ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๒ – หน้าที่ 103 (เล่ม 25)

๘. สีสุปจาลาสูตร
ว่าด้วยมารรบกวนสีสุปจาลาภิกษุ
[๕๔๕] สาวัตถีนิทาน.
ครั้งนั้น เวลาเช้า สีสุปจาลาภิกษุณีนุ่งห่มแล้ว ถือบาตรและจีวร
เข้าไปบิณฑบาตยังกรุงสาวัตถี เที่ยวบิณฑบาตไปในกรุงสาวัตถีแล้ว เวลา
ปัจฉาภัต กลับจากบิณฑบาตแล้วเข้าไปยังป่าอันธวันเพื่อพักกลางวัน ครั้นถึงป่า
อันธวัน จึงนั่งพักกลางวันที่โคนไม้ต้นหนึ่ง.
[๕๔๖] ลำดับนั้น มารผู้มีบาปเข้าไปหาสีสุปจาลาภิกษุณีถึงที่นั่งพัก
ครั้นแล้วได้กล่าวกะสีสุปจาลาภิกษุณีว่า ดูก่อนภิกษุณี ท่านชอบใจทิฐิของ
ใครหนอ.
สีสุปจาลาภิกษุณีตอบว่า ดูก่อนท่านผู้มีอายุ เราไม่ชอบใจทิฐิของ
ใครเลย.
[๕๔๗] มารผู้มีบาปกล่าวว่า
ท่านจงใจเป็นคนโล้น ปรากฏ
ตัวเหมือนสมณะ แต่ไฉนท่านไม่ชอบใจ
ทิฐิ ท่านประพฤติเรื่องนี้ เพราะความ
งมงายหรือ.
[๕๔๘] สีสุปจาลาภิกษุณีกล่าวว่า
คนเจ้าทิฐิ ภายนอกพระศาสนา
นี้ ย่อมจมอยู่ในทิฐิทั้งหลาย เราไม่
ชอบใจธรรมของพวกเขา พวกเขาเป็น

103
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๒ – หน้าที่ 104 (เล่ม 25)

คนไม่ฉลาดต่อธรรม ยังมีพระพุทธเจ้า
ผู้เสด็จอุบัติในศากยสกุล หาบุคคลอื่น
เปรียบมิได้ ทรงครอบงำส่วนทั้งปวง
ทรงบรรเทาเสียซึ่งมาร ไม่ปราชัยในที่
ทุกสถาน ทรงพ้นแล้วในส่วนทั้งปวง
เป็นผู้อันตัณหาและทิฐิอาศัยไม่ได้ มี
พระจักษุทรงเห็นธรรมทั้งปวง ทรงบรรลุ
ธรรมเป็นที่สิ้นกรรมทุกอย่าง ทรงน้อม
ไปในธรรมเป็นที่สิ้นอุปธิ พระผู้มีพระ-
ภาคเจ้าพระองค์นั้นเป็นศาสดาของเรา
เราชอบใจคำสอนของพระองค์ท่าน.
ลำดับนั้น มารผู้มีบาปเป็นทุกข์ เสียใจว่า สีสุปจาลาภิกษุณีรู้จักเรา
ดังนี้ จงได้อันตรธานไปในที่นั้นเอง.

104
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๒ – หน้าที่ 105 (เล่ม 25)

อรรถกถาสีสุปจาลาสูตร
ในสีสุปจาลาสูตรที่ ๘ มีวินิจฉัยต่อไปนี้ :-
บทว่า สุมณี วิย ทิสฺสติ ความว่า ท่านปรากฏตัวเหมือนสมณะ.
บทว่า กิมิว จริสิ โมมูหา ความว่า เพราะเหตุไรท่านจึงประพฤติเหมือน
คนงมงาย. บทว่า อิโต พหิทฺธา ความว่า ภายนอกพระศาสนานี้ . บทว่า
ปาสณฺฑา ความว่า เจ้าลัทธิย่อมเหวี่ยงบ่วง คือทิฐิลงในจิตของสัตว์ทั้งหลาย.
แต่พระศาสนาย่อมปลดเปลื้องบ่วงทั้งหลาย ฉะนั้น จึงไม่กล่าวว่าเจ้าลัทธิ
เจ้าลัทธิมีภายนอกพระศาสนานี้ทั้งนั้น. บทว่า สํสีทนฺติ ได้แก่ จน คือติด.
บัดนี้ สีสุปจาลาภิกษุณีเมื่อกล่าวแก้ปัญหาที่ว่า ท่านบวชอุทิศใคร
จึงกล่าวว่า อตฺถิ สกฺยกุเล ชาโต เป็นต้น. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า
สพฺพาภิภู ความว่า ครอบงำส่วนทั้งหมด มีขันธ์ อายตนะ ธาตุ ภพ กำเนิด
ละคติเป็นต้น ชื่อว่า มารนุทะ เพราะบรรเทา คือขับไล่มรณมารเป็นต้น
บทว่า สพฺพตฺถมปราชิโต ความว่า ไม่แพ้ในกิเลสทั้งมวลมีราคะเป็นต้น
หรือในการรบมาร. บทว่า สพฺพตฺถ มุจฺโต ความว่า น้อมไปในธรรม
ทั้งปวงมีขันธ์เป็นต้น. บท อสฺสิโต ความว่า อันตัณหานิสัยและทิฏฐินิสัย
ไม่อาศัยแล้ว. บทว่า สพฺพกมฺมกฺขยํ ปตฺโต ความว่า บรรลุพระอรหัต
กล่าวคือธรรมเป็นที่สิ้นไปแห่งกรรมทั้งปวง. บทว่า อุปธิสงฺขเย ความว่า
ทรงน้อมเป็นอารมณ์ในพระนิพพาน กล่าวคือธรรมเป็นที่สิ้นไปแห่งอุปธิ.
จบอรรถกถาสีสุปจาลาสูตรที่ ๘

105
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๒ – หน้าที่ 106 (เล่ม 25)

๙. เสลาสูตร
ว่าด้วยมารรบกวนเสลาภิกษุณี
[๕๔๙] สาวัตถีนิทาน.
ครั้งนั้น เวลาเช้า เสลาภิกษุณีนุ่งห่มแล้ว ถือบาตรและจีวรเข้าไป
บิณฑบาตยังกรุงสาวัตถี เที่ยวบิณฑบาตไปในกรุงสาวัตถีแล้ว เวลาปัจฉาภัต
กลับจากบิณฑบาตแล้วเข้าไปยังป่าอันธวันเพื่อพักกลางวัน ครั้นถึงป่าอันธวัน
แล้ว จึงนั่งพักกลางวันที่โคนไม้ต้นหนึ่ง.
[๕๕๐] ลำดับนั้น มารผู้มีบาปใคร่จะไห้เสลาภิกษุณีบังเกิดความกลัว
ความหวาดเสียว ขนพองสยองเกล้า และใคร่จะให้เคลื่อนจากสมาธิ จึงเข้า
ไปหาเสลาภิกษุณีถึงที่นั่งพัก ครั้นแล้ว ได้กล่าวกะเสลาภิกษุณีด้วยคาถาว่า
รูปนี้ ใครสร้าง ผู้สร้างรูปอยู่ที่ไหน
รูปบังเกิดในที่ไหน รูปดับไปในที่ไหน.
[๕๕๑] ลำดับนั้น เสลาภิกษุณีได้มีความดำริว่า นี่ใครหนอกล่าว
คาถา จะเป็นมนุษย์หรืออมนุษย์.
ทันใดนั้น เสลาภิกษุณีได้มีความดำริว่า นี่คือมารผู้มีบาป ใคร่จะ
ให้เราบังเกิดความกลัว ความหวาดเสียว ขนพองสยองเกล้า และใคร่จะให้
เคลื่อนจากสมาธิ จึงกล่าวคาถา.
ครั้นเสลาภิกษุณีทราบว่า นี่คือมารผู้มีบาปแล้ว จึงได้กล่าวกะมาร
ผู้มีบาปด้วยคาถาว่า
รูปนี้ ไม่มีใครสร้าง อัตภาพนี้ ไม่มี
ใครก่อ รูปเกิดขึ้นเพราะอาศัยเหตุ ดับไป
เพราะเหตุดับ.

106
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๒ – หน้าที่ 107 (เล่ม 25)

พืชชนิดใดชนิดหนึ่งที่บุคคลหว่าน
ลงในนา ย่อมงอกขึ้นเพราะอาศัยเหตุ ๒
ประการ คือ รสในแผ่นดิน และยาง
ในพืช ฉันใด ขันธ์ ธาตุ และอายตนะ
๖ เหล่านี้ ก็เกิดขึ้นเพราะอาศัยเหตุ ดับไป
เพราะเหตุดับ ฉันนั้น.
ลำดับนั้น มารผู้มีบาปเป็นทุกข์ เสียใจว่า เสลาภิกษุณีรู้จักเรา ดังนี้
จึงได้อันตรธานไปในที่นั้นเอง.
อรรถกถาเสลาสูตร
ในเสลาสูตรที่ ๙ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-
บทว่า เกนทํ ปกตํ ความว่า ใครสร้างรูปนี้. ด้วยบทว่า พิมฺพํ
ท่านกล่าวหมายเอาอัตภาพ. ด้วยบทว่า อฆํ ท่านกล่าวเฉพาะอัตภาพ เพราะ
เป็นที่ตั้งแห่งทุกข์. บทว่า เหตุภงฺคา ได้แก่ เหตุดับ เพราะปัจจยับกพร่อง.
จบอรรถกถาเสลาสูตรที่ ๙

107
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๒ – หน้าที่ 108 (เล่ม 25)

๑๐. วชิราสูตร
ว่าด้วยมารรบกวนวชิราภิกษุณี
[๕๕๒] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้ :-
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับ อยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อาราม
ของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี กรุงสาวัตถี.
ครั้งนั้น เวลาเช้า วชิราภิกษุณีนุ่งห่มแล้ว ถือบาตรและจีวรเข้าไป
บิณฑบาตยังกรุงสาวัตถี เที่ยวบิณฑบาตไปในกรุงสาวัตถีแล้ว เวลาปัจฉาภัต
กลับจากบิณฑบาตแล้ว เข้าไปยังป่าอันธวันเพื่อพักกลางวัน ครั้นถึงป่าอันธวัน
แล้ว จึงนั่งพักกลางวันที่โคนไม้ต้นหนึ่ง.
[๕๕๓] ลำดับนั้น มารผู้มีบาปใคร่จะให้วชิราภิกษุณีบังเกิดความกลัว
ความหวาดเสียว ขนพองสยองเกล้า และใคร่จะให้เคลื่อนจากสมาธิ จึงเข้า
ไปหาวชิราภิกษุณีถึงที่นั่งพัก ครั้นแล้วได้กล่าวกะวชิราภิกษุณีด้วยคาถาว่า
สัตว์นี้ ใครสร้าง ผู้สร้างสัตว์อยู่
ที่ไหน สัตว์บังเกิดในที่ไหน สัตว์ดับไป
ในที่ไหน.
[๕๕๔] ลำดับนั้น วชิราภิกษุณีได้มีความดำริว่า นี่ใครหนอกล่าว
คาถา จะเป็นมนุษย์หรืออมมุษย์.
ทันใดนั้น วชิราภิกษุณีได้มีความดำริว่า นี่คือมารผู่มีบาปใคร่จะให้
เราบังเกิดความกลัว ความหวาดเสียว ขนพองสยองเกล้า และใคร่จะให้
เคลื่อนจากสมาธิ จึงกล่าวคาถา.
ครั้นวชิราภิกษุณีทราบว่า นี่คือมารผู้มีบาป แล้วจึงได้กล่าวกะมาร
ผู้มีบาปด้วยคาถาว่า

108
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๒ – หน้าที่ 109 (เล่ม 25)

ดูก่อนมาร เพราะเหตุไรหนอ ความ
เห็นของท่านจึงหวนกลับมาว่าสัตว์ ใน
กองสังขารล้วนนี้ ย่อมไม่ได้นามว่า สัตว์
เหมือนอย่างว่า เพราะคุมส่วนทั้งหลายเข้า
เสียงว่ารถย่อมมี ฉันใด.
เมื่อขันธ์ทั้งหลายยังมีอยู่ การสมมติ
ว่าสัตว์ย่อมมี ฉันนั้น ความจริง ทุกข์
เท่านั้นย่อมเกิด ทุกข์เท่านั้นย่อมตั้งอยู่และ
เสื่อมสิ้นไป นอกจากทุกข์ ไม่มีอะไรเกิด
นอกจากทุกข์ ไม่มีอะไรดับ.
ลำดับนั้น มารผู้มีบาปเป็นทุกข์ เสียใจว่า วชิราภิกษุณีรู้จักเรา
ดังนี้ จึงได้อันตรธานไปในที่นั้นเอง
จบวชิราสูตร
จบภิกขุนีสังยุต

109
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๒ – หน้าที่ 110 (เล่ม 25)

อรรถกถาวชิราสูตร
ในวชิราสูตรที่ ๑๐ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-
บทว่า นยิธ สตฺตุปลพฺภติ ความว่า ในกองสังขารล้วนนี้ ว่าโดย
ปรมัตถ์ จะได้แก่สัตว์ก็หาไม่. บทว่า ขนฺเธสุ สนฺเตสุ ความว่า เมื่อ
ขันธ์ ๕ ยังมีอยู่ ท่านกำหนดเอาด้วยอาการนั้น ๆ. บท สมฺมติ คือเป็นเพียง
สมัญญาว่าสัตว์เท่านั้น. บทว่า ทุกฺขํ ได้แก่ ทุกข์คือ ขันธ์ ๕. บทว่า
นาญฺญตฺร ทุกฺขา ความว่า นอกจากทุกข์ สภาวะอย่างอื่นไม่มีเกิดไม่มีดับ.
จบอรรถกถาวชิราสูตรที่ ๑๐
จบภิกขุนีสังยุตเพียงเท่านี้
รวมพระสูตรในภิกขุนีสังยุตนี้มี ๑๐ สูตร คือ
๑. อาฬวิกาสูตร ๒. โสมาสูตร ๓. โคตมีสูตร ๔. วิชยาสูตร
๕. อุบลวรรณาสูตร ๖. จาลาสูตร ๗. อุปจาลาสูตร ๘. สีสุปจาลาสูตร
๙. เสลาสูตร ๑๐. วชิราสูตร พร้อมทั้งอรรถกถา

110
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๒ – หน้าที่ 111 (เล่ม 25)

พรหมสังยุต
ปฐมวรรคที่ ๑
๑. อายาจนสูตร
พรหมอาราธนาให้แสดงธรรม
[๕๕๕] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้ :-
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าแรกตรัสรู้ ประทับอยู่ที่ต้นอชปาล-
นิโครธ แถบฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา อุรุเวลาประเทศ.
ครั้งนั้น ความปริวิ กแห่งพระหฤทัยบังเกิดขึ้นแก่พระผู้มีพระภาคเจ้า
เสด็จเข้าที่สลับ ทรงพักผ่อนอยู่อย่างนี้ว่า ธรรมที่เราตรัสรู้แล้วนี้ ลึกซึ้ง
เห็นได้ยาก รู้ตามได้ยาก สงบ ประณีต คาคคะเนเอาไม่ได้ ละเอียด รู้ได้
เฉพาะบัณฑิต ก็หมู่สัตว์นี้แล ยังยินดีด้วยอาลัย ยินดีแล้วในอาลัย เบิกบาน
แล้วในอาลัย ก็ฐานะนี้ คือ ความเป็นปัจจัยแห่งธรรมมีสังขารเป็นต้นนี้ เป็น
ธรรมอาศัยกันและกันเกิดขึ้น อันหมู่สัตว์ผู้ยินดีด้วยอาลัย ยินดีแล้วในอาลัย
เบิกบานแล้วในอาลัย จะพึงเห็นได้ยาก แม้ฐานะนี้ ก็เห็นได้ยาก คือ ธรรม
เป็นที่ระงับสังขารทั้งปวง ธรรมเป็นที่สละคืนอุปธิทั้งปวง ธรรมเป็นที่สิ้น
ตัณหา ธรรมเป็นที่สำรอก ธรรมเป็นที่ดับ นิพพาน ก็ถ้าเราจะพึงแสดงธรรม
แต่ชนเหล่าอื่นจะไม่พึงรู้ทั่วถึงธรรมของเรา ข้อนั้น จะพึงเป็นความเหน็ดเหนื่อย
ของเรา ข้อนั้น จะพึงเป็นความลำบากของเรา.

111
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๒ – หน้าที่ 112 (เล่ม 25)

อนึ่ง ได้ยินว่า คาถาอันน่าอัศจรรย์เล็กน้อยเหล่านั้น ที่พระผู้มีพระ-
ภาคเจ้า ไม่เคยได้ทรงสดับมาแต่ก่อน เกิดแจ่มแจ้งกะพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า
บัดนี้ เราไม่ควรจะประกาศธรรม
ที่เราตรัสรู้แล้วโดยยาก ธรรมนี้ เหล่าสัตว์
ผู้ถูกราคะโทสะครอบงำแล้ว จะตรัสรู้ไม่
ได้ง่าย เหล่าสัตว์ผู้ยินดีแล้วด้วยความ
กำหนัด ถูกลองแห่งความมืดหุ้มห่อแล้ว
จักไม่เห็นธรรมอันทวนกระแส ละเอียด
ลึกซึ้ง เห็นได้ยาก เป็นอณู.
เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพิจารณาเห็นดังนี้ พระหฤทัยก็ทรงน้อม
ไปเพื่อความขวนขวายน้อย ไม่ทรงน้อมไปเพื่อทรงแสดงธรรม.
[๕๕๖] ครั้งนั้น สหัมบดีพรหม ทราบความปริวิตกแห่งพระหฤทัย
ของพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยใจแล้ว ได้มีความดำริว่า ท่านผู้เจริญทั้งหลาย
โลกจะฉิบหายหนอ ท่านผู้เจริญทั้งหลาย โลกจะพินาศหนอ เพราะพระตถาคต
อรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงน้อมพระหฤทัยไปเพื่อความขวนขวายน้อย ไม่
ทรงน้อมพระหฤทัยไปเพื่อทรงแสดงธรรม.
ลำดับนั้น สหัมบดีพรหมอันตรธานไปในพรหมโลก มาปรากฎอยู่
เฉพาะพระพักตร์พระผู้มีพระภาคเจ้า เหมือนบุรุษมีกำลังพึงเหยียดออกซึ่งแขน
ที่คู้อยู่ หรือพึงคู้เข้าซึ่งแขนที่เหยียดอยู่ ฉะนั้น.
ครั้นแล้ว สหัมบดีพรหมกระทำผ้าห่มเฉวียงบ่าข้างหนึ่งแล้ว คุกชาณุ-
มณฑลเบื้องขวาลงที่แผ่นดิน ประนมอัญชลีไปพระผู้มีพระภาคเจ้า แล้ว
ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอพระผู้มีพระภาคเจ้า

112