พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๒ – หน้าที่ 373 (เล่ม 25)

บรรเลงแล้ว. บทว่า อภาสิ ความว่า ได้ยินว่า นกรุงเวสาลีมีพระราชาอยู่
๗,๗๐๗ องค์ อุปราชและเสนาบดีเป็นต้นของพระราชาเหล่านั้น ก็มีเท่านั้น
เหมือนกัน . เมื่อพระราชาเหล่านั้นแต่งตัวแล้วลงสู่ถนน เพื่อประสงค์จะเล้น
นักษัตร ภิกษุวัชชีบุตรเดินจงกรมอยู่ในที่จงกรมใหญ่ประมาณ ๖๐ ศอก เห็น
พระจันทร์ลอยอยู่บนท้องฟ้า ยืนอาศัยแผ่นกระดานปลายที่จงกรมกล่าวแล้ว.
บทว่า อปวิฏฺฐํว วนสิ ทารุกํ ความว่า เหมือนท่อนไม้ที่เขาทิ้งไว้ในป่า
เพราะเป็นผู้เว้นจากเครื่องแต่งตัวคือผ้าโพก. บทว่า ปาปิโย ความว่า จะมี
ใครอื่นที่เลวไปกว่าเรา. บทว่า ปิหยนฺติ ความว่า เทวดาและมนุษย์เป็น
อันมากปรารถนาต่อท่านว่า พระเถระอยู่ป่า ถือผ้าบังสุกุล ถือบิณฑบาต
ถือเดินบิณฑบาตตามลำดับ มีความปรารถนาน้อย มีความสันโดษ. บทว่า
สคฺคคามินํ คือ กำลังไปสู่สวรรค์บ้าง ไปแล้วบ้าง.
จบอรรถกถาวัชชีปุตตสูตรที่ ๙
๑๐. สัชฌายสูตร
เทวดาเข้าหาพระสาธยายธรรม
[๗๘๖] สมัยหนึ่ง ภิกษุรูปหนึ่ง พำนักอยู่ในแนวป่าแห่งหนึ่งใน
แคว้นโกศล สมัยนั้น ภิกษุนั้น นัยว่าเมื่อก่อนเป็นผู้มากไปด้วยการสาธยาย
เกินเวลาอยู่ สมัยต่อมา เธอเป็นผู้ขวนขวายน้อยเป็นผู้นิ่ง ยังกาลให้ล่วงไป.
[๗๘๗] ครั้งนั้นแล เทวดาผู้สิงอยู่ในแนวป่านั้น ไม่ได้ฟังธรรม
ของเธอ จึงเข้าไปหาถึงที่อยู่ ครั้นแล้วได้กล่าวกะเธอด้วยคาถาว่า

373
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๒ – หน้าที่ 374 (เล่ม 25)

ภิกษุ ท่านอยู่ร่วมกับภิกษุทั้งหลาย
ย่อมไม่สาธยายบทแต่งพระธรรม เพราะ
เหตุไร บุคคลฟังธรรมแล้วย่อมได้ความ
เลื่อมใส ผู้กล่าวธรรมย่อมได้รับความ
สรรเสริญในทิฏฐธรรมเทียว.
[๗๘๘] ภิกษุกล่าวตอบว่า
ความพอใจในบทแห่งพระธรรมได้
มีแล้วในกาลก่อน จนถึงกาลที่เรามาร่วม
ด้วยวิราคะ และเพราะเรามาร่วมด้วยวิราคะ
แล้ว สัตบุรุษทั้งหลายรู้ทั่วถึง รูป เสียง
กลิ่น รส และโผฏฐัพพะ อย่างใด
อย่างหนึ่งแล้ว ได้กล่าวการวางเสีย.
อรรถกถาสัชฌายสูตร
พึงทราบวินิจฉัยในสัชฌายสูตรที่ ๑๐ ต่อไปนี้ :-
บทว่า ยํ สุทํ สักว่าเป็นนิบาต. บทว่า สชฺฌายพหุโล ความว่า
เมื่อท่องอยู่ด้วยอำนาจแห่งนิสสรณะและปริยัติ คือท่องตลอดเวลามากกว่า
ได้ยินว่า ภิกษุนั้นปัดกวาดที่พักกลางวันของอาจารย์แล้วยืนดูอาจารย์. เมื่อเห็น
อาจารย์นั้นกำลังเดินมา จึงลุกขึ้นไปรับบาตรและจีวร. เมื่ออาจารย์นั่งบน
อาสนะที่ปูไว้แล้ว ก็เอาพัดใบตาลพัดให้ บอกน้ำฉันให้ ล้างเท้า ทาน้ำมัน
ไหว้แล้วยืนเรียนอุเทศทำการท่องตลอดถึงพระอาทิตย์ตก. ภิกษุนั้น เอาน้ำ

374
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๒ – หน้าที่ 375 (เล่ม 25)

เข้าไปตั้งไว้ในซุ้ม จุดไฟในเตาก่อน. เมื่ออาจารย์อาบน้ำมาแล้ว ก็เช็ดน้ำ
ที่เท้า นวดหลัง ไหว้แล้วเรียนอุเทศ ทำการท่องในปฐมยาม พักผ่อน
ร่างกายในมัชฌิมยาม ลุกขึ้นในปัจฉิมยาม เรียนอุเทศทำการท่องจนถึง
อรุณขึ้นแล้ว จึงพิจารณาเสียงที่ดับไปแล้ว โดยความสิ้นไป. เจริญวิปัสสนา
ในขันธ์ ๕ คืออุปาทายรูปที่เหลือจากนั้น ภูตรูป นามรูปแล้วบรรลุพระอรหัต.
บทว่า อปฺโปสฺสุโก ความว่า ไม่ขวนขวายในการเรียนอุเทศและในการ
ทำการท่อง. บทว่า สกมายติ ความว่า ภิกษุนั้นคิดว่า บัดนี้ เราจะพึงทำการ
ท่องเพื่อประโยชน์ใด ประโยชน์ของเรานั้นถึงที่สุดแล้ว บัดนี้ จะเป็นประโยชน์
อะไรกับ การท่องของเราดังนี้แล้ว ยังเวลาให้ล่วงไปด้วยความสุขอันเกิดจากผล
สมาบัติ. บทว่า อชฺฌภาสิ ความว่า เทวดาคิดว่า ความไม่สบายเกิดแก่
พระเถระ หรือว่าแก่อาจารย์ของท่าน เพราะเหตุไรหนอ ท่านจึงไม่ท่องด้วย
เสียงอันไพเราะเหมือนในก่อน ดังนี้แล้วจึงไปยืนพูดอยู่ในที่ใกล้. พระพุทธ
วจนะทั้งปวงท่านประสงค์เอาในบทว่า ธมฺมปทานิ. บทว่า นาธิยสิ แปลว่า
ไม่ท่อง. บาลีว่า นาทิยสิ บ้าง ความว่า. ไม่ถือเอา. บทว่า ปสํสํ คือ
ผู้กล่าวธรรมย่อมได้ความสรรเสริญ. ผู้ที่กล่าวธรรมนั้นย่อมมีผู้สรรเสริญว่า
ผู้ทรงจำอภิธรรม ผู้ทรงจำพระสูตร ผู้ทรงพระวินัย. บทว่า วิราเคน ได้แก่
ด้วยอริยมรรค. บทว่า อญฺญาย แปลว่า รู้แล้ว. บทว่า นิกฺเขปนํ ความว่า
ท่านแสดงแก่พระเถระนั้นว่า สัตบุรุษย่อมกล่าววิสัชนาสิ่งที่เห็นแล้วและฟัง
แล้วะเป็นต้น. ไม่ใช่ (แสดง) แก่พระพุทธเจ้า. อธิบายว่า พระเถระให้วิสัชนา
พุทธพจน์ด้วยคำประมาณเท่านี้. ไม่พึงเป็นผู้ท่องตลอดกาลเป็นนิตย์. แต่
ว่าภิกษุนั้นท่องแล้วรู้ว่า เราสามารถเป็นผู้ทรงจำอรรถหรือธรรมประมาณเท่านี้
ดังนี้แล้ว พึงปฏิบัติเพื่อทำที่สุดแห่งวัฏทุกข์.
จบอรรถกถาสัชฌายสูตรที่ ๑๐

375
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๒ – หน้าที่ 376 (เล่ม 25)

๑๑. อโยนิโสมนสิการสูตร
อกุศลวิตกเกิดเพราะไม่มนสิการโดยแยบคาย
[๗๘๙] สมัยหนึ่ง ภิกษุรูปหนึ่ง พำนักอยู่ในแนวป่าแห่งหนึ่งใน
แคว้นโกศล สมัยนั้นแล เธอไปที่พักในกลางวัน ตรึกอกุศลวิตกอันลามก
คือกามวิตก พยาบาทวิตก และวิหิงสาวิตก.
[๗๙๐] ครั้งนั้นแล เทวดาผู้สิ่งอยู่ในแนวป่านั้น มีความเอ็นดู
ใคร่ประโยชน์ หวังจะให้ภิกษุนั้นสังเวช จึงเข้าไปหาถึงที่อยู่ ครั้นแล้ว
ได้กล่าวกะภิกษุนั้นด้วยคาถาว่า
ท่านถูกวิตกกิน เพราะมนสิการ
ไม่แยบคาย ท่านจงละมนสิการไม่แยบคาย
เสีย และจงใคร่ครวญโดยแยบคาย ท่าน
ปรารภพระศาสดา พระธรรม พระสงฆ์
และศีลของตนแล้ว จะบรรลุความปรา-
โมทย์ ปีติและสุขโดยไม่ต้องสงสัย แต่นั้น
ท่านจักเป็นผู้มากด้วยความปราโมทย์ จัก
กระทำที่สุดแห่งทุกข์ได้.
ลำดับนั้นแล ภิกษุนั้น เป็นผู้อันเทวดานั้นให้สังเวชถึงซึ่งความ
สลดใจแล้วแล.

376
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๒ – หน้าที่ 377 (เล่ม 25)

อรรถกถาอโยนิโสมนสิการสูตร
พึงทราบวินิจฉัยในอโยนิโสมนสิการสูตรที่ ๑๑ ต่อไปนี้ :-
บทว่า อกุสเล วิตกฺเก คือ ซึ่งมหาวิตก ๓ มีกามวิตกเป็นต้น.
บทว่า อโยนิโสมนสิการา แปลว่า เพราะไม่ทำไว้ในใจด้วยอุบาย. บทว่า
โส แปลว่า ท่านนั้น. บทว่า อโยนิโส ปฏินิสฺสชฺช คือ ท่านจง
เว้นการไม่ทำไว้ในใจด้วยอุบายนั้น. บทว่า สตฺถารํ ได้แก่ กล่าวกัมมัฏฐาน
ที่น่าเลื่อมใสด้วยคาถานี้. บทว่า ปีติสุขมสํสยํ ได้แก่ จักบรรลุปีติอันมี
กำลังและความสุขโดยส่วนเดียว.
จบอรรถกถาอโยนิโสมนสิการสูตร ที่ ๑๑.
๑๒. มัชฌันติกสูตร
ว่าด้วยเวลากำลังเที่ยงวัน
[๗๙๑] สมัยหนึ่ง ภิกษุรูปหนึ่ง พำนักอยู่ในแนวป่าแห่งหนึ่งใน
แคว้นโกศล.
[๗๙๒] ครั้งนั้นแล เทวดาผู้สิงอยู่ในแนวป่านั้น เข้าไปหาถึงที่อยู่
ครั้นแล้วได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ในสำนักของภิกษุนั้นว่า
ในกาลกำลังเที่ยงวัน เมื่อนกทั้ง-
หลายจับเจ่าแล้ว ภัยนั้นย่อมปรากฏแก่เรา
ประดุจป่าใหญ่ส่งเสียงอยู่.

377
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๒ – หน้าที่ 378 (เล่ม 25)

ภิกษุตอบว่า
ในกาลกำลังเที่ยง เมื่อนกทั้งหลาย
จับเจ่าแล้ว ความยินดีนั้นย่อมปรากฏ
แก่เรา ประดุจป่าใหญ่ส่งเสียงอยู่ฉะนั้น.
อรรถกถามัชฌันติกสูตร
พึงทราบวินิจฉัยในมัชฌันติกสูตรที่ ๑๒. คำใดควรกล่าว คำนั้น
เรากล่าวไว้แล้วในนันทนวรรค ในเทวตาสังยุต.
จบอรรถกถามัชฌันติกสูตร ที่ ๑๒
๑๓. ปากตินทริยสูตร
ว่าด้วยเทวดาเตือนภิกษุผู้ฟุ้งซ่าน
[๗๙๓] สมัยหนึ่ง ภิกษุมากด้วยกัน พำนักอยู่ในแนวป่าแห่งหนึ่งใน
แคว้นโกศล ล้วนเป็นผู้ฟุ้งซ่าน เห่อเหิม ขี้โอ่ ปากกล้า พูดเหลวไหล มีสติ
ฟั่นเฟือน ไม่รู้สึกตน ไม่หนักแน่น จิตไม่มั่นคง มีอินทรีย์อันเปิดเผย.
[๗๙๔] ครั้งนั้นแล เทวดาผู้สิงอยู่ในแนวป่านั้น มีความเอ็นดูใคร่
ประโยชน์แก่ภิกษุเหล่านั้น หวังจะให้พวกเธอสังเวช จึงเข้าไปหาถึงที่อยู่
ครั้นแล้วได้กล่าวกะพวกเธอด้วยคาถาว่า

378
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๒ – หน้าที่ 379 (เล่ม 25)

ภิกษุทั้งหลายผู้เป็นสาวก ของพระ-
สมณะโคดมในกาลก่อนมีปกติเป็นอยู่ง่าย
ไม่มักได้ แสวงหาบิณฑบาต [ตามได้]
ไม่มักได้แสวงหาเสนาสนะ [ตามได้] ท่าน
เหล่านั้นรู้ความไม่เที่ยงในโลกแล้ว ได้
กระทำที่สุดแห่งทุกข์แล้ว [ส่วนพวกท่าน]
ทำตนให้เป็นผู้เลี้ยงยาก ประดุจผู้เอาเปรียบ
ชาวบ้านในบ้าน กินแล้ว ๆ ก็นอนหมกมุ่น
อยู่ในเรือนของคนอื่น เราขอกระทำอัญชลี
แก่พระสงฆ์แล้ว ขอกล่าวถึงภิกษุที่ควร
กล่าวบางพวก ในพระศาสนานี้ ท่านเหล่า
นั้นถูกเขาทอดทิ้งหาที่พึ่งมิได้ เหมือน
อย่างคนที่ตายแล้ว ถูกเขาทอดทิ้งไว้ใน
ป่าช้า ฉะนั้น เรากล่าวหมายถึงภิกษุจำพวก
ที่เป็นผู้ประมาทอยู่ แต่ท่านเหล่าใดเป็น
ผู้ไม่ประมาทอยู่ เราขอกระทำการนอบ-
น้อมแก่ท่านเหล่านั้น.
ลำดับนั้นแล ภิกษุเหล่านั้นเป็นผู้อันเทวดานั้นให้สังเวชถึงซึ่งความ
สลดใจแล้วแล.
อรรถกถาปากตินทริยสูตรที่ ๑๓
ปากตินทริยสูตรที่ ๑๓ มีพิสดารอยู่ในชันตุเทวปุตตสูตร ในเทวปุตต-
สังยุต.

379
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๒ – หน้าที่ 380 (เล่ม 25)

๑๔. ปทุมปุปผสูตร
ว่าด้วยภิกษุขโมยกลิ่นปทุม
[๗๙๕] สมัยหนึ่ง ภิกษุรูปหนึ่ง พำนักอยู่ในแนวป่าแห่งหนึ่งใน
แคว้นโกศล สมัยนั้นแล ภิกษุนั้นกลับจากบิณฑบาตภายหลังเวลาฉัน ลงสู่
สระโบกขรณีแล้วสูคดมดอกปทุม.
[๗๙๖] ครั้งนั้นแล เทวดาผู้สิงอยู่ในแนวป่านั้น มีความเอ็นดู ใคร่
ประโยชน์แก่ภิกษุนั้น หวังจะไห้เธอสลด จึงเข้าไปหาถึงที่อยู่ ครั้นแล้วได้
กล่าวกะเธอด้วยคาถาว่า
ท่านสูดดมดอกไม้ที่เกิดในน้ำซึ่ง
ใคร ๆ ไม่ได้ให้แล้ว นี้เป็นองค์อันหนึ่ง
แห่งความเป็นขโมย ท่านผู้นิรทุกข์ ท่าน
เป็นผู้ขโมยกลิ่น.
[๗๙๗] ภิกษุกล่าวว่า
เราไม่ได้นำไป เราไม่ได้หัก เรา
ดมดอกไม้ที่เกิดในน้ำห่าง ๆ เมื่อเป็น
เช่นนี้ ท่านจะเรียกว่าเป็นผู้ขโมยกลิ่นด้วย
เหตุดังรือ ส่วนบุคคลที่ขุดเง่าบัว หักดอก
บัวบุณฑริก เป็นผู้มีการงานอันเกลื่อนกล่น
อย่างนี้ ไฉนท่านจึงไม่เรียกเขาว่าเป็น
ขโมย.
[๗๙๘] เทวดากล่าวว่า
บุรุษผู้มีบาปหนา แปดเปื้อนด้วย
ราคาทิกิเลสเกินเหตุ เราไม่พูดถึงคนนั้น

380
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๒ – หน้าที่ 381 (เล่ม 25)

แต่เราควรจะกล่าวกะท่าน บาปประมาณ
เท่าปลายขนทราย ย่อมปรากฏประดุจ
เท่าก่อนเมฆในนภากาศแก่บุรุษผู้ไม่มีกิเลส
ดังว่าเนิน ผู้มักแสวงหาไตรสิกขาอัน
สะอาดเป็นนิจ.
[๗๙๙] ภิกษุกล่าวว่า
ดูก่อนเทวดา ท่านรู้จักเราแน่ละ
และท่านเอ็นดูเรา ดูก่อนเทวดา ท่านเห็น
ธรรมเช่นนี้ในกาลใด ท่านพึงกล่าวอีก
[ในกาลนั้น] เถิด.
[๘๐๐] เทวดากล่าวว่า
เราไม่ได้อาศัยท่านเป็นอยู่เลย และ
เราไม่ได้มีความเจริญเพราะท่าน ดูก่อน
ภิกษุ ท่านพึงไปสุคติได้ด้วยกรรมที่ท่าน
พึงรู้.
ลำดับนั้นแล ภิกษุนั้นเป็นผู้อันเทวดานั้นให้สลด ถึงซึ่งความสังเวช
แล้วแล.
จบปทุมปุปผสูตร
วนสังยุต จบบริบูรณ์

381
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๒ – หน้าที่ 382 (เล่ม 25)

อรรถกถาปทุมปุปผสูตร
พึงทราบวินิจฉัยในปทุมปุปผสูตร ที่ ๑๔ ต่อไปนี้ :-
บทว่า อชฺฌภาสิ ความว่า เทวดานั้นเห็นภิกษุนั้นจับก้านดอกบัว
น้อมมา (ดม) จึงคิดว่า ภิกษุนี้ เรียนกัมมัฏฐานในสำนักของพระศาสดาแล้ว
เข้าป่า เพื่อบำเพ็ญสมณธรรม จะพิจารณาเอากลิ่นเป็นอารมณ์ ภิกษุนี้นั้นวัน
นี้ ดมกลิ่นแล้ว แม้ในวันพรุ่งนี้ แม้ในวันมะรืนนี้ก็จักดมกลิ่น ตัณหาในกลิ่น
นั้นของภิกษุนั้น เพิ่มพูนขึ้นแล้ว จักยังประโยชน์ในชาตินี้และในชาติหน้าให้
พินาศ เมื่อเราเห็นอยู่ ภิกษุนี้อย่าพินาศเลย เราจักเตือนท่าน ดังนี้แล้ว
จึงเข้าไปพูด.
บทว่า เอกงฺคเมตํ เถยฺยานํ ความว่า นี้เป็นองค์หนึ่ง คือเป็นส่วน
หนึ่งแห่ง ๕ ส่วน มีรูปารมณ์เป็นต้นที่พึงลักเอา. บทว่า น หรามิ แปลว่า
ไม่ถือเอาไป. บทว่า อารา คือภิกษุกล่าวว่า เราจับก้านในที่ไกลน้อมมา
ยืนดมอยู่ในที่ไกล. บทว่า วณฺเณน แปลว่า เพราะเหตุ. บทว่า ยฺวายํ
ตัดบทว่า โย อยํ (แปลว่า นี้ ใด). ได้ยินว่า เมื่อภิกษุนั้นกำลังพูดกับเทวดา
ดาบสคนหนึ่งก็ลงไปขุดเหงาบัวเป็นต้น. ท่านกล่าวหมายเอาความนั้น. บทว่า
อากิณฺณกมฺมนฺโต คือมีการงานไม่บริสุทธิ์อย่างนี้. บาลีว่า อขีณกมฺมนฺโต
บ้าง ความว่า มีการงานหยาบคาย. บทว่า น วุจฺจติ ความว่า เพราะเหตุไร
จึงไม่กล่าวว่า ขโมยกลิ่น หรือว่าขโมยดอกไม้. บทว่า อากิณฺณลุทฺโธ
คือมีความชั่วมาก หรือว่ามีความชั่วช้า. บทว่า อติเวลํว มกฺขิโต ความว่า
บุรุษนี้ผู้เปื้อนด้วยกิเลสมีราคะและโทสะเป็นต้น เหมือนอย่างผู้เศร้าหมอง
ที่แม่นมนุ่งแล้ว เปื้อนด้วยอุจจารปัสสาวะ ฝุ่นเขม่า และเปือกตมเป็นต้น.

382