ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๒ – หน้าที่ 93 (เล่ม 25)

วันหนึ่ง นางไปสำนักพระทศพลตามทางที่จะไปเฝ้าพระพุทธเจ้า
กราบทูลว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า ขอพระองค์โปรดประทานยาเพื่อให้ลูก
หายจากโรค. พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า เจ้าจงเที่ยวไปยังกรุงสาวัตถี จงนำ
เมล็ดพันธุ์ผักกาดจากเรือนที่ไม่เคยมีคนตายมา นั้นจักเป็นยาของลูก นางเข้าไป
สู่นคร ไปขอเมล็ดพันธุ์ผักกาดโดยนัยที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสบอก ตั้งแต่เรือน
หลังไกล ถูกชาวบ้านทุก ๆ หลังเรือนกล่าวว่า เธอจักพบเรือนอย่างนี้แต่ที่ไหน
เที่ยวไปสองสามหลังคาเรือน คิดว่า นัยว่าความตายนี้เป็นธรรมดาของคนทุก
คน ไม่ว่าเราหรือลูก ดังนี้แล้ว จึงทิ้งศพไว้ที่ศาลาแล้วขอบรรพชา. พระศาสดา
ทรงส่งไปสำนักนางภิกษุณีด้วยพระดำรัสว่า จงให้หญิงนี้บวชเถิด. นางบรรลุ
พระอรหัตในขณะจรดปลายมีดโกนนั่นเอง. ท่านหมายเอาพระเถรีนี้จึงกล่าว
ว่า อถ โข กิสาโคตมี ดังนี้.
บทว่า เอกมาสี ตัดเป็น เอกา อาสี. บทว่า รุทมฺมุขี ได้แก่
มีหน้าดังร้องไห้. อนฺต ศัพท์ ในบทว่า อจฺจนฺตํ หตปุตฺตมฺหิ เป็นอัจ-
จันตะส่วนอดีต. บทว่า อจฺจนฺตํ นั้นเป็นภาวนปุงสกลิงค์. ท่านกล่าวอธิบาย
ว่าการตายของบุตร เป็นที่สุด คือเป็นอดีต ฉันใด บุตรที่ตายแล้วก็ฉันนั้น
บัดนี้เราไม่มีลูกตายอีก. บทว่า ปุริสา เอตทนฺติกา ความว่า แม้คนเหล่า
นี้ก็มีความตายนี้เป็นที่สุดเหมือนกัน ที่สุดแห่งความตายของบุตรของเรานี้แหละ
เป็นที่สุดแม้ของคนทั้งหลาย เราจึงไม่ควรแสวงหาบุตรที่ตายในบัดนี้. บทว่า
สพฺพตฺถ วิหตา นนฺทิ ความว่า ความเพลิดเพลินด้วยอำนาจตัณหาในขันธ์
อายตนะ ธาตุ ภพ กำเนิด คติ ฐิติและนิวาสทั้งหมด เราขจัดได้แล้ว. บทว่า
ตโมกฺขนฺโธ ได้แก่กองอวิชชา. บทว่า ปทาลิโต ความว่า ทำลายแล้ว
ด้วยญาณ.
จบอรรถกถาโคตมีสูตรที่ ๓

93
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๒ – หน้าที่ 94 (เล่ม 25)

๔. วิชยาสูตร
ว่าด้วยมารรบกวนวิชยาภิกษุณี
[๕๓๑] สาวัตถีนิทาน.
ครั้งนั้น เวลาเช้า วิชยาภิกษุณีนุ่งห่มแล้ว ถือบาตรและจีวร ฯลฯ
จึงนั่งพักกลางวันที่โคนไม้ต้นหนึ่ง.
[๕๓๒] ลำดับนั้น มารผู้มีบาปใคร่จะให้วิชยาภิกษุณีบังเกิดความ
กลัว ความหวาดเสียว ขนพองสยองเกล้า และใคร่จะให้เคลื่อนจากสมาธิ จึง
เข้าไปหาวิชยาภิกษุณีถึงที่นั่งพัก ครั้นแล้ว ได้กล่าวกะวิชยาภิกษุณีด้วยคาถาว่า
เธอยังเป็นสาวมีรูปงาม และฉันก็ยัง
เป็นหนุ่มแน่น มาเถิดนาง เรามาอภิรมย์
กันด้วยดนตรี มีองค์ห้า.
[๕๓๓] ลำดับนั้น วิชยาภิกษุณีได้มีความดำริว่า นี่ใครหนอกล่าว
คาถา จะเป็นมนุษย์หรืออมนุษย์.
ทันใดนั้น วิชยาภิกษุณีได้มีความดำริว่า นี่คือมารผู้มีบาป ใคร่จะ
ให้เราบังเกิดความกลัว ความหวาดเสียว ขนพองสยองเกล้า และใคร่จะให้
เคลื่อนจากสมาธิ จึงได้กล่าวคาถา.
ครั้นวิชยาภิกษุณีทราบว่า นี่คือมารผู้มีบาปแล้ว จึงได้กล่าวกะมารผู้
มีบาปด้วยคาถาว่า
ดูก่อนมาร รูป เสียง กลิ่น รส
โผฏฐัพพะ อันน่ารื่นรมย์ใจ เ ราขอมอบให้
ท่านผู้เดียว เพราะเราไม่ต้องการมัน เรา
อึกอัดระอาด้วยกายเน่า อันจะแตกทำลาย
เปื่อยพังไปนี้ กามตัณหา เราถอนได้แล้ว

94
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๒ – หน้าที่ 95 (เล่ม 25)

ความมืดในรูปภพที่สัตว์ทั้งหลายเข้าถึง
ในอรูปภพที่สัตว์ทั้งหลายเป็นภาคี และใน
สมาบัติอันสงบทั้งปวง เรากำจัดได้แล้ว.
ลำดับนั้น มารผู้มีบาปเป็นทุกข์ เสียใจว่า วิชยาภิกษุณีรู้จักเราดังนี้
จึงได้อันตรธานไปในที่นั้นเอง.
อรรถกถาวิชยาสูตร
ในวิชชาสูตรที่ ๔ มีวิจฉัยดังต่อไปนี้ :-
บทว่า ปญฺจงฺคิเกน ความว่าประกอบด้วยองค์ ๕ อย่างนี้ คือ อาตตะ
กลองที่หุ้มหนังหน้าเดียว วิตตะหุ้มทั้งสองหน้าคือตะโพน อาตตวิตตะ หุ้มทั้ง
หมดมีบัณเฑาะว์เป็นต้น ฆนะคือ ฆ้อง สุสิระปี่และสังข์เป็นต้น. บทว่า
นิยฺยาตยามิ ตุยฺเหว ความว่า เราจะให้ดนตรีทั้งหมดแก่ท่านเท่านั้น. บทว่า
มาร น หิ เตน อตฺถิกา ความว่า เราไม่ต้องการดนตรีนั้น. บทว่า ปูติกาเยน
ความว่ากายแม้มีวรรณะดังทองคำ ก็ยังชื่อว่าเป็นกายเน่า เพราะอรรถว่าไหลเข้า
ไหลออกเป็นนิตย์ เพราะฉะนั้น วิชยาภิกษุณีจึงกล่าวอย่างนั้น. บทว่า ภินฺทเนน
ได้แก่มีอันแตกไปเป็นสภาวะ. บทว่า ปภงฺคุนา ได้แก่ถึงความแหลกเป็น
ผุยผงเป็นธรรมดา. บทว่า อฏฺฏิยามิ แปลว่า อึดอัดอยู่. บทว่า หรายามิ
แปลว่าระอาอยู่. บทว่า สนฺตา สมาปตฺติ ความว่าโลกิยสมาบัติ ๘ อย่าง
ท่านกล่าวว่าสงบ เพราะสงบโดยอารมณ์ และสงบโดยองค์. บทว่า สพฺพตฺถ
ได้แก่ ในรูปภพและอรูปภพทั้งหมด. วิชยาภิกษุณีจึงกล่าวว่า แม้ความมืดคือ
อวิชชาเรากำจัดได้แล้ว ในฐานะทั้งปวงเหล่านี้คือในกามภพ ที่ยึดถือเอาแล้ว
เพราะถือเอาภพ ๒ เหล่านั้น และในสมาบัติ ๘.
จบอรรถกถาวิชยาสูตรที่ ๔

95
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๒ – หน้าที่ 96 (เล่ม 25)

๕. อุบลวรรณาสูตร
ว่าด้วยมารรบกวนอุบลวรรณาภิกษุณี
[๕๓๔] สาวัตถีนิทาน.
ครั้งนั้น เวลาเช้า อุบลวรรณาภิกษุณีนุ่งห่มแล้ว ถือบาตรและจีวร
ได้ยืนอยู่ที่โคนต้นสาลพฤกษ์ซึ่งมีดอกบานสะพรั่ง ต้นหนึ่ง.
[๕๓๕] ลำดับนั้น มารผู้มีบาปใคร่จะให้อุบลวรรณาภิกษุณีบังเกิด
ความกลัว ความหวาดเสียว ขนพองสยองเกล้า และใคร่จะให้เคลื่อนจากสมาธิ
จึงเข้าไปหาอุบลวรรณาภิกษุณีถึงที่ยืนอยู่ ครั้นแล้วได้กล่าวกะอุบลวรรณาภิกษุณี
ด้วยคาถาว่า
ดูก่อนภิกษุณี ท่านคนเดียว เข้ามา
ยังต้นสาลพฤกษ์ ซึ่งมีดอกบานสะพรั่ง
ตลอดยอด แล้วยืนอยู่ที่โคนต้นสาลพฤกษ์
ฉวีวรรณของท่านไม่มีที่สอง คนทั้ง
หลายก็จะมาในที่นี้เช่นท่าน ท่านกลัวความ
เป็นพาลของพวกนักเลงหรือ.
[๕๓๖] ลำดับนั้น อุบลวรรณาภิกษุณีได้มีความดำริว่า นี่ใครหนอ
กล่าวคาถา จะเป็นมนุษย์หรืออมนุษย์.
ทันใดนั้น อุบลวรรณาภิกษุณีได้มีความดำริว่า นี่คือมารผู้มีบาป ใคร่
จะให้เราบังเกิดความกลัว ความหวาดเสียว ขนพองสยองเกล้า และใคร่จะให้
เคลื่อนจากสมาธิ จึงกล่าวคาถา.
ครั้นอุบลวรรณาภิกษุณีทราบว่า นี่คือมารผู้มีบาปแล้ว จึงได้กล่าว
กะมารผู้มีบาปด้วยคาถาว่า

96
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๒ – หน้าที่ 97 (เล่ม 25)

แม้นักเลงตั้งแสนมาในที่นี้ ก็ตาม
เถิด เราไม่สะเทือนขน ไม่สะดุ้ง ดูก่อน
มาร ถึงเราคนเดียว ก็ไม่กลัวท่าน. เรา
นี้จะหายตัวหรือเข้าท้องของท่าน แม้จะ
ยืนอยู่ ณ ระหว่างดวงตาบนดั้งจมูก ท่าน
จักไม่เห็นเรา.
เราเป็นผู้ชำนาญในจิต อิทธิบาทเรา
เจริญดีแล้ว เราพ้นแล้วจากเครื่องผูกทุก
ชนิด เราไม่กลัวท่านดอก ท่านผู้มีอายุ.
ลำดับนั้น มารผู้มีบาปเป็นทุกข์ เสียใจว่า อุบลวรรณาภิกษุณีรู้จักเรา
ดังได้อัน จึงได้อันตรธานไปในที่นั้นเอง.

97
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๒ – หน้าที่ 98 (เล่ม 25)

อรรถกถาอุบลวรรณาสูตร
ในอุบลวรรณาสูตรที่ ๕ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-
บทว่า สุสุปฺผิตคฺคํ ความว่า ต้นสาละดอกบานสะพรั่งตั้งแต่ยอด.
ด้วยคำว่า น จตฺถิ เต ทุติยา วณฺณธาตุ มารกล่าวว่าวรรณธาตุที่ ๒ อัน
เสมือนกับวรรณธาตุของท่าน ย่อมไม่มี คือไม่มีภิกษุณีอื่นเสมือนกับท่าน. บทว่า
อิธาคตา ตามิสิกา ภเวยฺยุํ ความว่า ท่านมาในที่นี้ย่อมไม่ได้ความ
สนิทสนมหรือความรักอะไร ฉันใด แม้ชนเหล่านั้นก็เป็นเสมือนท่านฉันนั้น
เหมือนกัน. บทว่า ปขุมนฺตริกายํ ความว่า แม้เราจะยืนอยู่บนดั้งจมูก
ระหว่างนัยน์ตาทั้งสอง ท่านก็ไม่เห็น. บทว่า วสีภูตมฺหิ แปลว่า ย่อมเป็น
ผู้ชำนาญ.
จบอรรถกถาอุบลวรรณสูตรที่ ๕

98
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๒ – หน้าที่ 99 (เล่ม 25)

๖. จาลาสูตร
ว่าด้วยมารรบกวนจาลาภิกษุณี
[๕๓๗] สาวัตถีนิทาน.
ครั้งนั้น เวลาเช้า. จาลาภิกษุณีนุ่งห่มแล้ว ถือบาตรและจีวรเข้าไป
บิณฑบาตยังกรุงสาวัตถี เที่ยวบิณฑบาตไปในกรุงสาวัตถีแล้ว เวลาปัจฉาภัต
กลับจากบิณฑบาตแล้วเข้าไปยังป่าอันธวันเพื่อพักกลางวัน ครั้นถึงป่าอันธวัน
แล้วจึงนั่งพักกลางวันที่โคนไม้ต้นหนึ่ง.
[๕๓๘] ลำดับนั้น มารผู้มีบาปใคร่จะให้จาลาภิกษุณีบังเกิดความกลัว
ความหวาดเสียว ขนพองสยองเกล้า และใคร่จะให้เคลื่อนจากสมาธิ จึงเข้าไป
หาจาลาภิกษุณีถึงที่นั่งพัก ครั้นแล้วได้กล่าวกะจาลาภิกษุณีว่า ดูก่อนภิกษุณี
ท่านไม่ชอบใจอะไรหนอ.
จาลาภิกษุณีตอบว่า ดูก่อนท่านผู้มีอายุ เราไม่ชอบความเกิดเลย.
[๕๓๙] มารผู้มีบาปกล่าวว่า
เพราะเหตุไรหนอ ท่านจึงไม่ชอบ
ความเกิด ผู้เกิดมาแล้วย่อมบริโภคกาม
ใครหนอให้ท่านยึดถือเรื่องนี้ อย่าเลย
ภิกษุณี ท่านจงชอบความเกิด.
[๕๔๐] จาลาภิกษุณีกล่าวว่า
ผู้เกิดมาก็ต้องตาย ผู้ที่เกิดมาย่อมพบ
เห็นทุกข์ คือ การจองจำ การฆ่า ความ
เศร้าหมอง เพราะฉะนั้น เราจึงไม่ชอบ
ความเกิด.

99
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๒ – หน้าที่ 100 (เล่ม 25)

พระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมเป็น
เครื่องก้าวล่วงความเกิด พระองค์สอนให้
เราตั้งอยู่ในสัจจะ เพื่อละทุกข์ทั้งมวล สัตว์
เหล่าใดเข้าถึงรูปภพ และสัตว์เหล่าใดเป็น
ภาคีแห่งอรูปภพ สัตว์เหล่านั้นเมื่อยังไม่รู้
นิโรธ ต้องมาสู่ภพอีก.
ลำดับนั้น มารผู้มีบาปเป็นทุกข์ เสียใจว่า จาลาภิกษุณีรู้จักเรา ดังนี้
จึงได้อันตรธานไปในที่นั้นเอง.
อรรถกถาจาลาสูตร
ในจาลาสูตรที่ ๖ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-
บทว่า โก นุ ตํ อิทมาทปยิ ความว่า ใครหนอคือคนพาลมีความ
รู้น้อย ให้ท่านยึดถือเรื่องนี้. บทว่า ปริเกฺลสํ ได้แก่ ความวุ่นวายซึ่งมีประการ
ต่าง ๆ แม้อย่างอื่น บัดนี้มารกล่าวคำใดไว้ว่า ใครหนอจะให้เธอยึดถือเอาเรื่อง
นั้นจึงแสดงคำนั้นว่า คนอันธพาลไม่ให้เรายึดถือ แต่พระศาสดาผู้เป็นอัคร-
บุคคลในโลกแสดงธรรมแล้ว จึงกล่าวว่า พุทโธ ดังนี้เป็นต้น. บรรดาบทเหล่า
นั้น บทว่า สจฺเจ นิเวสยิ ความว่าให้ตั้งอยู่ในพระนิพพานอันเป็นปรมัตถสัจจะ.
บทว่า นิโรธํ อปฺปชานนฺตา ได้แก่ ไม่รู้นิโรธสัจจะ.
จบอรรถกถาจาลาสูตรที่ ๖

100
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๒ – หน้าที่ 101 (เล่ม 25)

๗. อุปจาลาสูตร
ว่าด้วยมารรบกวนอุปจาลาภิกษุณี
[๕๔๑] สาวัตถีนิทาน.
ครั้งนั้น เวลาเช้า อุปจาลาภิกษุณีนุ่งห่มแล้ว ถือบาตรและจีวรเข้า
ไปบิณฑบาตยังกรุงสาวัตถี เที่ยงบิณฑบาตไปในกรุงสาวัตถุแล้ว เวลาปัจฉาภัต
กลับจากบิณฑบาตแล้วเข้าไปยังป่าอันธวันเพื่อพักกลางวัน ครั้นถึงป่าอันธวัน
แล้ว จึงนั่งพักกลางวันอยู่ที่โคนไม้ต้นหนึ่ง.
[๕๔๒] ลำดับนั้น มารผู้มีบาปใคร่จะให้อุปจาลาภิกษุณีบังเกิดความ
กลัว ความหวาดเสียว ขนพองสยองเกล้า และใคร่จะให้เคลื่อนจากสมาธิ
จึงเข้าไปหาอุปจาลาภิกษุณีถึงที่นั่งพัก ครั้นแล้วได้กล่าวกะอุปจาลาภิกษุณีว่า
ดูก่อนภิกษุณี อย่างไรหนอท่านจึงอยากจะเกิด.
อุปจาลาภิกษุณีตอบว่า ดูก่อนท่านผู้มีอายุ เราไม่อยากเกิดในที่ไหน ๆ
เลย.
[๕๔๓] มารผู้มีบาปกล่าวว่า.
ท่านจงตั้งจิตไว้ในพวกเทพชั้นดาว
ดึงส์ ชั้นยามา ชั้นดุสิต ชั้นนิมมานรดี
และชั้นวสวัตตีเถิด ท่านจักได้เสวยความ
ยินดี.
[๕๔๔] อุปจาลาภิกษุณีกล่าวว่า
พวกเทพชั้นดาวดึงส์ ชั้นยามา
ชั้นดุสิต ชั้นนิมมานรดี และชั้นวสวัตตี

101
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๒ – หน้าที่ 102 (เล่ม 25)

ยังผูกพันอยู่ด้วยเครื่องผูกคือกาม จำต้อง
กลับมาสู่อำนาจมารอีก โลกทั้งหมด
เร่าร้อน โลกทั้งหมดคุเป็นควัน โลก
ทั้งหมดลุกโพลง โลกทั้งหมดสั่นสะเทือน.
ใจของเรายินดีแน่วในพระนิพพาน
อันไม่สั่นสะเทือน อันไม่หวั่นไหว ที่
ปุถุชนเสพไม่ได้ มิใช่คติของมาร.
ลำดับนั้น มารผู้มีบาปเป็นทุกข์ เสียใจว่า อุปจาลาภิกษุณีรู้จักเรา
ดังนี้ จึงได้อันตรธานไปในที่นั้นเอง.
อรรถกถาอุปจาลาสูตร
ในอุปจาลาสูตรที่ ๗ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-
บทว่า เอนฺติ มารวสํ ปุน ความว่า มาสู่อำนาจ มรณมาร
กิเลสมาร และเทวบุตรมาร. บทว่า ปธูปิโต ได้แก่ ให้เดือดร้อน. บทว่า
อคติ ยตฺถ มารสฺส ความว่า ในพระนิพพานใด ท่านผู้เป็นมารไปไม่ได้.
บทว่า ตตฺถ ได้แก่ ในพระนิพพานนั้น.
จบอรรถกถาอุปจาลาสูตรที่ ๗

102