พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๒ – หน้าที่ 393 (เล่ม 25)

ปญฺหํ ตํ สมณ เป็นต้น. บทว่า จิตฺตํ วา เต ขิปิสฺสามิ ความว่า
จริงอยู่ อมนุษย์ต้องการจะซัดจิตของคนเหล่าใด มันก็เนรมิตอัตภาพที่น่ากลัว
ให้มีหน้าขาว ท้องเขียว มือและเท้าแดง ศีรษะโต นัยน์ตาถลน แสดงแก่
คนเหล่านั้น ส่งเสียงที่น่ากลัว ยัดมือเข้าในปากของพวกคนกำลังพูด ขยี้หัวใจ
สัตว์เหล่านั้นย่อมเป็นบ้า มีจิตฟุ้งซ่าน. ยักษ์สูจิโลมะหมายถึงความข้อนั้น
จึงกล่าวอย่างนี้. บทว่า ปารคงฺคาย ความว่า เขากล่าวว่า หรือว่า เราจัก
จับเท้าทั้ง ๒ แห่งท่านขว้างข้ามฝั่งแม่น้ำคงคาไปอย่างที่จะกลับมาไม่ได้. บทว่า
สเทวเก เป็นต้น มีเนื้อความตามที่กล่าวแล้ว.
บทว่า ปจฺฉ ยทา กงฺขสิ ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรง
ปวารณาอย่างผู้รู้ว่า ท่านต้องการสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ก็จงถามได้ทั้งหมด เราจัก
ชี้แจงแก่ท่านไม่ให้เหลือ. บทว่า กุโต นิทานา ความว่า มีอะไรเป็น
เค้ามูล มีอะไรเป็นปัจจัย. บทว่า กุมารกา ธงฺกมิโวสฺสชฺชนฺติ ความว่า
ถามว่า พวกเด็กจับกามาแล้วปล่อยขว้างไปฉันใด บาปวิตกที่ตั้งขึ้นจากที่ไหน
ก็ปล่อยจิตไปฉันนั้น. บทว่า อิโตนิทานา ความว่า อัตภาพนี้เป็นต้น เค้า
ของวิตกเหล่านั้น เหตุนั้น วิตกนั้นจึงชื่อว่าอิโตนิทานา (มีอัตภาพเเป็นต้นเค้า).
บทว่า อิโตชา แปลว่า เกิดจากอัตภาพนั้น. บทว่า อิโต สมุฏฺฐาย
มโนวิตกฺกา ความว่า พวกเด็กผูกเชือกที่ข้อขาของมันแล้วปล่อยกาที่ผูกไว้
ด้วยเชือกยาว แม้มันไปได้ไกลก็ตกลงมาแทบเท้าของเด็กเหล่านั้นอีกฉันใด.
บาปวิตกที่ตั้งขึ้นจากอัตภาพนี้ก็ปล่อยจิตฉันนั้น. บทว่า เสฺนหชา ได้แก่
เกิดจากยางคือตัณหา. บทว่า อตฺตสมฺภูตา แปลว่า เกิดในตน. บทว่า
นิโคฺรธสฺเสว ขนฺธชา คือ เหมือนรากที่เกิดจากต้นไทร. บทว่า ปุถู
คือ บาปวิตกและกิเลสที่ประกอบด้วยบาปวิตกนั้นมากคือหลายประการ. บทว่า
วิสตฺตา ได้แก่ ติด เกี่ยว ข้อง. บทว่า กาเมสุ ได้แก่ วัตถุกาม. บทว่า

393
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๒ – หน้าที่ 394 (เล่ม 25)

มาลุวา วิตฺถตา วเน ความว่า เถาย่านไทรในป่าอาศัยต้นไม้ใดเกิดขึ้น
มันพันต้นไม้นั้นทบไปมา ตั้งแต่โคนถึงยอด ตั้งแต่ยอดถึงโคน ปกคลุมห้อย
ย้อยขยายไปอยู่ฉันใด กิเลสกามเป็นอันมากข้องอยู่ในวัตถุกามหรือสัตว์เป็น
อันมากข้องอยู่ในวัตถุกามด้วยกิเลสกามนั้น ฉันนั้น . บทว่า เย นํ ปชานนฺติ
ความว่า ก็ผู้ใด ย่อมรู้อัตภาพตามที่กล่าวไว้ในบทว่า อตฺตสมฺภูตา
(เกิดในตน) นี้. บทว่า ยโตนิทานํ ความว่า ย่อมรู้สิ่งที่เป็นต้นเค้าของ
อัตภาพนั้น. บทว่า เต นํ วิโนเทนฺติ ความว่า ผู้นั้นย่อมบรรเทาคือ
นำออกซึ่งสมุทัยสัจอันเป็นต้นเค้าของทุกขสัจกล่าวคืออัตภาพ ด้วยมรรคสัจ
ด้วยประการฉะนี้. บทว่า เต ทุตฺตรํ ความว่า ผู้นั้นเมื่อนำสมุทัยสัจ
ออกได้จึงข้ามโอฆะคือกิเลสที่ข้ามยากนี้ได้. บทว่า อติณฺณปุพฺพํ ความว่า
ไม่เคยข้ามสังสารวัฏที่มีเบื้องปลายที่ใคร ๆ รู้ไม่ได้ แม้ในภายในแห่งความฝัน.
บทว่า อปุนพฺภวาย ความว่า เพื่อประโยชน์แก่นิโรธสัจคือความไม่เกิดอีก.
เพราะเหตุนี้ เพื่อจะทรงประกาศอริยสัจ ๔ ด้วยคาถานี้ จึงทรงยัง
พระธรรมเทศนาให้จบลงด้วยธรรมมีพระอรหัตเป็นยอด. ในที่สุดแห่งเทศนา
ยักษ์สจิโลมะยืนอยู่ในที่นั้น เอง ส่งญาณไปตามกระแสพระธรรมเทศนาแล้ว
ตั้งอยู่ในโสดาปัตติผล. ก็ชื่อว่า พระโสดาบันทั้งหลายย่อมไม่ตั้งอยู่ในอัตภาพ
ที่เศร้าหมอง เพราะฉะนั้น หัวหูด ขนแหลมอย่างเข็มทั้งปวงที่ร่างกายของ
ยักษ์สูจิโลมะ จึงร่วงไปพร้อมกับได้โสดาปัตติผล. ยักษ์สูจิโลมะนั้นจึงนุ่งผ้า
ทิพย์ ห่มผ้าทิพย์ โพกผ้าทิพย์ ทรงเครื่องประดับของหอมและมาลัยทิพย์
มีผิวพรรณดังทอง ได้ปกครองภุมมเทวดา.
จบอรรถกถาสูจิโลมสูตร ที่ ๓

394
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๒ – หน้าที่ 395 (เล่ม 25)

๔. มณิภัททสูตร
ผู้มีส่วนแห่งเมตตาไม่มีเวร
[๘๑๑] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ที่เจดีย์ชื่อมณิมาฬกะ
อันเป็นที่ครอบครองของยักษ์ชื่อมณิภัททะ ในแคว้นมคธ.
[๘๑๒] ครั้งนั้นแล ยักษ์ชื่อมณิภัททะเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า
ได้กล่าวคาถานี้ในสำนักพระผู้มีพระภาคเจ้า
ความเจริญย่อมมีแก่คนมีสติทุกเมื่อ
คนมีสติย่อมได้ความสุข ความดีย่อมมีแก่
คนมีสติเป็นนิตย์ และคนมีสติย่อมหลุดพ้น
จากเวร.
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า
ความเจริญย่อมมีแก่คนมีสติทุกเมื่อ
คนมีสติย่อมได้ความสุข ความดีย่อมมี
แก่คนมีสติเป็นนิตย์ แต่คนมีสติยังไม่
หลุดพ้นจากเวร.
[๘๑๓] ผู้ใดมีใจยินดีในความไม่เบียดเบียน
ตลอดวันและคืนทั้งหมด และเป็นผู้มี
ส่วนแห่งเมตตาในสรรพสัตว์ ผู้นั้นย่อม
ไม่มีเวรกับใคร.

395
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๒ – หน้าที่ 396 (เล่ม 25)

อรรถกถามณิภัททสูตร
พึงทราบวินิจฉัยในมณิภัททสูตรที่ ๔ ต่อไปนี้ :-
บทว่า สุขเมธติ ได้แก่ ย่อมได้ความสุข. บทว่า สุเว เสยฺโย
ความว่า ประเสริฐเป็นนิตย์. บทว่า เวรา น ปริมุจฺจติ ความว่า
ย่อมไม่หลุดพ้นจากเวรด้วยเหตุเท่านี้ว่า เรามีสติ. บทว่า ยสฺส ได้แก่
ของพระอรหันต์ใด. บทว่า อหึสาย ได้แก่ ในกรุณา และในส่วนเบื้องต้น
แห่งกรุณา. บทว่า เมตฺตํ โส ความว่า พระอรหันต์นั้น เจริญเมตตา
และส่วนเบื้องต้นแห่งเมตตา. อีกอย่างหนึ่ง ส่วนเรียกว่า อํโส. ชื่อว่า ส่วน
แห่งเมตตา เพราะอรรถว่า เขามีส่วนเมตตา. มีอธิบายดังนี้ว่า ใจของ
พระอรหันต์ใดยินดีแล้วในความไม่เบียดเบียนตลอดกาลทั้งปวง. อนึ่ง ส่วน
แห่งเมตตาของพระอรหัตใด มีอยู่ในสรรพสัตว์ ดูก่อนยักษ์ ชื่อว่า เวร
ของพระอรหันต์นั้น จึงไม่มีกับบุคคลไรๆ.
จบอรรถกถามณิภัททสูตรที่ ๔.

396
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๒ – หน้าที่ 397 (เล่ม 25)

๕. สานุสูตร
ว่าด้วยสามเณรถูกยักษ์สิง
[๘๑๔] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ในพระวิหารเชตวัน
อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี ในกรุงสาวัตถี.
สมัยนั้นแล บุตรของอุบาสิกาคนหนึ่งชื่อสานุ ถูกยักษ์เข้าสิง.
[๘๑๕] ครั้งนั้นแล อุบาสิกานั้นได้ปริเวทนาการกล่าวคาถาเหล่านี้
ในเวลานั้นว่า
ฉันได้สดับต่อพระอรหันต์ทั้งหลาย
ว่า ชนเหล่าใดเข้าอยู่อุโบสถอันประกอบ
ด้วยองค์ ๘ ประการด้วยดี ตลอดดิถีที่ ๑๔
ที่ ๑๕ และที่ ๘ แห่งปักษ์ ทั้งตลอดปาริหา-
ริกปักษ์ ประพฤติพรหมจรรย์อยู่ ยักษ์ทั้ง
หลายย่อมไม่เล่นกับชนเหล่านั้น บัดนี้
ฉันเห็นในวันนี้ ยักษ์เล่นกับสามเณรสานุ.
[๘๑๖] ยักษ์กล่าวว่า
ท่านได้สดับต่อพระอรหันต์ทั้งหลาย
ว่า ชนเหล่าใดเข้าอยู่อุโบสถอันประกอบ
ด้วยองค์ ๘ ประการด้วยดี ตลอดดิถีที่ ๑๔
ที่ ๑๕ และที่ ๘ แห่งปักษ์ ทั้งตลอดปาริ-
หาริกปักษ์ ประพฤติพรหมจรรย์อยู่ ยักษ์
ทั้งหลายย่อมไม่เล่นกับชนเหล่านั้น เป็น
การชอบ ท่านพึงบอกสานุผู้ฟื้นขึ้นแล้ว

397
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๒ – หน้าที่ 398 (เล่ม 25)

ว่า ยักษ์สั่งคำนี้ไว้ว่า ท่านอย่าได้กระทำ
ธรรมอันลามกทั้งในที่แจ้งและที่ลับ ถ้า
ท่านจักกระทำกรรมอันลามกไซร้ ถึงท่าน
จะเหาะหนีไปก็ไม่พ้นจากทุกข์.
[๘๑๗] สามเณรสานุฟื้นขึ้นแล้วกล่าวว่า
โยม ญาติ และมิตรทั้งหลายย่อม
ร้องไห้ถึงคนที่ตายแล้วหรือยังเป็นอยู่แต่
หายไป โยมยังเห็นฉันเป็นอยู่ ไฉนโยม
จึงร้องไห้ถึงฉัน.
[๘๑๘] อุบาสิกากล่าวว่า
ลูกเอ๋ย ญาติและมิตรทั้งหลายย่อม
ร้องไห้ถึงคนที่ตายแล้วหรือยังเป็นอยู่แต่
หายไป แต่คนใดละกามทั้งหลายแล้วจะ
กลับมาในกามนี้อีก ลูกรัก ญาติและมิตร
ทั้งหลายย่อมร้องไห้ถึงคนนั้น เพราะเขา
เป็นอยู่ต่อไปอีกก็เหมือนตายแล้ว แน่พ่อ
เรายกท่านขึ้นจากเถ้ารึงที่ยังร้อนระอุแล้ว
ท่านอยากจะตลลงไปสู่เถ้ารึงอีก แน่พ่อ
เรายกท่านขึ้นจากเหวแล้ว ท่านอยากจะ
ตกลงไปสู่เหวอีก เราจะโพนทะนาแก่

398
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๒ – หน้าที่ 399 (เล่ม 25)

ใครเล่าว่า ขอท่านจงช่วยกัน ขอความ
เจริญจงมีแก่ท่าน ประดุจสิ่งของที่ขนออก
แล้วจากเรือนที่ไฟไหม้ แก่ท่านอยากจะ
เผามันเสียอีก.
อรรถกถาสานุสูตร
พึงทราบวินิจฉัยในสานุสูตรที่ ๕ ต่อไปนี้ :-
บทว่า ยกฺเขน คหิโต โหติ ความว่า เล่ากันว่า บุตรนั้นเป็นบุตร
คนเดียวของอุบาสิกานั้น. ครั้งนั้น นางให้บุตรนั้นบรรพชาในเวลาเป็นหนุ่ม
แล. สานุสามเณรนั้น ตั้งแต่เวลาบรรพชาแล้ว มีศีลถึงพร้อมด้วยวัตร. สามเณร
ได้ทำวัตรแก่อาจารย์ อุปัชฌายะและพระอาคันตุกะเป็นต้น เดือนละแปดวัน
ลุกแต่เช้าเข้าไปตั้งน้ำไว้ ในโรงน้ำ กวาดโรงฟังธรรม ตามประทีป ประกาศ
ฟังธรรมด้วยเสียงไพเราะ. พวกภิกษุทราบกำลังของสามเณรนั้น จึงเชื้อเชิญ
ว่า พ่อเณร จงกล่าวบทสรภัญญะเถิด. สามเณรนั้น ไม่นำอะไรมาอ้างว่า ลม
เสียดแทงหัวใจของผม หรือโรคไอรบกวน ขึ้นธรรมาสน์ กล่าวบทสรภัญญะ
เหมือนยังแม่น้ำคงคาในอากาศให้ตกลงอยู่ฉะนั้น ลงมากล่าวว่า ขอส่วนบุญใน
สรภัญญะนี้ จงมีแก่มารดาบิดาของข้าพเจ้าเถิด. ส่วนมารดาบิดาของสามเณร
นั้นไม่รู้ว่าส่วนบุญสามเณรนั้นให้แล้ว. ก็มารดาของสามเณรในอัตภาพก่อน
นั้นเกิดเป็นนางยักษิณี นางมากับพวกเทวดาฟังธรรมแล้ว จึงกล่าวว่า
ลูก ข้าพเจ้าขออนุโมทนาส่วนบุญอันสามเณรให้แล้ว. ก็ธรรมดาพวกภิกษุผู้ถึง
พร้อมด้วยศีล ย่อมเป็นที่รักของโลกพร้อมทั้งเทวโลกด้วยประการฉะนี้. เหล่า

399
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๒ – หน้าที่ 400 (เล่ม 25)

เทวดามีความละอาย มีความเคารพในสามเณรนั้น ย่อมสำคัญสามเณรนั้น
เหมือนท้าวมหาพรหม และเหมือนกองไฟ ยกนางยักษิณีนั้นขึ้นเป็นที่เคารพ
ดูแล ด้วยความเคารพในสามเณร ได้ให้อาสนะ น้ำ ก้อนข้าวอันล้ำเลิศแก่
นางยักษิณีด้วยสำคัญว่า มารดาของสานุ ดังนี้ ในสถานที่ฟังธรรมและยักข-
สมาคม เป็นต้น พวกยักษ์ ผู้มีศักดิ์ใหญ่ พบนางยักษิณีนั้นหลีกทางให้ลุก
จากอาสนะ.
ครั้งนั้น สามเณรนั้น ถึงความเจริญ มีอินทรีย์แก่กล้า ถูกความไม่
ยินดีบีบคั้น เมื่อไม่อาจจะบรรเทาความไม่ยินดีได้ จึงปล่อยให้ผมและเล็บยาว
รกรุงรัง ทั้งสบงและจีวรสกปรกเหลือเกิน ไม่บอกแก่ใคร ถือบาตรและจีวร
ไปยังประตูเรือนของมารดาแต่ผู้เดียวเท่านั้น. อุบาสิกาเห็นสามเณรไหว้แล้ว
ได้กล่าวว่า ลูก เมื่อก่อน เจ้ามาในที่นี้กับอาจารย์อุปัชฌายะ หรือภิกษุหนุ่ม
และสามเณร เพราะเหตุไร ในวันนี้ เจ้ามาแล้ว แต่ผู้เดียวเล่า. สามเณรนั้น
บอกความเป็นผู้กระสัน. อุบาสิกาเป็นคนมีศรัทธา แสดงโทษในการอยู่ครอง
เรือนโดยประการต่าง ๆ กล่าวสอนสามเณร เมื่อไม่อาจจะให้สามเณรนั้นยินยอม
ได้ คิดว่า กระไรเสีย สามเณรจักกำหนด แม้ตามธรรมดาของตนได้ จึง
ชักชวนกล่าวว่า ลูก เจ้าจงหยุดอยู่จนกว่าแม่จะให้จัดข้าวยาคูและภัตพร้อมแก่
เจ้า แม่จักถวายผ้าที่พอใจแก่เจ้าผู้ดื่มข้าวยาคูทำภัตกิจเสร็จแล้วดังนี้ แล้ว
จึงจัดอาสนะถวาย. สามเณรนั่งแล้ว. อุบาสิกาให้จัดข้าวยาคูและของขบเคี้ยว
ถวายเสร็จแล้วโดยครู่เดียวเท่านั้น. ต่อมา นางคิดว่า จักให้จัดภัตให้พร้อม
นั่งซาวข้าวอยู่ในที่ไม่ไกล. สมัยนั้น นางยักษิณีนั้น รำพึงอยู่ว่า สามเณรได้
อาหารอะไร ในที่ไหนหนอแล หรือไม่ได้ รู้ว่า สามเณรนั้นนั่งแล้วเพราะ
จะสึก คิดว่า สามเณรอย่าพึงให้ความละอายเกิดขึ้นระหว่างเทวดาของเรา เรา
จะไปทำอันตราย ในการสึกของสามเณรนั้น มาแล้วสิ่งที่ร่างบิดคอให้ล้มลงที่

400
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๒ – หน้าที่ 401 (เล่ม 25)

พื้น. สามเณรนั้น มีนัยตาเหลือก น้ำลายไหล ดิ้นอยู่ที่พื้น. เพราะเหตุนั้น
ท่าน จึงกล่าวว่า บุตรชื่อว่าสานุของอุบาสิกาถูกยักษ์สิงแล้ว.
บทว่า อชฺฌภาสิ ความว่า อุบาสิกา เห็นอาการแปลกนั้น ของบุตร
มาแล้วโดยเร็ว กอดบุตรให้นอนบนขา. ชาวบ้านทั้งสิ้นมาทำพิธีมีพลีกรรมเป็น
ต้น. อุบาสิกา เมื่อคร่ำคราญ ได้กล่าวคาถาเหล่านี้. บทว่า ปาริหาริกปกฺ-
ขญฺจ ความว่า พวกมนุษย์คิดว่า เราจักทำการรับและการส่งอุโบสถดิถีที่ ๘
จึงสมาทานองค์อุโบสถในดิถีที่ ๗ บ้าง ดิถีที่ ๙ บ้าง. เมื่อทำการรับและการ
ส่งดิถีที่ ๑๔ และ ๑๕ สมาทานในดิถีที่ ๑๓ บ้าง ในวันปาฏิบทบ้าง. มนุษย์
คิดว่า พวกเราจักทำการส่งการอยู่จำพรรษา เป็นผู้รักษาอุโบสถเป็นนิตย์ กึ่ง
เดือนระหว่างปวารณาทั้งสอง. อุบาสิกา หมายเอาข้อนี้ จึงกล่าวว่า ปาริหา-
ริกปกฺขญฺจ. บทว่า อฏฺฐงฺคสุสมาคตํ ความว่า ประกอบด้วย คือ
ประกอบดีแล้วด้วยองค์ ๘. บทว่า พฺรหฺมจริยํ แปลว่า ประพฤติประเสริฐ.
บทว่า น เตหิ ยกฺขา กีฬนฺติ ความว่า พวกยักษ์ ย่อมไม่สิงชนเหล่านั้น
เล่น. นางยักษิณี สิ่งที่ร่างของสามเณรแล้ว จึงกล่าว คาถาเหล่านี้ว่า จาตุทฺทสึ
ดังนี้อีก. บทว่า อาวิ วา ยทิ วา รโห ความว่า ในที่ต่อหน้า หรือในที่
ลับหลังใคร ๆ. บทว่า ปมุตฺยตฺถิ ตัดบทว่า ปมุตฺติ อตฺถิ แปลว่า ความ
พ้น มีอยู่.
บทว่า อุปฺปจฺจาปิ แปลว่า แม้เหาะไป. นางยักษิณีกล่าวว่า ถ้า
เจ้าจะเหาะหนีไป เหมือนนก แม้อย่างนั้นเจ้าก็พ้นไปไม่ได้. ก็แลครั้นกล่าว
อย่างนี้แล้ว จึงปล่อยสามเณร. สามเณรลืมตา. มารดา สยายผม ร้องไห้
สะอึกสะอื้น. สามเณรนั้นไม่รู้ว่า เราถูกอมนุษย์สิงแล้ว. ก็สามเณร แลดูอยู่
คิดว่า ในก่อน เรานั่งบนตั่งแล้ว มารดานั่งซาวข้าวอยู่ในที่ไม่ไกลเรา แต่เดี๋ยว
นี้ เรานั่งแล้วบนพื้น ส่วนมารดาของเรา ร้องให้สะอึกสะอื้นอยู่ แม้ชาว

401
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๒ – หน้าที่ 402 (เล่ม 25)

บ้านทั้งสิ้นก็ประชุมกันแล้ว นั่นอะไรกันหนอแลดังนี้ ทั้งที่นอนนั่นแหละกล่าว
คาถาว่า มตํ วา อมฺม เป็นต้น.
บทว่า กาเม จชิตฺวาน ความว่า ละกามแม้สองอย่าง. บทว่า ปุน
อาคจฺฉเต ได้แก่ ย่อมมาด้วยอำนาจการสึก. บทว่า ปุน ชีวํ มโต หิ โส
ความว่า คนใดสึกแล้ว แม้จะเป็นอยู่ต่อไปอีก ก็เหมือนตายแล้ว เพราะฉะนั้น
ญาติและมิตรทั้งหลายย้อมร้องไห้ถึงบุคคลนั้น. บัดนี้ นางเมื่อแสดงโทษใน
การอยู่ครองเรือนแก่สามเณรนั้น จึงกล่าวคำเป็นต้นว่า กุกฺกุฬา ดังนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กุกฺกุฬา ความว่า ได้ยินว่า การอยู่ครองเรือนชื่อ
ว่า เถ้ารึง เพราะอรรถว่าร้อนระอุ. บทว่า กสฺส อุชฺฌาปยามเส ความว่า
มารดา กล่าวอย่างนี้ว่า ขอท่านจงช่วยกัน ขอความเจริญ จงมีแก่ท่านดังนี้
แล้วกล่าวอยู่ว่า เจ้าอยากสึกถูกยักษ์สิง เราจะยกโทษบอกอาการอันแปลกนี้
แก่ใครเล่า. บทว่า ปุน ฑยฺหิตุมิจฺฉติ ความว่า เจ้าออกจากเรือนบวช ใน
พระพุทธศาสนาแล้ว เหมือนสิ่งของที่เขาขนออกแล้วจากเรือนที่ไฟไหม้ แต่
ท่านยังปรารถนาจะถูกเผาในการอยู่ครองเรือน เช่นถูกเผาใหญ่อีกหรือ. เมื่อ
มารดากล่าวอยู่ สามเณรนั้น กำหนดแล้ว กลับได้หิริและโอตตัปปะ จึงกล่าว
ว่า เราไม่ต้องการเป็นคฤหัสถ์. ครั้งนั้น มารดาของสามเณรนั้น ยินดีว่า ดี
ละลูกดังนี้ ถวายโภชนะอันประณีตให้ฉันแล้ว จึงถามว่า ลูก เจ้าอายุกี่ปี.
สามเณรตอบว่า แม่ ยี่สิบปีบริบูรณ์. อุบาสิกากล่าวว่า ลูก ถ้าเช่นนั้น ขอ
เจ้า จงทำการอุปสมบทเถิด ได้ถวายผ้าจีวรแล้ว. สามเณรนั้น ให้ทำจีวรแล้ว
อุปสมบท เรียนพระพุทธพจน์อยู่ ทรงพระไตรปิฎก ยังพระพุทธพจน์นั้นให้
บริบูรณ์ ในอาคตสถานแห่งศีลเป็นต้น ไม่นาน บรรลุความเป็นพระอรหันต์

402