พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๒ – หน้าที่ 423 (เล่ม 25)

อรรถกถาจีราสูตร
สูตรที่ ๑๑ ง่ายทั้งนั้นแล
จบอรรถกถาจีวรสูตรที่ ๑๑
๑๒. อาฬวกสูตร
อาฬวกยักษ์ทูลถามปัญหา
[๘๓๘] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้ :-
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับในที่อยู่ของอาฬวกยักษ์ เขต
เมื่องอาฬวี.
ครั้งนั้นแล อาฬวกยักษ์เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ได้กล่าวว่า
ท่านจงออกมา สมณะ.
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดีแล้วผู้มีอายุ แล้วก็เสด็จออกมา.
ยักษ์กล่าวว่า ท่านจงเข้าไป สมณะ.
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดีแล้วผู้มีอายุ แล้วก็เสด็จเข้าไป.
แม้ครั้งที่ ๒ ฯลฯ แม้ครั้งที่ ๓ อาฬวกยักษ์ได้กล่าวว่า ฯลฯ พระ-
ผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ฯลฯ
[๘๓๙] ครั้นครั้งที่ ๔ อาฬวกยักษ์ได้กล่าวว่า ท่านจงออกมา สมณะ.
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ผู้มีอายุ เราจักไม่ออกไปล่ะ ท่านจะทำอะไร
ก็จงทำเถิด.

423
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๒ – หน้าที่ 424 (เล่ม 25)

สมณะ เราจักถามปัญหากะท่าน ถ้าท่านพยากรณ์แก่เราไม่ได้ เรา
จักทำจิตของท่านให้ฟุ้งซ่าน หรือฉีกหัวใจของท่าน หรือจักจับที่เท้าแล้ว
เหวี่ยงไปยังแม่น้ำคงคาฝั่งโน้น.
อาวุโส เราไม่เห็นใครเลยในโลก พร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหม
โลก ในหมู่สัตว์พร้อมทั้งสมณพราหมณ์ เทวดาและมนุษย์ที่จะพึงทำจิตของเรา
ให้ฟุ้งซ่านได้ หรือขยี้หัวใจของเรา หรือจับเราที่เท้าแล้วเหวี่ยงไปยังแม่น้ำ
คงคาฝั่งโน้น เอาเถิด อาวุโส เชิญถามปัญหาตามที่ท่านจำนงเถิด.
[๘๔๐] อาฬวกยักษ์ทูลถามว่า
อะไรหนอ เป็นทรัพย์เครื่องปลื้มใจ
อันประเสริฐของตนในโลกนี้ อะไรหนอ
ที่บุคคประพฤติดีแล้วนำความสุขมาให้
อะไรหนอเป็นรสอันล้ำเลิศกว่ารสทั้งหลาย
นักปราชญ์ทั้งหลายกล่าวชีวิตของผู้ที่เป็น
อยู่อย่างไร ว่าประเสริฐสุด.
[๘๔๑] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า
ศรัทธาเป็นที่ทรัพย์ อันประเสริฐของ
คนในโลกนี้ ธรรมอันบุคคลประพฤติ
ดีแล้ว นำความสุขมาให้ ความสัตย์แล
เป็นรสอันล้ำเลิศกว่ารสทั้งหลาย นัก-
ปราชญ์ทั้งหลายกล่าวชีวิตของผู้ที่เป็นอยู่
ด้วยปัญญาว่าประเสริฐสุด.

424
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๒ – หน้าที่ 425 (เล่ม 25)

[๘๔๒] อาฬวกยักษ์ทูลถามว่า
คนข้ามโอฆะได้อย่างไรหนอ ข้าม
อรรณพได้อย่างไร ล่วงทุกข์ได้อย่างไร
บริสุทธิ์ได้อย่างไร.
[๘๔๓] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า
คนข้ามโอฆะได้ด้วยศรัทธา ข้าม
อรรณพได้ด้วยความไม่ประมาท ล่วงทุกข์
ได้ด้วยความเพียร บริสุทธิ์ได้ด้วยปัญญา.
[๘๔๔] อาฬวกยักษ์ทูลถามว่า
คนได้ปัญญาอย่างไรหนอ ทำอย่างไร
จึงจะหาทรัพย์ได้ คนได้ชื่อเสียงอย่างไร
หนอ ทำอย่างไรจึงจะผูกมิตรไว้ได้ คน
ละโลกไปสู่โลกหน้า ทำอย่างไรจึงจะ
ไม่เศร้าโศก.
[๘๔๕] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า
บุคคลเชื่อธรรมของพระอรหันต์
เพื่อบรรลุนิพพาน ฟังอยู่ด้วยดีย่อมได้
ปัญญา เป็นผู้ไม่ประมาท เป็นผู้ฉลาด เป็น
ผู้ทำเหมาะเจาะ ไม่ทอดธุระ เป็นผู้หมั่น
ย่อมหาทรัพย์ได้ คนย่อมได้ชื่อเสียงเพราะ
ความสัตย์ ผู้ให้ย่อมผูกมิตรไว้ได้ บุคคล
ใดผู้อยู่ครองเรือนประกอบด้วยศรัทธา มี

425
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๒ – หน้าที่ 426 (เล่ม 25)

ธรรม ๔ ประการนี้ คือ สัจจะ ธรรมะ
ธิติ จาคะ บุคคลนั้นแล ละโลกนี้ไป
แล้วย่อมไม่เศร้าโศก เช่นท่านถามสมณ-
พราหมณ์เป็นอันมาเหล่าอื่นดูซิว่าในโลก
นี้มีอะไรยิ่งไปกว่าสัจจะ ทมะ จาคะ และ
ขันติ.
[๘๔๖] อาฬวกยักษ์กราบทูลว่า
ทำไมหนอ ข้าพเจ้าจึงจะต้องถาม
สมณพราหมณ์เป็นอันมากในบัดนี้ วันนี้
ข้าพเจ้ารู้ชัดถึงสัมปรายิกประโยชน์ พระ-
พุทธเจ้าเสด็จมาอยู่เมืองอาฬวี เพื่อ
ประโยชน์แก่ข้าพเจ้าโดยแท้ วันนี้ข้าพเจ้า
รู้ชัดถึงทานที่บุคคลให้ในที่ใดมีผลมาก
ข้าพเจ้าจักเที่ยวจากบ้านไปสู่บ้าน จากบุรี
ไปสู่บุรี พลางนมัสการพระสัมพุทธเจ้า
และพระธรรมซึ่งเป็นธรรมที่ดี.
จบอาฬวกสูตร
จบยักขสังยุตบริบูรณ์

426
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๒ – หน้าที่ 427 (เล่ม 25)

อรรถกถาอาฬวกสูตร
พึงทราบวินิจฉัยในอาฬวกสูตรที่ ๑๒ ต่อไปนี้ :-
บทว่า อาฬวยํ ได้แก่ ที่อยู่นั้น เขาเรียกแว่นแคว้นบ้าง เมืองบ้าง
ชื่อว่าเมืองอาฬวี. สถานที่อยู่นั้นแล ตั้งอยู่ในที่ประมาณหนึ่งคาวุตไม่ไกลเมือง
พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับ อยู่ในสถานที่นั้น เข้าไปอาศัยเมืองนั้น ท่านกล่าวว่า
ประทับ อยู่ในแว่นแคว้นอาฬวี. ก็ในบทว่า อาฬวกสฺส ยกฺขสฺส ภวเน นี้
มีอนุบุพพีกถาต่อไปนี้ ได้ยินว่า อาฬวกราชา ทรงทั้งเครื่องใช้สำหรับนัก
ฟ้อนรำไว้หลายอย่าง เสด็จไปล่าเนื้อ ในวันที่ ๗ เพื่อปราบโจร เพื่อป้องกัน
พระราชาผู้เป็นศัตรูกัน และเพื่อกระทำความพยายาม ทำกติกากับกองพลใน
วันหนึ่งว่า เนื้อหนีไปช้างผู้ใด เนื้อนั้น เป็นภาระของผู้นั้นเท่านั้น. ครั้นนั้น
เนื้อหนีไปข้างพระราชานั้นเเล. พระราชาทรงถึงพร้อมด้วยเชาว์ ทรงธนู
ดำเนินตามเนื้อนั้นไปสิ้นสามโยชน์. ส่วนเนื้อทราย มีกำลังวิ่งได้เพียงสามโยชน์
เท่านั้น. ครั้งนั้น ท้าวเธอ ทรงฆ่าเนื้อนั้นที่หมดฝีเท้าเข้าไปสู่แหล่งน้ำยืนอยู่
ตัดออกเป็นสองท่อน แม้ไม่ต้องการด้วยเนื้อแต่หาบมาเพื่อได้พ้นความผิดว่า
พระราชาไม่สามารถจับเนื้อได้ ดังนี้ ทรงเห็นต้นไทรใหญ่มีใบหนาไม่ไกล
เมืองแล้ว จึงเสด็จไปถึงโคนต้นไทรนั้น เพื่อบรรเทาความเหน็ดเหนื่อย.
ณ ต้นไทรนั้น อาฬวกยักษ์ ได้ที่อยู่จากสำนักมหาราช กินสัตว์ที่เข้าไปยัง
โอกาสอันร่มเงาของต้นไม้นั้นถูกต้องแล้ว ในเวลาเที่ยง. ท้าวเธอทรงเห็นยักษ์
นั้น เข้ามาเพื่อจะกิน. พระราชาได้ทรงทำกติกากับยักษ์นั้นว่า ท่านปล่อย
เราเถิด เราจักส่งมนุษย์และถาดสำรับมาแก่ท่านทุก ๆ วัน. ยักษ์ทูลว่า พระองค์
มัวเมาด้วยเครื่องราชูปโภค จักทรงระลึกไม่ได้ แต่ข้าพระองค์ไม่ได้เพื่อจะกิน

427
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๒ – หน้าที่ 428 (เล่ม 25)

สัตว์ที่ไม่เข้าไปถึงที่อยู่ และที่ไม่ได้รับอนุญาต ข้าพระองค์นั้น พึงเสื่อมจาก
ความเจริญดังนี้ จึงไม่ปล่อย. พระราชาตรัสว่า วันใด เราไม่ส่งไป วันนั้น
ท่านไปเรือนของเรา จับเรากินเถิด. ยักษ์จึงอนุญาตปล่อยพระองค์. แล้ว
พระองค์ได้เสด็จมุ่งทรงพระนคร.
กองพลตั้งค่ายอยู่ริมทาง เห็นพระราชาแล้วทูลอยู่ว่า ข้าแต่มหาราช
พระองค์ทรงเหน็ดเหนื่อย เพราะพระองค์มีภัยมาถึงหรือ ดังนี้ ลุกขึ้นต้อนรับ.
พระราซาทรงเล่าความเป็นไปนั้น เสด็จไปยังพระนคร เสวยพระกระยาหารเช้า
แล้วเรียกผู้รักษาพระนครมา ทรงบอกเรื่องนั้น. ผู้รักษาพระนครทูลว่า ข้าแต่
พระองค์ พระองค์กำหนดเวลาหรือเปล่า. พระราชาตรัสว่าพนาย เราไม่กำหนด
ไว้. ผู้รักษาพระนคร.. ข้าแต่พระองค์ พระองค์ทรงทำไม่ถูกเพราะ พวกอมนุษย์
ย่อมได้เพียงการกำหนดไว้เท่านั้น เมื่อไม่กำหนดไว้ ชนบทจักถูกเบียดเบียน
ข้าแต่พระองค์ จงยกไว้เถิด พระองค์ได้ทรงกระทำอย่างนี้ แม้ก็จริง ถึงอย่างนั้น
พระองค์จงทรงมีความขวนขวายน้อยเสวยรัชสุชสมบัติเถิด ข้าพระองค์จักทำสิ่ง
ที่ควร ทำในข้อนี้. เขาลุกขึ้นแต่เช้าตรู่ ยืนอยู่ที่ประตูเรือนจำกล่าวว่า ผู้ใด
ต้องการมีชีวิต ผู้นั้นจงออกไปเถิด หมายเอาเหล่าชนที่ถูกประหาร ผู้ใดออกไป
ก่อนเขาก็นำผู้นั้นไปเรือนให้อาบน้ำให้บริโภค ส่งไปด้วยคำว่า ท่านจงให้ถาด
สำรับนี้แก่ยักษ์เถิด. ยักษ์นิรมิตอัตภาพอันกลัวแล้วเคี้ยวกินผู้พอเข้าไปโคนไม้
นั้นนั่นแหละ เหมือนเหง้ามันฉะนั้น. ได้ยินว่า ด้วยอานุภาพของยักษ์สรีระ
ทั้งสิ้นมีผมเป็นต้นของพวกมนุษย์ เป็นเหมือนก้อนเนยใส. พวกคนที่เขาใช้ให้
ถือภัตไปให้แก่ยักษ์ เห็นยักษ์นั้นแล้วกลัวแล้ว จึงบอกแก่มิตรว่า พระราชา
จับพวกโจรให้ยักษ์จำเดิมแต่นั้น ดังนี้ . พวกมนุษย์เลิกทำโจรกรรม. สมัยต่อมา
เรือนจำว่าง เพราะโจรใหม่ไม่มี และเพราะโจรเก่าหมด.

428
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๒ – หน้าที่ 429 (เล่ม 25)

ครั้งนั้น ผู้รักษาพระนครทูลพระราชาแล้ว. พระราชาจึงให้คนเอา
ทรัพย์ส่วนพระองค์ไปทิ้งไว้ที่ถนนในเมืองด้วยดำริว่า ถ้ากระไร ใคร ๆ พึงถือ
เอาด้วยความโลภ ใครๆ ไม่แตะต้องทรัพย์นั้นแม้ด้วยเท้า. ท้าวเธอ เมื่อไม่ได้
โจรจึงตรัสบอกแก่อำมาตย์ทั้งหลาย. พวกอำมาตย์ทูลว่า พวกข้าพระองค์จะส่ง
คนแก่ไปทีละคนตามลำดับตระกูล แม้ตามปกติ คนแก่นั้นใกล้จะตายอยู่แล้ว.
พระราชาตรัสห้ามว่า คนทั้งหลายจักทำการก่อกวนว่า พระราชาส่งพ่อของเรา
ส่งปู่ของเราไป ท่านทั้งหลายอย่าชอบใจข้อนั้นเลย. พวกอำมาตย์ทูลว่า ข้าแต่
พระองค์ ถ้าอย่างนั้น พวกข้าพระองค์จะส่งเด็กที่ยังนอนแบเบาะไป ก็เด็กที่
เป็นอย่างนั้น ยังไม่มีความรักว่า แม่ของเรา พ่อของเราดังนี้ . พระราชา
ทรงอนุญาตแล้ว. พวกอำมาตย์ก็ได้ทำอย่างนั้นแล. มารดาของเด็กในเมือง
อุ้มเอาพวกเด็กไปและหญิงมีครรภ์หนีไป เลี้ยงเด็กให้เจริญเติบโตในชนบทอื่น
แล้วนำมา. ด้วยอาการอย่างนี้แล ล่วงไปแล้วได้ ๑๒ ปี.
ต่อมาวันหนึ่ง พวกอำมาตย์ค้นหาทั่วพระนครแล้ว ก็ไม่ได้เด็กแม้แต่
คนเดียว จึงทูลพระราชาว่า ข้าแต่พระองค์ เด็กในพระนครไม่มีเลย นอกจาก
อาฬวกกุมารโอรสของพระองค์ภายในบุรี. พระราชาตรัสว่า เรารักบุตรฉันใด
คนอยู่ในโลกทั้งหมดก็ฉันนั้นเหมือนกัน สิ่งที่น่ารักยิ่งกว่าตนไม่มีเลย ท่านจงไป
จงให้บุตรแม้นั้น แล้วรักษาชีวิตของเราเถิด. สมัยนั้น มารดาของอาฬวกกุมาร
ให้บุตรอาบน้ำแล้วตบแต่งทำเป็นเทริดสองชั้น นั่งให้บุตรนอนบนตักอยู่.
ราชบุรุษไปแล้วในที่นั้น ตามรับสั่งของพระราชา จับเอาบุตรนั้นกับแม่นม
ของมารดาผู้ร่ำไห้และของพระเทวีหนึ่งหมื่นหกพัน หลีกไปว่า พรุ่งนี้จักเป็น
ภิกษาของยักษ์. วันนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จลุกขึ้นในเวลาใกล้รุ่ง ทรงเข้า
มหากรุณาสมาบัติ ในมหาคันธกุฏีเขตวันวิหาร เมื่อทรงตรวจดูโลกด้วย
พุทธจักษุ ได้ทรงเห็นอุปนิสัยของอาฬวกกุมารบรรลุอนาคามิผล ของยักษ์บรรลุ
โสดาปัตติผล และสัตว์ ๘๔,๐๐๐ ได้ดวงตาเห็นธรรมในที่สุดแห่งเทศนา ดังนี้.

429
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๒ – หน้าที่ 430 (เล่ม 25)

พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น เมื่อราตรีสว่างแล้ว เสวยพระกระ-
ยาหารก่อน ครั้นเสร็จเรียบร้อยแล้ว เมื่อวันอุโบสถแห่งกาฬปักข์เป็นไปอยู่
เมื่อดวงอาทิตย์ตก พระองค์เดียวไม่มีเพื่อนสอง ทรงบาตรและจีวร เสด็จจาก
กรุงสาวัตถีไป ๓๐ โยชน์ด้วยพระบาททีเดียว เสด็จเข้าไปที่อยู่ของยักษ์นั้น.
เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับในที่อยู่ของอาฬวก
ยักษ์.
ถามว่า ก็พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับที่โคนต้นไทร หรือในที่อยู่ของ
อาฬวกยักษ์ ตอบว่า ในที่อยู่. เปรียบเหมือนพวกยักษ์ ย่อมเห็นที่อยู่ของตน
ฉันใด แม้พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ฉันนั้น . พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น
เสด็จไป ณ ที่นั้น ประทับยืนอยู่ใกล้ประตูที่อยู่. ในกาลนั้น อาฬวกยักษ์ได้
ไปสู่ยักขสมาคมในป่าหิมวันต์ ต่อมา ยักษ์มีนามว่า คัทรภะ ผู้รักษาประตูของ
อาฬวกยักษ์เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถวายบังคมแล้ว กราบทูลว่า ข้าแต่
พระองค์ผู้เจริญ พระผู้มีพระภาคเจ้า เสด็จมาในเวลาวิกาลหรือ.
ภ. ใช่คัทรภะ เรามาเวลาวิกาล ถ้าท่านไม่หนักใจ เราพึงอยู่ ในที่อยู่
ของอาฬวกยักษ์คืนหนึ่ง.
ค. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ไม่หนักใจพระเจ้าข้า อนึ่ง ยักษ์
นั้น หยาบคายร้ายกาจไม่ทำการอภิวาทเป็นต้นแม้แก่มารดาบิดา เขาก็ไม่ชอบใจ
การอยู่ในที่นี้ของพระผู้มีพระภาคเจ้า.
ภ. คัทรภะ เรารู้ที่อยู่ของอาฬวกยักษ์นั้น และอันตรายบางอย่างจัก
ไม่มีแก่เรา ถ้าท่านไม่หนักใจ เราพึงพักอยู่คืนเดียว.
คัทรภะยักษ์ ได้กราบทูลคำนั้นกะพระผู้มีพระภาคเจ้า แม้ครั้งที่สองว่า
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ อาฬวกยักษ์ เช่นกระเบื้องร้อนจัด ไม่รู้จักว่า มารดา
บิดา ว่าสมณพราหมณ์ หรือว่าธรรม ย่อมทำจิตของบุคคลผู้มาแล้ว ในที่นี้
ให้ฟุ้งซ่านบ้าง ฉีกหัวใจบ้าง จับที่เท้าบ้าง เหวี่ยงไปสมุทรฝั่งโน้น หรือ

430
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๒ – หน้าที่ 431 (เล่ม 25)

จักรวาลข้างโน้น. พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสแม้ครั้งที่สองว่า คัทรภะ เรารู้ ถ้า
ท่านไม่หนักใจ เราพึงพักอยู่คืนเดียว.
ค. ทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพองค์ไม่หนักใจพระเจ้าข้า อนึ่ง
ยักษ์นั้นจักพึงฆ่าข้าพระองค์ ผู้ไม่บอกขออนุญาตเสียจากชีวิตก็ได้ ข้าแต่พระองค์
ผู้เจริญ ข้าพองค์จะบอกแก่ยักษ์นั้น.
ภ. คัทรภะ ขอท่านบอกได้ตามสบาย.
ค. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ถ้าอย่างนั้น ขอพระองค์จงรู้เถิด ดังนี้
ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้า มุ่งหน้าต่อหิมวันต์หลีกไป. แม้ประตูที่อยู่ได้
เปิดช่องถวายพระผู้มีพระภาคเจ้าเองทีเดียว. พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จเข้าไป
ภายในที่อยู่ อาฬวกยักษ์นั่งแล้ว ในวันมงคลเป็นต้น ที่กำหนดไว้แล้ว ณ
บัลลังก์ใด เสวยสิริอยู่ ประทับนั่งแล้วบนบัลลังก์นั้น ซึ่งสำเร็จด้วยทิพยรัตนะ
เปล่งรัศมีทอง. หญิงทั้งหลายของยักษ์ เห็นรัศมีทอง มาถวายบังคมพระผู้มี
พระภาคเจ้านั่งแวดล้อม. พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสปกิณณกธรรมกถาแก่หญิง
เหล่านั้น โดยนัยเป็นต้นว่า ในกาลก่อน พวกท่านถวายทาน สมาทานศีล
บูชาผู้ควรบูชา จึงได้สมบัตินี้ แม้ในบัดนี้ ขอพวกท่านจงทำอย่างนั้นแล อย่า
เป็นผู้มีอิสสาและมัจฉริยะกันและกันเลย. หญิงเหล่านั้น ฟังเสียงกึกก้อง
อันไพเราะของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว ให้สาธุการพันหนึ่ง จึงนั่งแวดล้อม
พระผู้มีพระภาคเจ้า. แม้คัทรภะยักษ์ไปป่าหิมวันต์ บอกแก่อาฬวกยักษ์นั้นว่า
ขอเดชะ ข้าแต่ท่านนิรทุกข์ ท่านพึงทราบ พระผู้มีพระภาคเจ้า ประทับนั่ง
แล้วในวิมานของท่าน. อาฬวกยักษ์นั้น ทำสัญญาแก่คัทรภะยักษ์ว่า ท่านนิ่ง
เสียเถิด เราไปแล้วจักทำสิ่งที่ควรทำ. นัยว่า ยักษ์นั้น เกิดความอายในบริษัท
เพราะฉะนั้น จึงได้ทำอย่งนั้น ด้วยคิดว่า ใคร ๆ อย่าได้ยินในท่ามกลางบริษัท.
ในกาลนั้น สาตาคิริยักษ์และเหมวตายักษ์ คิดว่า เราถวายบังคม
พระผู้มีพระภาคเจ้าในพระเชตวันแล้วจักไปสมาคมยักษ์ พร้อมกับบริวาร

431
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๒ – หน้าที่ 432 (เล่ม 25)

ไปทางอากาศด้วยยานต่าง ๆ กัน. ก็ในอากาศทุกแห่งไม่มีทางสำหรับพวกยักษ์
เลย. ทางกับทางจดกันถึงวิมานที่ลอยอยู่ในอากาศ. ส่วนวิมานของอาฬวกยักษ่
ตั้งอยู่บนพื้นดินมีผู้รักษา ล้อมด้วยกำแพงมีซุ้มประตูจัดไว้ดีแล้ว สูงสามโยชน์
เช่นหีบดินคาดด้วยข่ายโลหะข้างบน เบื้องบนวิมานนั้น มีทางเดิน. ยักษ์
เหล่านั้นมาถึงประเทศนั้นแล้วไม่สามารถจะไปได้. ก็ในส่วนเบื้องบนโอกาสที่
พระพุทธเจ้าประทับนั่งแล้ว จนถึงภวัคคพรหม ใครๆไม่สามารถจะไปได้. ยักษ์
เหล่านั้นรำพึงว่า นี้อะไร เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว จึงลงมาถวายบังคม
เหมือนก้อนดินที่เขาซัดไปในอากาศแล้วตกลง ฟังธรรม ทำประทักษิณกราบทูล
ว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า พวกข้าพระองค์จะไปยักขสมาคมเมื่อสรรเสริญวัตถุ
สามคือพระรัตนตรัยเเล้ว ได้ไปยังยักขสมาคม อาฬวกยักษ์เห็นยักษ์เหล่านั้น
ถอยไป ได้ทำโอกาสว่า ขอท่านทั้งหลายจงนั่งที่นี้. ยักษ์เหล่านั้นประกาศแก่
อาฬวกยักษ์ว่า อาฬวกะ ลาภของท่าน พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ในที่อยู่
ของท่าน ขอท่านผู้มีอายุ จงเข้าไปนั่งใกล้พระผู้มีพระภาคเจ้าเถิด. พระผู้มี
พระภาคเจ้า ประทับอยู่ในที่อยู่อย่างนี้ มิใช่ประทับอยู่ที่โคนต้นไทร ซึ่งเป็น
สถานที่อยู่ของอาฬวกยักษ์. เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า สมัยหนึ่ง พระ-
ผู้มีพระภาคเจ้า ประทับในที่อยู่ของอาฬวกยักษ์ ณ เมืองอาฬวี.
ครั้งนั้นแล อาฬกยักษ์ ฯลฯ ได้กล่าวคำนั้นว่า ท่านจงออกไป
สมณะ. ถามว่า ก็เพราะเหตุไร อาฬวกยักษ์นี้ จึงได้กล่าวคำนั้น. ตอบว่า
เพราะประสงค์จะให้สมณะโกรธ. ในข้อนั้น พึงทราบความสัมพันธ์ จำเดิม
แต่ต้นไปอย่างนี้ ก็เพราะคนไม่มีศรัทธา จะพูดเรื่องศรัทธา พูดยาก. เหมือน
คนทุศีลเป็นต้น จะพูดเรื่องศีลเป็นต้น พูดยาก ฉะนั้น อาฬวกยักษ์นี้ ฟัง
การสรรเสริญพระผู้มีพระภาคเจ้าจากสำนักของยักษ์เหล่านั้นแล้ว เป็นผู้มีใจ
ดังตะฏะตะฏะอยู่เพราะโกรธภายใน เหมือนก้อนเกลือที่ใส่ในไฟ จึงพูดว่า
ใครเล่าเป็นพระผู้มีพระภาคเจ้านั้น ซึ่งเข้าไปยังที่อยู่ของเรา. ยักษ์เหล่านั้น

432