พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๒ – หน้าที่ 383 (เล่ม 25)

บทว่า อรหามิ วตฺตเว แปลว่า ควรกล่าว. ได้ยินว่า การเตือนของเทวดา
ก็เช่นกับคำสอนของพระสุคต. บุคคลเลวน้อมไปเลว และปฏิบัติผิด ย่อมไม่ได้
รับการเตือนนั้น. ส่วนบุคคลควรแก่มรรคผลในอัตภาพนั้น ย่อมได้การเตือน
นั้น. เพราะฉะนั้น จึงกล่าวอย่างนี้. บทว่า สุจิคเวสิโน คือ ผู้แสวงหาศีล
สมาธิและญาณที่สะอาด. บทว่า อพฺภามตฺตํว คือเหมือนสักว่าก้อนเมฆ
บทว่า ชานาสิ ได้แก่ รู้ว่าผู้นี้บริสุทธิ์. บทว่า วชฺชาสิ แปลว่า พึงกล่าว.
บทว่า เนว ตํ อุปชีวามิ ความว่า ได้ยินว่า ภิกษุนี้คิดว่า มีเทวดาผู้หวังดี
แก่เราจักเตือนจักชี้แจงเอง ดังนี้ จึงประกอบความประมาทว่า เราจักไม่รับคำ
ของเขา เพราะฉะนั้น เทวดาจึงกล่าวอย่างนี้ . บทว่า ตฺวเมว แปลว่า ท่าน
เอง. บทว่า ชาเนยฺย แปลว่า พึงรู้. บทว่า เยน คือด้วยกรรมใด. ความ
ว่า ท่านจะพึงไปสู่สุคติ ท่านเองจะพึงรู้กรรมนั้น.
จบอรรถกถาปทุมปุปผสูตร ที่ ๑๔
จบอรรถกถาวนสังยุต ด้วยประการฉะนี้.
รวมพระสูตรแห่งวนสังยุต มี ๑๔ สูตร คือ
๑. วิเวกสูตร ๒. อุปัฏฐานสูตร ๓. กัสสปโคตตสูตร ๔. สัมพหุล
สูตร ๕. อานันทสูตร ๖. อนุรุทธสูตร ๗. นาคทัตตสูตร ๘. กุลฆรณีสูตร
๙. วัชชีปุตตสูตร ๑๐. สัชฌายสูตร ๑๑. อโยนิโสมนสิการสูตร ๑๒. มัชฌัน-
ติกสูตร ๑๓. ปากตินทริยสูตร ๑๔. ปทุมปุปผสูตร พร้อมทั้งอรรถกถา

383
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๒ – หน้าที่ 384 (เล่ม 25)

ยักขสังยุต
๑. อินทกสูตร
ว่าด้วยสัตว์ตั้งอยู่ในครรภ์อย่างไร
[๘๐๑] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้ :-
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่บนภูเขาอินทกูฏ ซึ่งอินทก
ยักษ์ครอบครอง ในกรุงราชคฤห์.
[๘๐๒] ครั้งนั้นแล อินทกยักษ์เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าได้กราบ
ทูลด้วยคาถาว่า
ท่านผู้รู้ทั้งหลายไม่กล่าวรูปว่า
เป็นชีพ สัตว์นี้จะประสบร่างกายนี้ได้
อย่างไรหนอ กระดูกและก้อนเนื้อจะมา
แต่ไหน สัตว์นี้จะติดอยู่ในครรภ์ได้
อย่างไร.
[๘๐๓] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า
รูปนี้เป็นกลละล่อน จากกลละเป็น
อัพพุทะ จากอัพพุทะเกิดเป็นเปสิ จากเปสิ
เกิดเป็นฆนะ จากฆนะเกิดเป็น ๕ ปุ่ม
(ปัญจสาขา) ต่อจากนั้น มีผมขนและเล็บ
(เป็นต้น ) เกิดขึ้น มารดาของสัตว์ใน
ครรภ์บริโภคข้าวน้ำโภชนาหารอย่างใด
สัตว์ผู้อยู่ในครรภ์มารดานั้น ก็ยังอัตภาพ
ให้เป็นไปด้วยอาหารอย่างนั้น ในครรภ์นั้น.

384
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๒ – หน้าที่ 385 (เล่ม 25)

ยักขสังยุตตวัณณนา
อรรถกถาอินทกสูตร
พึงทราบวินิจฉัยในอินทกสูตรที่ ๑ แห่งยักขสังยุตต่อไปนี้ :-
บทว่า อินฺทกสฺส คือ ยักษ์อยู่ที่เขาอินทกูฏ. จริงอยู่ พระสูตรนี้
ได้ชื่อจากยักษ์กับยอด และจากยอดกับยักษ์. บทว่า รูปํ น ชีวนฺติ วทนฺติ
ความว่า ถ้าพระพุทธเจ้าทั้งหลายไม่กล่าวรูปอย่างนี้ว่า สัตว์ บุคคล. บทว่า
กถํ นฺวยํ ตัดบทว่า กถํ นุ อยํ. บทว่า กุตสฺส อฏฺฐิยกปิณฺฑเมติ
ความว่า กระดูกและก้อนเนื้อของสัตว์นั้นจะมาแต่ไหน. ก็ในคำนี้ ท่านถือเอา
กระดูก ๓๐๐ ท่อนด้วยศัพท์ว่า อัฏฐิ ชิ้นเนื้อง ๙๐๐ ด้วยศัพท์ว่า ยกปิณฑะ.
ถามว่า ถ้ารูปไม่ใช่ชีวะ เมื่อเป็นเช่นนั้น กระดูกเหล่านี้และชิ้นเนื้อ
เหล่านี้ของเขาย่อมมาแต่ไหน. บทว่า กถํ นฺวยํ สชฺชติ คพฺภสฺมึ ความว่า
สัตว์นี้ติดอยู่คือข้องอยู่ เกิดอยู่ในครรภ์ของมารดา ด้วยเหตุไรหนอ. ได้ยินว่า
ยักษ์นี้มักพูดแต่บุคคลถือว่า สัตว์เกิดในครรภ์ของมารดาโดยการร่วมครั้งเดียว
ดังนี้ จึงกล่าวอย่างนี้ตามความเห็นว่า มารดาของสัตว์ที่เกิดในท้องย่อมกินปลา
และเนื้อเป็นต้น ปลาและเนื้อเป็นต้นทั้งปวงถูกเผาเพียงคืนเดียวก็ละลายไป
เหมือนฟองน้ำ ถ้ารูปไม่พึงเป็นสัตว์ก็พึงละลายไปอย่างนี้. ลำดับนั้น เมื่อ
พระผู้มีพระภาคเจ้าจะทรงแสดงแก่ยักษ์นั้นว่า สัตว์ไม่ได้เกิดในครรภ์ของ
มารดาโดยการร่วมครั้งเดียวเท่านั้นว่า เจริญขึ้นโดยลำดับ จึงตรัสว่า ปฐมํ
กลลํ โหติ เป็นต้น.
ในบทเหล่านั้น บทว่า ปฐมํ ความว่า ชื่อว่า ติสสะ หรือว่า ปุสสะ
ย่อมไม่พร้อมกับปฏิสนธิวิญญาณทีแรก. โดยที่แท้ กลละมีประมาณเท่าหยาด
น้ำมันงาซึ่งตั้งอยู่ที่ปลายเส้นด้ายที่ทำด้วยเส้นขนสัตว์ ๓ เส้น ท่านกล่าวหมาย-
ความว่า.

385
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๒ – หน้าที่ 386 (เล่ม 25)

หยาดแห่งน้ำมันงา เนยใส ใสไม่
ขุ่นมัว ฉันใดเขาเรียกกันว่า กลละมีสี
คล้ายกัน ฉันนั้น.
บทว่า กลลา โหติ อมฺพุทํ* ความว่า เมื่อกลละนั้นล่วงไป ๗ วัน
ก็มีสีเหมือนน้ำล้างเนื้อ จึงชื่อว่า อัมพุทะ. ชื่อว่า กสละ ก็หายไป. สมดังคำ
ที่ท่านกล่าวไว้ว่า
เป็นกลละอยู่ วัน ครั้นแก่ข้นขึ้น
เปลี่ยนภาวะนั้นเกิดเป็น อัมพุทะ.
บทว่า อมฺพุทา* ชายเต เปสิ ความว่า เมื่ออัมพุทะนั้นล่วงไป
๗ วัน ก็เกิดเป็นเปสิ คล้ายดีบุกเหลว. เปสินั้นพึงแสดงด้วยน้ำตาลเม็ดพริกไทย.
จริงอยู่ เด็กชาวบ้านถือเอาพริกไทยสุกทำเป็นห่อไว้ที่ชายผ้าขยำเอาแต่ส่วนที่ดี
ใส่ลงในกระเบื้องตากแดด. เม็ดพริกไทยนั้นแห้ง ๆ ย่อมหลุดตกเปลือกทั้งหมด.
เปสิมีรูปร่างอย่างนี้. ชื่อว่า อัมพุทะก็หายไป. สมดังที่ท่านกล่าวไว้ว่า
เป็นอัมพุทะอยู่ ๗ วัน แก่ข้นขึ้น
เปลี่ยนภาวะนั้น เกิดเป็นเปสิ.
บทว่า เปสิ นิพฺพตฺตติ ฆโน ความว่า เมื่อเปสินั้นล่วงไป ๗ วัน
ก้อนเนื้อชื่อ ฆนะ มีสัณฐานเท่าไข่ไก่เกิดขึ้น. ชื่อว่า เปสิก็หายไป. สมดัง
ที่ท่านกล่าวไว้ว่า
เป็นเปสิอยู่ ๗ วัน ครั้นแก่ข้นขึ้น
เปลี่ยนภาวะนั้น เกิดเป็น ฆนะ สัณฐาน
แห่งฆนะเกิดขึ้นเพราะเหตุแห่งกรรม
เหมือนไข่ไก่ เกิดเป็นก้อนกลมโดยรอบ.
* บาลี เป็น อพฺพุทํ อพฺพุทา

386
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๒ – หน้าที่ 387 (เล่ม 25)

บทว่า ฆนา จ สาขา ชายนฺติ ความว่า ในสัปดาห์ที่ ๕ เกิดปุ่ม
ขึ้น ๕ แห่ง เพื่อเป็นมือและเท้าอย่างละ ๒ และเป็นศีรษะ ๑. มีคำที่พระพุทธ
เจ้าตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ในสัปดาห์ที่ ๕ ปุ่มตั้งขึ้น ๕ แห่ง ตามกรรม
ดังนี้. ต่อแต่นี้ไป ทรงย่อพระเทศนาผ่านสัปดาห์ที่ ๖ ที่ ๗ เป็นต้น เมื่อจะ
ทรงแสดงเอาเวลาที่ผ่านไป ๔๒ สัปดาห์ จึงตรัสว่า ผมเป็นต้น.
ในบทเหล่านั้น บทว่า เกสา โลมา นขาปิ จ ความว่า ผม
เป็นต้นเหล่านี้ ย่อมเกิดใน ๔๒ สัปดาห์. บทว่า เตน โส ตตฺถ ยาเปติ
ความว่า จริงอยู่ สายสะดือตั้งขึ้นจากสะดือของเด็กนั้น ติดเป็นอันเดียวกับ
แผ่นท้องของมารดา. สายสะดือนั้นเป็นรูเหมือนก้านบัว. รสอาหารแล่นไป
ตามสายสะดือนั้น ดังรูปซึ่งมีอาหารเป็นสมุฏฐานให้ตั้งขึ้น. เด็กนั้นย่อมเป็น
อยู่ ๑๐ เดือน ด้วยประการฉะนี้. บทว่า มาตุ กุจฺฉิคโต นโร ความว่า
คนอยู่ในท้องมารดาคืออยู่ภายในท้อง.
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงว่า ดูก่อนยักษ์ สัตว์นี้เจริญขึ้นในท้อง
ของมารดาโดยลำดับ ไม่ใช่เกิดโดยการร่วมครั้งเดียว.
จบอรรถกถาอินทกสูตรที่ ๑
๒. สักกสูตร
ว่าด้วยการสอนคนอื่น
[๘๐๔] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่บนภูเขาคิชฌกูฏ
กรุงราชคฤห์.
[๘๐๕] ครั้นนั้นแล ยักษ์มีชื่อว่าสักกะเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า
ได้กราบทูลด้วยคาถาว่า

387
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๒ – หน้าที่ 388 (เล่ม 25)

การสั่งสอนคนอื่นนั้น ไม่เหมาะแก่
สมณะเช่นท่าน ผู้ละกิเลสได้ทั้งหมด ผู้
พ้นจากไตรภพ.
[๘๐๖] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า
ดูก่อนสักกะ ธรรมเครื่องอยู่ร่วมกัน
ย่อมเกิดด้วยเหตุอย่างใดอย่างหนึ่ง คนมี
ปัญญาไม่ควรที่จะไหวตามเหตุนั้นด้วยใจ
ถ้าค้นมีใจผ่องใสแล้วสั่งสอนคนอื่น บุคคล
นั้นย่อมไม่เป็นผู้พัวพันด้วยเหตุนั้น นอก
จากจะอนุเคราะห์เอ็นดู.
อรรถกถาสักกสูตร
พึงทราบวินิจฉัยในสักกสูตรที่ ๒ ต่อไปนี้ :-
บทว่า สกฺกนามโก คือ ยักษ์มีชื่ออย่างนี้. ได้ยินว่า ยักษ์นี้เป็น
ฝ่ายมาร. บทว่า วิปฺปมุตฺตสฺส ได้แก่ พ้นจากภพ ๓. บทว่า ยทญฺญํ
ตัดบทว่า ยํ อญฺญํ (อื่นใด). บท วณฺเณน คือเพราะเหตุ. บทว่า
สํวาโส คืออยู่ด้วยกัน. อธิบายว่า เป็นสหายธรรม มิตรธรรม. บทว่า
สปฺปญฺโญ คือผู้มีปัญญา ผู้รอบรู้.
จบอรรถกถาสักกสูตรที่ ๒

388
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๒ – หน้าที่ 389 (เล่ม 25)

๓. สูจิโลมสูตร
ว่าด้วยราคะและโทสะมีอัตภาพเป็นเหตุ
[๘๐๗] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับบนเตียงชนิดมีเท้าตรึง
ติดกับแม่แคร่ อันเป็นที่ครอบครองของสูจิโลมยักษ์ ในบ้านคยา.
สมัยนั้นแล ยักษ์ขอขระและยักษ์ชื่อสูจิโลมะเดินผ่านเข้าไปไม่ไกล
พระผู้มีพระภาคเจ้า.
ครั้งนั้นแล ยักษ์ชื่อขระได้พูดกับสูจิโลมยักษ์ว่า นั่นสมณะ.
นั่นไม่ใช่สมณะ เป็นสมณะน้อย แต่จะเป็นสมณะหรือสมณะน้อย
เราพอจะรู้ได้.
[๘๐๘] ครั้งนั้นแล สูจิโลมยักษ์ได้เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า
น้อมกายเข้าไปหาพระผู้มีพระภาคเจ้า.
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงกระเถิบถอยพระกายไปเล็กน้อย.
ครั้งนั้นแล สูจิโลนยักษ์ได้ถามพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ท่านกลัวเรา
หรือ ? สมณะ.
อาวุโส เราไม่กลัวท่านเลย แต่สัมผัสของท่านเลวทราม.
สมณะ เราจักถามปัญหากะท่าน ถ้าท่านไม่กล่าวแก้แก่เรา เราจัก
ทำจิตของท่านให้พลุ่งพล่าน หรือจักฉีกหัวใจของท่าน หรือจักจับที่เท้าแล้ว
เหวี่ยงไปฝั่งโน้นแห่งแม่น้ำคงคา.
อาวุโส เราไม่เห็นใครเลยในโลก ทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก
ในหมู่สัตว์พร้อมทั้งสมณะ พราหมณ์ เทวดาและมนุษย์ ที่จะพึงทำจิตของเรา
ให้พลุ่งพล่าน หรือฉีกหัวใจเรา หรือจับเราที่เท้าแล้วเหวี่ยงไปฝั่งโน้นแห่ง
แม่น้ำคงคาได้ อาวุโส เอาเถอะ ท่านจงถามตามที่ท่านจำนงเถิด.

389
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๒ – หน้าที่ 390 (เล่ม 25)

[๘๐๙] สูจิโลมยักษ์ จึงถามว่า
ราคะและโทสะ มีอะไรเป็นเหตุ ความ
ไม่ยินดี ความยินดี และความสยดสยองเกิด
แต่อะไรความตรึกในใจเกิดแต่อะไร แล้ว
ดักจิตไว้ได้เหมือนพวกเด็กดักกา ฉะนั้น.
[๘๑๐] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า
ราคะและโทสะมีอัตภาพนี้เป็นเหตุ
ความไม่ยินดี ความยินดี และความสยด-
สยองเกิดแต่อัตภาพนี้ ความตรึกในใจเกิด
แต่อัตภาพนี้แล้ว ดักจิตไว้ได้ เหมือน
พวกเด็กดักกา ฉะนั้น.
อกุศลวิตกเป็นอันมาก เกิดแต่ความ
เยื่อใยคือตัณหา เกิดขึ้นในตนแล้วแผ่ซ่าน
ไปในวัตถุกามทั้งหลาย เหมือนย่านไทร
เกิดแต่ลำต้นไทรแล้วปกคลุมป่าไป ฉะนั้น.
ชนเหล่าใดย่อมรู้อัตภาพนั้นว่า เถิด
แต่สิ่งใด ชนเหล่านั้นย่อมบรรเทาเหตุ
เกิดนั้นเสียได้ ดูก่อนยักษ์ ท่านจงฟัง
ชนเหล่านั้นย่อมข้ามห้วงกิเลสนี้ ซึ่งห้าม
ได้ยาก และไม่เคยข้าม เพื่อความไม่มีภพ
อีกต่อไป.

390
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๒ – หน้าที่ 391 (เล่ม 25)

อรรถกถาสูจิโลมสูตร
พึงทราบวินิจฉัยในสูจิโลมสูตรที่ ๓ ต่อไปนี้ :-
บทว่า คยายํ คือในบ้านคยา. อธิบายว่า เข้าไปอาศัยบ้านที่ตั้งไม่
ไกลจากคยา. บทว่า ฏงฺกิตมญฺเจ ความว่า เตียงที่เท้ายาวคือเตียงที่เขาเจาะ
ในท่ามกลางสอดทำด้วยแม่แคร่. เตียงนั้นไม่มีคำว่า นี้ข้างบน นี้ข้างล่าง. เตียง
นั้นจะเปลี่ยนไปเป็นเช่นนั้นก็ได้ตามต้องการ. เขาย่อมตั้งเตียงนั้นไว้ในเทวสถาน
โรงเรือนที่เขาปูลาดแผ่นหินไว้บนแผ่นหิน ๔ แผ่น เขาเรียกว่า เตียงซ้อนตั่ง.
บทว่า สูจิโลมสฺส คือมีชนเช่นหนามแข็ง. ได้ยินว่า ยักษ์นั้น บวชใน
ศาสนาของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า กัสสป มาแต่ที่ไกล มีเหงื่อไคล
ท่วมตัว ไม่ลาดเตียงของสงฆ์ที่เขาแต่งตั้งไว้ดีแล้ว นอนด้วยความไม่เอื้อเฟื้อ.
ภิกษุผู้มีศีลบริสุทธิ์นั้นได้มีการกระทำนั้น เหมือนสีดำที่ผ้าขาว. เธอไม่อาจยังคุณ
วิเศษให้เกิดขึ้นในอัตภาพนั้นได้ ทำกาละแล้วมาเกิดเป็นัยกษ์ที่ทิ้งขยะ ใกล้
ประตูบ้านคยา. ก็เมื่อเขาเกิดมาแล้ว ก็มีขนแหลมแข็งทั่วตัวคล้ายขนวัว. ต่อมา
วันหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงแลดูโลกในเวลาใกล้รุ่ง ทรงเห็นยักษ์นั้น
มาสู่ครองอาวัชชนจิตครั้งแรก จึงทรงดำริว่า ยักษ์นี้เสวยทุกข์ใหญ่ตลอดพุท-
ธันดรหนึ่ง ความสวัสดีจะพึงมีแก่เขาเพราะอาศัยเราหรือไม่หนอ ทรงเห็น
อุปนิสัยแห่งมรรคเบื้องต้น. ลำดับนั้น ทรงใคร่จะทำการสงเคราะห์ยักษ์นั้น
ทรงนุ่งผ้า ๒ ชั้นที่ย้อมแล้ว ห่มจีวรใหญ่ขนาดสุคตประมาณละพระคันธกุฎีดุจ
วิมานเทวดา เสด็จไปสู่ที่ทิ้งขยะ เหม็นด้วยทรากศพช้างวัวม้ามนุษย์และสุนัข
เป็นต้น ประทับนั่งในที่นั้นเหมือนนั่งในพระคันธกุฎีใหญ่.

391
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๒ – หน้าที่ 392 (เล่ม 25)

ท่านหมายเอาความข้อนั้นจึงกล่าวว่า ในที่อยู่ของยักษ์สูจิโลมะ ดังนี้.
บทว่า ขโร ความว่า มีรูปร่างแข็งทื่อเหมือนหลังจระเข้ เหมือนหลังคา
ไม่เรียบด้วยกระเบื้องมุงหลังคา. ได้ยินว่า เขาเป็นอุบาสกผู้ประกอบด้วยศีล
ในสมัยพระกัสสปสัมมาสัมพุทธเจ้า ณ วันหนึ่ง ไม่ได้ปูผ้าห่มของตนบนที่ปูลาด
ของสงฆ์ นอนบนพื้นที่ปูลาดไว้ด้วยเครื่องปูลาดอันวิจิตรในวิหาร. อาจารย์
บางพวกกล่าวว่า แบ่งน้ำมันของสงฆ์ทาสรีระด้วยมือของตน. เขาไม่อาจเกิด
ในสวรรค์ด้วยกรรมนั้น มาเกิดเป็นยักษ์ที่กองขยะใกล้ประตูบ้านแห่งบ้านคยา
นั้น. ก็แลสรีระทั้งสิ้นของเขาผู้เกิดแล้ว จึงมีประการดังกล่าวแล้ว. เขาทั้ง ๒
เป็นสหายกัน. ความแข็งทื่อของยักษ์นั้น พึงทราบด้วยประการฉะนั้นแล.
บทว่า อวิทูเร อติกฺกมนฺติ ความว่า ยักษ์ ๒ ตนนั้นแสวงหา
อาหารหรือไปสู่ที่สมาคม ไปในที่ใกล้กัน. ในยักษ์ ๒ ตนนั้น ยักษ์สูจิโลมะ
ไม่เห็นพระศาสดา. ยักษ์ขระเห็นก่อนจึงพูดกะยักษ์สูจิโลมะว่า นั่นสมณะ. ยักษ์
สูจิโลมะจึงกล่าวว่า ดูก่อนสหาย สมณะนี้เข้ามายังที่อยู่ของท่านไปนั่งอยู่
คนเดียว. ยักษ์สูจิโลมะกล่าวว่า นั่นไม่ใช่สมณะ นั่นเป็นสมณกะ. ได้ยินว่า
เขาสำคัญว่า ผู้ใดเห็นเราแล้วกลัวหนีไป เขาเรียกผู้นั้นว่าสมณกะ. ผู้ใดไม่กลัว
เขาเรียกผู้นั้นว่า สมณะ. เพราะฉะนั้น ยักษ์สูจิโลมะสำคัญว่า ผู้นี้เห็นเรา
แล้วกลัวจักหนีไป ดังนี้ จึงกล่าวอย่างนี้. บทว่า กายํ อุปนาเมสิ ความว่า
เนรมิตรูปที่น่ากลัว อ้าปากกว้าง พองขนทั่วตัว น้อมเข้าไปหา. บทว่า
อปนาเมสิ ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าหลีกไปหน่อยหนึ่ง เหมือนทองอัน
มีค่าประกอบด้วยรัตนะร้อยอย่าง. บทว่า ปาปโก คือเลว ไม่น่าชื่นใจ.
เขาควรจะถูกเว้นเหมือนคูถ เหมือนไฟ และเหมือนงูเห่า คือไม่ควรรับด้วย
สรีระอันมีผิวพรรณดุจทองนี้. ก็เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอย่างนี้ ยักษ์
สูจิโลมะโกรธต่อคำว่า ได้ยินว่า สัมผัสของเราเลว ดังนี้ จึงกล่าวคำว่า

392