ส่วนภิกษุเหล่านั้นเล่า ก็ทำธรรมนั้นให้เป็นประโยชน์ ใส่ใจกำหนด
ด้วยจิตทั้งปวง เงี่ยโสตลงฟังธรรม อย่ากระนั้นเลย เราควรสรรเสริญท่าน
พระสารีบุตรด้วยคาถาทั้งหลายอันสมควรในที่เฉพาะหน้าเถิด.
ลำดับนั้นแล ท่านพระวงคีสะลุกจากอาสนะ ทำผ้าห่มเฉวียงบ่า
ข้างหนึ่งแล้ว ประณมอัญชลีไปทางท่านพระสารีบุตรแล้ว ได้กล่าวกะท่าน
พระสารีบุตรดังนี้ว่า ท่านสารีบุตร เนื้อความนี้ย่อมแจ่มแจ้งกะข้าพเจ้า ท่าน
สารีบุตร เนื้อความนี้ย่อมแจ่มแจ้งกะข้าพเจ้า.
ท่านพระสารีบุตรกล่าวกะท่านพระวังคีสะว่า เนื้อความนั้นจงแจ่มแจ้ง
กะท่านเถิด ท่านวังคีสะ.
[๗๔๓] ครั้งนั้นแล ท่านพระวังคีสะได้สรรเสริญท่านพระสารีบุตร
ต่อหน้าด้วยคาถาทั้งหลายอันสมควรว่า
ท่านสารีบุตรเป็นนักปราชญ์ มี
ปัญญาลึกซึ้ง ฉลาดในทางและมิใช่ทาง
มีปัญญามาก ย่อมแสดงธรรมแก่ภิกษุ
ทั้งหลาย แสดงโดยย่อก็ได้ แสดงโดย
พิสดารก็ได้ เสียงของท่านไพเราะดังก้อง
เหมือนเสียงนกสาริกา ปฏิภาณเกิดขึ้นโดย
ไม่รู้สิ้นสุด เมื่อท่านแสดงธรรมอยู่ ภิกษุ
ทั้งหลายย่อมฟังเสียงอันไพเราะ เป็นผู้
ปลื้มจิตยินดีด้วยเสียงอันเพราะ น่ายินดี
น่าฟัง เงี่ยโสตอยู่ ดังนี้.