พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๒ – หน้าที่ 433 (เล่ม 25)

กล่าวว่า ท่านผู้มีอายุไม่รู้จักพระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้เป็นศาสดาของพวกเรา เมื่อ
กล่าวโดยนัยเป็นต้นว่า ผู้อยู่ในภพดุสิตตรวจดูมหาวิโลก ๕ ครั้ง จนถึงยัง
ธรรมจักรให้เป็นไป กล่าวถึงบุรพนิมิต ๓๒ ประการในปฏิสนธิเป็นต้นแล้ว
จึงกล่าวว่า ผู้มีอายุ ท่านไม่ได้เห็นอัศจรรย์ แม้เหล่านี้. อาฬวกยักษ์นั้น
แม้เห็นแล้ว ก็พูดว่า ไม่เห็น ด้วยอำนาจความโกรธ. ยักษ์ทั้งหลายกล่าวว่า
อาฬวกะผู้มีอายุ ท่านพึงเห็น หรือไม่เห็นก็ตาม ประโยชน์อะไรด้วยท่านจะเห็น
หรือไม่เห็น ท่านจักทำอะไรพระศาสดาของพวกเราได้ ท่านเปรียบพระศาสดา
นั้น ปรากฏเหมือนลูกโคเกิดในวันนั้น ในที่ใกล้โคใหญ่ที่ทรงกำลัง เหมือน
ลูกช้างรุ่น ในที่ใกล้ช้างซับมัน โดยส่วนสาม เหมือนสุนัขจิ้งจอกแก่ ในที่ใกล้
พญาเนื้อ มีคองามด้วยขนห้อยมีแสงพราวแพรว เหมือนลูกกาปีกขาด ในที่
ใกล้พญาครุฑมีร่างใหญ่ ๑๕๐ โยชน์ ท่านจงไป จงทำกิจซึ่งท่านควรทำเถิด.
เมื่อพวกยักษ์กล่าวอย่างนี้ อาฬวกยักษ์โกรธ ลุกขึ้นกระทืบเท้าซ้าย บนแผ่นมโน
ศิลากล่าวว่า วันนี้ พวกเจ้าจะได้เห็นกัน พระศาสดาของพวกเจ้า มีอานุภาพ
มาก หรือว่า เรามีอานุภาพมากดังนี้ แล้วยกเท้าขวา เหยียบยอดภูเขาไกรลาส
ประมาณ ๖๐ โยชน์. เพราะฉะนั้น ก้อนเหล็กกระจายออกสะเก็ดกระเด็น เหมือน
ทุบด้วยค้อนเหล็ก เขายืนบนภูเขานั้น ประกาศว่าเราเป็นอาฬวกยักษ์. เสียง
กระจายไปทั่วชมพูทวีป.
ได้ยินว่า คนในชมพูทวีป ได้ยินเสียง ๔ อย่างทั่วกันคือ เสนาบดี
ยักษ์ ชื่อปุณณกะชนะการพนันของพระเจ้าธนัญชัยโกรัพยะ ปรบมือประกาศว่า
เราชนะแล้ว. ท้าวสักกะ ผู้เป็นจอมเทพ เมื่อศาสนาของพระผู้มีพระภาคเจ้า
พระนามว่า กัสสปะ เสื่อมลง จึงให้วิศวกรรมเทพบุตรเป็นสุนัข ประกาศว่า เรา
จะกัดภิกษุชั่ว ภิกษุณีชั่ว อุบาสก อุบาสิกา และอธรรมวาทีบุคคลทั้งปวง.
เมื่อพระนครถูกพระราชา ๗ พระองค์ เข้าไปปิดแล้ว เพราะมีนางปภาวดีเป็น

433
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๒ – หน้าที่ 434 (เล่ม 25)

เหตุ ในกุสชาดก พระมหาบุรุษ ยกนางปภาวดีขึ้นคอช้างกับตน ออกไปจาก
พระนครประกาศว่า เราเป็นสีหัสสรกุสมหาราช. อาฬวกยักษ์ ยืนบนยอดเขา
ไกรลาส. ความจริง ในคราวนั้นอาฬวกยักษ์ได้เป็นเช่นกันบุคคลยืนประกาศที่
ประตูในสกลชมพูทวีป. อนึ่ง ป่าหิมพานต์กว้างสามพันโยชน์ หวั่นไหวแล้ว
ด้วยอานุภาพของยักษ์.
ยักษ์นั้น บันดาลให้ลมบ้าหมู เกิดขึ้นด้วยคิดว่า เราจักให้สมณะหนีไป
ด้วยลมบ้าหมูนั้นแล. ลมเหล่านั้นต่างด้วยลมตะวันออกเป็นต้น เกิดขึ้นแล้ว
ทำลายยอดภูเขาได้ประมาณกึ่งโยชน์ หนึ่งโยชน์ สองโยชน์ สามโยชน์ ถอนก่อ
ต้นไม้ในป่าเป็นต้น ทั้งรากพัดไปยังอาฬวีนคร ทำลายโรงช้างเก่าให้เป็นผุยผง.
กระเบื้องมุงหมุนลอยไปในอากาศ. พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงอธิษฐานว่า
อันตรายจงอย่ามีแก่ใคร ๆ เลย. ลมเหล่านั้นถึงพระทศพล ไม่อาจแล้วเพื่อจะให้
แม้แต่เพียงชายจีวรไหวได้ แต่นั้น บันดาลให้ฝนใหญ่ตก ด้วยคิดว่า
เราจะให้น้ำท่วมสมณะตาย. เมฆตั้งขึ้นเบื้องบนยังฝนให้ตก ฝนร้อยห่า พันห่า
เป็นต้นด้วยอานุภาพของยักษ์นั้น. แผ่นดิน เป็นช่องด้วยกำลังสายฝน. ห้วง
น้ำใหญ่หลากมาบนต้นไม้ในป่าเป็นต้น ไม่อาจเพื่อจะให้แม้เพียงหยาดน้ำเปียก
ที่จีวรพระทศพลได้ แต่นั้น บันดาลให้ฝนแผ่นหินตก ยอดภูเขาใหญ่ ๆ มีควัน
ลุกโพลงลอยมาทางอากาศถึงพระทศพล กลายเป็นกลุ่มดอกไม้ทิพย์. แต่นั้น
บันดาลให้ฝนเครื่องประหารตก. ศัสตรามีดาบ หอก ลุกธนูเป็นต้น ที่มีคม
ข้างเดียว มีคมสองข้างมีควันลุกโพลงลอยมาทางอากาศถึงพระทศพล กลายเป็น
ดอกไม้ทิพย์. แต่นั้น บันดาลให้ฝนถ่านเพลิงตก. ถ่านเพลิงมีสีคล้ายดอกทอง
กวาว ลอยมาทางอากาศกระจายเป็นดอกไม้ทิพย์ใกล้พระบาทพระทศพล. แต่
นั้น บันดาลให้ฝนเถ้ารึงตก. เถ้ารึงร้อนจัดลอยมาทางอากาศตกลงเป็นผงจันทน์
ใกล้พระบาทพระทศพล. แต่นั้น บันดาลให้ฝนทรายตก. ทรายละเอียดมาก

434
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๒ – หน้าที่ 435 (เล่ม 25)

มีควันลุกโพลงลอยมาทางอากาศ ตกลงเป็นดอกไม้ทิพย์ใกล้พระบาทพระทศพล.
แต่นั้น บันดาลให้ฝนเปือกตมตก, ฝนเปือกตมนั้น มีควันลุกโพลงลอยมาทาง
อากาศตกลงเป็นของหอมทิพย์ใกล้พระบาทพระทศพล. แต่นั้น บันดาลให้
ความมืดตั้งขึ้นด้วยคิดว่า เราจักให้สมณะ กลัวแล้วหนีไป. ความมืดนั้น
เช่นกับความมืดประกอบด้วยองค์สี่ถึงพระทศพลก็หายไป เหมือนถูกแสงสว่าง
ดวงอาทิตย์กำจัดฉะนั้น.
ยักษ์ เมื่อไม่สามารถให้พระผู้มีพระภาคเจ้าหนีได้ด้วยลมบ้าหมู ฝน
ใหญ่ ฝนแผ่นหิน ฝนเครื่องประหาร ฝนถ่านเพลิง ฝนเถ้ารึง ฝนทราย
ฝนเปือกตม และด้วยความมืด รวม ๙ อย่างเหล่านี้ เข้าไปหาพระผู้มีพระภาคเจ้า
ด้วยตนเอง ด้วยเสนามีองค์สี่ เกลื่อนกล่นด้วยพวกผีมีรูปหลายอย่าง เพื่อประหาร
มีอย่างต่าง ๆ กัน. พวกผีเหล่านั้น ทำอาการแปลกประหลาดหลายประการแล้ว
กล่าวว่า พวกเจ้าจงรับ จงฆ่าเสียเถิด ประหนึ่งว่า ต่างพากันมาอยู่เบื้องบน
พระผู้มีพระภาคเจ้า. แต่ก็ไม่สามารถเข้าไปติดพระผู้มีพระภาคเจ้าได้ เหมือน
แมลงวันเกาะแท่งโลหะที่กำลังเป่าฉะนั้น. แม้เมื่อเป็นอย่างนี้ มารกลับแล้วใน
เวลามาที่โพธิมัณฑ์เท่านั้น ฉันใด พวกผีไม่กล้าฉันนั้น ได้กระทำความยุ่งเหยิง
อยู่ประมาณครึ่งคืน. อาฬวกยักษ์ เมื่อไม่อาจให้พระผู้มีพระภาคเจ้าหวั่นไหวได้
แม้ด้วยการแสดงสิ่งที่น่ากลัวหลายประการประมาณครึ่งคืน ด้วยอาการอย่างนี้
แล้วจึงคิดว่า ถ้ากระไร เราพึงปล่อยทุสสาวุธ อัน ใคร ๆ ทำให้แพ้ไม่ได้ดังนี้.
นัยว่า อาวุธ ๔ อย่างคือ วชิราวุธ
ของท้าวสักกะ ๑ คทาวุธของท้าวเวสวัณ ๑
นัยนาวุธของพญายม ๑ ทุสสาวุธของอาฬวก
ยักษ์ ๑ เป็นอาวุธประเสริฐในใลก.

435
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๒ – หน้าที่ 436 (เล่ม 25)

ก็ถ้าท้าวสักกะโกรธ พึงประหารวชิราวุธบนยอดภุเขาสิเนรุ พึงแทง
ทะลุลงไปภายใต้ได้ตลอด ๑๖๘,๐๐๐ โยชน์. คทาวุธอันท้าวเวสวัณปล่อยไปใน
เวลาโกรธ ตีศีรษะของยักษ์หลายพันให้ตกลงแล้ว กลับนาตั้งอยู่ยังเงื้อมมืออีก
ด้วยเหตุเพียงพญายมโกรธ มองดูด้วยนัยนาวุธ พวกกุมภัณฑ์หลายพัน ล้ม
พินาศไป เหมือนหญ้าบนกระเบื้องร้อน. ถ้าอาฬวกยักษ์โกรธ พึงปล่อย
ทุสสาวุธไปในอากาศ ฝนไม่ตกตลอด ๑๒ ปี ถ้าปล่อยไปในแผ่นดิน รุกขชาติ
มีต้นไม้และหญ้าทั้งหมดเป็นต้น เหี่ยวแห้งแล้ว จะไม่งอกขึ้นอีกในระหว่าง
๑๒ ปี. ถ้าปล่อยไปในสมุทร น้ำจะแห้งหมด เหมือนหยาดน้ำบนกระเบื้อง
ร้อน. ถ้าปล่อยไปที่ภูเขาแม้เช่นสิเนรุ ภูเขาพึงกระจายออกเป็นชิ้นใหญ่ชิ้นน้อย.
อาฬวกยักษ์นั้น ปล่อยทุสสาวุธมีอานุภาพมากอย่างนี้ทำให้เป็นผ้าคลุม
จับไว้แล้ว. โดยมากเทวดาในหมื่นโํลกธาตุ รีบประชุมกันว่า วันนี้พระผู้
พระภาคเจ้า จักทรมานอาฬวกยักษ์ พวกเรา จักฟังธรรมในที่นั้น. เทวดา
แม้ประสงค์จะชมยุทธวิธี ประชุมกันแล้ว อากาศแม้ทั้งสิ้น ได้เต็มแล้ว
ด้วยเทวดาอย่างนี้.
ครั้งนั้น อาฬวกยักษ์ เที่ยวไปแล้ว จึงปล่อยวัตถาวุธไปเบื้องบนใกล้
พระผู้มีพระภาคเจ้า. วัตถาวุธนั้น ส่งเสียงน่ากลัวมีควันลุกโพลงในอากาศ
เหมือนฟ้าแลบ ถึงพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว ตกลงใกล้พระบาทกลายเป็นท่อน
ผ้าเช็ดเท้า เพื่อทำลายมานะของยักษ์. อาฬวกยักษ์ เห็นดังนั้น เป็นผู้หมด
อำนาจ หมดความจองหอง ลดมานะอันแข็งกระด้าง เปรียบเหมือนโคเขาขาด
เหมือนงูถูกถอนเขี้ยว จึงคิดว่า ทุสสาวุธของเราไม่ครอบงำสมณะ เหตุอะไร
หนอ เหตุนี้ สมณะประกอบด้วยเมตตาวิหารธรรม เอาเถิด เราแค้นสมณะ
นั้น จะพรากเสียจากเมตตา ข้อนั้น ท่านกล่าวไว้ด้วยสัมพันธ์ดังนี้ว่า ครั้งนั้นแล
อาฬวกยักษ์ เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ฯลฯ ท่านจงออกไปเถิด สมณะ

436
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๒ – หน้าที่ 437 (เล่ม 25)

ในข้อนั้น มีอธิบายดังนี้ว่า เพราะท่านไม่ได้รับอนุญาตเรา เข้าไปยังที่อยู่ของ
เราแล้ว ยังนั่งในท่ามกลางเรือนสนมเหมือนเจ้าของเรือน ข้อนี้คือการบริโภค
สิ่งที่เขาไม่ได้ และการคลุกคลีกับหญิง ไม่ควรแก่สมณะ ฉะนั้น ถ้าท่าน
ตั้งอยู่ในสมณธรรม ขอท่านจงออกไปเถิดสมณะ. ส่วนอาจารย์บางคนกล่าวว่า
อนึ่ง อาฬวกยักษ์นี้แล กล่าวคำหยาบอื่นเหล่านั้นแล้ว จึงได้กล่าวคำนี้อย่างนี้.
ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงรู้ว่า เพราะอาฬวกยักษ์ เป็น
ผู้กระด้าง ใครไม่อาจแนะนำด้วยความกระด้างตอบได้ เพราะว่า เขาเมื่อใคร
ทำความกระด้างตอบ ก็กลับเป็นผู้กระด้างขึ้นกว่า เหมือนคนราดน้ำดีที่
จมูกของสุนัขดุร้าย สุนัขนั้น พึงดุร้ายขึ้นโดยประมาณยิ่งฉะนั้น ส่วนอาฬวก
ยักษ์ อาจแนะนำได้ด้วยควานอ่อนโยนดังนี้ ทรงรับคำเป็นที่รักของอาฬวกยักษ์
นั้น ด้วยพระดำรัสเป็นที่รักว่า ดีละ ผู้มีอายุ แล้วจึงเสด็จออกไป. เพราะเหตุนั้น
ท่านจึงกล่าวว่า พระผู้มีพระภาคเจ้า ก็เสด็จออกไป ด้วยพระดำรัสว่า ดีละ
ผู้มีอายุ.
แต่นั้น อาฬวกยักษ์ เป็นผู้มีจิตอ่อนด้วยคิดว่า สมณะนี้ หนอว่าง่าย
พูดคำเดียว ก็ออกไป. เราพึงครอบงำสมณะผู้อยู่สบาย ให้ออกไปชื่ออย่างนี้
โดยไม่ใช่เหตุด้วยการรบ ตลอดคืนดังนี้ จึงคิดอีกว่า เราไม่อาจรู้ได้แม้บัดนี้
สมณะออกไป เพราะเป็นผู้ว่าง่ายหรือ หรือว่า โกรธออกไป เอาเถิด เราจัก
ทดลองดู. ลำดับนั้น จึงกล่าวว่า ท่านจงเข้าไปหาเถิด สมณะ. ครั้งนั้น
พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อตรัสคำเป็นที่รักแก่อาฬกยักษ์ ผู้มีจิตอ่อนด้วยเข้าใจว่า
เป็นผู้ว่าง่ายอีก เพื่อทำการกำหนดจิต จึงตรัสว่า ดีละ ผู้มีอายุ ก็เสด็จเข้าไป.
อาฬวกยักษ์ทดลองความเป็นผู้ว่าง่ายนั้นแลบ่อยๆ จึงกล่าวครั้งที่สอง ครั้งที่สาม
ว่า ท่านจงออกมา ท่านจงเข้าไปดังนี้. แม้พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงทำตาม
นั้น. ถ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ไม่พึงทำตามปกติ จิตของยักษ์กระด้างจะกลับ

437
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๒ – หน้าที่ 438 (เล่ม 25)

กระด้างขึ้นกว่า ไม่พึงเป็นภาชนะแห่งธรรมกถา. เพราะฉะนั้น บุตรน้อยย่อม
ปรารถนาสิ่งใด มารดาให้ หรือกระทำสิ่งนั้นแล้ว จึงปลอบบุตรน้อยผู้ร้องไห้อยู่
ให้ยินยอมได้ ชื่อฉันใด ยักษ์นั้น กล่าวสิ่งใด พระผู้มีพระภาคเจ้า ได้ทรงทำ
สิ่งนั้น เพื่อปลอบให้ยักษ์ ผู้ร้องไห้อยู่ด้วยการร้องไห้ คือกิเลสยินยอมฉันนั้น.
อนึ่ง แม่นมให้สิ่งของอย่างใดอย่างหนึ่งกอดจูบทารก ผู้ไม่ดื่มน้ำนั้นแล้ว
ให้ดื่มฉันใด พระผู้มีพระภาคเจ้า ก็ฉันนั้น โอบรัดไว้ด้วยสรรหาถ้อยคำที่
กล่าวแล้วแก่ยักษ์นั้น เพื่อให้ยักษ์ได้ดื่มน้ำนมคือโลกุตรธรรม จึงได้ทรง
กระทำแล้ว. อนึ่ง บุรุษประสงค์จะบรรจุของอร่อย ๔ อย่าง ให้เต็มในน้ำเต้า
ย่อมชำระภายในน้ำเต้านั้นให้สะอาดฉันใด พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประสงค์จะ
บรรจุของอร่อย ๔ อย่าง คือ โลกุตรธรรมให้เต็มในจิตของยักษ์ฉันนั้นได้ทรง
กระทำการออกและการเข้าจนถึงสามครั้ง ก็เพื่อให้มละคือความโกรธภายในของ
ยักษ์นั้นหมดจด.
ครั้งนั้น อาฬวกยักษ์ให้เกิดจิตลามกขึ้นว่า สมณะนี้ว่าง่าย เราสั่งว่า
ท่านจงออก ก็ออก. สั่งว่าท่านจงเข้าก็เข้า ถ้ากระไร เราให้สมณะนี้ลำบาก
ตลอดคืนยังรุ่งอย่างนี้แล้ว พึงจับที่เท้าเหวี่ยงไปที่ฝั่งแม่น้ำคงคาดังนี้ จึงกล่าว
ครั้งที่ ๔ ว่า ท่านจงออก สมณะ. พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงทราบข้อนั้นแล้ว
จึงตรัสว่า น ขฺวาหนฺตํ. เมื่อยักษ์นั้น กล่าวอย่างนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้า
ทรงทราบว่า ยักษ์แสวงหากรณียกิจที่ยิ่งขึ้นไปกว่านั้น จักสำคัญปัญหาที่ควร
ถาม ข้อนั้น จักเป็นมุขธรรมกถา จึงตรัสว่า น ขฺวาหนฺตํ. ศัพท์ว่า น
ในบทนั้น ลงในอรรถว่า ปฏิเสธ. ศัพท์ว่า โข ลงในอรรถว่า อวธารณะ.
บทว่า อหํ คือแสดงตน. บทว่า ตํ คือคำที่เป็นเหตุ เพราะเหตุนั้นแล
พึงเห็นความในข้อนี้ อย่างนี้ว่า เพราะท่านคิดอย่างนี้ ฉะนั้น ผู้มีอายุ เรา
จักไม่ออกเด็ดขาด สิ่งใด ท่านควรทำ ท่านจงทำสิ่งนั้นเถิด.

438
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๒ – หน้าที่ 439 (เล่ม 25)

แต่นั้น เพราะอาฬวกยักษ์ ได้ถามปัญหาพวกดาบสและปริพาชก ผู้มี
ฤทธิ์มาสู่วิมานของตน ในเวลาไปโดยทางอากาศ แม้ในกาลก่อนด้วยการคิด
อย่างนี้ว่า วิมานทอง หรือวิมานเงิน หรือวิมานแก้วมณีอย่างใดอย่างหนึ่งมีอยู่
อย่างไรหนอ เอาเถิด พวกเราจะดูวิมานนั้น ดังนี้ เมื่อตอบไม่ได้ จึงเบียดเบียน
ด้วยทำจิตให้ฟุ้งซ่านเป็นต้น ฉะนั้นจึงสำคัญอยู่ว่า เราจักเบียดเบียนแม้พระผู้มี-
พระภาคเจ้าอย่างนั้น จึงกล่าวคำเป็นต้นว่า ปญฺหํ ตํ ดังนี้.
ถามว่า ก็ปัญหา ยักษ์นั้น เรียนมาแต่ไหน. ตอบว่า ได้ยินว่า
มารดาบิดาของเขาเข้าไปหากัสสปะพระผู้มีพระภาคเจ้า เรียนได้ปัญหา ๘ ข้อ
พร้อมด้วยคำเฉลย. ท่านเหล่านั้น ให้อาฬวกยักษ์เรียนไว้แล้วในเวลาหนุ่ม. เขา
ลืมคำเฉลยหมดโดยกาลล่วงไป. ต่อแต่นั้นคิดว่า แม้ปัญหาเหล่านี้ จงอย่า
พินาศเสียดังนี้ จึงให้เขียนลงบนแผ่นทองด้วยชาด เสร็จแล้ว ก็เก็บไว้ในวิมาน.
ปัญหาเหล่านั้น ล้วนเป็นปัญหาของพระพุทธเจ้า เป็นวิสัยของพระพุทธเจ้า
เท่านั้น. พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงฟังปัญหานั้น เพราะอันตรายแห่งลาภที่สละ
เพื่อพระพุทธเจ้าทั้งหลายก็ดี อันตรายชีวิตก็ดี การกำจัดพระสัพพัญญุตญาณและ
รัศมีวาหนึ่งก็ดี ใคร ๆ ไม่อาจทำได้ ฉะนั้น เมื่อทรงแสดงพุทธานุภาพอันไม่
ทั่วไปนั้นในโลก จึงตรัสคำเป็นต้นว่า เราไม่เห็นใครเลยในโลกพร้อมทั้ง
เทวโลก.
พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงห้ามความคิดเบียดเบียนของอาฬวกยักษ์นั้น
อย่างนี้แล้ว เมื่อให้เขาเกิดความอุตสาหะในการถามปัญหาจึงตรัสว่าเอาเถิด ท่าน
มีอายุ เชิญถามปัญหาตามที่ท่านจำนงเถิด. เนื้อความแห่งปัญหานั้นว่า ถ้า
ท่านจำนง เชิญท่านถามเถิด ในการตอบปัญหาไม่เป็นเรื่องหนักสำหรับเรา.
อนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงปวารณาพระสัพพัญญูปวารณาไม่ทั่วไปกับพระ-
ปัจเจกพุทธเจ้า พระอัครสาวกและมหาสาวกว่า เชิญถามตามที่ท่านจำนงเถิด

439
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๒ – หน้าที่ 440 (เล่ม 25)

เราจักตอบปัญหานั้นทั้งหมดแก่ท่าน เมื่อพระสัพพัญญูปวารณา อันพระผู้มี
พระภาคเจ้า ทรงปวารณาแล้วอย่างนี้ ลำดับนั้น อาฬวกยักษ์ กราบทูลถาม
พระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยคาถา.
บทว่า กึสูธ วิตฺตํ ความว่า อะไร เป็นทรัพย์เครื่องปลื้มใจในโลกนี้.
บทว่า วิตฺตํ แปลว่า ทรัพย์. ก็ทรัพย์นั้น ย่อมกระทำความปลื้มใจกล่าว
คือปีติ เพราะฉะนั้น จึงเรียกว่า ทรัพย์เครื่องปลื้มใจ. บทว่า สุจิณฺณํ
แปลว่า ทำไว้ดีแล้ว. บทว่า สุขํ ได้แก่ ความยินดีทางกายและทางจิต. บทว่า
อาวหาติ ได้แก่ ย่อมนำมา คือย่อมมา คือย่อมให้ ได้แก่ เอิ่บอิ่ม. บทว่า
หเว เป็นนิบาตลงในอรรถว่ามั่นคง. บทว่า สาทุตรํ ได้แก่ ดียิ่ง. พระ-
บาลีว่า สาธุตรํ ดังนี้ก็มี. บทว่า รสานํ ได้แก่ ธรรม. ด้วยประการไร
คืออย่างไร. ชีวิตของผู้เป็นอยู่อย่างไร ชื่อว่า กถํชีวีชีวิตํ. ก็เรียก สานุนาสิก
เพื่อสะดวกแก่การประพันธ์คาถา. อีกอย่างหนึ่ง พระบาลีว่า กถํชีวีชีวิตํ
ความว่า ความเป็นอยู่อย่างไรแห่งความเป็นอยู่ของบุคคลนั้น. อาฬวกยักษ์ จึง
ทูลถามปัญหา ๔ ข้อเหล่านี้ ด้วยคาถานี้อย่างนี้ว่า อะไรเป็นทรัพย์เครื่องปลื้ม
ใจอันประเสริฐของตนในโลกนี้ อะไรที่บุคคลพระพฤติดีแล้วนำความสุขมาให้
อะไรเป็นรสอันเลิศกว่ารสทั้งหลาย นักปราชญ์ทั้งหลายกล่าวชีวิตของผู้เป็นอยู่
อย่างไรว่า ประเสริฐสุด.
ลำดับนั้น เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้า จะทรงวิสัชนาตามนัยที่พระกัสสป-
ทศพลทรงวิสัชนาแก่เขา จึงตรัสคาถานี้ว่า สทฺธีธ วิตฺตํ เป็นต้น. พึงทราบ
คำว่า ทรัพย์เครื่องปลื้มใจในคาถานั้น ทรัพย์เครื่องปลื้มใจมีเงินทองเป็นต้น
ย่อมนำมาซึ่งความสุขในการใช้สอย ย่อมป้องกันความทุกข์ที่เกิดจากความหิว
กระหายเป็นต้น ย่อมระงับความยากจน ย่อมเป็นเหตุให้ได้แก้วมีมุกดาเป็นต้น
และย่อมนำมาซึ่งความสืบต่อแห่งโลกฉันใด แม้ศรัทธา ทั้งที่เป็นโลกิยะและ

440
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๒ – หน้าที่ 441 (เล่ม 25)

โลกุตระ ย่อมนำมาซึ่งวิบากสุข ทั้งที่เป็นโลกิยะและโลกุตรตามที่เกิดขึ้น
ย่อมป้องกันทุกข์มีชาติและชราเป็นต้นของผู้ปฏิบัติตามหน้าที่ศรัทธา ย่อมระงับ
ความยากจนแห่งคุณ และเป็นเหตุให้ได้แก่มีสติสัมโพชฌงค์เป็นต้น ฉันนั้น
ศรัทธา ท่านกล่าวว่า เป็นทรัพย์เครื่องปลื้มใจ เพราะจัดว่า ย่อมนำมา ซึ่ง
ความสืบต่อแห่งโลกตามพระพุทธพจน์ว่า
ผู้มีศรัทธาถึงพร้อมด้วยศีล เอิบอิ่ม
ด้วยยศ และโภคะไปสู่ถิ่นใด ๆ เขาบูชา
ในถิ่นนั้น ๆ.
ก็เพราะทรัพย์เครื่องปลื้มใจคือศรัทธานี้ เป็นเครื่องติดตามไป ไม่ทั่วไปแก่คน
อื่น เป็นเหตุแห่งสมบัติทั้งปวง เป็นเค้ามูลแห่งทรัพย์เครื่องปลื้มใจ มีเงินและ
ทองเป็นต้นที่เป็นโลกิยะ. จริงอยู่ ผู้มีศรัทธา ทำบุญมีทานเป็นต้น ย่อมได้
ทรัพย์เครื่องปลื้มใจ. ส่วนผู้ไม่มีศรัทธา ก็มีจิตใจเพียงเพื่อสิ่งอันไม่เป็น
ประโยชน์เท่านั้น เพราะฉะนั้น ทรัพย์เครื่องปลื้มใจคือศรัทธา ท่านจึงกล่าวว่า
ประเสริฐ. บทว่า ปุริสสฺส คือแสดงข้อกำหนดอย่างอุกฤษฏ์. เพราะฉะนั้น
ทรัพย์เครื่องปลื้มใจคือศรัทธา แม้ของหญิงเป็นต้น ก็พึงทราบว่า ประเสริฐ
ไม่ใช่ของบุรุษฝ่ายเดียวเท่านั้น. บทว่า ธมฺโม คือกุศลธรรม ๑๐ หรือธรรม
มีทานและศีลเป็นต้น. บทว่า สุจิณฺโณ ได้แก่ กระทำดีแล้ว คือประพฤติ
ดีแล้ว. บทว่า สุขมาวหาติ ความว่านำมาซึ่งความสุขของมนุษย์เช่นความสุข
ของโสณเศรษฐีบุตร และพระรัฐบาลเป็นต้น ซึ่งความสุขทิพย์ เช่นความสุข
ของท้าวสักกะเป็นต้น และนิพพานสุข เช่นความสุขของพระมหาปทุมเป็นต้น
ในปริโยสาน. สัจจะศัพท์นี้ ในบทว่า สจฺจํ ย่อมปรากฏในหลายอรรถกล่าว
คือ ปรากฏในวาจาสัจจะ ในบทเป็นต้นว่า พึงกล่าวคำสัจ ไม่พึงโกรธดังนี้.

441
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๒ – หน้าที่ 442 (เล่ม 25)

ปรากฏในวิรัติสัจจะ ในบทเป็นต้นว่า สมณพราหมณ์ ดังอยู่ในความสัจดังนี้.
ปรากฏในทิฏฐิสัจจะ ในบทเป็นต้นว่า เพราะเหตุไร คนทั้งหลาย จึงกล่าว
สัจจะต่างๆ กัน ผู้ตั้งอยู่ในความดี ย่อมขัดแย้งกันดังนี้ . ปรากฏในพราหมณสัจจะ
ในบทว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พราหมณสัจจะมี ๔ อย่างนี้. ปรากฏในปรมัตถ
สัจจะ ในบทเป็นต้นว่า ก็สัจจะมีอย่างเดียว ไม่มีที่ ๒ ดังนี้. ปรากฏในอริยสัจจะ
ในบทเป็นต้นว่า สัจจะ ๔ มีกุศลเท่าไร. แต่ในที่นี้ ท่านประสงค์เอาวาจาสัจจะ
ทำปรมัตถสัจจะให้เป็นนิพพาน และทำวิรัติสัจจะให้เป็นภายใน. สมณพราหมณ์
ย่อมยังน้ำเป็นต้น ให้เป็นไปในอำนาจด้วยอานุภาพแห่งสัจจะใด ย่อมข้ามฝั่ง
แห่งชาติชราและมรณะได้. เหมือนสัจจะ (นั้น ) ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า
เขากั้นน้ำด้วยคำสัจ บัณฑิต ย่อม
กำจัดแม้พิษได้ด้วยสัจจะ ฝนฟ้าคะนองตก
ลงด้วยสัจจะ สมณพราหมณ์ ผู้ตั้งอยู่ใน
สัจจะย่อมปรารถนาความสงบ รสอย่างใด
อย่างหนึ่งเหล่านี้ มีอยู่ในแผ่นดิน สัจจะดี
กว่ารสเหล่านั้น สมณพราหมณ์ ผู้ตั้งอยู่ใน
สัจจะ ย่อมข้ามฝั่งแห่งชาติชราและมรณะ
ได้.
บทว่า สาธุตรํ ความว่า ดีกว่า ไพเราะกว่า ประณีตกว่า. บทว่า
รสานํ ความว่า รสเหล่านี้ใด มีลักษณะซึมทราบโดยนัยเป็นต้นว่า รสที่
เกิดจากราก รสที่เกิดจากต้น. ธรรมมีการอยู่ด้วยกำจัดกิเลส เว้นโทษและ
พยัญชนะที่เหลือเป็นต้น เหล่าใดเหล่าหนึ่ง ท่านเรียกว่า ธรรมรส
โดยนัยเป็นต้นว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตรสผลไม้ทั้งปวง พระโคดม

442