พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๒ - หน้าที่ 213 (เล่ม 25)

[๖๔๕] ชฎาภารทวาชพราหมณ์ นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้ว ได้
กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยคาถาว่า
ตัณหาหาพายุ่งในภายใน พายุ่งในภาย
นอก หมู่สัตว์ถูกตัณหาพายุ่งไขว่ให้นุง ข้า
แต่พระโคดม เพราะเหตุนั้น ข้าพระองค์
ขอทูลถามพระองค์ว่า ใครพึงสางตัณหา
พายุ่งมิได้.
[๖๔๖] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า
ภิกษุใดเป็นคนมีปัญญา ตั้งมั่นอยู่ใน
ศีล อบรมจิตและปัญญาให้เจริญ มีความ
เพียร มีปัญญารักษาตน ภิกษุนั้นพึงสาง
ตัณหาพายุ่งนี้ได้ ราคะโทสะและอวิชชา
อันชนเหล่าใด สำรอกแล้ว ชนเหล่านั้น
เป็นพระอรหันต์ มีอาสวะสิ้นแล้วตัณหา
พายุ่งอันชนเหล่านั้นสางได้แล้ว นามและ
รูปย่อมดับไปไม่เหลือในที่ใด ปฏิฆสัญญา
รูปสัญญา และตัณหาพายุ่งนั่น ย่อมขาด
ไปในที่นั้น.
[๖๔๗] เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอย่างนี้แล้ว ชฏาภารทวาช-
พราหมณ์ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ภาษิต
ของพระองค์แจ่มแจ้งนักฯลฯ ก็แหละท่านชฏาภารทวาชะ ได้เป็นพระอรหันต์
รูปหนึ่ง ในบรรดาพระอรหันต์ทั้งหลาย ดังนี้แล.

213
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๒ - หน้าที่ 214 (เล่ม 25)

อรรถกถาชฏาสูตร
ในชฏาสูตรที่ ๖ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-
บทว่า ชฏาภารทฺวาโช ได้แก่ พราหมณ์นั้นชื่อภารทวาชะ แต่
เพราะเขาถามปัญหาที่ยุ่งๆ พระสังคีติกาจารย์จึงกล่าวอย่างนั้น. คำที่เหลือท่าน
กล่าวไว้แล้วในเทวตาสังยุตแล.
จบอรรถกถาชฏาสูตรที่ ๖
๗. สุทธิกสูตร
ว่าด้วยความหมดจด
[๖๔๘] สาวัตถีนิทาน.
ครั้งนั้นแล สุทธิกภารทวาชพราหมณ์ เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า
ยังที่ประทับ ครั้นแล้วสนทนาปราศรัยกับพระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นผ่านการ
ปราศรัยพอให้ระลึกถึงกันไปแล้ว จึงนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง.
[๖๔๙] สุทธิกภารทวาชพราหมณ์ นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้ว
ได้กล่าวคาถานี้ในสำนักของพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า

214
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๒ - หน้าที่ 215 (เล่ม 25)

พราหมณ์บางคน ในโลกแม้เป็นผู้มี
ศีล กระทำตบะอยู่ ย่อมหมดจดไม่ได้
พราหมณ์นั้นถึงพร้อมแล้วด้วยวิชชาและ
จรณะย่อมหมดจดได้ หมู่สัตว์อื่นนอกนี้
ย่อมหมดจดไม่ได้.
[๖๕๐] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า
พราหมณ์ผู้กล่าวถ่อยคำแม้มาก เป็น
ผู้เน่าและเศร้าหมองในภายใน อาศัยการ
โกหก (ลวงโลก) ย่อมไม่เป็นพราหมณ์
เพราะชาติ กษัตริย์ พราหมณ์ แพทย์ ศูทร
คนจัณฑาล และคนเทหยากเยื่อ มีความ
เพียรอัน ปรารภแล้ว มีจิตมั่นคง มีความ
บากบั่นมั่นเป็นนิตย์ ย่อมถึงความหมดจด
อย่างยิ่ง ท่านจงรู้อย่างนี้เถิดพราหมณ์.
[๖๕๑] เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอย่างนี้แล้ว สุทธิกภารทวาช-
พราหมณ์ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ภาษิตของ
พระองค์แจ่มแจ้งนัก ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ภาษิตของพระองค์แจ่มแจ้งนัก
ฯลฯ ก็แหละท่านพระภารทวาชะ ได้เป็นพระอรหันต์รูปหนึ่ง ในบรรดาพระ-
อรหันต์ทั้งหลาย ดังนี้แล.

215
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๒ - หน้าที่ 216 (เล่ม 25)

อรรถกถาสุทธิกสูตร
ในสุทธิสูตรที่ ๗ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-
บทว่า สุทฺธกภารทฺวาโช ได้แก่ พราหมณ์แม้นี้ก็ชื่อว่าภารทวาชะ
เหมือนกัน แต่เพราะเขาถามปัญหาที่หมดจด พระสังคีติกาจารย์จึงกล่าวอย่าง
นั้น. บทว่า สีลวาปิ ตโป กรํ ความว่าแม้เขาสมบูรณ์ด้วยศีล ก็ยังบำเพ็ญ-
ตบะอยู่ ในบทว่า วิชฺชาจรณสมฺปนฺโน นี้ บทว่า วิชฺชา ได้แก่เวท ๓.
บทว่า จรณํ ได้แก่ธรรมเนียมของตระกูล. ด้วยคำว่า โส สุชฺฌติ น อญฺญา
อิตรา ปชา ท่านกล่าวว่า พราหมณ์นั้นได้วิชชา ๓ ย่อมบริสุทธิ์ แต่หมู่สัตว์
ที่นับว่าไม่มีความรู้ ย่อมไม่บริสุทธิ์. บทว่า พหุมฺปิ ปลปํ ชปฺปํ ความ
ว่า กล่าวถ้อยคำแม้มาก อธิบายว่า กล่าวแม้ตั้งพันคำว่า พราหมณ์เท่านั้น
บริสุทธิ์ . บทว่า ตนฺโตกสมฺพุ ความว่า เป็นผู้เน่าด้วยความเน่าคือกิเลส
ในภายใน. บทว่า สงฺกิลิฏฺโฐ ความว่า ประกอบด้วยกายกรรมเป็นต้นที่
เศร้าหมอง.
จบอรรถกถาสุทธิกสูตรที่ ๗

216
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๒ - หน้าที่ 217 (เล่ม 25)

๘. อัคคิกสูตร
ว่าด้วยผู้ถึงพร้อมด้วยไตรวิชชา
[๖๕๒] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ในพระวิหารเวฬุวัน
อันเป็นที่พระราชทานเหยื่อแก่กระแต เขตพระนคหาชคฤห์
ก็โดยสมัยนั้นแล อัคคิกภารทวาชพราหมณ์ปรุงข้าวปายาสด้วยเนยใส
ด้วยคิดว่า เราจักบูชาไฟ จักบำเรอการบูชาไฟ.
[๖๕๓] ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงนุ่งแล้ว ทรงถือบาตร
และจีวรเสด็จเข้าไปสู่กรุงราชคฤห์ เพื่อบิณฑบาตในเวลาเช้า เสด็จไปบิณฑบาต
ในกรุงราชคฤห์ตามลำดับตรอก เสด็จเข้าไปยังที่อยู่ของอัคคิกภารทวาชพราหมณ์
ครั้นแล้วได้ประทับยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง.
[๖๕๔] อัคคิกภารทวาชพราหมณ์ ได้เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าประทับ
ยืนเพื่อบิณฑบาต ครั้นแล้วได้กราบทูลกะพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยคาถาว่า
พราหมณ์ผู้ถึงพร้อมแล้วด้วยไตร-
วิชชา มีชาติ ฟังคัมภีร์เป็นอันมาก ถึง
พร้อมแล้วด้วยวิชชาและจรณะ พราหมณ์
นั้นควรบริโภคปายาสนี้.
[๖๕๕] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า
พรามหมณ์ผู้กล่าวถ้อยคำแม้มาก เป็น
ผู้เน่าและเศร้าหมองในภายใน อันความ
โกหกแวดล้อมแล้ว ย่อมไม่ชื่อว่าเป็น
พราหมณ์เพราะชาติ ผู้ใดรู้บุพเพนิวาส
และเห็นทั้งสวรรค์ทั้งอบาย อนึ่ง ถึงความ

217
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๒ - หน้าที่ 218 (เล่ม 25)

สิ้นไปแห่งชาติ เป็นมุนีผู้อยู่จบแล้วเพราะ
รู้ยิ่ง ผู้นั้นเป็นผู้มีไตรวิชชาด้วยวิชชาสาม
เหล่านี้ ชื่อว่าเป็นพราหมณ์ผู้ถึงพร้อมแล้ว
ด้วยวิชชาและจรณะ พราหมณ์นั้นควร
บริโภคปายาสนิ.
อัคคิกภารทวาชพราหมณ์กราบทูลว่า พระโคดมผู้เจริญ ขอเชิญ
บริโภคเถิด พระโคดมเป็นพราหมณ์ผู้เจริญ.
[๖๕๖] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า
เราไม่พึงบริโภคโภชนะที่ได้เพราะ
การขับกล่อม ดูก่อนพราหมณ์นั่นไม่ใช่
ธรรมของผู้พิจารณาอยู่ พระพุทธเจ้าทั้ง
หลายย่อมรังเกียจโภชนะที่ได้เพราะการขับ
กล่อม ดูก่อนพราหมณ์ เมื่อธรรมมีอยู่
ความเลี้ยงชีพนี้ก็ยังมี อนึ่ง ท่านจงบำรุง
พระขีณาสพทั้งสิ้นผู้แสวงหาคุณอันใหญ่
ผู้มีความคนองอันสงบแล้วด้วยข้าวน้ำอัน
อื่น เพราะว่าการบำรุงนั้น ย่อมเป็นเขต
ของผู้มุ่งบุญ.
[๖๕๗] เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอย่างนี้แล้ว อัคคิกภารทวาช
พราหมณ์ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ภาษิตของ
พระองค์แจ่มแจ้งนัก ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ภาษิตของพระองค์แจ่มแจ้งนัก
ฯลฯ ก็แหละท่านพระภารทวาชะได้เป็นพระอรหันต์รูปหนึ่ง ในบรรดาพระ-
อรหันต์ทั้งหลาย ดังนี้แล.

218
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๒ - หน้าที่ 219 (เล่ม 25)

อรรถกถาอัคคิกสูตร
ในอัคคิกสูตรที่ ๘ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-
บทว่า อคฺคิกภารทฺวาโช ได้แก่ พราหมณ์แม้นี้ ก็ชื่อว่าภารทวาชะ
เหมือนกัน แต่โดยที่เขาบำเรอไฟ พระสังคีติกาจารย์จึงดังชื่อเขาอย่างนั้น.
บทว่า สนฺนิหิโต ได้แก่. อันเขาปรุงอย่างดี. บทว่า อฏฺฐาสิ ความว่า
เพราะเหตุไร จึงยืนอยู่ในที่นั้น. เล่ากันมาว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตรวจ
ดูโลกในเวลาใกล้รุ่ง ทรงเห็นพราหมณ์นี้ ทรงพระดำริว่า พราหมณ์นี้ถือ
ข้าวปายาสอันเลิศเห็นปานนี้เอาไปเผาไฟ ด้วยตั้งใจจะให้มหาพรหมบริโภค
ย่อมกระทำสิ่งที่ไร้ผล ก้าวลงสู่ทางอบาย เมื่อไม่ละลัทธินี้ ก็จักทำอบายให้เต็ม
จำเราจักไปทำลายทิฎฐิของเขาด้วยธรรมเทศนาแล้วให้บรรพชา ให้มรรค ๔
ผล ๔ แก่เขา เพราะฉะนั้น ในเวลาเช้า จึงเสด็จเข้ากรุงราชคฤห์ ได้ประทับ
ยืนอยู่ ณ ที่นั้น.
บทว่า ตีหิ วิชฺชาหิ ได้แก่ ด้วยเวท ๓. บทว่า ชาติมา ความว่า
ประกอบด้วยชาติที่บริสุทธิ์ ๗ ชั่วโคตร. บทว่า สุตวา พหู ความว่า ฟัง
คัมภีร์ต่างๆ เป็นอันมาก. บทว่า โสมํ ภุญฺเชยฺย ความว่า พราหมณ์กล่าวว่า
พราหมณ์นั้นได้วิชชา ๓ ควรบริโภคข้าวปายาสนี้ แต่ข้าวปายาสนี้ไม่ควรแก่
พระองค์.
บทว่า เวทิ ความว่า รู้ คือแทงตลอดด้วยบุพเพนิวาสญาณ. บทว่า
สคฺคาปายํ ได้แก่ เห็นทั้งสวรรค์ทั้งอบายด้วยทิพยจักษุ. บทว่า ชาติกฺขยํ
ได้แก่พระอรหัต. บทว่า อภิญฺญาโวสิโต ความว่า ผู้อยู่จบพรหมจรรย์แล้ว

219
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๒ - หน้าที่ 220 (เล่ม 25)

เพราะรู้ยิ่ง. บทว่า พฺราหฺมโณ ภวํ ความว่า พราหมณ์ขีณาสพผู้สมบูรณ์
ด้วยชาติเช่นพระโคดมผู้เจริญนั้น ตั้งแต่อเวจีจนถึงภวัคคพรหมไม่มี พระองค์
ผู้เจริญนี่แหละเป็นพราหมณ์.
ก็แลครั้นกล่าวอย่างนี้แล้ว พราหมณ์ได้บรรจุข้าวปายาสเต็มถาดทอง
แล้วน้อมเข้าไปถวายพระทศพล. พระศาสดาทรงแสดงอุบัติเหตุเกิด ทรงห้าม
โภชนะเสีย จึงตรัสคำเป็นต้นว่า คาถาภิคีตํ เม ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น
บทว่า คาถาภิคีตํ ได้แก่ ขับกล่อมด้วยคาถาทั้งหลาย. บทว่า อโภชเนยฺยํ
ได้แก่ไม่ควรบริโภค. ท่านกล่าวอธิบายไว้ว่า พราหมณ์ ท่านไม่อาจให้อาหาร
เพียงทัพพีหนึ่งแก่เรา ผู้ดำรงอยู่ด้วยภิกขาจารวัตรตลอดกาลเท่านี้ แต่บัดนี้
เราประกาศพระพุทธคุณทั้งปวงแก่ท่าน เหมือนคนหว่านงาลงบนเสื่อลำแพน
ดังนั้นโภชนะนี้เหมือนได้มาเพราะขับกล่อม ฉะนั้น เราไม่ควรบริโภคโภชะที่
ได้มาด้วยการขับกล่อม. บทว่า สมฺปสฺสตํ พฺรหฺมณ เนส ธมฺโม ความว่า
พราหมณ์ ผู้ที่พิจารณาเห็นอรรถและธรรม ไม่มีธรรมเนียมนี้ว่า ควรบริโภค
โภชนะเห็นปานนี้ แต่พระพุทธเจ้าทั้งหลาย ทรงรังเกียจสุธาโภชนะที่ได้ด้วย
การขับกล่อม คือพระพุทธเจ้าทั้งหลายย่อมทรงขจัดออกซึ่งโภชนะที่ได้มา
เพราะขับกล่อม. บทว่า สมฺปสฺสตํ พฺราหฺมณ เนส ธมฺโม ความว่า
พราหมณ์ เมื่อธรรมมีอยู่ เมื่อบุคคลพิจารณาธรรม ดังอยู่ในธรรม เลี้ยงชีพอยู่
นี้เป็นความพระพฤติ คือนี้เป็นการเลี้ยงชีพว่า ควรขจัดโภชนะเห็นปานนี้เสีย
แล้วบริโภคโภชนะที่ได้มาโดยธรรมเท่านั้น.
ลำดับนั้น พราหมณ์คิดว่า เมื่อก่อนเราไม่รู้ถึงคุณหรือโทษของพระ-
สมณโคดม แต่บัดนี้เรารู้คุณของพระสมณโคดมนั้นแล้ว จึงปรารถนาจะโปรย
ทรัพย์ประมาณ ๘๐ โกฏิ ในเรือนของเราลงในพระศาสนา ก็พระสมณโคดมนี้
จะตรัสว่า ปัจจัยที่เราถวาย เป็นอกัปปิยะ พระสมณโคดมคงไม่ทรงตำหนิเรา

220
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๒ - หน้าที่ 221 (เล่ม 25)

ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงส่งพระสัพพัญญุตญาณพิจารณาวารจิตของ
พราหมณ์นั้น ทรงพระดำริว่า พราหมณ์นี้กำหนดปัจจัยที่ตนให้แม้ทั้งหมด
ว่าเป็นอกัปปิยะ ความจริง กถาเกิดขึ้นเพราะปรารภโภชนะใด โภชนะนั้นแล
ไม่มี กถานอกนั้นนไม่มีโทษ ดังนี้ เมื่อจะทรงแสดงประตูแห่งการถวายปัจจัย ๔
แก่พราหมณ์ จึงตรัสคำมีอาทิว่า อญฺเญน จ ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น
บทว่า กุกฺกุจฺจํ วูปสนฺตํ ความว่า สงบความรำคาญเสียได้ด้วยอำนาจความ
คนองมือเป็นต้น. คำว่า อนฺเนน ปาเนน นี้เป็นเพียงเทศนา. ก็ความนี้
พึงทราบดังต่อไปนี้ ท่านจงบำรุงด้วยปัจจัยเหล่าอื่นมีจีวรเป็นต้น ที่ท่านกำหนด
ว่าจักบริจาค ข้อนั้นเป็นเขตของผู้มุ่งบุญ. ชื่อว่าคำสอนของพระตถาคตนี้
เป็นอันท่านผู้มุ่งบุญคือปรารถนาบุญตกแต่งแล้ว เหมือนพืชแม้น้อยที่หว่านลง
ในนาดี ย่อมให้ผลมาก ดังนี้แล.
จบอรรถกถาอัคคิกสูตรที่ ๘
๙. สุนทริกสูตร
ว่าด้วยการบูชาไฟ
[๖๕๘] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ที่ฝั่งแม่น้ำสุนทริกา
ในโกศลชนบท.
ก็โดยสมัยนั้นแล สุนทริกภารทวาชพราหมณ์ บูชาไฟ บำเรอการ
บูชาไฟ อยู่ที่ฝั่งแม่น้ำสุนทริกา.

221
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๒ - หน้าที่ 222 (เล่ม 25)

ลำดับนั้นแล สุนทริกภารทวาชพราหมณ์ บูชาไฟ บำเรอการบูชาไฟ
แล้ว ลุกขึ้นจากอาสนะ เหลียวดูทิศทั้ง ๔ โดยรอบ ด้วยคิดว่า ใครหนอควร
บริโภคปายาสอันเหลือจากการบูชานี้.
[๖๕๙] สุนทริกภารทวาชพราหมณ์ ได้เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้า
ทรงคลุมอวัยวะพร้อมด้วยพระเศียร ประทับนั่งที่โคนต้นไม้ต้นหนึ่ง ครั้นแล้ว
ถือข้าวปายาสที่เหลือจากการบูชาไฟด้วยมือซ้าย ถือเต้าน้ำด้วยมือขวา เข้าไป
เฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้ายังที่ประทับ.
ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเปิดพระเศียรด้วยเสียงเท้าของ
สุนทริกภารทวาชพราหมณ์
ครั้งนั้นแล สุนทริกภารทวาชพราหมณ์กล่าวว่า นี้พระสมณะโล้น
ผู้เจริญ นี้พระสมณะโล้นผู้เจริญ แล้วประสงค์จะกลับจากที่นั้นทีเดียว.
ลำดับนั้นแล สุนทริกภารทวาชพราหมณ์ได้ความดำริว่า พราหมณ์
บางพวกในโลกนี้เป็นผู้โล้นบ้างก็มี ถ้ากระไร เราพึงเข้าไปหาพระสมณะผู้โล้น
นั้นแล้ว ถามถึงชาติ.
ลำดับนั้นแล สุนทริกภารทวาชพราหมณ์ เข้าไปหาพระผู้มีพระภาคเจ้า
ยังที่ประทับ ครั้นแล้ว ได้ถามพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ท่านเป็นชาติอะไร.
[๖๖๐] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า
ท่านอย่าถามถึงชาติ แต่จงถามถึง
ความประพฤติเถิด ไฟย่อมเกิดจากไม่แล
บุคคลแม้เกิดในตระกูลต่ำเป็นมุนี มีความ
เพียรเป็นผู้รู้ทั่วถึงเหตุ ห้ามโทษเสียด้วย
หิริ ฝึกตนแล้วด้วยสัจจะ ประกอบด้วย

222