พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๒ - หน้าที่ 263 (เล่ม 25)

พระอรหัตผลนั้นด้วยการระงับความขวนขวายทุกอย่าง บัดนี้จักไม่ประกอบ
ต่อไป ทรงหมายเนื้อความดังว่ามานี้ จึงตรัสว่า โสรจฺจํ เม ปโมจนํ.
บทว่า วิริยํ ในคำว่า วิริยํ เม ธุรโธรยฺหํ นี้ ได้แก่ การปรารภ
ความเพียรทางกายและทางจิต. บทว่า ธุรโธรยฺหํ ความว่า นำไปในธุระ
อธิบายว่า นำธุระไป. เหมือนอย่างว่า ไถที่พราหมณ์ชักไปและดึงไปในธุระ
ย่อมทำลายแผ่นของดินและการสืบต่อแห่งมูลดิน ฉันใด ไถคือปัญญาที่พระผู้
มีพระภาคเจ้าชักมาด้วยความเพียร ก็ฉันนั้น ย่อมทำลายแผ่นกิเลสตามที่กล่าว
แล้ว และทำลายการสืบต่อแห่งกิเลส. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า วิริยํ เม
ธุรโธรยฺหํ. อีกอย่างหนึ่ง. สภาวะที่นำธุระเบื้องต้นไป ชื่อว่า ธุระ สภาวะที่นำ
ธุระเดิมไป ชื่อว่า โธรัยหา ธุระและโธรัยหะ ชื่อว่า ธุรโธรัยหะ ธุรโธ-
รัยหะ อันต่างด้วยโคงาน ๔ ตัว ในไถแต่ละไถของพราหมณ์ เมื่อนำไปทำ
หน้าที่กำจัดรากหญ้าที่เกิดขึ้น ๆ และทำความสมบูรณ์แห่งข้าวกล้าให้สำเร็จฉัน
ใด ธุรโธรัยหะ อันต่างด้วยความเพียรคือสัมมัปปธาน ๔ ของพระผู้มีพระ
ภาคเจ้าก็ฉันนั้น เมื่อนำมาย่อมทำหน้าที่กำจัดอกุศลที่เกิดขึ้นแล้ว ๆ เเละทำ
ความสมบูรณ์แห่งกุศลให้สำเร็จ. เพราะเหตุนั้นจึงตรัสว่า วิริยํ เม ธุรโธรยฺหํ
ดังนี้.
ในคำว่า โยคกฺเขมาธิวาหนํ นี้มีวินิจฉัยว่า พระนิพพาน ชื่อว่า
โยคักเขมะ เพราะเป็นแดนเกษมจากโยคะทั้งหลาย. พระนิพพานนั้น ชื่อว่า
อธิวาหนะ เพราะนำไปเจาะจงหรือว่านำไปเฉพาะหน้า การนำไปเฉพาะหน้า
ซึ่งธรรมอันเกษมจากโยคะ. ชื่อว่า โยคักเขมาธิวาหนะ. ท่านกล่าวคำ
อธิบายไว้ดังนี้ว่า ธุรโธรัยหะของท่านที่นำมุ่งไปทิศใดทิศหนึ่งมีปุรัตถิมทิศเป็น
ต้น ฉันใด ธุรโธรัยหะของเรา ย่อมนำมุ่งตรงต่อพระนิพพานก็ฉันนั้น.
ธุรโธรัยหะที่เรานำไปอย่างนี้ ชื่อว่าไปไม่หวนกลับ คือ ไปจำเดิมแต่เวลาที่

263
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๒ - หน้าที่ 264 (เล่ม 25)

พระพุทธเจ้าพระนามว่าทีปังกร ไม่หวนกลับเหมือนธุรโรรัยหะ (ของท่าน) นำ
ไถไปถึงที่สุดนา ยังกลับมาอีก. อีกอย่างหนึ่ง เพราะกิเลสที่เราละได้ด้วยมรรค
นั้น ๆ ไม่จำต้องละร่ำไป เหมือนหญ้าที่ตัดด้วยไถของท่าน จำต้องตัดในเวลา
ต่อมาอีก ฉะนั้น ธุรโธรัยหะละไม้คือกิเลสที่เห็นแล้วด้วยปฐมมรรค ละกิเลส
หยาบ ๆ ด้วยทุติยมรรค ละกิเลสที่เป็นอนุสัยด้วยตติยมรรค ละกิเลสทุกอย่าง
ด้วยจตุตถมรรค ไปไม่หวนกลับด้วยอาการอย่างนี้. อีกอย่างหนึ่ง บทว่า คจฺฉติ
อนิวตฺตํ ความว่า เป็นธรรมชาติเว้นการไม่กลับไปเลย. บทว่า ตํ โยคธุร-
โรธรยฺหํ ในคำว่า ธุรโธรยฺหํ นี้ พึงทราบความอย่างนี้ ก็ธุรโธรัยหะของ
เราเมื่อไปโดยประการที่ธุรโธรัยหะของท่านไม่ไปยังที่นั้น แต่ธุรโธรัยหะของ
เรานั้น ย่อมไปสู่ที่ชาวนาไปแล้ว ไม่เศร้าโศกปราศจากธุลี ไม่เสียใจ. บทว่า
ยตฺถ คนฺตฺวา น โสจติ ความว่า ชาวนาเช่นเราเตือนการนำธุระไปด้วย
ความเพียรนั้นด้วยประตัก คือ สติไปในที่ใด ไม่เศร้าโศก ปราศจากธุลี ไม่
เสียใจ ถึงที่นั้นทั้งหมด กล่าวคืออมตนิพพานอันเป็นที่ถอนลูกศรคือความโศก
บัดนี้ เมื่อจะทรงย้ำคำลงท้ายจึงตรัสคาถาว่า เอวเมสา กสี ดังนี้
เป็นต้น. ข้อนั้นมีเนื้อความสังเขปดังต่อไปนี้ จงเห็นเถิดท่านพราหมณ์ พืช
คือศรัทธานี้ น้ำฝนคือตบะช่วยเหลือแม้การไถ เราใช้เชือกคือใจผูกแอกและ
ไถคือปัญญาและงอนไถคือหิริไว้ด้วยกัน ใช้ไถคือปัญญาตอกผาลคือสติ ยึด
ประตักคือสติคุ้มครองด้วยการควบคุมกายวาจาและอาหาร ใช้สัจจะเป็นเครื่อง
ดายหญ้า นำธุรโธรัยหะคือความเพียรซึ่งให้เกิดโสรัจจะมุ่งตรงพระนิพพานอัน
เป็นแดนเกษมจากโยคะไม่ถอยกลับ ไถแล้วการไถให้ถึงสามัญญผล ๔ อย่าง
ซึ่งเป็นที่สุดแห่งการงาน ดังนี้. บทว่า สา โหติ อมตปฺผลา ความว่า
การไถนี้นั้นย่อมมีผลเป็นอมตะ. พระนิพพานท่านเรียกว่าอมตะ. อธิบายว่า
การไถนั้นมีพระนิพพานเป็นอานิสงส์. การไถนี้นั้นจะมีผลเป็นอมตะเฉพาะเรา

264
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๒ - หน้าที่ 265 (เล่ม 25)

ผู้เดียวเท่านั้นก็หามิได้ ใคร ๆ จะเป็นกษัตริย์พราหมณ์แพศย์สูทรก็ตาม
คฤหัสถ์หรือบรรพชิตก็ตาม ไถอย่างนี้ ครั้นไถอย่างนี้แล้ว เขาทั้งหมด ย่อม
พ้นทุกข์ทั้งปวงโดยแท้แล.
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเทศนาแก่พราหมณ์ ยกพระนิพพานแสดงเป็น
เรื่องสุดท้าย จบลงด้วยอดคือพระอรหัต ด้วยประการฉะนี้. ต่อแต่นั้น
พราหมณ์ฟังพระธรรมเทศนาซึ่งมีเนื้อความลึกซึ้งแล้ว ทราบว่าคนบริโภคผล
แห่งการไถนาของเรา ย่อมจะหิวในวันรุ่งขึ้นเป็นแน่ แต่คนบริโภคผลแห่งการ
ไถที่เป็นอมตะนี้ ย่อมพ้นจากทุกข์ทั้งปวง ดังนี้ มีความเลื่อมใส เมื่อจะแสดงทำ
อาการเลื่อมใส จึงกล่าวคำเป็นต้นว่า ภุญฺชตุ ภวํ โคตโม ดังนี้. คำทั้ง
หมดและคำนอกจากนั้น เราอธิบายเนื้อความไว้แล้วทั้งนั้นแล.
จบอรรถกถากสิสูตรที่ ๑
๒. อุทัยสูตร
ว่าด้วยติดในรส
[๖๗๗] สาวัตถีนิทาน.
ครั้งนั้นเวลาเช้า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงนุ่งแล้ว ทรงถือบาตรและ
จีวร เสด็จเข้าไปยังที่อยู่ของอุทัยพราหมณ์. ลำดับนั้น อุทัยพราหมณ์เอาข้าว
ใส่บาตรถวายพระผู้มีพระภาคเจ้าจนเต็ม.
[๖๗๘] แม้ครั้งที่ ๒ ในเวลาเช้า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงนุ่งแล้ว
ทรงถือบาตรและจีวรเสด็จเข้าไปยังที่อยู่ของอุทัยพราหมณ์.

265
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๒ - หน้าที่ 266 (เล่ม 25)

ลำดับนั้น อุทัยพราหมณ์เอาข้าวใส่บาตรถวายพระผู้มีพระภาคเจ้าจน
เต็ม.
[๖๗๙] แม้ครั้งที่ ๓ เวลาเช้า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงนุ่งแล้ว ทรง
ถือบาตรและจีวรเสด็จเข้าไปยังที่อยู่ของอุทัยพราหมณ์ แม้ในครั้งที่ ๓ อุทัย
พราหมณ์เอาข้าวใส่บาตรถวายพระผู้มีพระภาคเจ้าเต็มแล้ว ได้กราบทูลพระผู้มี
พระภาคเจ้าว่า พระสมณโคดมนี้ติดในรส (ติดใจในอาหาร) จึงเสด็จมาบ่อย ๆ.
[๖๘๐] พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า
กสิกรย่อมหว่านพืชบ่อย ๆ ฝนย่อม
ตกบ่อย ๆ ชาวนาย่อมไถนาบ่อย ๆ แว่น
แคว้นย่อมบริบูรณ์ด้วยธัญชาติบ่อย ๆ ยา
จกย่อมขอบ่อย ๆ ทานบดีก็ให้บ่อย ๆ
ทานบดีให้บ่อย ๆ แล้ว ก็เข้าถึงสวรรค์
บ่อย ๆ ผู้ต้องการน้ำนมย่อมรีดนมบ่อย ๆ
ลูกโคย่อมเข้าหาแม่โคบ่อย ๆ บุคคล ย่อม
ลำบากและดินรนบ่อย ๆ คนเขลาย่อมเข้า
ถึงครรภ์บ่อยๆ สัตว์ย่อมเกิดและตายบ่อยๆ
บุคคลทั้งหลายย่อมนำซากศพไปป่าช้า
บ่อย ๆ ส่วนผู้มีปัญญาถึงจะเกิดบ่อย ๆ ก็
เพื่อได้มรรคแล้วไม่เกิดอีก ดังนี้.
[๖๘๑] เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอย่างนี้แล้ว อุทัยพราหมณ์ได้
กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระโคดม ภาษิตของพระองค์แจ่มแจ้ง
นัก ข้าแต่พระโคดม ภาษิตของพระองค์แจ่มแจ้งนัก พระองค์ทรงประกาศ

266
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๒ - หน้าที่ 267 (เล่ม 25)

ธรรมโดยอเนกปริยาย ดุจหงายภาชนะที่คว่ำ เปิดของที่ปิด บอกทางแก่คน
หลงทาง ส่องประทีปในที่มืด ด้วยหวังว่าคนมีจักษุจักมองเห็นรูปได้ ข้าแต่
ท่านพระโคดม ข้าพระองค์ขอถึงพระผู้มีพระภาคเจ้ากับพระธรรมและพระ
ภิกษุสงฆ์ว่าเป็นสรณะ ของพระองค์ทรงจำข้าพระองค์ว่า เป็นอุบาสกผู้ถึง
พระรัตนตรัยเป็นสรณะจนตลอดชีวิต ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป.
อรรถกถาอุทยสูตรที่ ๒
ในอุทยสูตรที่ ๒ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-
บทว่า โอทเนน ปูเรสิ ความว่า พราหมณ์เอาข้าวพร้อมด้วยแกง
และกับที่เขาจัดไว้เพื่อคนใส่บาตรจนเต็มถวาย. ได้ยินว่า พระผู้มีพระภาคเจ้า
ทรงตรวจดูโลกเวลาใกล้รุ่ง ทรงเห็นพราหมณ์นั้น ทรงปฏิบัติพระสรีระแต่
เช้าทีเดียว เสด็จเข้าพระคันธกุฎี ทรงปิดประตูแล้วประทับนั่ง ทรงเห็นโภชนะ
ที่เขายกเข้าไปไว้ใกล้พราหมณ์ ลำพังพระองค์เดียวเท่านั้นทรงคล้องบาตรที่
จะงอยบ่า เสด็จออกจากพระคันธกุฎี เสด็จถึงประตูพระนครทรงนำบาตรออก
แล้วเสด็จเข้าภายในพระนคร ทรงดำเนินไปตามลำดับ ประทับยืนอยู่ที่ซุ้มประตู
บ้านพราหมณ์. พราหมณ์เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วได้ถวายโภชนะที่เขาจัด
แจงมาเพื่อตน. คำว่า โอทเนน ปูเรสิ นี้ท่านกล่าวหมายเอาโภชนะนั้น . บทว่า
ทุติยมฺปิ ได้แก่แม้ในวันที่ ๒. บทว่า ตติยมฺปิ ได้แก่แม้ในวันที่ ๓ ได้ยิน
ว่า ในระหว่างที่พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จไปประตูเรือนพราหมณ์ติด ๆ กัน
ตลอด ๓ วัน ไม่มีใคร ๆ ที่สามารถจะลุกขึ้นรับบาตรได้. มหาชนได้ยืนแลดู
อยู่เหมือนกัน.

267
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๒ - หน้าที่ 268 (เล่ม 25)

บทว่า เอตทโวจ ความว่า พราหมณ์แม้ถวายจนเต็มบาตรตลอด ๓
วัน ก็มิได้ถวายด้วยศรัทธา. พราหมณ์บริโภคโดยมิได้ถวายแม้เพียงภิกษาแก่
บรรพชิตที่มายืนอยู่ยังประตูเรือน แต่ได้ถวายเพราะกลัวถูกติเตียนว่า บรรพชิต
มายืนถึงประตูเรือนแล้ว แม้เพียงภิกษาก็ไม่ถวาย กินเสียเอง ดังนี้. และเมื่อ
ถวาย ๒ วันแรกถวายแล้วมิได้พูดอะไร ๆ เลย กับเข้าบ้าน. ทั้งพระผู้มีพระ
ภาคเจ้ามิได้ตรัสอะไร ๆ เหมือนกัน เสด็จหลีกไป แต่ในวันที่ ๓ พราหมณ์ไม่
อาจจะอดกลั้นไว้ได้ จึงได้กล่าวคำนี้ว่า ปกฏฺโก ดังนี้เป็นต้น. แม้พระผู้
มีพระภาคเจ้าก็ได้เสด็จไปจนถึงครั้งที่ ๓ ก็เพื่อจะทรงให้เขาเปล่งวาจานั้นนั่นเอง.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปกฏฺฐโก ได้แก่ติดในรส.
พระศาสดาทรงสดับคำของพราหมณ์แล้ว ตรัสว่า ท่านพราหมณ์
ท่านถวายบิณฑบาตตลอด ๓ วัน ยังย่อท้ออยู่ ในโลกมีธรรม ๑๖ ประการที่
ควรทำบ่อย ๆ ดังนี้ เพื่อจะทรงแสดงธรรมเหล่านั้น จึงทรงเริ่มพระธรรม
เทศนานี้ว่า ปุนปฺปุนํ เจว วปนฺติ พีชํ ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า
ปุนปฺปุนํ เจว วปนฺติ ท่านกล่าวไว้ในสัสสวารหนึ่งแล้ว แม้ในสัสสวารอื่น ๆ
ชาวนาย่อมหว่านโดยไม่ท้อแท้เลยว่า เท่านี้พอละ ดังนี้. บทว่า ปุนปฺปุนํ วสฺสติ
ความว่า มิใช่ตกวันเดียวหยุด. ตกอยู่แล้ว ๆ เล่า ๆ ทุก ๆ วัน ทุก ๆ ปี ชนบท
ย่อมมั่งคั่งด้วยอาการอย่างนี้. พึงทราบนัยแห่งเนื้อความในทุก ๆ บทโดย
อุบายนี้.
ในบทว่า ยาจกา นี้ พระศาสดาทรงแสดงอ้างถึงพระองค์ เพราะความ
ที่พระองค์ทรงฉลาดในเทศนา. บทว่า ขีรณิกา ได้แก่ผู้รีดนมโคเพราะน้ำ
นมเป็นเหตุ. จริงอยู่ ชนเหล่านั้นไม่ปรารถนาน้ำมันคราวเดียวเท่านั้น อธิบาย
ว่า ย่อมปรารถนารีดโคนมบ่อย ๆ. บทว่า กิลมติ ผนฺทติ จ ความว่า
สัตว์นี้ย่อมลำบากและดิ้นรนด้วยอิริยาบถนั้น ๆ. บทว่า คพฺภํ ได้แก่ท้องสัตว์

268
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๒ - หน้าที่ 269 (เล่ม 25)

ดิรัจฉานมีสุนัขบ้านและสุนัขจิ้งจอกเป็นต้น. บทว่า สีวถิกํ ได้แก่ป่าช้า.
อธิบายว่า นำสัตว์ตายแล้วไปในป่าช้านั้นบ่อย ๆ. บทว่า มคฺคญฺจ ลทฺธา
อปุนพฺภวาย ความว่า พระนิพพานชื่อว่ามรรค เพราะไม่เกิดอีก อธิบายว่า
ได้พระนิพพานนั้น.
บทว่า เอวํ วุตฺเต ความว่า เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าประทับยืนอยู่
ระหว่างถนนนั่นแหละ ทรงแสดงปุนัปปุนธรรม ๑๖ ประการ ได้ตรัสอย่างนี้.
บทว่า เอตทโวจ ความว่า ในที่สุดเทศนา พราหมณ์พร้อมด้วยบุตรภรรยา
พวกมิตรและญาติ เลื่อมใส ถวายบังคมแทบพระยุคลบาทของพระผู้มีพระ
ภาคเจ้า กล่าวคำนี้ว่า อภิกฺกนฺตํ โภ เป็นต้น.
จบอรรถกถาอุทยสูตรที่ ๒
๓. เทวหิตสูตร
ว่าด้วยการให้ไทยธรรม
[๖๘๒] พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อาราม
ของอนาถบิณฑิกเศรษฐี กรุงสาวัตถี.
สมัยนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าประชวรด้วยโรคลม.
ท่านพระอุปวาณะ เป็นอุปัฏฐากพระผู้มีพระภาคเจ้า.
ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเรียกท่านพระอุปวาณะมาตรัสว่า
อุปวาณะ เธอจงรู้ น้ำร้อนเพื่อฉัน ท่านพระอุปวาณะทูลรับพระผู้มีพระภาคเจ้า
แล้ว นุ่งสบงถือบาตรและจีวรเข้าไปยังที่อยู่ของเทวหิตพราหมณ์ แล้วยืนนิ่ง
อยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง.

269
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๒ - หน้าที่ 270 (เล่ม 25)

[๖๘๓] เทวหิตพราหมณ์ได้เห็นท่านพระอุปวาณะยืนนิ่งอยู่ ณ ที่ควร
ส่วนข้างหนึ่ง ได้กล่าวกะท่านพระอุปวาณะด้วยคาถาว่า
ท่านเป็นสมณะศีรษะโล้น ครองผ้า
สังฆาฏิยืนนิ่งอยู่ ท่านปรารถนาอะไร
แสวงหาอะไร มาเพื่อขออะไรหรือ.
[๖๘๔] ท่านพระอุปวาณะตอบว่า
พระสุคตมุนีเป็นอรหันต์ในโลก
ประชวรด้วยโรคลม ถ้ามีน้ำร้อน ขอท่าน
จงถวายแก่พระสุคตมุนีเกิดพราหมณ์ ฉัน
ปรารถนาจะเอาไปถวายพระผู้มีพระภาคเจ้า
ในบรรดาผู้ที่ควรแก่การบูชา.
[๖๘๕] ครั้งนั้น เทวหิตพราหมณ์ให้บุรุษ (คนใช้) ถือกาน้ำร้อน
และห่อน้ำอ้อย ( ตามไป) ถวายท่านพระอุปวาณะ.
ลำดับนั้น ท่านพระอุปวาณะเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้ายังที่ประทับ
แล้วอัญเชิญให้พระผู้มีพระภาคเจ้าสรงสนาน และละลายน้ำอ้อยด้วยน้ำร้อน
แล้วถวายพระผู้มีพระภาคเจ้า.
ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงหายประชวรนั้น.
[๖๘๖] ต่อมา เทวหิตพราหมณ์เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้ายังที่
ประทับแล้ว ปราศรัยกับพระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นผ่านการปราศรัยพอให้ระลึก
ถึงกันไปแล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง.
เทวหิตพราหมณ์นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้ว ได้กราบทูลพระผู้มี
พระภาคเจ้าด้วยคาถาว่า

270
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๒ - หน้าที่ 271 (เล่ม 25)

พึงให้ไทยธรรมที่ไหน ทานอัน
บุคคลให้ที่ไหนมีผลมาก ทักษิณาสำเร็จ
ในที่ไหน แก่บุคคลผู้บูชาอย่างไร.
[๖๘๗] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า
ผู้ใดรู้ขันธ์ที่เคยอาศัยในก่อน แล
เห็นสวรรค์และอบาย บรรลุพระอรหัต
อันเป็นที่สิ้นชาติ อยู่จบแล้วเพราะรู้ยิ่ง
เป็นมุนี พึงให้ไทยธรรมในผู้นี้ ทานที่ให้
แล้วในผู้นี้มีผลมาก ทักษิณาย่อมสำเร็จ
แก่บุคคลผู้บูชาอย่างนี้แหละ.
[๖๘๘] เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอย่างนี้แล้ว เทวหิตพราหมณ์ได้
กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่ท่านพระโคดม ภาษิตของพระองค์
แจ่มแจ้งนัก ข้าแต่ท่านพระโคดม ภาษิตของพระองค์แจ่มแจ้งนัก พระองค์
ทรงประกาศธรรมโดยอเนกปริยาย ดุจหงายภาชนะที่คว่ำ เปิดของที่ปิด
บอกทางแก่คนหลงทาง ส่องประทีปในที่มืด ด้วยหวังว่า คนมีจักษุจักมอง
เห็นรูปได้ ข้าแต่ท่านพระโคดม ข้าพระองค์ขอถึงพระผู้มีพระภาคเจ้า กับ
พระธรรม. และพระภิกษุสงฆ์ว่าเป็นสรณะ ขอพระองค์จงทรงจำข้าพระองค์ว่า
เป็นอุบาสก ผู้ถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะตลอดชีวิต ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป.

271
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๒ - หน้าที่ 272 (เล่ม 25)

อรรถกถาเทวหิตสูตร
ในสูตรที่ ๓ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้:-
บทว่า วาเตหิ ได้แก่ ด้วยลมในท้อง. เล่ากันมาว่า เมื่อพระผู้มี
พระภาคเจ้าทรงกระทำทุกกรกิริยา ๖ พรรษา ทรงนำเอาถั่วเขียวและถั่วพู
เป็นต้นอย่างละฟายมือนาเสวย ลมในพระอุทรกำเริบเพราะเสวยไม่ดีและบรรทม
ลำบาก. สมัยต่อมา ทรงบรรลุพระสัมโพธิญาณแล้ว แม้เสวยโภชนะประณีต
อาพาธนั้นก็ยังปรากฏตัวเป็นระยะ ๆ คำนี้ท่านกล่าวหมายเอาอาพาธนั้น . บทว่า
อุปฏฺฐาโก โหติ ความว่า เป็นอุปัฏฐากในคราวยังไม่มีอุปัฏฐากประจำ
ตอนปฐมโพธิกาล. ได้ยินว่า ในเวลานั้น บรรดาพระอสีติมหาเถระ ผู้ที่ไม่
เคยเป็นอุปัฏฐากของพระศาสดาไม่มี. ก็พระเถระเหล่านี้ คือ พระนาคสุมนะ
พระอุปวาณะ พระสุนักขัตตะ พระจุนทะ พระสมณุทเทสะ พระสาคตะ
พระเมฆิยะ เป็นอุปัฏฐากที่มีชื่อมาในบาลี แต่ในเวลานี้ พระอุปวาณเถระ
ลุกขึ้นแต่เช้าตรู่ ได้อุปัฏฐากพระผู้มีพระภาคเจ้าทุกอย่าง เช่นกวาดบริเวณ
ถวายไม้ชำระพระทนต์ จัดถวายน้ำสรง ถือบาตรจีวรตามเสด็จ. บทว่า
อุปสงฺกมิ ด้วยยามว่า ได้ยินว่า ตลอดเวลา ๒๐ ปี ในปฐมโพธิกาล ป่าปราศจาก
ควันไฟ แม้พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ยังมิได้ทรงอนุญาต ที่ต้มน้ำแก่ภิกษุทั้งหลาย
ก็พราหมณ์นั้นให้ทำเตาเป็นแถว ยกภาชนะใหญ่ ๆ ขึ้นตั้งบนเตา ให้ทำน้ำร้อน
แล้วขายน้ำร้อนพร้อมกับผงสำหรับอาบน้ำเป็นต้นเลี้ยงชีพ. ผู้ประสงค์อาบน้ำ
ไปในที่นั้นแล้วให้ราคา (ซื้อ) อาบน้ำลูบไล้ด้วยของหอม ประดับดอกไม้
แล้วหลีกไป. เพราะฉะนั้น พระเถระจึงเข้าไปในที่นั้น.

272