ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๒ – หน้าที่ 113 (เล่ม 25)

จงทรงแสดงธรรมเถิด ขอพระสุคตจงทรงแสดงธรรมเถิด สัตว์ทั้งหลายผู้มี
กิเลสสดุจธุลีในดวงตาน้อยเป็นปกติก็มีอยู่ เพราะมิได้สดับย่อมเสื่อมจากธรรม
สัตว์ทั้งหลายผู้รู้ทั่วถึงธรรมจักมี.
สหัมบดีพรหม ได้กราบทูลดังนี้แล้ว ครั้นแล้วได้กราบทูลเป็นนิคม
คาถาอีกว่า
เมื่อก่อนธรรมที่ไม่บริสุทธิ์ซึ่งศาสดา
ผู้มีมลทินทั้งหลายคิดแล้ว ปรากฏขึ้นใน
หมู่ชนชาวมคธ ขอพระองค์จงทรงเปิด-
ประตูอมตะเถิด ขอสัตว์ทั้งหลายจงฟัง
ธรรมซึ่งพระพุทธเจ้า ผู้ปราศจากมลทิน
ตรัสรู้แล้วเถิด ขอพระองค์ผู้มีพระปัญญา
ดี มีพระจักษุโดยรอบ ปราศจากความ
โศกแล้ว จงเสด็จขึ้นสู่ปราศาทอันสำเร็จ
ด้วยธรรม จงพิจารณาชุมชนผู้จมอยู่ใน
ความโศก ถูกชาติและชราครอบงำแล้ว
อุปมาเหมือนบุคคลผู้อยู่บนยอดภูเขา อัน
ล้วนด้วยศิลา จะพึงเห็นชุมชนโดยรอบ
ฉะนั้น.
ข้าแต่พระองค์ผู้แกล้วกล้า ผู้ทรง
ชนะสงความแล้ว ผู้ทรงนำพวก ผู้ไม่มีหนี้
ขอพระองค์จงเสด็จลุกขึ้นเถิด จงเสด็จ
เที่ยวไปในโลกเถิด ขอพระผู้มีพระภาคเจ้า
จงทรงแสดงธรรมเถิด ผู้รู้ทั่วถึงธรรมจักมี.

113
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๒ – หน้าที่ 114 (เล่ม 25)

[๕๕๗] ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบการเชื้อเชิญของ
พรหม และทรงอาศัยพระกรุณาในสัตว์ทั้งหลาย จึงทรงสอดส่องดูโลกด้วย
พระพุทธจักษุ.
เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงสอดส่องดูโลกด้วยพระพุทธจักษุ ก็ได้
ทรงเห็นสัตว์ทั้งหลาย บางพวกมีกิเลสดุจธุลีในดวงตาน้อย บางพวกมีกิเลส
ดุจธุลีในดวงตามาก บางพวกมีอินทรีย์กล้า บางพวกมีอินทรีย์อ่อน บางพวก
มีอาการดี บางพวกมีอาการเลว บางพวกจะพึงสอนให้รู้ได้โดยง่าย บางพวก
จะพึงสอนให้รู้ได้โดยยาก บางพวกมีปกติเห็นโทษในปรโลกว่าเป็นภัยอยู่.
ในกออุบลก็ดี กอปทุมก็ดี กอบุณฑริกก็ดี ดอกอุบลก็ดี ดอกปทุม
ก็ดี ดอกบุณฑริกก็ดี บางเหล่าเกิดแล้วในน้ำ เจริญแล้วในน้ำ อาศัยอยู่ในน้ำ
จมอยู่ในน้ำ อันน้ำเลี้ยงอยู่ บางเหล่าเกิดแล้วในน้ำ เจริญแล้วในน้ำ ตั้งอยู่
เสมอน้ำ บางเหล่าเกิดแล้วในน้ำ เจริญแล้วในน้ำ ตั้งขึ้นพ้นน้ำ อันน้ำไม่
ติดแล้วแม้ฉันใด พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงสอดส่องดูโลกด้วยพระพุทธจักษุ
ก็ได้ทรงเห็นสัตว์ทั้งหลาย บางพวกมีกิเลสดุจธุลีในดวงตาน้อย บางพวกมีกิเลส
ดุจธุลีในดวงตามาก บางพวกมีอินทรีย์กล้า บางพวกมีอินทรีย์อ่อน บางพวกมี
อาการดี บางพวกมีอาการเลว บางพวกจะพึงสอนให้รู้ได้โดยง่าย บางพวกจะ
พึงสอนให้รู้ได้โดยยาก บางพวกมีปกติเห็นโทษในปรโลกว่าเป็นภัยอยู่ ฉันนั้น
ครั้นทรงเห็นแล้ว จึงได้ตรัสตอบสหัมบดีพรหมด้วยพระคาถาว่า
ประตูอมตะ เราเปิดแล้วเพราะท่าน
ชนผู้ฟังจงหลั่งศรัทธามาเถิด ดูก่อนพรหม
เราจะไม่มีความสำคัญในความลำบาก
แสดงธรรมอันประณีตที่ชำนาญในหมู่
มนุษย์.

114
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๒ – หน้าที่ 115 (เล่ม 25)

[๕๕๘] ลำดับนั้น สหัมบดีพรหมดำริว่า เราอันพระผู้มีพระภาคเจ้า
ทรงทำโอกาสเพื่อทรงแสดงธรรมแล้ว จึงถวายอภิวาทพระผู้มีพระภาคเจ้า
ทำประทักษิณแล้วอันตรธานไปในที่นั้นเอง.
พรหมสังยุต
อรรถกถาอายาจนสูตร
ปฐมวรรคสูตรที่ ๑ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-
บทว่า ปริวิตกฺโก อุทปาทิ ความว่า ความปริวิตกทางใจที่พระ-
พุทธเจ้าทุกพระองค์เคยสั่งสมอบรมมาเกิดขึ้นดังนี้. ถามว่า เกิดขึ้นเมื่อไร.
ตอบว่า เกิดในสัปดาห์ที่ ๘ ที่พระองค์เป็นพระพุทธเจ้า ทรงเคี้ยวไม้ชำระฟัน
และชิ้นสมอเป็นโอสถที่ท้าวสักกะจอมเทพนำมาถวายที่โคนไม้เกต ทรงบ้วน
พระโอฐแล้ว เสวยปิณฑบาตของตปุสสะและภัลลิกะ ในบาตรหินที่ล้ำค่าอัน
ท้าวโลกบาลทั้ง ๔ น้อมถวาย แล้วเสด็จกลับมาประทับนั่งที่ต้นอชปาลนิโครธ.
บทว่า อธิคโต แปลว่า บรรลุแล้ว. บทว่า ธมฺโม ได้แก่ธรรม
คือสัจจะ ๔. บทว่า คมฺภีโร นี้เป็นบทห้ามความตื้น. บทว่า ทุทฺทโส ความ
ว่า ชื่อว่าเห็นได้ยาก คือเห็นได้โดยลำบากอันใครๆ ไม่อาจเห็นได้สะดวกเพราะ
ลึกซึ้ง ชื่อว่ารู้ตามได้ยาก คือพึงหยั่งรู้ได้โดยลำบาก เพราะเห็นได้โดยยาก
ใคร ๆ ไม่อาจจะหยั่งรู้ได้สะดวก. บทว่า สนฺโต ได้แก่ดับสนิท บทว่า
ปณีโต ได้แก่ไม่รู้จักอิ่ม. สองบทนี้ท่านกล่าวหมายโลกุตระเท่านั้น. บทว่า
อตกฺกาวจโร ความว่า จะพึงค้นพึงหยั่งลงโดยการตรึกไม่ได้ พึงค้นได้ด้วย
ญาณเท่านั้น. บทว่า นิปุโณ ได้แก่ละเอียด. บทว่า ปณฺฑิตเวทนีโย

115
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๒ – หน้าที่ 116 (เล่ม 25)

ได้แก่อันบัณฑิตผู้ปฏิบัติโดยชอบพึงทราบ. บทว่า อาลยรามา ความว่า สัตว์
ทั้งหลาย ติดอยู่ในกามคุณ ๕ เพราะฉะนั้น สัตว์เหล่านั้น ท่านจึงเรียกว่าอัลลยา.
ตัณหาวิปริต ๑๐๘ ก็ติดอยู่ เพราะฉะนั้น ท่านจึงเรียกว่าอัลลยา. สัตว์ทั้งหลาย
ชื่อว่า อาลยรามา เพราะยินดีด้วยอาลัยเหล่านั้น. ชื่อว่า อาลยรตา เพราะยินดี
ในอาลัยทั้งหลาย. ชื่อว่า อาลยสมุทิตา เพราะเบิกบานในอาลัยทั้งหลาย.
เหมือนอย่างว่า พระราชาเสด็จประพาสพระราชอุทยานที่สมบูรณ์ด้วยต้นไม้มีดอก
ผลเต็มไปหมดเป็นต้น ซึ่งเขาจัดไว้อย่างดี ย่อมทรงยินดี คือทรงเบิกบานรื่นเริง
บันเทิงพระทัยด้วยสมบัตินั้น มิได้ทรงเบื่อ แม้เวลาเย็นก็ไม่ประสงค์จะเสด็จออก
ฉันใด สัตว์ทั้งหลายย่อมยินดี คือเบิกบาน ไม่เบื่ออยู่ในสังสารวัฏ ด้วยอาลัย
คือกามและอาลัยคือตัณหาทั้งหลายเหล่านั้น ฉันนั้น. เหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า
เมื่อทรงแสดงอาลัยทั้งสองอย่างของสัตว์เหล่านั้น ราวกะว่าพื้นที่พระราชอุทยาน
จึงตรัสว่า อาลยรามา เป็นต้น.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยทิทํ เป็นนิบาต. หมายเอาฐานะของ
บทว่า ยทิทํ นั้น คือหมายเอาว่า ยํ อิทนฺติปฏิจฺจสมุปฺปาทํ พึงทราบ
เนื้อความอย่างนี้ว่า โย อยํ ดังนี้. บทว่า อิทปฺปจฺจยตาปฏิจฺจสมุปฺปาโท
ความว่า ปัจจัยแห่งธรรมมีสังขารเป็นต้นเหล่านี้ ชื่ออิทปฺปจฺจยา อิทุปุ-
ปจฺจยา นั่นแหละเป็น อิทปฺปจฺจยตา อิทปฺปจฺจยตา นั้นด้วยเป็น ปฏิจฺจ
สมุปฺปาทาด้วย ชื่อว่า อิทปฺปจฺจตาปฏิจฺจสมุปฺปาโท ความเป็นปัจจัยแห่ง
ธรรมมีสังขารเป็นต้นเป็นธรรมอาศัยกันและกันเกิดขึ้น. คำนี้เป็นชื่อแห่ง
เป็นปัจจัยมีสังขารเป็นต้น. บททั้งหมดมีบทว่า สพฺพสงฺขารสมโถ เป็นต้น
ได้แก่พระนิพพานนั่นเอง. ก็เพราะอาศัยพระนิพพานนั้น ความดิ้นรนแห่ง
สังขารทั้งหลายย่อมสงบระงับได้ ฉะนั้นท่านจึงเรียกว่า เป็นที่ระงับสังขารทั้ง
ปวง. และเพราะอาศัยพระนิพพานนั้นสละคืนอุปธิทั้งปวงได้ ตัณหาทั้งปวง

116
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๒ – หน้าที่ 117 (เล่ม 25)

สิ้นไป สำรอกราคกิเลสได้ ทุกข์ทั้งหมดดับไป ฉะนั้นท่านจึงเรียกว่า เป็น
ที่สละคืนอุปธิทั้งปวง เป็นที่สิ้นตัณหา เป็นที่สำรอก เป็นที่ดับ. ก็ตัณหานี้นั้น
ท่านเรียกว่า วานะ เพราะร้อยรัดเย็บภพไว้กับภพ หรือกรรมไว้กับผล ชื่อ
ว่า นิพพาน เพราะออกจากวานะนั้น. บทว่า โส มมสฺส กิลมโถ ความ
ว่า การสอนคนที่ไม่รู้นั้น พึงเป็นความเหน็ดเหนื่อยของเรา พึงเป็นความลำบาก
ของเรา ท่านอธิบายว่า พึงเป็นความเหน็ดเหนื่อยกายด้วย เป็นความลำบาก
กายด้วย. แต่ในพระหทัยของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ไม่มีความเหน็ดเหนื่อยและ
ความลำบากทั้งสองอย่างนี้. บทว่า อปิสฺสุทํ เป็นนิบาต มีเนื้อความว่าเพิ่ม
พูน. นิบาตนั้น ส่องความว่า มิใช่เกิดปริวิตกนี้อย่างเดียว คาถาเหล่านี้ก็แจ่ม
แจ้ง. บทว่า อนจฺฉริยา ได้แก่น่าอัศจรรย์เล็กน้อย. บทว่า ปฏิภํสุ.
ความว่า คาถาเหล่านั้นเป็นอารมณ์แห่งญาณกล่าวคือปฏิภาน คือถึงความเป็น
คาถาที่จะพึงปริวิตก.
บทว่า กิจฺเฉน ได้แก่ด้วยการปฏิบัติลำบาก. จริงอยู่ มรรคทั้ง ๔
ย่อมเป็นการปฏิบัติสะดวก สำหรับพระพุทธทั้งหลาย ก็คำนี้ ท่านกล่าวหมาย
เอาปฎิปทาที่นำมรรคผลมา ของพระองค์ผู้ยังมีราคะโทสะและโมหะอยู่ในคราว
บำเพ็ญบารมี ทรงตัดศีรษะที่ประดับตกแต่ง นำเลือดในลำพระศอออก ควัก
พระเนตรที่หยอดดีแล้ว ประทานของรักเป็นต้น อย่างนี้คือ บุตรที่เป็นประทีปของ
วงศ์ตระกูล ภรรยาที่น่ารักและถึงการเสียสละอื่น ๆ มีการตัดอวัยวะในอัตภาพ
[ชาติ] เช่นเป็นขันติวาทีดาบสเป็นต้น แก่เหล่ายาจกที่มากันแล้ว. ห อักษร
ในบทว่า หลํ นี้เป็นเพียงนิบาต ความว่าไม่ควร. บทว่า ปกาสิตุํ ได้แก่
เพื่อแสดง. ท่านอธิบายว่า ไม่ควรแสดงธรรมที่เราบรรลุโดยยาก คือแสดง
ธรรมที่เราเรียนมาแล้ว ประโยชน์อะไรด้วยการแสดงธรรม. บทว่า ราคโทส-
ปเรเตหิ ความว่า อันราคะโทสะถูกต้องแล้ว หรือว่าไปตามราคะโทสะ.

117
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๒ – หน้าที่ 118 (เล่ม 25)

บทว่า ปฏิโสตคามึ ได้แก่ธรรมคือสัจจะ ๔ ที่ทวนกระแสสภาวะ
มีความเที่ยงเป็นต้น ที่ไปแล้วอย่างนี้ว่า ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา เป็น
อสุภะ. บทว่า ราครตา ได้แก่ยินดีแล้วด้วยกามราคะภวราคะและทิฏฐิราคะ.
บทว่า น ทกฺขนฺติ ความว่า สัตว์ทั้งหลายย่อมไม่เห็นโดยสภาวะอย่างนี้ว่าไม่
เที่ยงเป็นทุกข์เป็นอนัตตา เป็นอสุภะ. ใคร ๆ ก็ไม่อาจทำสัตว์ที่ไม่เห็นเหล่านั้น
ให้ยึดถืออย่างนี้ได้. บทว่า ตโมกฺขนฺเธน อาวุตา ได้แก่อันกองอวิชชาทับถม.
บทว่า อปฺโปสุกฺกตาย ความว่า เพื่อความเป็นผู้ไม่ประสงค์จะ
แสดงโดยปราศจากความขวนขวาย. ถามว่า ก็เหตุไร พระองค์จึงน้อมพระทัย
ไปอย่างนี้ พระองค์ทรงตั้งความปรารถนาไว้มิใช่หรือว่า เราหลุดพ้นแล้วจัก
ให้ผู้อื่นหลุดพ้น เราข้ามแล้ว จักให้ผู้อื่นข้าม
เราจะมีประโยชน์อะไรด้วยเพศที่ผู้
อื่นไม่รู้จัก จะประโยชน์อะไรด้วยธรรมที่
เราทำให้แจ้งในโลกนี้ เราบรรลุพระ
สัพพัญญุตญาณแล้ว จักยังมนุษยโลก
พร้อมทั้งเทวโลกให้ข้ามฝั่ง ดังนี้
บำเพ็ญบารมีบรรลุพระสัพพัญญุตญาณ. ตอบว่า นั่นเป็นความจริง. ก็จิตของ
พระองค์น้อมไปอย่างนี้นั้น ก็ด้วยอานุภาพปัจจเวกขณญาณ. จริงอยู่ เมื่อ
พระองค์บรรลุพระสัพพัญญุตญาณแล้วพิจารณาความที่สัตว์รกชัฏไปด้วยกิเลส
และความที่ธรรมเป็นของลึกซึ้ง ความที่สัตว์รกชัฏไปด้วยกิเลสและความที่ธรรม
เป็นของลึกซึ้ง ก็ปรากฏโดยอาการทั้งปวง ลำดับนั้น พระองค์ทรงพระดำริว่า
สัตว์เหล่านี้ เหมือนน้ำเต้าที่เต็มด้วยน้ำข้าว เหมือนตุ่มที่เต็มด้วยเปรียง
เหมือนผ้าเก่าที่ชุ่มด้วยมันเหลวและน้ำมัน เหมือนมือที่เปื้อนยาหยอดตา เต็มไป

118
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๒ – หน้าที่ 119 (เล่ม 25)

ด้วยกิเลส เศร้าหมองอย่างยิ่ง กำหนัดเพราะราคะ ขัดเคืองเพราะโทสะ ลุ่ม
หลงเพราะโมหะ. สัตว์เหล่านั้นจักแทงตลอดได้อย่างไร จึงทรงน้อมพระทัยไป
อย่างนี้ แม้ด้วยอานุภาพการพิจารณาถึงความที่สัตว์รกชัฏคือกิเลส.
พึงทราบว่า ทรงน้อมพระทัยไปอย่างนั้น แม้ด้วยอานุภาพการพิจารณา
ความที่ธรรมลึกซึ้งว่า ธรรมนี้ลึกซึ้งเหมือนลำน้ำรองแผ่นดิน เห็นได้ยาก
เหมือนเมล็ดพันธุ์ผักกาดถูกภูเขาบังไว้ แทงตลอดได้ยาก เหมือนเอาปลายต่อ
ปลายแห่งขนทรายที่แยกออก ๗ ส่วน จริงอยู่ เมื่อเราพยายามเพื่อแทงตลอดธรรม
ชื่อว่า ไม่ให้ทานไม่มี ชื่อว่า ไม่รักษาศีลแล้วไม่มี ชื่อว่าไม่ได้บำเพ็ญบารมีไรๆ
ก็ไม่มี เมื่อเรานั้นกำจัดกองทัพมาร เหมือหมดความพยายาม แผ่นดินไม่ไหว
แม้เมื่อระลึกบุพเพนิวาสานุสสติญาณในปฐมยาม ก็ไม่ไหว แม้เมื่อชำระทิพย
จักษุในมัชฌิมยาม ก็ไม่ไหว แต่เมื่อเราตรัสรู้ปฏิจจสมุปบาทในปัจฉิมยาม
หมื่นโลกธาตุจึงหวั่นไหวแล้ว ดังนั้น แม้คนเช่นเราใช้ญาณอันแก่กล้า ก็ยัง
แทงตลอดธรรมนี้ได้โดยยากทีเดียว โลกิยมหาชนจักแทงตลอดธรรมนั้นได้
อย่างไร.
อีกอย่างหนึ่ง เมื่อพรหมทูลอาราธนาแล้ว พระองค์ก็ทรงน้อมพระทัย
ไปอย่างนี้ แม้เมื่อเป็นผู้ประสงค์จะทรงแสดงธรรมโปรด จริงอยู่ พระผู้มีพระ
ภาคเจ้าทรงทราบว่า เมื่อจิตของเราน้อมไปเพื่อความเป็นผู้ขวนขวายน้อย
มหาพรหมก็จักอาราธนาเราให้แสดงธรรม และสัตว์เหล่านี้เป็นผู้เคารพต่อ
พรหมสัตว์เหล่านั้นสำคัญว่า ได้ยินว่า พระศาสดาไม่มีพระประสงค์จะทรงแสดง
ธรรม เมื่อเป็นอย่างนี้ มหาพรหมจะอาราธนาเราให้แสดงธรรมว่า ข้าแต่
พระองค์ผู้เจริญ ธรรมนั้นสงบหนอ ประณีตหนอ ดังนี้ ก็จักตั้งใจฟัง ฉะนั้น
พึงทราบว่า เพราะอาศัยเหตุแม้นี้ จิตของพระองค์จึงน้อมไปเพื่อความเป็นผู้ขวน
ขวายน้อย มิได้น้อมไปเพื่อแสดธรรม.

119
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๒ – หน้าที่ 120 (เล่ม 25)

บทว่า สหมฺปติสฺส ความว่า ได้ยินว่า พรหมนั้นเป็นพระเถระ
ชื่อว่าสหกะ ในศาสนาของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่ากัสสป ทำปฐมฌาน
ให้เกิด เกิดเป็นพรหมมีอายุกัปหนึ่งในปฐมฌานภูมิ. ในปฐมฌานภูมินั้น
ชนทั้งหลายรู้จักท่านว่า สหัมบดีพรหม ที่ท่านมุ่งหมายกล่าวถึงว่า พฺรหมุโน
สหมฺปคิสฺส ดังนี้. บทว่า นสฺสติ วต โภ ความว่า ได้ยินว่า พรหมนั้น
เปล่งเสียงนี้โดยที่พรหมหมื่นโลกธาตุได้ฟังแล้วมาประชุมกันหมด. บทว่า ยตฺร
หิ นาม ได้แก่ ในโลกชื่อใด. บทว่า ปุรโต ปาตุรโหสิ ความว่า ได้
ปรากฏพร้อมกับพรหมหมื่นหนึ่งเหล่านั้น. บทว่า อปฺปรชกฺขชาติกา ความว่า
สัตว์ชื่อว่า อปฺปรชกฺขชาติกา เพราะมีธุลีคือราคะโทสะและโมหะ ใน
ดวงตาอันสำเร็จด้วยปัญญาน้อยคือนิดหน่อย เป็นสภาวะอย่างนี้. บทว่า
อสฺสวนตา ได้แก่ เพราะไม่ได้ฟัง. ด้วยบทว่า ภวิสฺสนฺติ ท่านแสดงว่า
ผู้บำเพ็ญบุญเก่ามาแล้ว ด้วยอำนาจบุญกิริยาวัตถุ ๑๐ ประการ ในพระ-
พุทธเจ้าองค์ก่อน ๆ ถึงความแก่กล้า หวังแต่การแสดงธรรมเท่านั้น ดุจดอก
ปทุม หวังแต่จะสัมผัสรัศมีพระอาทิตย์ฉะนั้น ควรหยั่งลงสู่อริยภูมิในที่สุด
แห่งคาถา ๔ บท ไม่ใช่คนเดียว ไม่ใช่สองคน จักเป็นผู้รู้ทั่วถึงธรรมจำนวน
หลายแสน.
บทว่า ปาตุรโหสิ แปลว่า ปรากฏแล้ว. บทว่า สมเลหิ จินฺติโต
ได้แก่ อันครูทั้ง ๖ ผู้มีมลทินคิดกันแล้ว. จริงอยู่ ครูทั้ง ๖ นั้น เกิดก่อน
แสดงธรรมคือมิจฉาทิฏฐิที่มีมลทิน เหมือนกระจายหนาม และราดยาพิษไปทั่ว
ชมพูทวีป. บทว่า อปาปุเรตํ ความว่า จงเปิดประตูอมตนครนั้น. บทว่า
อมตสฺส ทฺวารํ ได้แก่ อริยมรรคอันเป็นประตูแห่งอมตนครคือพระนิพพาน.
ด้วยคำว่า สุณนฺตุ ธมฺมํ วิมเลนานุพุทฺธํ พรหมทูลอาราธนาว่า ข้าแต่
พระผู้มีพระภาคเจ้า ก่อนอื่นขอสัตว์เหล่านี้ จงสดับธรรม คือ สัจจะ ๔ ที่

120
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๒ – หน้าที่ 121 (เล่ม 25)

พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ชื่อว่า ปราศจากมลทิน เพราะไม่มีมลทินมีราคะ
เป็นต้น ตามรู้แล้ว.
บทว่า เสเล ยถา ปพฺพตมุทฺธนิฏฺฐิโต ความว่า เหมือนยืนอยู่
บนยอดภูเขาอันล้วนแต่หินเป็นแท่งทึบ. จริงอยู่ กิจคือการชะเง้อคอยื่นออกไป
เป็นต้น เพื่อแสดงแก่ผู้ที่ยืนอยู่ในที่นั้น ย่อมไม่มี. บทว่า ตถูปมํ ความว่า
ส่วนเปรียบด้วยภูเขานั้น คือมีอุปมาเหมือนภูเขาหิน. ก็ความสังเขปในข้อนี้มี
ดังนี้ บุรุษผู้มีจักษุยืนอยู่บนยอดภูเขาหิน พึงมองเห็นประชุมชนโดยรอบ
ฉันใด ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้มีเมธา ผู้มีปัญญาดี ผู้มีจักษุโดยรอบ ด้วย
พระสัพพัญญุตญาณ แม้พระองค์ก็ฉันนั้นเหมือนกัน โปรดเสด็จขึ้นสู่ปราสาท
อันสำเร็จด้วยธรรม สำเร็จด้วยปัญญา พระองค์เองก็ปราศจากความโศก
ทรงเพ่งพิจารณาเห็น หมู่ชนผู้คลาดคล่ำด้วยความโศก และถูกชาติชราครอบงำ.
ก็ในข้อนั้นมีอธิบายดังนี้. เหมือนอย่างว่า ชนทั้งหลายทำนาแปลงใหญ่โดยรอบ
ณ เชิงภูเขา ปลูกกระท่อมหลายหลังที่แนวคันนาในที่นั้น ก่อไฟไว้ตลอดคืน
ในราตรี และพึงมีแต่ความมืดอันประกอบด้วยองค์ เมื่อเป็นดังนั้น เมื่อ
บุรุษผู้มีจักษุนั้น ยืนอยู่บนยอดภูเขามองดูพื้นดิน แนวคันนาก็ไม่ปรากฏ
กระท่อมทั้งหลายก็ไม่ปรากฏ ผู้คนที่นอนอยู่ในที่กระท่อมนั้นก็ไม่ปรากฏ
ปรากฏแต่เพียงแสงไฟ ในกระท่อมเท่านั้น ฉันใด เมื่อพระตถาคตขึ้นสู่
ปราสาทคือธรรม ตรวจดูหมู่สัตว์ก็ฉันนั้น เหล่าสัตว์ผู้ไม่กระทำคุณงาม
ความดีไว้ แม้นั่ง ณ ข้างพระชานุเบื้องขวาในวิหารเดียวกัน ก็ไม่ปรากฏแก่
พุทธจักษุได้ ย่อมเป็นเหมือนลูกศรที่ยิงไปในเวลากลางคืน แต่เหล่าเวไนย-
บุคคลผู้ได้ทำคุณงามความดีไว้เท่านั้น แม้จะอยู่ในที่ไกล ก็มาปรากฏแก่พุทธ
จักษุนั้นได้ เวไนยบุคคลนั้นเป็นดุจไฟ และเป็นดุจภูเขาหิมวันต์ สมจริง
ตามที่พระองค์ตรัสไว้ว่า

121
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๒ – หน้าที่ 122 (เล่ม 25)

สัตบุรุษ ย่อมปรากฏในที่ไกล
เหมือนภูเขาหิมวันต์ อสัตบุรุษอยู่ในที่นั้น
ก็ไม่ปรากฏ เหมือนลูกศรที่ยิ่งไปในเวลา
กลางคืน.
บทว่า อชฺเฌสนํ ได้แก่ การอาราธนา. บทว่า พุทฺธจกฺขุนา
ได้แก่ ด้วยอินทริยปโรปริยญาณ และอาสยานุสยญาณ. จริงอยู่ คำว่า พุทฺธ-
จกฺขุ เป็นชื่อของญาณทั้ง ๒ นี้. คำว่า สมนฺตจกฺขุ เป็นชื่อของสัพพัญญุตญาณ.
คำว่า ธมฺมจกฺขุ เป็นชื่อของมรรคญาณทั้ง ๓. พึงทราบวินิจฉัยในบทว่า
อปฺปรชกฺเข เป็นต้นดังต่อไปนี้ ก็ชนเหล่าใดมีธุลีคือกิเลสมีราคะเป็นต้นใน
จักขุคือปัญญาน้อยโดยนัยดังกล่าวแล้ว ชนเหล่านั้น ชื่อว่า อัปปรชักขะ
ผู้มีธุลีคือกิเลสในดวงตาน้อย. ชนเหล่าใด มีธุลีคือกิเลสในดวงตามาก ชน
เหล่านั้น ชื่อว่า มหารชักขะ ผู้มีกิเลสในดวงตามาก. ชนเหล่าใด มีอินทรีย์
มีศรัทธาเป็นต้น แก่กล้า ชนเหล่านั้น ชื่อว่า ติกขินทรียะ มีอินทรีย์แก่กล้า.
ชนเหล่าใดมีอินทรีย์เหล่านั้นน้อย ชนเหล่านั้น ชื่อว่า มุทินทรียะ มีอินทรีย์อ่อน.
ชนเหล่าใดมีอาการ มีศรัทธาเป็นต้นดี ชนเหล่านั้น ชื่อว่า สวาการ มีอาการดี.
ชนเหล่าใดกำหนดเหตุที่เขาแสดงแล้ว สามารถให้ผู้อื่นเข้าใจได้โดยง่าย ชนเหล่า
นั้น ชื่อว่า สุวิญญาปยะ จะพึงสอนให้รู้ได้โดยง่าย. ชนเหล่าใดเห็นปรโลก
และโทษว่าเป็นภัย ชนเหล่านั้น ชื่อว่า ปรโลกวชฺชภยทสฺสาวี. ในข้อนี้มี
พระบาลีดังต่อไปนี้ บุคคลผู้มีศรัทธา ชื่อว่า อัปปรชักขะ มีกิเลสดุจธุลีใน
ดวงตาน้อย, บุคคลผู้ไม่มีศรัทธา ชื่อว่า มหารชักขะ มีกิเลสดุจธุลีในดวงตา
มาก, ผู้ปรารภความเพียร ชื่อว่า อัปปรชักขะ, ผู้เกียจคร้าน ชื่อว่า มหารชักขะ,
ผู้มีสติตั้งมั่น ชื่อว่า อัปปรชักขะ ผู้มีสติหลงลืม ชื่อว่า มหารชักขะ ผู้มีจิต

122