พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๒ - หน้าที่ 223 (เล่ม 25)

การปราบปราม ถึงที่สุดแห่งเวท มี
พรหมจรรย์อันอยู่จบแล้ว ผู้ใดมียัญอัน
น้อมเข้าไปแล้ว บูชาพราหมณ์ผู้นั้น ผู้นั้น
ชื่อว่าย่อมบูชาพระทักขิไณยบุคคลโดยกาล
[๖๖๑] สุนทริกภารทวาชพราหมณ์กราบทูลว่า
การบูชานี้ของข้าพระองค์เป็นอัน
บูชาดีแล้ว เซ่นสรวงดีแล้วเป็นแน่ เพราะ
ข้าพระองค์ได้พบผู้ถึงเวทเช่นนั้น และ
เพราะข้าพระองค์ไม่พบบุคคลเช่นพระองค์
ชนอื่นจึงบริโภคปายาสอันเหลือจากการ
บูชา.
สุนทริกภารทวาชพราหมณ์กราบทูลว่า ท่านพระโคดมผู้เจริญท่าน
พราหมณ์ผู้เจริญ เชิญบริโภคเถิด.
[๖๖๒] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า
เราไม่บริโภคโภชนะที่ได้เพราะการ
ขับกล่อม ดูก่อนพราหมณ์ นั่นไม่ใช่ธรรม
ของผู้พิจารณาอยู่ พระพุทธเจ้าทั้งหลาย
ย่อมบรรเทาโภชนะที่ได้เพราะการขับ-
กล่อม ดูก่อนพราหมณ์ เมื่อธรรมมีอยู่
นั่นเป็นความประพฤติ อนึ่ง ท่านจงบำรุง
พระขีณาสพทั้งสิ้น ผู้แสวงหาคุณอันใหญ่
ผู้มีความคะนองอันสงบแล้ว ด้วยสิ่งอื่น

223
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๒ - หน้าที่ 224 (เล่ม 25)

คือข้าวน้ำ เพราะว่าการบำรุงนั้นย่อมเป็น
เขตของผู้มุ่งบุญ.
[๖๖๓] ลำดับนั้น สุนทริกภารทวาชพราหมณ์กราบทูลว่า ข้าแต่
พระโคดมผู้เจริญ ถ้าเช่นนั้นข้าพระองค์จะให้ปายาสอันเหลือจากการบูชานี้
แก่ใคร.
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า. ดูก่อนพราหมณ์ เรายังไม่แลเห็นบุคคล
ในโลกพร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก ในหมู่สัตว์พร้อมทั้งสมณพราหมณ์
เทวดาและมนุษย์ ซึ่งจะบริโภคปายาสที่เหลือจากการบูชานี้แล้ว จะพึงถึงความ
ย่อยไปโดยชอบ นอกจากตถาคตหรือสาวกของตถาคต ดูก่อนพราหมณ์ ถ้า
อย่างนั้นท่านจงทิ้งปายาสอันเหลือจากการบูชานั้น ณ ที่ปราศจากของเขียว
หรือทิ้งให้จมลงไปในน้ำที่ไม่มีตัวสัตว์.
[๖๖๔] ลำดับนั้น สุนทริกภารทวาชพราหมณ์ทิ้งปายาสอันเหลือจาก
การบูชานั้น ให้จมลงไปในน้ำที่ไม่มีตัวสัตว์.
ครั้งนั้นแล ปายาสอันเหลือจากการบูชานั้น อันสุนทริกภารทวาช-
พราหมณ์เทลงแล้วในน้ำย่อมมีเสียงดัง วิจิฏะ วิฏิจิฏะ และเดือดเป็นควันกลุ้ม
เหมือนอย่างผาลที่เผาตลอดวัน อันบุคคลใส่ลงแล้วในน้ำ ย่อมมีเสียงดัง วิจิฏะ
วิฏิจิฏะ และเดือดเป็นควันคลุ้ม ฉะนั้น.
ลำดับนั้น สุนทริกภารทวาชพราหมณ์ หลากใจเกิดขนชูชัน เข้าไป
เฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้ายังที่ประทับ ครั้นแล้ว ได้ยืนอยู่ในที่ควรส่วนข้างหนึ่ง.
[๖๖๕] พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสกะสุนทริกภารทวาชพราหมณ์ ผู้
ยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ด้วยพระคาถาทั้งหลายว่า

224
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๒ - หน้าที่ 225 (เล่ม 25)

ดูก่อนพราหมณ์ ท่านเผาไม้อยู่อย่า
สำคัญซึ่งความบริสุทธิ์ ก็การเผาไม้นี้เป็น
ของภายนอก ผู้ฉลาดทั้งหลายย่อมไม่กล่าว
ความบริสุทธิ์ด้วยการเผาไม้นั้น ดูก่อน
พราหมณ์ เราละการเผาไม้ซึ่งบุคคล
พึงปรารถนาความบริสุทธิ์ด้วยการเผาไม้
อันเป็นของมีในภายนอก แล้วยังไฟคือ
ญาณให้โพลงภายในตนทีเดียว เราเป็น
พระอรหันต์ มีไฟอันโพลงแล้วเป็นนิตย์
มีจิตตั้งไว้ชอบแล้วเป็นนิตย์ ประพฤติ-
พรหมจรรย์อยู่ ดูก่อนพราหมณ์ มานะแล
เป็นดุจภาระคือหาบของท่าน ความโกรธ
ดุจควัน มุสาวาทเป็นดุจเถ้า ลิ้นเป็น
ประดุจภาชนะเครื่องบูชา หทัยเป็นที่ตั้ง
กองกูณฑ์ ตนที่ฝึกดีแล้ว เป็นความรุ่ง-
เรืองของบุรุษ ดูก่อนพราหมณ์ บุคคลผู้
ถึงเวททั้งหลายนั้นแล อาบให้ห้วงน้ำคือ
ธรรมของบุรุษทั้งหลาย มีท่าคือศีลไม่ขุ่น
มัว อันบิณฑิตทั้งหลายสรรเสริญแล้ว มี
ตัวไม่เปียกแล้ว ย่อมข้ามถึงฝั่ง ดูก่อน
พราหมณ์ สัจธรรม ความสำรวม
พรหมจรรย์ การถึงธรรมอันประเสริฐ
อาศัยในท่ามกลาง ท่านจงกระทำความ

225
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๒ - หน้าที่ 226 (เล่ม 25)

นอบน้อมในพระขีณาสพผู้ตรงทั้งหลาย
เรากล่าวคนนั้นว่าผู้มีธรรมเป็นสาระ.
[๖๖๖] เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอย่างนี้แล้ว สุนทริกภารทวาช-
พราหมณ์ได้กราบทูลพระผู้มีภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ภาษิตของ
พระองค์แจ่มแจ้งนัก ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ภาษิตของพระองค์แจ่มแจ้งนัก
ฯลฯ ก็แหละท่านพระภารทวาชะ ได้เป็นพระอรหันต์รูปหนึ่ง ในบรรดาพระ-
อรหันต์ทั้งหลาย ดังนี้.
อรรถกถาสุตทริกสูตร
ในสุนทริกสูตรที่ ๙ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-
บทว่า สุนฺทริกภารทฺวาโช ได้แก่ ผู้มีชื่ออย่างนั้นเพราะบูชาไฟที่
ฝั่งแม่น้ำ ชื่อว่า สุนทุริกา. บทว่า สุนฺทริกาย ได้แก่แม่น้ำมีชื่ออย่างนั้น.
บทว่า อคฺคึ ชุหติ ได้แก่ให้ไฟโพลงขึ้นด้วยการใส่ของบูชา. บทว่า อคฺคิหุตฺตํ
ได้แก่เข้าไปยังโรงไฟด้วยการขัดสีฉาบทา และพลีกรรมเป็นต้น. บทว่า โก
นุโข อิมํ หพฺยเสสํ ภุญฺเชยฺย ความว่า ได้ยินว่า พราหมณ์นั้นเห็นข้าว
ปายาสที่เหลือจากการบูชาไฟแล้วคิดว่า ข้าวปายาสที่ใส่ลงในไฟ อันมหาพรหม
บริโภคก่อนแล้ว แต่ข้าวปายาสนี้ยังเหลืออยู่ ถ้าว่าเราพึงให้ข้าวปายาสนั้นแก่
พราหมณ์ผู้เกิดแต่ปากพระพรหม เนื้อเป็นเช่นนี้ แม้บุตรพร้อมทั้งบิดาก็เป็น
ผู้เราเลี้ยงอิ่มหนำสำราญแล้ว และทางไปพรหมโลกก็เป็นอันเราทำให้บริสุทธิ์
ดีแล้ว. สุนทริกภารทวาชพราหมณ์นั้นลุกจากอาสนะ เหลียวแลดูทิศทั้ง ๔ โดย

226
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๒ - หน้าที่ 227 (เล่ม 25)

รอบเพื่อจะดูพราหมณ์ ด้วยคิดว่า ใครหนอควรบริโภคข้าวปายาสอันเหลือ
จากการบูชานี้.
บทว่า รุกฺขมูเล ความว่า ที่โคนต้นไม้ใหญ่ในไพรสณฑ์นั้น. บทว่า
สสีสํ ปารุตํ นิสินฺนํ ความว่า ประทับนั่งคลุมพระวรกายพร้อมทั้งพระเศียร.
ถามว่า ก็เพราะเหตุไร พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงประทับนั่ง ณ ที่นั้น . ตอบว่าได้ยินว่า
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตรวจดูโลกในเวลาใกล้รุ่ง เห็นพราหมณ์นี้แล้วทรงพระ-
ดำริว่า พราหมณ์นี้ถือข้าวปายาสอันเลิศเห็นปานนี้เอาไปเผาไฟ ด้วยตั้งใจจะ
ให้มหาพรหมบริโภค ชื่อว่าทำสิ่งที่ไร้ผล ฯลฯ เราจะให้มรรค ๔ ผล ๔. เพราะ
ฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงเสด็จลุกขึ้นแต่เช้าตรู่ทีเดียว ทรงชำระพระวรกาย
เสร็จแล้วทรงถือบาตรจีวร เสด็จไปประทับนั่ง ณ โคนต้นไม้นั่นโดยนัยดัง
กล่าวแล้วนั่นแล. ถามว่า เมื่อเป็นเช่นนั้น เหตุไร พระองค์จึงทรงคลุมตลอด
พระเศียร. ตอบว่าเพื่อป้องกันหิมะตกและลมหนาว. พระตถาคตทรงสามารถ
อดทนหิมะตกและลมหนาวนั้นได้ แต่ถ้ามิได้ทรงนั่งคลุมพระวรกาย พราหมณ์
ได้แก่ไกลก็จะกลับเสีย. เมื่อเป็นเช่นนี้ ก็จะไม่ได้พูดจากัน ดังนั้น พระผู้มี
พระภาคเจ้ามีพระดำริว่า เมื่อพราหมณ์มา เราจักเปิดศีรษะ ทีนั้นพราหมณ์ก็
เห็นเรา จักได้พูดจากัน เราจักแสดงธรรมดามแนวที่พูดจากันแก่พราหมณ์
ดังนี้ จึงได้ทรงทำอย่างนั้นเพื่อจะได้พูดจากัน .
บทว่า อุปสงฺกมิ ความว่า พราหมณ์คิดว่า ท่านผู้นี้คลุมตลอด
ศีรษะประกอบความเพียรคืนยังรุ่ง เราจักถวายทักษิโณทกแล้วถวายข้าวปายาส
ที่เหลือจากการบูชาไฟนี้แก่ท่านผู้นี้ ดังนี้ มีความสำคัญว่าท่านเป็นพราหมณ์
จึงเข้าไปหา. บทว่า มุณฺโฑ อยํ ภวํ มุณฺฑโก อยํ ภวํ ความว่า พอ
พระผู้มีพระภาคเจ้าเปิดพระเศียร พราหมณ์เห็นพระองค์มีผมสั้น จึงกล่าวว่า
ผู้นี้เป็นสมณะโล้น. เมื่อตรวจดูตระหนักยิ่งกว่านั้น ก็มิได้เห็นแม้ปลายผมพอ

227
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๒ - หน้าที่ 228 (เล่ม 25)

จะไหวได้ จึงกล่าวติว่า สมณะโล้น. บทว่า ตโตว ได้แก่ จากประเทศที่
คนยืนเห็นนั้นแหละ. บทว่า มุณฺฑาปิ หิ ความว่า ด้วยเหตุบางอย่าง
พราหมณ์มีศีรษะโล้นก็มี.
บทว่า มา ชาตึ ปุจฺฉ ความว่า ถ้าท่านหวังว่าทานมีผลมาก ก็
อย่าถามถึงชาติเลย. เพราะชาติไม่ใช่เหตุแห่งความเป็นพระทักขิไณยบุคคล
บทว่า จรณญฺจ ปุจฺฉ ความว่า อีกอย่างหนึ่ง จงถามถึงความประพฤติ
คือประเภทแห่งคุณมีศีลเป็นต้น. เพราะข้อนั้นเป็นเหตุแห่งความเป็นพระทักขิ-
ไณยบุคคล. บัดนี้ เมื่อจะทรงทำความนั้นให้แจ่มแจ้งแก่พราหมณ์นั้น จึงตรัส
ว่า กฏฺฐา หเว ชายติ ชาตเวโท เป็นต้น. ในข้อนั้น มีอธิบายดังต่อไปนี้
ในที่นี้ไฟย่อมเกิดจากไม้ และไฟที่เกิดจากไม้มีศาลาเป็นต้นนั้น มิได้ทำหน้าที่
ของไฟ ไฟที่เกิดจากไม้มีรางน้ำดื่มเป็นต้น มิได้ทำหน้าที่ของไฟ แต่ไฟซึ่งเกิด
แต่ที่ใดที่หนึ่งก็ตาม ย่อมทำหน้าที่ของไฟแท้ด้วยคุณสมบัติมีเปลวของตนเป็น
ต้น. ด้วยประการฉะนี้ ผู้ที่เกิดในตระกูลพราหมณ์เป็นต้น ย่อมเป็นทักขิไณย-
บุคคล ผู้ที่เกิดในตระกูลจัณฑาลเป็นต้น เป็นทักขิไณยบุคคลไม่ได้. อีกอย่าง
หนึ่ง ผู้ที่เกิดในตระกูลต่ำก็ตาม ผู้ที่เกิดในตระกูลสูงก็ตามเป็นมุนีผู้มีอาสวะสิ้น
แล้ว มีความเพียร กำจัดโทษด้วยหิริ เป็นผู้รู้ทั่วถึงเหตุ ย่อมเป็นผู้มีชาติ คือ
เป็นทักขิไณยบุคคลสูงสุด ด้วยคุณสมบัติซึ่งมีความเพียรและหิริเป็นประธานนี้
ด้วยว่าเขาย่อมทรงไว้ซึ่งคุณทั้งหลายด้วยความเพียร ย่อมหักห้ามโทษทั้ง
ด้วยหิริ. อีกอย่างหนึ่ง บทว่า มุนิ ในที่นี้ ได้แก่ผู้ประกอบด้วยโมนธรรม
(ความเป็นผู้นิ่ง). บทว่า ธิติมา ได้แก่มีความเพียร. บทว่า อาชานีโย
ได้แก่รู้ถึงเหตุ. บทว่า หิรินิเสโธ ได้แก่ห้ามจากความชั่วด้วยหิริ. บทว่า
สจฺเจน ทนฺโต ได้แก่ฝึกตนด้วยปรมัตถสัจจะ บทว่า ทมสา อุเปโต ได้
แก่เข้าถึงด้วยการฝึกอินทรีย์. บทว่า เวทนฺตคู ความว่า ถึงที่สุดแห่งเวท

228
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๒ - หน้าที่ 229 (เล่ม 25)

คือมรรค ๔ หรือถึงที่สุดแห่งกิเลสด้วยเวทคือมรรค ๔ บทว่า วุสิตพฺรหฺม-
จริโย ได้แก่อยู่จบมรรคพรหมจรรย์. บทว่า ยญฺญูปนีโต ได้แก่น้อมนำยัญ
หรือจัดแจงยัญ. บทว่า ตมุปวฺหเยถ ความว่า ผู้ที่จัดแจงยัญนั้น ชื่อว่า
บูชาพราหมณ์นั้น คือพราหมณ์โดยปรมัตถ์. ก็คำว่า ข้าเรียกคือเรียกพระ-
อินทร์ เรียกพระโสมะ เรียกพระวรุณ เรียกพระอีสานะ เป็นคำเรียกร้องที่
ไร้ประโยชน์. บทว่า กาเลน ความว่า พราหมณ์เมื่อแสดงการบูชา พึงบูชา
พราหมณ์นั้นภายในเวลาเที่ยงเท่านั้น ด้วยคำว่า ถึงเวลาแล้วเจ้าข้า ภัตตาหาร
สำเร็จแล้ว. บทว่า โส ชุหติ ทกฺขิเณยฺเย ความว่า ผู้ใดนิมนต์พระขีณาสพ
มา ถวายทักขิณาคือปัจจัยสี่ในพระขีณาสพนั้น ผู้นั้นชื่อว่าบูชาพระทักขิไณย-
บุคคลในกาลด้วยประการฉะนี้ มิใช่ใส่เข้าในไฟซึ่งไม่มีจิตใจ.
พราหมณ์ฟังพระดำรัสของพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยประการฉะนี้ เลื่อม
ใสแล้ว บัดนี้ เมื่อจะทำความเลื่อมใสของตนให้แจ่มแจ้ง จึงกราบทูลว่า
อทฺธา สุยิฏฺฐํ เป็นต้น. ข้อนั้นมีใจความดังต่อไปนี้ การบูชาของข้าพระองค์
นี้ บัดนี้จักเป็นการบูชาด้วยดี เช่นสรวงด้วยดีแน่แท้ แต่เมื่อก่อนข้าพระองค์
เอาเผาไฟเป็นสิ่งที่ไร้ประโยชน์. บทว่า อญฺโญ ชโน ได้แก่ ปุถุชนผู้
อันธพาลพูดอยู่ว่า เราเป็นพราหมณ์ เราเป็นพราหมณ์. บทว่า หพฺยเสสํ
ได้แก่ เหลือจากการบูชา. คำว่า ภุญฺชตุ ภวํ เป็นต้น พึงทราบโดยนัยที่
กล่าวแล้วในสูตรก่อน
บทว่า น ขฺวาหํ ตัดเป็น น โข อหํ. ถามว่า ก็เพราะเหตุไร
พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสอย่างนั้น. ตอบว่า เล่ากันมาว่า พอพราหมณ์น้อม
โภชนะนั้นเข้าไปเท่านั้น เทวดาในทวีปใหญ่ ๔ ทวีปน้อย ๒,๐๐๐ ถือเอาดอก
ไม้ผลไม้และเนยใสเนยข้นน้ำมันน้ำผึ้งน้ำอ้อยเป็นต้น ด้วยสำคัญว่าพระศาสดา
จักเสวย จึงถือเอาโอชะที่ให้เกิดด้วยอานุภาพอันเป็นทิพย์ใส่เข้า เหมือนบีบรวง

229
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๒ - หน้าที่ 230 (เล่ม 25)

ผึ้งถือเอาน้ำผึ้ง. เพราะฉะนั้น โภชนะนั้นจึงถึงความเป็นของละเอียด. ก็โภชนะ
นั้นเป็นวัตถุหยาบสำหรับมนุษย์ ฉะนั้น จึงไม่ถึงความย่อยไปโดยชอบสำหรับ
มนุษย์เหล่านั้น เพราะเป็นวัตถุหยาบนั่นเอง. แต่ผสมพืช ๓ อย่างลงในนมโค
โภชนะนั้นจึงกลายเป็นเจือด้วยของหยาบ. อนึ่ง โภชนะนั้นเป็นวัตถุละเอียด
สำหรับหมู่เทพ เพราะฉะนั้น จึงไม่ถึงความย่อยไปโดยชอบสำหรับเทวดาเหล่า
นั้น เพราะเป็นวัตถุละเอียด. แม้ในท้องของพระขีณาสพผู้สุกขวิปัสสกก็ไม่ย่อย
ไป. แต่พระขีณาสพผู้ได้สมาบัติแปด พึงย่อยไปด้วยอำนาจสมาบัติ. แต่สำหรับ
พระผู้มีพระภาคเจ้าพึงย่อยไปด้วยเตโชธาตุเกิดแต่กรรมตามปกติอย่างเดียว.
บทว่า อปฺปหริเต แปลว่า ปราศจากของเขียว. ก็ถ้าพึงใส่ลงในหญ้า
เขียว หญ้าทั้งหลายก็จะพึงเน่าด้วยข้าวปายาสที่ละเอียด ธรรมดาพระพุทธเจ้า
ทั้งหลาย ย่อมไม่ล่วงละเมิดภูตคามสิกขาบท เพราะฉะนั้น จึงตรัสอย่างนี้.
แต่ควรใส่เข้าในที่มีหญ้าต้นใหญ่ ๆ สูงประมาณแค่คอ.
บทว่า อปฺปาณเก ความว่า ด้วยว่าเมื่อใส่ลงในน้ำน้อยที่มีตัวสัตว์
สัตว์ก็จะตาย เพราะน้ำนั้น จึงตรัสอย่างนั้น แต่ที่ใดมีน้ำลึกมาก แม้เมื่อใส่ตั้ง
๑๐๐ ถาด ๑,๐๐๐ ถาด น้ำย่อมไม่เสีย ควรใส่ในน้ำเช่นนั้น. บทว่า โอปิลาเปสิ
ความว่า ให้จมลงพร้อมกับถาดทอง. บทว่า วิจิฏายติ วิฏิจิฏายติ ความว่า
ย่อมทำเสียงอย่างนั้น. ถามว่า ก็นั่นเป็นอานุภาพของข้าวปายาส หรือเป็น
อานุภาพของพระตถาคต. ตอบว่า เป็นอานุภาพของพระตถาคต. ก็พราหมณ์นี้
ให้ข้าวปายาสจมลงแล้ว ก็จะเดินนอกทาง ไม่มายังสำนักพระศาสดา เดินเลยไป.
ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้ามีพระดำริว่า พราหมณ์เห็นข้ออัศจรรย์นี้
แล้วจักมาสู่สำนักของเรา เมื่อเป็นเช่นนั้น เราจะทำสายการยึดถือมิจฉาทิฏฐิ
ของเขาด้วยพระธรรมเทศนา ให้หยั่งลงในพระศาสนา ให้ดื่มน้ำอมฤตดังนี้
แล้วได้ทรงกระทำอย่างนั้นด้วยกำลังอธิษฐาน.

230
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๒ - หน้าที่ 231 (เล่ม 25)

บทว่า ทารุสมาทหาโน ได้แก่ เผาไม้. บทว่า พหิทฺธา หิ เอตํ
ความว่า ชื่อว่า การเผาไม้นี้ มีภายนอกแต่อริยธรรม ถ้าความบริสุทธิ์พึงมี
ด้วยการเผาไม้นี้ พวกเผาป่าเป็นต้น เผาไม้เป็นอันมาก ก็จะพึงบริสุทธิ์ก่อนเขา.
บทว่า กุสลา ได้แก่ผู้ฉลาดในขันธ์เป็นต้น. บทว่า อชฺฌตฺตเมว ชลยามิ
โชตึ ความว่า เราจะยังไฟคือญาณให้โพลงภายในตน คือในสันดานของตน.
บทว่า นิจฺจคฺคินี ได้แก่ มีไฟโพลงเป็นนิตย์ ด้วยสัพพัญญุตญาณอันเนื่อง
ด้วยอาวัชชนจิต. บทว่า นิจฺจสมาหิตตฺโต ได้แก่ ผู้มีจิตตั้งอยู่โดยชอบ
เป็นนิตย์. บทว่า พฺรหฺมจริยํ จรามิ ได้แก่ พระองค์ทรงยึดถือพรหมจรรย์
ซึ่งทรงประพฤติที่โพธิมณฑลสถาน จึงตรัสอย่างนี้.
บทว่า มาโน หิ เต พฺราหฺมณ ขาริภาโร ความว่า ภาระ คือ
หาบอันบุคคลนำไปด้วยคอแม้อยู่ข้างบน ก็ย่อมถูกต้องกับแผ่นดินในที่ที่เหยียบ
ไป ๆ ฉันใด มานะที่ยกขึ้นเพราะอาศัยสิ่งที่ถือกันมี ชาติโคตรตระกูลเป็นต้น
ฉันนั้น เมื่อยังความริษยาให้เกิดขึ้นที่นั้น ๆ ย่อมให้จมลงในอบาย ๔. ด้วย
เหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า จึงตรัสว่า พราหมณ์ ก็มานะของเธอเป็นดังภาระ
คือหาบ. บทว่า โกโธ ธูโม ความว่า ความโกรธ ชื่อว่า เป็นดังควันไฟ
เพราะอรรถว่าเป็นความเศร้าหมองแห่งไฟคือญาณของเธอ. เพราะเหตุนั้น
นั่นแล ไฟคือญาณอัน เศร้าหมองของเธอ จึงไม่รุ่งเรือง. ด้วยบทว่า ภสฺมนิมฺ-
โมสวชฺชํ ท่านแสดงว่า มุสาวาท ชื่อว่า ขี้เถ้า. เพราะอรรถว่า ปราศจาก
โอชะ ท่านอธิบายว่า เหมือนอย่างว่า ไฟที่ขี้เถ้าปิดไว้ ย่อมไม่โชติช่วง
ฉันใด ญาณของเธออันมุสาวาทปิดไว้ก็ฉันนั้น . ด้วยคำว่า ชิวฺหา สุชา
ท่านกล่าวว่า ท่านมีทัพพีที่ทำด้วยทองเงินโลหะไม้และดินอย่างใดอย่างหนึ่ง
ไว้เพื่อจะบูชายัญ ฉันใด เรามีลิ้นใหญ่เป็นดุจทัพพีเครื่องบูชา เพื่อประโยชน์
แก่การบูชาธรรม ฉันนั้น. บทว่า หทยํ โชติฏฺฐานํ ความว่า หทัยของ

231
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๒ - หน้าที่ 232 (เล่ม 25)

สัตว์ทั้งหลาย เป็นที่ตั้งแห่งกองกูณฑ์ ด้วยอรรถว่าเป็นที่แห่งการบูชาธรรม
ของเรา เหมือนหทัยของท่านเป็นที่ตั้งแห่งกองกูณฑ์ที่ฝั่งแห่งแม่น้ำ. บทว่า
อตฺตา ได้แก่ จิต.
บทว่า ธมฺโม รหโท ความว่า ท่านบำเรอไฟมีร่างกายเปื้อนด้วย
ควัน ขี้เถ้าและเหงื่อ ลงอาบน้ำในแม่น้ำสุนทริกา ฉันใด เราไม่ต้องการด้วย
ห้วงน้ำภายนอกเช่นแม่น้ำสุนทริกา แต่เรามีธรรมคือมรรคมีองค์ ๘ เป็นห้วงน้ำ
เราให้สัตว์ ๑๐๐ บ้าง ๑,๐๐๐ บ้าง ๘๔,๐๐๐ บ้าง ให้อาบในธรรมคือมรรคมีองค์
๘ นั้น พร้อมๆกัน ฉันนั้น. ด้วยบทว่า สีลติตฺโถ ท่านแสดงว่า ปาริสุทธิศีล
๔ เป็นท่าแห่งห้วงน้ำคือธรรมของเรานั้น. บทว่า อนาวิโล ความว่า แม่น้ำ
สุนทริกาของท่าน เมื่อคน ๔ - ๕ คนอาบพร้อมกัน มีทรายทั้งข้างล่างข้างบน
ขุ่นมัว ฉันใด ห้วงน้ำของเราหาเป็นเช่นนั้นไม่ แม้เมื่อสัตว์หลายพันลงไป
อาบห้วงน้ำนั้นก็ไม่ขุ่นมัวคงใสอยู่. บทว่า สพฺภิ สตํ ปสฏฺโฐ ความว่า
ธรรมของบัณฑิตทั้งหลาย อันพวกบัณฑิตสรรเสริญ อีกอย่างหนึ่ง ธรรมนั้น
ของสัตบุรุษทั้งหลาย ท่านเรียกว่า สัพภิ เพราะอรรถว่าสูงสุด ท่านเรียกว่า
ปสัฏฐะ เพราะบัณฑิตสรรเสริญ. บทว่า ตรนฺติปารํ ได้แก่ ถึงฝั่ง คือ
พระนิพพาน.
บัดนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อทรงยกองค์แห่งห้วงน้ำคืออริยมรรค
ขึ้นแสดง จึงตรัสคำว่า สจฺจํ ธมฺโม ดังนี้เป็นต้น. บรรดาบทเหล่านั้น
บทว่า สจฺจํ ได้แก่ วจีสัจ. ด้วยบทว่า ธรรมนี้ทรงแสดงสัมมาทิฏฐิ
สัมมาสังกัปปะ สัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ. ด้วยบทว่า สํยโม นี้
ทรงหมายเอาสัมมากัมมันตะและสัมมาอาชีวะ. อีกอย่างหนึ่ง ด้วยบทว่า สจฺจํ นี้
ทรงหมายเอามรรคสัจ. ธรรมคือมรรคสัจนั้น โดยอรรถได้แก่สัมมาทิฏฐิ. สม
จริงดังคำที่ตรัสไว้ว่า สัมมาทิฏฐิเป็นทั้งตัวมรรค เป็นทั้งตัวเหตุ, แต่เมื่อ

232