พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๒ – หน้าที่ 303 (เล่ม 25)

วังคีสสังยุต
๑. นิกขันตสูตร
ว่าด้วยบรรเทาความกระสัน
[๗๒๗] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้ :-
สมัยหนึ่ง ท่านพระวังคีสะ อยู่ทีอัตตาฬวเจดีย์ เมืองอาฬวี กับท่าน
พระนิโครธกัปปะผู้เป็นอุปัชฌาย์ ก็สมัยนั้น ท่านพระวังคีสะยังเป็นภิกษุใหม่
บวชได้ไม่นาน ถูกละไว้ให้เฝ้าวิหาร.
[๗๒๘] ครั้งนั้น สตรีเป็นอันมาก ประดับประดาร่างกายแล้ว เข้าไป
ยังอารามเที่ยวดูที่อยู่ของพวกภิกษุ.
ครั้งนั้นแล ความกระสันย่อมบังเกิดขึ้น ความกำหนัดย่อมรบกวนจิต
ของท่านพระวังคีสะ เพราะได้เห็นสตรีเหล่านั้น.
ลำดับนั้น ท่านพระวังคีสะ มีความคิดดังนี้ว่า ไม่ใช่ลาภของเราหนอ
ไม่เป็นลาภของเราหนอ เราได้ชั่วเสียแล้วหนอ เราไม่ได้ดีเสียแล้วหนอ ที่
เราเกิดความกระสัน ที่ความกำหนัดรบกวนจิตเรา เหตุที่คนอื่น ๆ จะพึง
บรรเทาความกระสันแล้ว ยังความยินดีให้บังเกิดขึ้นแก่เรา ในความกำหนัดที่
บังเกิดขึ้นแล้วนี้ เราจะได้แต่ที่ไหน อย่ากระนั้นเลย เราพึงบรรเทาความกระสัน
เสียแล้ว ยังความยินดีให้เกิดขึ้นแก่ตนด้วยตนเองเถิด.
[๗๒๙] ในกาลนั้นแล ท่านพระวังคีสะบรรเทาความกระสันเสียแล้ว
ยังความยินดีให้เกิดขึ้นแก่ตนเองแล้ว ได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ในเวลานั้นว่า

303
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๒ – หน้าที่ 304 (เล่ม 25)

วิตกทั้งหลายเป็นเหตุให้คะนอง
(เกิดมา) แต่ฝ่ายธรรมดำเหล่านี้ ย่อมวิ่ง
เข้ามาสู่เราผู้ออกจากเรือนบวช เป็นผู้ไม่
มีเหย้าเรือนแล้ว.
บุตรของคนชั้นสูงทั้งหลาย ผู้มีฝีมือ
อันเชี่ยวชาญ ศึกษาดีแล้ว ทรงธนูไว้
มั่นคง พึงทำคนที่ไม่ยอมหนีมีจำนวนตั้ง
พัน ๆ ให้กระจัดกระจายไปรอบด้าน
(ฉันใด) ถึงแม้ว่าสตรีมากยิ่งกว่านี้จักมา
สตรีเหล่านั้นก็จักเบียดเบียนเรา ผู้ตั้งมั่น
แล้วในธรรมของตนไม่ได้เลย (ฉันนั้น)
เพราะว่า เราได้ฟังทางเป็นที่ไปสู่พระ-
นิพพานนี้ในที่เฉพาะพระพักตร์ของพระ
พุทธเจ้า ผู้เป็นเฝาพันธุ์พระอาทิตย์แล้ว
ใจของเรายินดีแล้วในทางเป็นที่ไปสู่
พระนิพพานนั้น.
แน่ะมารผู้ชั่วร้าย ถ้าท่านจะเข้ามา
หาเราผู้อยู่อย่างนี้ แนะมฤตยุราช เราจัก
ทำโดยวิธีที่ท่านจักไม่เห็นแม้ซึ่งทางของ
เราได้เลย ดังนี้.

304
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๒ – หน้าที่ 305 (เล่ม 25)

วังคีสสังยุต
อรรถกถานิกขันตสูตร
ในนิกขันตสูตรที่ ๑ วังคีสสังยุค มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-
บทว่า อคฺคาฬเว เจติเย ได้แก่ ที่อัคคเจดีย์เมืองอาฬวี. เมื่อ
พระพุทธเจ้ายังไม่เสด็จอุบัติ ได้มีเจดีย์เป็นอันมาก อันเป็นถิ่นของยักษ์และ
นาคเป็นต้น มีอัคคาฬวเจดีย์ และโคตมกเจดีย์เป็นต้น . เมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จ
อุบัติขึ้นแล้ว มนุษย์ทั้งหลายพากันรื้อเจดีย์เหล่านั้นสร้างเป็นวิหาร. เจดีย์
เหล่านั้นนั่นแล จึงเกิดเป็นชื่อของคนเหล่านั้น . บทว่า นิโคฺรธกปฺเปน
ได้แก่ ด้วยพระกัปปเถระผู้อยู่ที่โคนต้นไทร. บทว่า โอหิยฺยโก ได้แก่
ถูกเหลือไว้ บทว่า วิหารปาโล ความว่า ได้ยินว่า ในครั้งนั้นท่านยังไม่ได้
พรรษา ไม่เข้าใจในการรับบาตรจีวร. ลำดับนั้น ภิกษุผู้เถระทั้งหลาย จึงกล่าว
กะท่านว่า อาวุโส ท่านจงนั่งดูแลร่ม รองเท้าและไม้เท้าเป็นต้น ตั้งให้เป็น
ผู้เฝ้าวิหารแล้วเข้าไปบิณฑบาต. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า วิหารปาโล.
บทว่า สมลงฺกริตฺวา ความว่า ประดับด้วยเครื่องประดับอันเหมาะสมแก่
สมบัติของตน บทว่า จิตฺตํ อนุทฺธํเสติ ความว่า กำจัดคือทำกุศลจิตให้
พินาศ. บทว่า ตํ กุเตตฺถ ลพฺภา ความว่า เมื่อราคะเกิดขึ้นจะได้เหตุนั้น
แต่ที่ไหน. บทว่า ยํ เม ปเร ความว่า เพราะเหตุใดบุคคลหรือธรรมอย่างอื่น
พึงบรรเทาความกระสัน อยากสึกแล้ว ทำความยินดีในพรหมจรรย์ให้เกิดขึ้น
แก่เราในบัดนี้เล่า แม้อาจารย์และพระอุปัชฌาย์ก็ทิ้งเราไว้ในวิหารแล้วไปเสีย.
บทว่า อคารสฺมา ได้แก่ ออกจากเรือน. บทว่า อนคาริยํ ความว่า
เข้าถึงบรรพชา. บทว่า กณฺหโต ความว่า แล่นมาจากธรรมฝ่ายดำ คือ

305
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๒ – หน้าที่ 306 (เล่ม 25)

ฝ่ายมาร. บทว่า อุคฺคปุตฺตา ได้แก่ บุตรของบุคคลชั้นสูง เป็นเชื้อสาย
แห่งเจ้าผู้มีศักดิ์ใหญ่. บทว่า ทฬฺหธมฺมิโน ได้แก่ ผู้ทรงธนูมั่งคง. คือ
ถือธนูของอาจารย์ ซึ่งมีขนาดสูงสุด. บทว่า สหสฺสํ อปลายินํ ความว่า
เมื่อแสดงจำนวนของผู้ไม่ยอมหนีไป ซึ่งเอาลูกศรสาดไปรอบด้าน จึงกล่าวว่า
สหสฺสํ ดังนี้ . บทว่า เอตฺตกา ภิยฺโย ความว่า สตรีมีเกินกว่าพันนี้. บทว่า
เนว มํ พฺยาธยิสฺสนฺติ ความว่า จักไม่อาจให้เราหวั่นไหวได้. บทว่า ธมฺเม
สมฺหิ ปติฏฺฐิตํ ความว่า ตั้งอยู่ในศาสนธรรมของตน อันสามารถบรรเทา
ความกระสันอยากสึก แล้วทำความยินดีอันพรหมจรรย์ให้เกิดขึ้น. ท่านกล่าว
คำอธิบายไว้ดังนี้ว่า ก่อนอื่นเมื่อนายขมังธนูตั้งพันยิงกราดลูกศรมารอบด้าน
คนที่ศึกษาชำนาญ ก็ใช้ท่อนไม้ปัดลูกธนูทั้งหมดในระหว่างไม่ให้ถูกตัว ให้
ตกลงที่ใกล้เท้า บรรดานายขมังธนูเหล่านั้น คนหนึ่งยิงลูกธนูได้ทีละ ๒ ลูก
ส่วนหญิงเหล่านี้ ยิงลูกศรได้ทีสะ ๕ ลูก โดยอารมณ์มีรูปารมณ์เป็นต้น. หญิง
ที่ยิงลูกศรได้อย่างนั้น แม้จะมีเกินพัน ก็จักไม่สามารถทำเราให้หวั่นไหวได้เลย.
บทว่า สกฺขี หิ เม สุตํ เอตํ ความว่า ทางเป็นที่ไปสู่พระนิพพานนี้
เราได้ฟังแล้วเฉพาะพระพักตร์ ท่านกล่าวว่า นิพฺพานคมนํ มคฺคํ หมายเอา
วิปัสสนา. จริงอยู่ มรรคนั้นเป็นมรรคส่วนเบื้องต้นแห่งพระนิพพาน. แต่
ท่านกล่าวว่า มคฺคํ ด้วยลิงควิปัลลาส ความคลาดเคลื่อนของลิงค์ [เพศของ
ศัพท์]. บทว่า ตตฺถ เม ความว่า ใจของเราไม่ยินดีในทางไปสู่พระนิพพาน
กล่าวคือ วิปัสสนาอย่างอ่อน ๆ ของตนนั้น. ท่านเรียกกิเลสว่า ปาปิมา.
เรียกกิเลสนั้นแหละว่า มจฺจุ ก็มี. บทว่า น เม มคฺคมปี ความว่า เรา
จักทำโดยประการที่ท่านมองไม่เห็นแม้ทางที่เราไปในภพและกำเนิดเป็นต้น.
จบอรรถกถานิกขันตสูตรที่ ๑

306
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๒ – หน้าที่ 307 (เล่ม 25)

๒. อรติสูตร
ว่าด้วยการบรรเทาความกระสัน
[๗๓๐] สมัยหนึ่ง ท่านวังคีสะ อยู่ที่อัคคาฬวเจดีย์ เมืองอาฬวี
กับท่านพระนิโครธกัปปะผู้เป็นอุปัชฌาย์ โดยสมัยนั้นแล ท่านพระนิโครธกัปปะ
กลับจากบิณฑบาตในเวลาปัจฉาภัต เข้าไปสู่วิหาร ออกในเวลาเย็นบ้าง ใน
วันรุ่งขึ้นหรือในเวลาภิกษาจารบ้าง.
[๗๓๑] ก็โดยสมัยนั้นแล ความกระสันบังเกิดขึ้น ความกำหนัด
รบกวนจิตของท่านพระวังคีสะ ลำดับนั้น ท่านพระวังคีสะมีความคิดดังนี้ว่า
ไม่ใช่ลาภของเราหนอ ไม่เป็นลาภของเราหนอ เราได้ชั่วเสียแล้วหนอ เรา
ไม่ได้ดีเสียแล้วหนอ ที่เราเกิดความกระสันขึ้นแล้ว ที่ความกำหนัดรบกวน
จิตเรา เราจะได้เหตุที่คนอื่น ๆ จะพึงบรรเทาความกระสันแล้วยังความยินดีให้
เกิดขึ้นแก่เรา ในความกำหนัดที่เกิดขึ้นแล้วนี้แต่ที่ไหน อย่ากระนั้นเลย เรา
พึงบรรเทาความกระสันแล้ว ยังความยินดีให้เกิดขึ้นแก่ตนด้วยตนเองเถิด.
[๗๓๒] ครั้งนั้นแล ท่านพระวังคีสะบรรเทาความกระสันแล้ว ยัง
ความยินดีให้เกิดขึ้นแก่ตนด้วยตนเอง ได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ในเวลานั้น ว่า
บุคคลใดละความไม่ยินดี (ในศาสนา)
และความยินดี (ในกามคุณทั้งหลาย) และ
วิตกอันอาศัยเรือนโดยประการทั้งปวงแล้ว
ไม่พึงทำป่าใหญ่คือกิเลสในอารมณ์ไหน ๆ
เป็นผู้ไม่มีป่าคือกิเลส เป็นผู้ไม่น้อมใจ
ไปแล้ว ผู้นั้นแลชื่อว่าเป็นภิกษุ.

307
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๒ – หน้าที่ 308 (เล่ม 25)

รูปอย่างใดอย่างหนึ่งในโลกนี้ ที่ตั้ง
อยู่บนแผ่นดินก็ดี ทั้งตั้งอยู่ในเวหาสก็ดี
ที่อยู่ในแผ่นดินก็ดี ย่อมทรุดโทรม เป็น
ของไม่เที่ยงทั้งหมด บุคคลทั้งหลายผู้
สำนึกตน ย่อมถึงความตกลงอย่างนี้เที่ยว
ไป.
ชนทั้งหลายเป็นผู้ติดแล้ว ในอุปธิ
ทั้งหลายคือ ในรูปอันตนเห็นแล้ว ใน
เสียงอันตนได้ฟังแล้ว ในกลิ่นและรสอัน
ตนได้กระทบแล้ว และในโผฏฐัพพารมณ์
อันตนทราบแล้ว ท่านจงบรรเทาความ
พอใจในถามคุณ ๕ เหล่านั้น เป็นผู้ไม่
หวั่นไหว บุคคลใดไม่ติดอยู่ในกามคุณ ๕
เหล่านั้น บัณฑิตทั้งหลายเรียกบุคคลนั้น
ว่า เป็นมุนี.
วิตกของคนทั้งหลายอาศัยปิยรูปสาต
รูป ๖๐ เป็นอันมาก ตั้งลงแล้วโดยไม่เป็น
ธรรมในหมู่ปุถุชน บุคคลไม่พึงถึงวังวน
กิเลสในอารมณ์ไหน ๆ และบุคคลผู้ไม่
พูดจาชั่วหยาบ จึงชื่อว่าเป็นภิกษุ.
บัณฑิตผู้มีจิตตั้งมั่นแล้วตลอดกาล
นาน ผู้ไม่ลวงโลก ผู้มีปัญญาแก่กล้า ผู้

308
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๒ – หน้าที่ 309 (เล่ม 25)

ไม่ทะเยอทะยาน เป็นมุนี ถึงบทอันระงับ
แล้ว อาศัยพระนิพพาน เป็นผู้ดับกิเลสได้
แล้ว ย่อมรอคอยกาล (เป็นที่ปรินิพพาน)
ดังนี้.
อรรถกถาอรติสูตร
ในสูตรที่ ๒ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-
บทว่า นิกฺขมติ ได้แก่ออกจากวิหาร. บทว่า อปรชฺชุ วา กาเล
ได้แก่ในวันที่ ๒ หรือในเวลาภิกษาจาร. ได้ยินว่า พระเถระนั้นเคารพใน
วิหาร. บทว่า อรติญฺจ รติญฺจ ได้แก่ความไม่ยินดีในศาสนา และ
ความยินดีในกามคุณทั้งหลาย. บทว่า สพฺพโส เคหสิตญฺจ วิตกฺกํ
ความว่า และละวิตกลามกซึ่งอาศัยเรือนในกามคุณห้าโดยอาการทั้งปวง. บทว่า
วนถํ ได้แก่ป่าใหญ่คือกิเลส. บทว่า กุหิญฺจิ ได้แก่ในอารมณ์ไร ๆ. บทว่า
นิพฺพนโถ ได้แก่ผู้ปราศจากป่าคือกิเลส. บทว่า อรโต ได้แก่เว้นจาก
ความยินดีด้วยอำนาจตัณหา.
บทว่า ปฐวิญฺจ เวหาสํ ความว่า รูปที่ตั้งอยู่บนแผ่นดิน ได้แก่
รูปหญิงชาย ผ้าและเครื่องประดับเป็นต้น และรูปที่ตั้งอยู่ในอากาศมีแสงจันทร์
และอาทิตย์เป็นต้น. บทว่า รูปคตํ ได้แก่รูปนั่นเอง บทว่า ชคโตคธํ
ได้แก่รูปที่อยู่ในแผ่นดิน อธิบายว่า ถึงนาคพิภพภายในแผ่นดิน. บทว่า
ปริชิยฺยติ ได้แก่ทรุดโทรม. บทว่า สพฺพมนิจฺจํ ความว่า นั้นไม่เที่ยง
ทั้งหมด. อาจารย์บางพวกกล่าวว่า นี้เป็นมหาวิปัสสนาของพระเถระ. บทว่า

309
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๒ – หน้าที่ 310 (เล่ม 25)

เอวํ สเมจฺจ ได้แก่มารวมกันอย่างนี้. บทว่า จรนฺติ มุตตฺตา ความว่า
ผู้มีอัตภาพอันรู้แจ้งแล้วอยู่.
บทว่า อุปธีสุ ได้แก่ ขันธ์ กิเลส และอภิสังขาร. บทว่า คธิตา
ได้แก่ติดอยู่แล้ว. บทว่า ทิฏฺฐสุเต ได้แก่ในรูปที่จักษุเห็นแล้ว ในเสียงที่
โสตะได้ยินแล้ว. กลิ่นและรสท่านถือเอาด้วยบทว่า ปฏิฆะ โผฏฐัพพารมณ์
ท่านถือเอาด้วยบทว่า มุตะ ในคำว่า ปฏิเฆ จ มุเต จ นี้. บทว่า
โย เอตฺถ น ลิมฺปติ ความว่า บุคคลใดไม่ข้องติดอยู่ในกามคุณ ๕
เหล่านี้ด้วยกิเลส คือ ตัณหาและทิฏฐิ.
บทว่า อถ สฏฺฐิสิตา สวิตกฺกา ปุถุชฺชนตาย อธมฺมนิวิฏฺฐา
ความว่า เมื่อเป็นเช่นนั้น วิตกฝ่ายอธรรมเป็นอันมาก ที่อาศัยอารมณ์ ๖
ก็ตั้งลงในหมู่ชน. บทว่า น จ วฏฺฏคตสฺส กุหิญฺจิ ความว่า ไม่พึง
ตกไปในวนคือ กิเลสในที่ไหน ๆ ด้วยอำนาจวิตกฝ่ายอธรรมเหล่านั้น. บทว่า
โน ปน ทุฏฺฐุลฺลภาณี ความว่า ไม่พึงเป็นผู้กล่าววาจาชั่วหยาบ. บทว่า
ส ภิกฺขุ ความว่า ผู้มีจิตอย่างนี้นั้น ย่อมชื่อว่าเป็นภิกษุ.
บทว่า ทพฺโพ ได้แก่บัณฑิตผู้มีชาติแห่งผู้มีปัญญา. บทว่า
จิรรตฺตสมาหิโต ได้แก่ผู้มีจิตตั้งมั่นตลอดกาลนาน. บทว่า นิปโก ได้แก่
ผู้ประกอบด้วยปัญญาเครื่องรักษาตน คือมีปัญญาแก่กล้า. บทว่า อปิหาลุ
ได้แก่ผู้ปราศจากตัณหา. บทว่า สนฺตํ ปทํ ได้แก่พระนิพพาน. บทว่า
อชฺฌคมา มุนิ ได้แก่มุนีผู้บรรลุแล้ว. บทว่า ปฏิจฺจ ปรินิพฺพุโต
กงฺขติ กาลํ ความว่า อาศัยพระนิพพาน ดับด้วยการดับกิเลสรอกาลเป็นที่
ปรินิพพาน.
จบอรรถกถาอรติสูตรที่ ๒

310
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๒ – หน้าที่ 311 (เล่ม 25)

๓. เปสลาติมัญญนาสูตร
ว่าด้วยการนึกดูหมิ่นภิกษุผู้มีศีล
[๗๓๓] สมัยหนึ่ง ท่านพระวังคีสะอยู่ที่อัคคาฬวเจดีย์ เมืองอาฬวี
กับท่านพระนิโครธกัปปะผู้อุปัชฌาย์ ก็โดยสมัยนั้นแล ท่านพระวังคีสะนึก
ดูหมิ่นภิกษุทั้งหลาย ผู้มีศีลเป็นที่รักเหล่าอื่น ด้วยปฏิภาณของตน
ครั้งนั้นแล ท่านพระวังคีสะมีความคิดดังนี้ว่า ไม่ใช่ลาภของเราหนอ
ไม่เป็นลาภของเราหนอ เราได้ชั่วเสียแล้วหนอ เราไม่ได้ดีเสียแล้ว หนอ
ที่เราดูหมิ่นภิกษุทั้งหลาย ผู้มีศีลเป็นที่รักเหล่าอื่น ด้วยปฏิภาณของตน ดังนี้.
[๗๓๔] ครั้งนั้นแล ท่านพระวังคีสะยังความวิปฏิสารให้เกิดขึ้น
แก่ตนด้วยตนเองแล้ว ได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ในเวลานั้นว่า
ดูก่อนท่านโคดม ท่านจงละมานะ
เสีย ท่านจงละหนทางแห่งมานะในโลก
นี้เสีย ท่านจงเป็นผู้ละหนทางแห่งมานะ
ในโลกนี้เสีย อย่าให้มีส่วนเหลือได้
(เพราะ) หมู่สัตว์ผู้อันความลบหลู่ทำให้
มัวหมองแล้ว ย่อมเป็นผู้มีความเดือดร้อน
ตลอดกาลนาน สัตว์ทั้งหลายผู้อันมานะ
กำจัดแล้วย่อมตกนรก ชนทั้งหลายผู้อัน
มานะกำจัดแล้ว เข้าถึงนรกแล้ว ย่อม
เศร้าโศกสิ้นกาลนาน ภิกษุผู้ชำนะกิเลส
ด้วยมรรคเป็นผู้ปฏิบัติชอบ ย่อมไม่เศร้า-
โศกเลยในกาลไหน ๆ ย่อมได้รับเกียรติคุณ

311
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๒ – หน้าที่ 312 (เล่ม 25)

และความสุข บัณฑิตทั้งหลายย่อมเรียก
ภิกษุผู้เช่นนั้นว่า เป็นผู้เห็นธรรม เพราะ-
ฉะนั้น ท่านจงเป็นผู้ไม่มีกิเลสเพียงตะปู
เครื่องตรึงใจในโลกนี้ เป็นผู้มีความเพียร
จงละนิวรณ์ทั้งหลายเสีย เป็นผู้บริสุทธิ์
และละมานะอย่าให้มีส่วนเหลือแล้ว ทำ
ที่สุดแห่งกิเลสด้วยวิชชา เป็นผู้สงบระงับ
ดังนี้.
อรรถกถาเปสลาติมัญญนาสูตร
ในเปสลาติมัญญนาสูตรที่ ๓ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-
บทว่า อติมญฺติ ความว่า ท่านพระวังคีสะดูหมิ่นว่า พระแก่ ๆ
เหล่านี้จะรู้อะไร บาลีก็ไม่รู้ อรรถกถาก็ไม่รู้ ความไพเราะของบทและ
พยัญชนะก็ไม่รู้ ส่วนพวกเรา ทั้งบาลีทั้งอรรถกถาปรากฏตั้งร้อยนัยพันนัย.
เพราะตนเป็นสาวกของพระพุทธเจ้าผู้โคตมะ จึงเรียกตนว่าโคตมะ. บทว่า
มานปถํ ได้แก่อารมณ์แห่งมานะ และธรรมที่เกิดกับมานะ. บทว่า
วิปฺปฏิสารีหุวา ความว่า ได้เป็นผู้มีความร้อนใจ. บทว่า มคฺคชิโน
ได้แก่ผู้ชนะกิเลสด้วยมรรค. บทว่า กิตฺติญฺจ สุขญฺจ ได้แก่การกล่าว
สรรเสริญ และความสุขทางกายทางใจ. บทว่า อขีโลธ ปธานวา ความว่า
ในโลกนี้ เป็นผู้ไม่มีกิเลสเพียงดังตะปู มีความเพียร คือสมบูรณ์ด้วยความเพียร.
บทว่า วิสุทฺโธ ความว่า พึงเป็นผู้บริสุทธิ์. บทว่า อเสสํ ได้แก่ละมานะ

312