ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๒ – หน้าที่ 628 (เล่ม 2)

ยินดีเฉพาะในสุญญาคาร ไม่ได้ทรงยกอาบัติเป็นแบบไว้โดยพิสดาร. และ
เมื่อแสดงเนื้อความไว้แต่โดยย่อแล้ว ผู้ศึกษาทั้งหลายไม่อาจถือเอาใจความได้
โดยถี่ถ้วน.
ในคำว่า ปฐมชฺฌานํ เป็นต้นนั้น มีวินิจฉัยดังนี้:- อัปปมัญญา-
ฌาน มีเมตตาฌานเป็นต้นก็ดี อสุภฌานเป็นต้นก็ดี อานาปานัสสติสมาธิฌาน
ก็ดี โลกิยฌานก็ดี โลกุตรฌานก็ดี สงเคราะห์เข้าด้วยปฐมฌานเป็นต้น นั่นแล :
เพราะเหตุนั้น เมื่อภิกษุอวดว่า ข้าพเจ้าเข้าปฐมฌานแล้วก็ดี . . .ข้าพเจ้าเข้า
จตุตถฌานแล้วก็ดี อวดว่าข้าพเจ้าเข้าเมตตาฌานก็ดี . . . ข้าพเจ้าเข้าอุเบกขา
ฌานก็ดี ข้าพเจ้าเข้าอสุภฌานแล้วก็ดี ข้าพเจ้าเข้าอานาปานัสสติสมาธิฌาน
แล้วก็ดี ข้าพเจ้าเข้าโลกิยฌานแล้ว ก็ดี ข้าพเจ้าเข้าโลกุตรฌานแล้วก็ดี พึง
ทราบว่า เป็นปาราชิกทั้งนั้น.
อริยมรรค ที่พ้นด้วยดี หรือที่พ้นจากกิเลสมีอย่างต่าง ๆ เพราะฉะนั้น
อริยมรรคนั้น จึงชื่อว่าวิโมกข์. ก็แล วิโมกข์นี้นั้น ท่านเรียกว่า สุญญต
วิโมกข์ เพราะเปล่าจากราคะ โทสะ และโมหะ, ท่านเรียกว่า อนิมิตตวิโมกข์
เพราะไม่มีนิมิตด้วยนิมิต คือ ราคะ โทสะ และโมหะ, ท่านเรียกว่า อัปป-
ณิหิตวิโมกข์ เพราะไม่มีที่ตั้ง คือ ราคะ โทสะ และโมหะ. ธรรมชาติที่ชื่อว่า
สมาธิ เพราะอรรถว่า ตั้งจิตไว้เสมอ คือ ตั้งจิตไว้ในอารมณ์. ที่ชื่อว่า
สมาบัติ เพราะเป็นธรรมชาติ ที่พระอริยเจ้าทั้งหลายพึงเข้า. บทที่เหลือใน
คำเหล่านี้ มีนัยดังกล่าวแล้วนั่นแล. ก็อริยมรรคเทียว พระผู้มีพระภาคเจ้า
ตรัสไว้ในติกะเหล่านั้น ด้วยหมวด ๓ แห่งวิโมกข์ และด้วยหมวด ๓ แห่งสมาธิ-
ผลสมาบัติ ตรัสไว้ด้วยหมวด ๓ แห่งสมาบัติ. ในบทเหล่านั้น ภิกษุถือเอา
บทอันใดอันหนึ่งเพียงบทเดียว กล่าวว่า ข้าพเจ้า มีปกติได้ธรรมนี้ ย่อมเป็น
ปาราชิกแท้.

628
ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๒ – หน้าที่ 629 (เล่ม 2)

ที่ชื่อว่า วิชชา ๓ ได้แก่ บุพเพนิวาสานุสติ ทิพยจักษุ อาสวักขย-
ญาณแล. ในวิชชา ๓ นั้น เมื่อภิกษุถือเอาชื่อแม้แห่งวิชชาอันหนึ่งอวดว่า-
ข้าพเจ้า มีปกติได้วิชชานี้ ย่อมเป็นปาราชิกแท้. แต่ในสังเขปอรรถกถา
ท่านกล่าวว่า เมื่อภิกษุกล่าวว่า ข้าพเจ้ามีปกติได้วิชชาทั้งหลาย ดังนี้ก็ดี
กล่าวว่า ข้าพเจ้า มีปกติได้วิชชา ๓ ดังนี้ก็ดี ย่อมเป็นปาราชิกเหมือนกัน.
มรรคภาวนา ได้กล่าวแล้วในบทภาชนะ. โพธิปักขิยธรรม ๓๗ ประการ ที่
สัมปยุตด้วยมรรค เป็นโลกุตระแท้ ท่านประสงค์เอาในบทว่า มรรคภาวนา
นี้ เพราะเหตุนั้น ในมหาอรรถกถา ท่านจึงกล่าวว่า เป็นปาราชิกแก่ภิกษุ
ผู้กล่าวว่า ข้าพเจ้ามีปกติได้สติปัฏฐานที่เป็นโลกุตระ ข้าพเจ้า มีปกติได้
สัมมัปปธาน. . . อิทธิบาท . . . อินทรีย์ . . . พละ . . .โพชฌงค์. . . อริยมรรค
มีองค์ ๘ ทีเป็นโลกุตระ.
ส่วนในมหาปัจจรีเป็นต้น ท่านกล่าวไว้ว่า เมื่อภิกษุกล่าวด้วยอำนาจ
ส่วนอันหนึ่ง ๆ อย่างนั้นว่า ข้าพเจ้า เป็นผู้มีปกติได้สติปัฏฐาน ดังนี้ก็ดี ด้วย
อำนาจธรรมอย่างหนึ่ง ๆ ในส่วนเหล่านั้น อย่างนี้ว่า ข้าพเจ้า เป็นผู้มีปกติ
ได้กายานุปัสสนาสติปัฎฐาน ดังนี้ก็ดี เป็นปาราชิกเหมือนกัน. แม้คำที่ท่าน
กล่าวไว้ในมหาปัจจรี เป็นต้นนั้น ย่อมสมกัน. เพราะเหตุไร? เพราะเหตุ
ที่ท่านกล่าวหมายเอาสติปัฏฐาน ที่เกิดขึ้นในขณะแห่งมรรคเหมือนกัน. แม้ใน
การทำให้แจ้งซึ่งผล ก็พึงทราบว่า เป็นปาราชิก ด้วยอำนาจแห่งผลอันหนึ่ง ๆ.
เฉพาะความละกิเลส พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสในหมวด ๓ มีคำว่า ราคสฺส
ปหานํ เป็นต้น. ก็การละกิเลสนั้น เว้นมรรคเสียแล้ว ย่อมไม่มี, จริงอยู่ การละ
ราคะ และโทสะ ย่อมมีด้วยมรรคที่ ๓, การละโมหะ ย่อมมีด้วยมรรคที่ ๔ ;
เพราะเหตุนั้น จึงเป็นปาราชิก แม้แก่ภิกษุผู้กล่าวคำเป็นต้นว่า ราคะ ข้าพเจ้า

629
ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๒ – หน้าที่ 630 (เล่ม 2)

ละได้แล้ว. เฉพาะโลกุตรจิต กับสมาบัติ พระผู้มีพระภาคตรัสในหมวด ๓
มีคำว่า ราคา จิตตํ วินีวรณตา เป็นอาทิ. เพราะเหตุนั้น แม้เมื่อภิกษุ
กล่าวคำเป็นต้นว่า จิตของข้าพเจ้า พรากออกจากราคะ. ก็เป็นปาราชิกเหมือน
กัน. ส่วนในบทภาชนะแห่งบทสุญญาคาร ท่านไม่ประสงค์ปาราชิก ด้วยเพียง
คำที่ไม่เนื่องด้วยฌานว่า ข้าพเจ้ายินดีเฉพาะในสุญญาคาร ; เพราะฉะนั้น
ท่านจึงกล่าวคำเป็นต้นไว้ว่า ข้าพเจ้า ยินดีเฉพาะในสุญญาคาร ด้วยปฐมฌาน.
เพราะเหตุนั้น ภิกษุใด กล่าวเนื่องด้วยฌานว่า ข้าพเจ้า ยินดีเฉพาะใน
สุญญาคารด้วยฌานชื่อนี้ ภิกษุนี้แหละ พึงทราบว่า เป็นปาราชิก.
ก็ บรรดาวิชชา ๘ ที่ตรัสไว้ในพระสูตรทั้งหลาย มีอัมพัฏฐสูตร
เป็นต้น วิชชา ๕ เหล่าใด ต่างโดยวิปัสสนาญาณ มโนมยิทธิ อิทธิวิธี
ทิพโสต และเจโตปริยญาณ ไม่ได้มาแล้วในบทภาชนะ แห่งบทว่า ญาณํ
นี้. บรรดาวิชชา ๕ เหล่านั้น เฉพาะวิปัสสนาอย่างเดียว ย่อมไม่เป็นวัตถุแห่ง
ปาราชิก วิชชาที่เหลือ พึงทราบว่า เป็นวัตถุแห่งปาราชิก. เพราะเหตุนั้น
เมื่อภิกษุกล่าวว่า ข้าพเจ้า เป็นผู้มีปกติได้วิปัสสนา ก็ดี ว่า ข้าพเจ้าเป็นผู้มี
ปกติได้วิปัสสนาญาณ ก็ดี ยังไม่เป็นปาราชิก. แต่พระปุสสเทวเถระ กล่าวว่า
วิชชา ๔ แม้นอกจากนี้ ไม่สืบเนื่องด้วยญาณ ย่อมไม่เป็นวัตถุแห่งปาราชิก
เพราะเหตุนั้น จึงไม่เป็นปาราชิกแม้แก่ภิกษุผู้กล่าวอยู่ว่า ข้าพเจ้าเป็นผู้มีปกติ
ได้มโนมัย, ข้าพเจ้าเป็นผู้มีปกติได้อิทธิวิธี, ข้าพเจ้าเป็นผู้มีปกติได้ทิพโสด
ธาตุ, ข้าพเจ้าเป็นผู้มีปกติได้เจโตปริยาย. คำนั้น ถูกพวกอันเตวาสิกของ
ท่านนั้นนั่นเอง ค้านแล้วว่า ท่านอาจารย์ ไม่ใช่ผู้ชำนาญในอภิธรรม ย่อม
ไม่ทราบธรรมเป็นภูมิอื่น, ขึ้นชื่อว่าอภิญญามีจตุตถฌานเป็นบาท ทั้งเป็น
มหัคคตธรรมด้วย ย่อมสำเร็จได้ด้วยฌานเท่านั้น เพราะเหตุนั้น ภิกษุจะ

630
ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๒ – หน้าที่ 631 (เล่ม 2)

กล่าวว่า ข้าพเจ้าเป็นผู้มีปกติได้มโนมัย, หรือว่า ข้าพเจ้าเป็นผู้มีปกติได้
มโนมยญาณ หรือจะกล่าวโดยประการตามที่ตนมุ่งจะกล่าวก็ตามที, เธอย่อม
ต้องปาราชิกเหมือนกัน. จริงอยู่ ในจตุตถปาราชิกนี้พระนิพานไม่ได้มาใน
พระบาลี แม้โดยแท้, ถึงกระนั้น เมื่อภิกษุ กล่าวว่า พระนิพพาน ข้าพเจ้า
บรรลุแล้ว หรือว่า พระนิพพาน ข้าพเจ้าทำให้แจ้งแล้ว ย่อมเป็นปาราชิก
เหมือนกัน. เพราะเหตุไร ? เพราะเหตุว่า พระนิพพานเป็นโลกุตรธรรม
ซึ่งมีวัฏฏะอันปล้อนออกแล้ว.
อนึ่ง แม้เมื่อภิกษุกล่าวว่า ข้าพเจ้าแทงตลอดสัจจะ ๔ (หรือว่า)
สัจจะ ๔ อันข้าพเจ้าแทงตลอดแล้ว คงเป็นปาราชิกเหมือนกัน. เพราะเหตุไร ?
เพราะเหตุว่าคำว่า แทงตลอดสัจจะ เป็นคำยักเรียกมรรค. อนึ่ง ท่านกล่าว
ไว้ในวิภังค์ว่า ปฏิสัมภิทา ๓ ย่อมเกิดขึ้นในจิตตุปบาทที่สัมปยุตด้วยญาณ ฝ่าย
กามาวจรกุศล ๔ ดวง ย่อมเกิดขึ้นในจิตตุปบาทที่สัมปยุตด้วยญาณฝ่ายกิริยา
๔ ดวง, อัตถปฏิสัมภิทา ย่อมเกิดขึ้นในจิตตุปบาทเหล่านี้ด้วย ย่อมเกิดขึ้น
ในมรรค ๔ ผล ๔ ด้วย* เพราะเหตุนั้น เมื่อภิกษุกล่าวคำว่า ข้าพเจ้าเป็น
ผู้มีปกติได้ธัมมปฏิสัมภิทา หรือว่า ข้าพเจ้า เป็นผู้มีปกติได้นิรุตติปฏิสัมภิทา
หรือว่า ข้าพเจ้าเป็นผู้มีปกติได้ปฏิภาณปฏิสัมภิทา หรือว่า ข้าพเจ้าเป็นผู้มี
ปกติได้โลกิยอัตถปฏิสัมภิทา ดังนี้ ยังไม่เป็นปาราชิก. แม้เมื่อภิกษุกล่าวคำว่า
ข้าพเจ้า เป็นผู้มีปกติได้ปฏิสัมภิทาทั้งหลาย อาบัติยังไม่ถึงที่สุดก่อน แต่เมื่อ
เธอกล่าวว่า ข้าพเจ้า เป็นผู้มีปกติได้โลกุตรอัตถปฏิสัมภิทา ย่อมเป็นปาราชิก.
ส่วนในสังเขปอรรถกถา ท่านกล่าวไว้ว่า เมื่อภิกษุกล่าวแม้ด้วยความ
ไม่แปลกกันว่า ข้าพเจ้า เป็นผู้ได้บรรลุอัตถปฏิสัมภิทา ก็เป็นปาราชิก. แม้
ในกุรุนที ท่านก็กล่าวว่า ย่อมไม่พ้น. แค่ในมหาอรรถกถาท่านกล่าวไว้ว่า
* อภิ . วิ . ๓๕/๔๑๔ -๔๑๕.

631
ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๒ – หน้าที่ 632 (เล่ม 2)

ปาราชิก ย่อมไม่มีด้วยเหตุเพียงเท่านี้ อาบัติยังไม่ถึงที่สุดด้วยเหตุเพียงเท่านี้,
ใคร ๆ ไม่อาจทำอรรถกถาอื่นให้เป็นประมาณได้ เพราะท่านได้วิจารณ์ไว้แล้ว
ว่า ภิกษุยังไม่ต้องปาราชิก ด้วยเหตุเพียงเท่านี้ . แม้เมื่อภิกษุกล่าวว่า ข้าพเจ้า
เข้านิโรธสมาบัติ หรือว่า ข้าพเจ้าเป็นผู้มีปกติได้นิโรธสมาบัตินั้น ก็ไม่เป็น
ปาราชิก. เพราะเหตุไร ? เพราะเหตุว่า นิโรธสมาบัติไม่ใช่โลกิยะ ทั้งไม่ใช่
โลกุตระ ฉะนั้นแล.
ในมหาปัจจรีและสังเขปอรรถกถา ท่านกล่าวไว้ว่า ก็ถ้าบุคคลนั้นมี
ความรำพึงอย่างนี้ว่า พระอนาคามี หรือพระขีณาสพ ย่อมเข้านิโรธได้, จึง
พยากรณ์ด้วยทำไว้ในใจว่า ชนจักรู้เราว่าเป็นผู้ใดผู้หนึ่ง แห่งบรรดาพระ
อนาคามี และพระขีณาสพเหล่านั้น. และเขาก็เข้าใจเธออย่างนั้น, เป็นปาราชิก.
คำนั้น ควรพิจารณาเสียก่อน จึงถือเอา. แม้เมื่อภิกษุกล่าวว่า ในภพที่ล่วง
ไปแล้ว คือ ในกาลแห่งพระกัสสปสัมมาสัมพุทธเจ้า ข้าพเจ้าเป็นพระโสดาบัน,
ไม่เป็นปาราชิก, จริงอยู่ อาบัติยังไม่ถึงที่สุด เพราะเธออ้างถึงขันธ์ที่ล่วงไป
แล้วแล
ส่วนในสังเขปอรรถกถา ท่านกล่าวไว้ว่า บางอาจารย์กล่าวว่า เมื่อ
ภิกษุกล่าวว่า ข้าพเจ้าเป็นผู้มีปกติได้สมาบัติ ๘ ในอดีต ; ไม่เป็นปาราชิก
เพราะสมาบัติ ๘ ในอดีตเป็นกุปธรรม, แต่เมื่อกล่าวว่า ข้าพเจ้าเป็นผู้มีปกติ
ได้สมาบัติ ๘ ในภพนี้ ดังนี้. ย่อมเป็นปาราชิก เพราะสมาบัติ ๘ ในภพนี้
เป็นอกุปธรรม. แม้คำที่กล่าวไว้ในสังเขปอรรถกถานั้น ท่านก็ค้านไว้ในสังเขป
อรรถกถานั้นนั่นเอง เมื่อภิกษุกล่าวหมายเอาอัตภาพในอดีต ไม่เป็นปาราชิก
ต่อเมื่อกล่าวหมายเอาอัตภาพในปัจจุบันนั่นแหละ จึงเป็น.
พระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นทรงยังบทมาติกา ๑๐ มีฌานเป็นต้นให้
พิสดาร อย่างนี้แล้ว บัดนี้ ภิกษุผู้อวดอุตริมนุสธรรม ย่อมกล่าวสัมปชาน

632
ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๒ – หน้าที่ 633 (เล่ม 2)

มุสาวาทใด, เมื่อจะทรงแสดงองค์แห่งสัมปชานมุสาวาทนั้นแล้ว ผูกจักรเปยยาล
ด้วยอำนาจแห่งความพิสดารนั้นนั่นเอง และเพื่อแสดงอาการแห่งการอวด และ
ประเภทแห่งอาบัติ จึงตรัสว่า ตีหากาเรหิ ดังนี้ เป็นอาทิ.
[กถาว่าด้วยสุทธิกมหาวาร]
ในคำนั้น มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :- มหาวาร ๓ คือ สุทธิกวาร
(วารกำหนด้วยการอวดล้วน) ๑ วัตตุกามวาร (วารกำหนดด้วยภิกษุผู้
ประสงค์จะอวด) ๑ ปัจจัยปฏิสังยุตตวาร (วารกำหนดด้วยการอวดอันเกี่ยว
ด้วยปัจจัย) ๑ บรรดามหาวาร ๓ เหล่านั้น ในสุทธิกวาร ๖ บทเหล่านี้ คือ
สมาปชฺชึ สมาปชฺชามิ สมาปนฺโน ลาภิมฺหิ วสิมฺหิ สจฺฉิกตํ มยา
ทรงประกอบบทอันหนึ่ง ๆ ๕ ครั้ง อย่างนี้ว่า ด้วยอาการ ๓ ด้วยอาการ ๔
ด้วยอาการ ๕ ด้วยอาการ ๖ ด้วยอาการ ๗ ในบทอันหนึ่ง ๆ ตั้งต้นแต่
ปฐมฌาน จนถึงบทว่า เปลื้องจิตจากโมหะ ตรัสชื่อว่า สุทธิกนัย. ลำดับนั้น
เมื่อทรงต่อบทอันหนึ่ง ๆ กับด้วยปฐมฌาน อย่างนี้ว่า ซึ่งปฐมฌาน ซึ่ง
ทุติยฌาน ดังนี้ ทรงต่อทุก ๆ บท ตรัสชื่อว่า ขัณฑจักร โดยอรรถอันพิสดาร
นั้นเทียว. อธิบายว่า ขัณฑจักรนั้น ตรัสว่าขัณฑจักร เพราะไม่ทรงนำมา
ประกอบกับฌานมีปฐมฌานเป็นต้นอีก. ลำดับนั้น ทรงต่อบทอันหนึ่ง ๆ กับ
ด้วยทุติยฌาน อย่างนี้ว่า ซึ่งทุติยฌาน ซึ่งตติยฌาน ดังนี้ แล้วทรงนำมา
เชื่อมกับปฐมฌานอีก ตรัสชื่อว่าพัทธจักร โดยอรรถอันพิสดารนั้นเทียว.
ลำดับนั้น ทรงต่อบทอันหนึ่ง ๆ กับด้วยฌาน มีตติยฌานเป็นต้น อย่างเดียว
กับต่อบทหนึ่งๆ กับทุติฌาน แล้วทรงนำมาเชื่อมกับฌานมีทุติยฌานเป็นต้น
อีก ตรัสพัทธจักร ๒๙ แม้อื่น โดยอรรถอันพิสดารนั้นเทียว ให้สำเร็จเป็น
เอกมูลกนัยแล้ว

633
ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๒ – หน้าที่ 634 (เล่ม 2)

อนึ่ง ปาฐะ พระองค์ก็ทรงแสดงไว้โดยสังเขป. ปาฐะนั้น อันนักศึกษา
ผู้ไม่หลงงมงาย ควรทราบโดยพิสดาร. แม้ทุมูลกนัยเป็นต้น พระองค์ก็ตรัส
เหมือนเอกมูลกนัย แล้วได้ตรัสนัย ๔๓๕ นัย ซึ่งมีมลทุกอย่างเป็นที่สุด. คือ
อย่างไร ? คือ ตรัสทวิมูลกนัยไว้ ๒๙ ตรัสติมูลกนัยไว้ ๒๘ ตรัสจตุมูลกนัย
ไว้ ๒๗. แม้ปัญจมูลกนัย เป็นต้น ผู้ศึกษาก็ก็ควรลดลงอย่างละหนึ่งนัย แล้ว
ทราบจนกระทั่งถึงติงสมูลกนัยอย่างนี้ แต่ในปาฐะ ท่านย่อแม้ชื่อของนัย
เหล่านั้น เข้าแล้ว แสดงเฉพาะติงสมูลกนัยอันเดียวว่า นี้เป็นมูลกนัยทั้งหมด
ก็เพราะภิกษุไม่ต่อบทสุญญาคารเข้ากับฌาน, (อาบัติ) จึงไม่ถึงที่สุด. เหตุนั้น
การประกอบความในบททั้งปวง มีบทว่าเปลื้องจิตจากโมหะเป็นที่สุด นั่นแล
พึงทราบว่า ท่านแสดงแล้ว เพราะไม่แตะต้องบทสุญญาคารนั้น. ก็แล ใน
สุทธิกมหาวารตอนหนึ่งที่ท่านพระอุบาลีกล่าวไว้ ด้วยอำนาจการแสดงเนื้อความ
นี้ว่า เมื่อภิกษุต่อก็ดี ไม่ต่อก็ดี ซึ่งปฐมฌานเป็นต้น กับทุติยฌาน เป็นต้น
ตามลำดับก็ดี ผิดลำดับก็ดี อวดอยู่ โดยนัยว่า เราเข้าแล้ว เป็นต้น อย่างนี้
ความพ้น ย่อมไม่มี ย่อมต้องปาราชิกแท้ทีเดียว นี้เป็นการพรรณนาเนื้อความ
โดยสังเขป.
บทว่า ตีหากาเรหิ คือ ด้วยเหตุ ๓ อย่าง อันเป็นองค์แห่ง
สัมปชานมุสาวาท
คำว่า ปุพฺเพวสฺส โหติ ความว่า ในส่วนเบื้องต้นทีเดียว บุคคลนั้น
ย่อมมีความคิดอย่างนี้ว่า เราจักกล่าวเท็จ.
คำว่า ภณนฺตสฺส โหติ ความว่า บุคคลนั้น กำลังกล่าว ย่อมมี
ความรู้อย่างนี้ว่า เรากำลังกล่าวเท็จ.

634
ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๒ – หน้าที่ 635 (เล่ม 2)

คำว่า กณิตสฺส โหติ ความว่า เมื่อกล่าวคำเท็จแล้ว บุคคลนั้น
ย่อมมีความรู้อย่างนี้ว่า เรากล่าวคำเท็จแล้ว. อธิบายว่า เมื่อเธอกล่าวคำที่พึง
กล่าวนั้นแล้ว ย่อมมีความรู้อย่างนี้.
อีกอย่างหนึ่ง บทว่า ภณิตสฺส ความว่า ความรู้อย่างนั้น ย่อมมี
แก่บุคคลนั้น ผู้มีคำพูดอันพูดแล้ว คือ มีคำพูดสำเร็จแล้ว . ในองค์แห่ง
สัมปชานมุสาวาทนี้ ท่านแสดงอรรถไว้ดังนี้ว่า ภิกษุใด แม้ในเบื้องต้นก็รู้
อย่างนี้ แม้กำลังกล่าว ก็รู้อยู่, แม้ในภายหลัง ก็รู้อยู่ว่า เรากล่าวเท็จแล้ว
ภิกษุนั้น เมื่อกล่าวว่า เราเข้าปฐมฌาน ดังนี้ ย่อมต้องปาราชิก. แม้ท่าน
แสดงอรรถไว้แล้วก็จริง ถึงอย่างนั้น ในองค์แห่งสัมปชานมุสาวาทนี้ ยังมี
ความแปลกกัน ดังนี้ :-
มีคำถามก่อนว่า เบื้องต้นว่า เราจักพูดมุสา มีอยู่, ส่วนภายหลังว่า
เราจะพูดมุสาแล้ว ไม่มี, จริงอยู่ คนบางคนย่อมลืมคำพูดที่พอพูคออกไปทีเดียว
ภิกษุนั้น จะเป็นปาราชิกหรือไม่เป็น ?
คำถามนั้น ท่านแก้ไว้แล้วในอรรถกถาทั้งหลาย อย่างนี้ ว่า ภิกษุคิดว่า
เราจักพูดเท็จ ในชั้นต้น, และเมื่อพูดอย่างก็รู้ว่า เรากำลังพูดเท็จ การไม่รู้ว่า
เราพูดเท็จแล้ว ในชั้นหลัง ไม่อาจจะไม่มี ถึงหากจะไม่มี ก็เป็นปาราชิก
เหมือนกัน. เพราะ ๒ องค์เบื้องต้นนั่นแลเป็นสำคัญ แม้ภิกษุใด ในชั้นต้น
ไม่มีความผูกใจว่า เราจักกล่าวเท็จ แต่เมื่อกล่าว ย่อมรู้ว่า เรากล่าวเท็จ,
แม้เมื่อกล่าวแล้ว ก็รู้อยู่ว่า เรากล่าวเท็จแล้ว ภิกษุนั้น พระวินัยธรไม่พึง
ปรับอาบัติ. เพราะส่วนเบื้องต้นสำคัญกว่า, เมื่อเบื้องต้นนั้นไม่มี ย่อมเป็นอัน
พูดเล่นหรือพูดพลั้งไปก็ได้ ดังนี้แล.
ก็แล ในคำว่า มุสา ภาณิสฺสํ เป็นต้นนี้ ควรละความมีความรู้
อันนั้นและความประชุมพร้อมแห่งความรู้เสีย.

635
ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๒ – หน้าที่ 636 (เล่ม 2)

ข้อว่า ควรละความมีความรู้อันนั้นเสีย ได้แก่ พึงละความมีความรู้
อันนั้นนี้ว่า ย่อมรู้ได้ใน ๓ ขณะ ด้วยจิตดวงเดียวเท่านั้น อย่างนี้ว่า ภิกษุรู้
อยู่ว่า เราจักกล่าวเท็จ ดังนี้ ด้วยจิตดวงใด ย่อมรู้ว่า เรากำลังกล่าวเท็จ และว่า
เรากล่าวเท็จแล้ว ดังนี้ ด้วยจิตดวงนั้นนั่นแล. จริงอยู่ ใคร ๆ ไม่อาจจะรู้
จิตด้วยจิตดวงนั้นนั่นเองได้ เหมือนบุคคลไม่อาจเอาดาบเล่มนั้นตัดดาบเล่มนั้น
นั่นเองได้ ฉะนั้นแล. ก็จิตรดวงที่เกิดขึ้นก่อน ๆ เป็นปัจจัยแห่งความเกิดขึ้น
อย่างนั้น ของจิตดวงหลัง ๆ แล้วย่อมดับไป. ด้วยเหตุนั้น บัณฑิตจึงกล่าว
คำนี้ไว้ว่า
ส่วนเบื้องต้นเท่านั้น เป็นประมาณ
เมื่อส่วนเบื้องต้นนั้นมีอยู่ คำว่า สองบท
ที่เหลือ จักไม่มี ดังนี้นั้น ย่อมไม่มี; เพราะ
ฉะนั้น วาจา จงชื่อว่ามีองค์ ๓.
ข้อว่า ควรละความประชุมพร้อมแห่งความรู้ ความว่า จิต ๓ ดวง
เหล่านี้ ไม่ควรถือเอาว่า เกิดขึ้นในขณะเดียวกัน. จริงอยู่ ธรรมดาจิตนี้
ย่อมปรากฏเหมือนเป็นดวงเดียว
เพราะเกิดขึ้นติดต่อกัน เมื่อดวงแรกยังไม่ดับ
ดวงหลังก็ยังไม่เกิดขึ้น ดังนี้แล.
ก็แล ข้าพเจ้าจักกล่าวคำ ที่ถัดจากนี้ต่อไป :- บุคคลนี้ใดย่อมกล่าว
สัมปชานมุสาวาทว่า ข้าพเจ้าเข้าปฐมฌาน บุคคลนั้น ย่อมเป็นผู้มีความเห็น
อย่างนี้ว่า ปฐมฌานของเรา ย่อมไม่มี, จริงอยู่ ลัทธินี้ ของบุคคลนั้น มีอยู่แท้.
อนึ่ง ลัทธิอย่างนี้ว่า ปฐมฌานของเรา ย่อมไม่มี ดังนี้ ย่อมพอใจ และ
ชอบใจแก่บุคคลนั้น, และบุคคลนั้น มีจิตมีสภาพอย่างนี้นั่นเทียวว่า ปฐมฌาน

636
ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๒ – หน้าที่ 637 (เล่ม 2)

ของเรา ย่อมไม่มี, ก็แล ในกาลใด ตนเป็นผู้ใคร่จะกล่าวเท็จ, ในกาลนั้น
บุคคลนั้นละ คือ ทิ้ง ปิดบังความเห็นนั้น หรือความพอใจกับความเห็น ความ
พอใจกับความเห็นและความพอใจ หรือความเป็นกับความเห็นความพอใจ
และความชอบใจ แล้วกล่าวทำให้เป็นคำเท็จ ; เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระ-
ภาคเจ้าจึงตรัสคำว่า จตูหิ อากาเรหิ เป็นอาทิ เพื่อแสดงความต่างแห่งองค์
ด้วยอำนาจความเห็นเป็นต้นแม้เหล่านั้น. ก็เพราะในคัมภีร์ปริวาร ท่านกล่าวว่า
มุสาวาทมีองค์ ๘ ในอธิการนี้ จึงควรประกอบนัยอันหนึ่งว่า อฏฺฐหากาเรหิ
เป็นอีกนัยหนึ่งผสมกับสัญญาที่ท่านประสงค์ ในคัมภีร์ปริวารนั้น.
ก็แล บรรดาบทเหล่านี้ บทว่า วินิธาย ทิฏฺฐึ ตรัสด้วยอำนาจ
การละธรรมอันมีกำลังเสีย.
บทว่า วินิธาย ขนฺตึ เป็นอาทิ ตรัสด้วยอำนาจการละธรรมทั้งหลาย
ที่ทรามกำลัง และที่หย่อนกำลังกว่าธรรมที่มีกำลังนั้น.
ส่วนบทว่า วินิธาย สญฺญํ นี้ ชื่อว่าแม้เป็นเพียงสัญญาที่เป็นไป
ด้วยอำนาจการละธรรมที่ทรามกำลังกว่าธรรมทั้งปวงในที่นี้ .
ฐานะว่า ไม่ละ จักกล่าวสัมปชานมุสาวาท นี้จะไม่มี. ก็เพราะไม่เป็น
ปาราชิก ด้วยคำที่บ่งอนาคต เป็นต้นว่า ข้าพเจ้าจักเข้า เหตุฉะนั้น บทที่บ่ง
อดีต และปัจจุบันว่า ข้าพเจ้าเข้าแล้ว เป็นต้นเท่านั้น พึงทราบว่า ตรัสไว้
ในพระบาลี.
เบื้องหน้าแต่นี้ไป คำแม้ทั้งหมดในสุทธิกมหาวารนี้ มีเนื้อความตื้น
ทั้งนั้น. จริงอยู่ ในสุทธิกมหาวารนี้ ไม่มีคำที่ไม่อาจรู้ได้ด้วยวินิจฉัยนี้ เว้น
แต่เนื้อความแห่งบทว่า ราโค เม จตฺโต วนฺโต เป็นต้น ในบทภาชนะ
แห่งบทว่า การละกิเลส. เนื้อความนี้นั้น ข้าพเจ้าจักกล่าวต่อไป :-

637