัว ในระหว่างเมื่อดอกแคฝอยบานจึงรู้ว่า นี่ไม่ใช่
เมืองของเทวดา ดอกปาริฉัตรบานในเมืองของเทวดานั้น แต่ในที่นี้มีต้นแคฝอย
พวกเราถูกพวกสักกะแก่หลอกลวงให้ดื่มสุรา ก็แลเราจะไปยังเทวนคร
พวกเราจักยึดไว้ เราจักรบกับเทวนครนั้น ดังนี้แล้ว ขึ้นช้างม้าและรถ
จัดทองเงินแก้วมณีและแก้วผลึก เตรียมรบ ลั่นกลองอสูร แยกน้ำในมหาสมุทร
ออกเป็น ๒ ส่วน เตรียมพร้อมอยู่. พวกอสูรนั้นเริ่มขึ้นภูเขาสิเนรุ คล้าย
แมลงเม่าขึ้นจอมปลวกเมื่อฝนตก. ในเวลานั้น พวกอสูรนั้นรบกับพวกนาค
เป็นครั้งแรก. ก็ในการรบนั้น ผิวหรือหนังของใคร ๆ ไม่ขาด. เลือดก็ไม่ออก.
เป็นเพียงยังกันและกันให้ร้อน เหมือนพวกเด็กเอาแพะไม้ชนกันอย่างเดียว
เท่านั้น. พวกนาคตั้งร้อยโกฏิ พันโกฏิรบกับพวกอสูรนั้น ขับไล่พวกอสูรนั้น
ไปสู่เมืองอสูรแล้วกลับมา.
ก็เมื่อใด พวกอสูรมีกำลัง เมื่อนั้น พวกนาคก็ล่าถอยไปร่วมกับพวก
ครุฑ รบในแนวที่ ๒. แม้ในครุฑเป็นต้นกันอย่างนี้. แต่เมื่อใดพวกอสูร
เหยียบย่ำที่ทั้ง ๕ แห่งนั้นได้ เมื่อนั้น ๕ กองพล ล่าถอยลงมารวมเป็นอันเดียว
กัน ทีนั้นมหาราชทั้ง ๔ จึงไปกราบทูลความเป็นไปแก่ท้าวสักกะ. ท้าวสกักะ
ฟังคำกราบทูลของมหาราชนั้นแล้ว จึงเสด็จขึ้นเวชยันตรถ ๑๕๐ โยชน์ออก
ไปเอง หรือส่งพระโอรสองค์หนึ่งไป. ก็แลในเวลานั้น ท้าวสักกะผู้ต้องการ
จะส่งพระโอรสไป จึงกล่าวคำเป็นต้นว่า ดูก่อนพ่อสุวีระ ดังนี้.

459
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๒ – หน้าที่ 460 (เล่ม 25)

บทว่า เอวํ ภทฺทนฺตวาติ โข ความว่า (สุวีรเทวบุตรกล่าวว่า)
ได้พระเจ้าข้า ดังนี้แล. บทว่า ปมาทํ อาปาเทสิ แปลว่า ได้ทำความ
ประมาท. อธิบายว่า สุวีรเทวบุตรมีนางอัปสรพันหนึ่งแวดล้อม ลงสู่ถนนใหญ่
สำเร็จด้วยทองยาว ๖๐ โยชน์ เที่ยวเล่นนักษัตรอยู่ในสวนนันทนวันเป็นต้น.
บทว่า อนุฏฺฐหํ แปลว่า ไม่ขยัน. บทว่า อวายามํ แปลว่า ไม่พยายาม.
บทว่า อลสฺวายํ ตัดบทว่า อลโส อยํ แปลว่า นี้ เกียจคร้าน. บทว่า
น จ กิจฺจานิ การเย แปลว่า ไม่กระทำกิจอะไร ๆ. บทว่า สพฺพกาม-
สมิทฺธสฺส แปลว่า พึงเป็นผู้สำเร็จด้วยกามคุณทั้งปวง. บทว่า ตมฺเม สกฺก
วรํ ทิส ความว่า สุวีรเทวบุตรกล่าวว่า ข้าแต่ท้าวสักกะผู้ประเสริฐสุดของ
พวกเทวะ โปรดแจ้ง คือ บอกกล่าวซึ่งสิ่งประเสริฐ คือฐานะอันสูงสุด โอกาส
นั้นแก่ข้าพเจ้า. บทว่า นิพฺพานสฺส หิ โส มคฺโค ความว่า ทางแห่ง
นิพพาน ชื่อว่า ฐานะที่ไม่ทำกรรมเป็นอยู่.
จบอรรถกถาสุวีรสูตรที่ ๑
๒. สุสิมสูตร
การได้ความสุขเพราะความหมั่น
[๘๕๕] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหาร
เชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี กรุงสาวัตถี.
ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายมาว่า ดูก่อน
ภิกษุทั้งหลาย.

460
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๒ – หน้าที่ 461 (เล่ม 25)

ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระดำรัสของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว.
[๘๕๖] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เรื่องเคย
มีมาแล้ว พวกอสูรได้พากันมารบกับพวกเทวดา ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ครั้งนั้น
ท้าวสักกะจอมเทวดาตรัสเรียกสุสิมเทพบุตรมาบัญชาว่า พ่อสุสิมะ พวกอสูร
เหล่านี้กำลังพากันมารบพวกเทวดา พ่อจงไปป้องกันพวกอสูรไว้ ดูก่อน
ภิกษุทั้งหลาย สุสิมเทพบุตรรับบัญชาท้าวสักกะจอมเทวดาว่า ขอเดชะ
ขอพระองค์จงทรงพระเจริญ ดังนี้ แล้วมัวประมาทเสีย ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
แม้ครั้งที่ ๒ ฯลฯ แม้ครั้งที่ ๓ ท้าวสักกะจอมเทวดาก็ได้ตรัสเรียกสุสิมเทพบุตร
มาบัญชาว่า พ่อสุสิมะ พวกอสูรเหล่านี้กำลังพากันมารบพวกเทวดา พ่อจงไป
ป้องกันพวกอสูรไว้ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย แม้ในครั้งที่ ๓ สุสิมเทพบุตร
รับบัญชาท้าวสักกะจอมเทวดาว่า ขอเดชะ ขอพระองค์จงทรงพระเจริญ ดังนี้
แล้วมัวประมาทเสีย.
[๘๕๗] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ครั้งนั้นแล ท้าวสักกะจอมเทวดา
ตรัสกะสุสิมเทพบุตรด้วยคาถาว่า
บุคคลไม่หมั่น ไม่พยายาม แต่
ประสบความสุขได้ ณ ที่ใด ดูก่อนสุสิมะ
เจ้าจงไป ณ ที่นั้น และจงพาเราไปให้ถึง
ณ ที่นั้นด้วยเถิด.
[๘๕๘] สุสิมเทพบุตรทูลว่า
บุคคลเป็นผู้เกียจคร้าน ไม่หมั่น
และไม่ใช้ใคร ๆ ไห้กระทำกิจทั้งหลาย
อีกด้วย เขาพึงพรั่งพร้อมด้วยกามทุกอย่าง

461
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๒ – หน้าที่ 462 (เล่ม 25)

ข้าแต่ท้าวสักกะ ขอพระองค์จงตรัสบอก
ฐานะอันประเสริฐนั้นแก่ข้าพระองค์.
[๘๕๙] ท้าวสักกะตรัสตอบว่า
ที่ใด บุคคลเกียจคร้าน ไม่หมั่น
ถึงความสุขล่วงส่วนได้ สุสิมะ เจ้าจงไป
ณ ที่นั้น และจงพาเราไปให้ถึง ณ ที่นั้น
ด้วยเถิด.
[๘๖๐] สุสิมเทพบุตรทูลว่า
ข้าแต่ท้าวสักกะ ผู้ประเสริฐกว่า
เทวดา ข้าพระองค์ทั้งหลาย จะพึงได้
ความสุขใด โดยไม่ต้องทำการงาน ข้าแต่
ท้าวสักกะ ขอพระองค์จงตรัสบอก
ความสุขนั้นอันประเสริฐ ที่ไม่มีความ
แห้งใจ ไม่มีความคับแค้นแก่ข้าพระองค์
เถิด.
[๘๖๑] ท้าวสักกะตรัสตอบว่า
หากความสุขจะมีได้โดยไม่ต้องทำ
การงาน ไม่ว่าในที่ไหน ๆ ใคร ๆ ย่อม
ยังชีพอยู่ไม่ได้ เพราะนั่นเป็นทางแห่ง
นิพพาน สุสิมะ เจ้าจงไป ณ ที่นั้น และ
จงพาเราไปให้ถึง ณ ที่นั้น ด้วยเถิด.

462