ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 471 (เล่ม 24)

อรรถกถาปฐมสังคามวัตถุสูตร
พึงทราบวินิจฉัยยในปฐมสังคามวัตถุสูตรที่ ๔ ต่อไป :-
คำว่า เวเทหิ ในคำว่า เวเทหิปุตฺโต นี้ เป็นชื่อของบัณฑิต อธิบาย
ว่า บุตรของสตรีผู้เป็นบัณฑิต. บทว่า จตุรงฺคินึ ได้แก่ประกอบด้วยองค์ ๔
กล่าวคือ ทัพช้าง ทัพม้า ทัพรถ ทัพพลเดินเท่า [ราบ]. บทว่า สนฺนยฺหิตฺวา
ได้แก่ให้กระทำเกราะด้วยการสวมหนึ่งเป็นต้น. บทว่า สงฺคาเมสุํ แปลว่า
รบกัน. รบกันเพราะเหตุอะไร. ได้ยินว่า พระเจ้ามหาโกศล [พระชนกของพระเจ้า
ปเสนทิโกศล] เมื่อยกพระธิดาถวายพระเจ้าพิมพิสาร ได้พระราชทานกาสิคาม
[หมู่บ้านกาสี] ซึ่งมีรายได้เกิดขึ้นวันละแสน ในระหว่างพระราชาทั้งสองแก่
พระราชธิดา. แต่เมื่อพระเจ้าอชาตศัตรูปลงพระชนม์พระชนกแล้ว แม้พระ-
ชนนีของพระองค์ก็ทิวงคต ต่อมาไม่นาน เพราะทรงเศร้าเหตุวิโยคพลัดพราก
พระราชา. ต่อนั้น พระเจ้าปเสนทิโกศล ทรงพระดำริว่า เจ้าอชาตศัตรู ทำ
พระชนกชนนีให้ทิวงคตแล้ว หมู่บ้านซึ่งเป็นสมบัติของพระชนกเรา ก็ต้อง
กลับเป็นของเราสิ แล้วทรงก่อคดีความเมือง เพื่อต้องการหมู่บ้านนั้น. แม้
พระเจ้าอชาตศัตรูก็ทรงเถียงว่า หมู่บ้าน เป็นสมบัติของพระชนนีเรา ก็ต้อง
เป็นของเราสิ. ดังนั้น สองลุงและหลานจึงรบกัน เพื่อต้องการหมู่บ้านนั้น.
พระเจ้าอชาตศัตรูนั้นมีมิตรเช่น พระเทวทัตเป็นต้นชั่ว เพราะเหตุนั้น
จึงทรงชื่อว่า มีมิตรชั่ว. ทรงมีคนชั่วเหล่านั้นเป็นสหาย เพราะเหตุนั้น จึง
ชื่อว่า ทรงมีพระสหายชั่ว. ทรงมีพระทัยน้อมคล้อยไปตามชนเหล่านั้นนั่นแล
เพราะเหตุนั้น จึงทรงชื่อว่า มีผู้คล้อยตามชั่ว. พึงทราบว่า พระเจ้าปเสนทิโกศล

471
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 472 (เล่ม 24)

ทรงมีมิตรดี [กัลยาณมิตร] ก็โดยยกพระสารีบุตรเถระเป็นต้น [เป็นมิตร].
บทว่า ทุกฺขํ เสสฺสติ ได้แก่เมื่อทรงเศร้าโศกถึงช้างเป็นต้นที่พระเจ้าอชาต-
ศัตรทรงชนะไป ก็จักบรรทมเป็นทุกข์ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเห็นเหตุแห่ง
ชัยชนะของพระเจ้าปเสนทิโกศลนั้นอีก จึงตรัสคำนี้. บทว่า ชยํ เวรํ ปสวติ
ได้แก่ ผู้ชนะ ย่อมประสบเวร คือได้บุคคลที่เป็นไพรี.
จบอรรถกถาปฐมสังคามวัตถุสูตรที่ ๔

472
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 473 (เล่ม 24)

๖. ทุติยสังคามวัตถุสูตร
[๓๗๒] ครั้งนั้น พระเจ้าแผ่นดินมคธอชาตศัตรู เวเทหิบุตร ทรง
แต่งจตุรงคินีเสนา ยกไปรุกรานพระเจ้าปเสนทิโกศลทางแคว้นกาสี.
พระเจ้าปเสนทิโกศลได้ทรงสดับข่าวว่า พระเจ้าแผ่นดินมคธอชาตศัตรู
เวเทหิบุตร ทรงแต่งจตุรงคินีเสนา ยกมารุกรานเราทางแคว้นกาสี.
ลำดับนั้น พระเจ้าปเสนทิโกศลจึงทรงแต่งจตุรงคินีเสนา ยกออกไป
ต่อสู้พระเจ้าแผ่นดินมคธอชาตศัตรู. เวทหิบุตร ป้องกันแคว้นกาสี.
ครั้งนั้น พระเจ้าแผ่นดินมคธอชาตศัตรู เวเทหิบุตร กับพระเจ้า-
ปเสนทิโกศลทรงทำสงครามต่อกัน แต่ในสงครามครั้งนั้นพระเจ้าปเสนทิโกศล
ทรงชำนะพระเจ้าแผ่นดินมคธอชาตศัตรู เวเทหิบุตร และได้ทรงจับพระองค์
เป็นเชลยศึก.
[๓๗๓] ครั้งนั้น พระเจ้าปเสนทิโกศลได้มีพระดำริว่า ถึงแม้พระเจ้า
แผ่นดินมคธอชาตศัตรู เวเทหิบุตรนี้ จะประทุษร้ายเราผู้มิได้ประทุษร้าย แต่
เธอก็ยังเป็นพระภาคิไนยของเรา อย่ากระนั้นเลย เราควรยึดพลช้างทั้งหมด
ยึดพลม้าทั้งหมด ยึดพลรถทั้งหมด ยึดพลเดินเท้าทั้งหมดของพระเจ้าแผ่นดิน
มคธอชาตศัตรู เวเทหิบุตร แล้วปล่อยพระองค์ไปทั้งยังมีพระชนม์อยู่เถิด.
ลำดับนั้น พระเจ้าปเสนทิโกศลทรงยึดพลช้างทั้งหมด ทรงยึดพลม้า
ทั้งหมด ทรงยึดพลรถทั้งหมด ทรงยึดพลเดินเท้าทั้งหมด ของพระเจ้าแผ่นดิน
มคธอชาตศัตรู เวเทหิบุตร แล้วทรงปล่อยพระองค์ไปทั้งยังมีพระชนม์อยู่.
[๓๗๔] ครั้งนั้น เวลาเช้า ภิกษุเป็นจำนวนมาก นุ่งแล้ว ถือบาตร
และจีวร เข้าไปบิณฑบาตยังกรุงสาวัตถี เที่ยวบิณฑบาตไปในกรุงสาวัตถีแล้ว
ในเวลาปัจฉาภัต กลับจากบิณฑบาตแล้ว เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่

473
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 474 (เล่ม 24)

ประทับ ครั้นแล้วก็ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้า แล้วนั่งอยู่ ณ ที่ควรส่วน
ข้างหนึ่ง.
ภิกษุทั้งหลาย ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระองค์ผู้
เจริญ พระเจ้าแผ่นดินมคธอชาตศัตรู เวเทหิบุตร ทรงแต่งจตุรงคินีเสนา ยก
มารุกรานพระเจ้าปเสนทิโกศลทางแคว้นกาสี พระเจ้าปเสนทิโกศลได้ทรงสดับ
ข่าวว่า พระเจ้าแผ่นดินมคธอชาตศัตรู เวเทหิบุตร ทรงแต่งจตุรงคินีเสนา
ยกมารุกรานเราถึงแคว้นกาสี ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ลำดับนั้น พระเจ้าปเสน-
ทิโกศลจึงทรงจัดจตุรงคินีเสนา ยกออกไปต่อสู้พระเจ้าแผ่นดินมคธอชาตศัตรู
เวเทหิบุตร ป้องกันแคว้นกาสี ครั้งนั้น พระเจ้าแผ่นดินมคธอชาตศัตรู
เวเทหิบุตรกับพระเจ้าปเสนทิโกศล ทรงทำสงครามกันแล้ว ข้าแต่พระองค์
ผู้เจริญ แต่ในสงครามครั้งนั้น พระเจ้าปเสนทิโกศลทรงชำนะพระเจ้าแผ่นดิน
มคธอชาตศัตรู เวเทหิบุตร และทรงจับพระองค์เป็นเชลยศึกได้ด้วย ครั้งนั้น
พระเจ้าปเสนทิโกศลได้มีพระดำริว่า ถึงแม้พระเจ้าแผ่นดินมคธอชาตศัตรู
เวเทหิบุตรนี้ จะประทุษร้ายเราผู้มีได้ประทุษร้าย แต่เธอก็ยังเป็นพระภาคิไนย
ของเรา อย่ากระนั้นเลย เราควรยึดพลช้างทั้งหมด ยึดพลม้าทั้งหมด ยึดพลรถ
ทั้งหมด ยึดพลเดินเท้าทั้งหมด ของพระเจ้าแผ่นดินมคธอชาตศัตรู เวเทหิบุตร
แล้วปล่อยพระองค์ไปทั้งยังมีพระชนม์อยู่เถิด ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ลำดับนั้น
พระเจ้าปเสนทิโกศลทรงยึดพลช้างทั้งหมด ทรงยึดพลม้าทั้งหมด ทรงยึดพล
รถทั้งหมด ทรงยึดพลเดินเท้าทั้งหมด ของพระเจ้าแผ่นดินมคธอชาตศัตรู
เวเทหิบุตร แล้วทรงปล่อยพระองค์ไปทั้งยังมีพระชนม์อยู่.
[๓๗๕] ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบเนื้อความนี้แล้วจึง
ได้ตรัสพระคาถาเหล่านี้ในเวลานั้นว่า
บุรุษจะแย่งชิงเขาได้ ก็ชั่วกาลที่กาล
แย่งชิงของเขายังพอสำเร็จได้ แต่เมื่อใด

474
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 475 (เล่ม 24)

คนเหล่าอื่นย่อมแย่งชิง ผู้แย่งชิงนั้น ย่อม
กลับถูกเขาแย่งชิงเมื่อนั้น.
เพราะว่า คนพาลย่อมสำคัญว่าเป็น
ฐานะ ตราบเท่าที่บาปยังไม่ให้ผล แต่บาป
ให้ผลเมื่อใด คนพาลย่อมประสบทุกข์เมื่อ
นั้น.
ผู้ฆ่าย่อมได้รับการฆ่าตอบ ผู้ชำนะ
ย่อมได้รับการชนะตอบ ผู้ด่าย่อมได้รับการ
ด่าตอบ และผู้ขึ้งเคียดย่อมได้รับความขึ้ง
เคียดตอบ ฉะนั้น เพราะความหมุนกลับ
แห่งกรรม ผู้แย่งชิงนั้น ย่อมถูกเขา
แย่งชิง.
อรรถกถาทุติยสังคามวัตถุสูตร
พึงทราบวินิจฉัยในทุติยสังคามวัตถุสูตรที่ ๕ ต่อไป :-
บทว่า อพฺภุยฺยาสิ ความว่า พระเจ้าปเสนทิโกศลทรงสั่งว่าพวกเจ้าน่า
ตำหนิในการพ่ายแพ้ จงไปวัดฟังการสนทนาของเหล่าพระภิกษุ ทรงสดับเหตุ
แห่งชัยชนะที่ภิกษุพุทธรักขิต ผู้บวชต่อแก่พูดแก่ภิกษุธรรมรักขิต ผู้บวชต่อ
แก่ในเวลากลางคืนว่า ถ้าพระราชาทรงทำอุบายอย่างนี้เสด็จไป ก็จะพึงชนะอีก
แล้วจัดทัพไปรุกราน.

475
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 476 (เล่ม 24)

บทว่า ยาวสฺส อุปกปฺปติ ความว่า ตราบเท่าความช่วงชิง จะพอ
สำเร็จได้. บทว่า ยทา จญฺเญ ความว่า ก็เมื่อใด คนอื่น ๆ จะปล้นบุคคล
ที่ปล้นเขามาแล้วนั้น. บทว่า วิลุมฺปติ ได้แก่ ย่อมถูกเขาปล้น.
บทว่า ฐานญฺหิ มญฺญติ ความว่า ก็ย่อมสำคัญว่ามีเหตุ. บทว่า
ยทา แปลว่า ในกาลใด. บทว่า เชตารํ ลภเต ชยํ ความว่า บุคคล
ผู้ชนะ ย่อมได้ผู้ชำนะภายหลัง. บทว่า โรเสตารํ ได้แก่ ซึ่งผู้โกรธ. บทว่า
โรสโก ได้แก่ ผู้โกรธ. บทว่า กมฺมวิวฏฺเฏน ได้แก่ ด้วยความแปรปรวน
แห่งกรรม คือด้วยการให้วิบากแห่งกรรมคือการปล้นนั่น. บทว่า โส วิลุตฺโต
วิลุมฺปติ ได้แก่ ผู้ปล้นนั้น ก็จะถูกเขาปล้น.
จบอรรถกถาทุติยสังคามวัตถุสูตรที่ ๕

476
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 477 (เล่ม 24)

๖. ธีตุสูตร
ว่าด้วยสตรีก็เป็นผู้ประเสริฐได้
[๓๗๖] สาวัตถีนิทาน.
ครั้งนั้น พระเจ้าปเสนทิโกศลเสด็จเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า
ถึงที่ประทับถวายบังคมแล้ว ประทับนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง.
ลำดับนั้น ราชบุรุษเข้าไปเฝ้าพระเจ้าปเสนทิโกศล แล้วกราบทูล ณ
ที่ใกล้พระกรรณของพระเจ้าปเสนทิโกศลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้ประเสริฐ
พระนางมัลลิกาเทวีประสูติพระธิดาแล้ว.
เมื่อบุรุษกราบทูลอย่างนี้แล้ว พระเจ้าปเสนทิโกศลก็ไม่ทรงเบิกบาน
พระทัย.
[๓๗๗] ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบว่า พระเจ้าปเสนทิ-
โกศลไม่ทรงเบิกบานพระทัย จึงได้ตรัสพระคาถาเหล่านี้ในเวลานั้นว่า
ดูก่อนมหาบพิตร ผู้เป็นใหญ่ยิ่งกว่า
ปวงชน แท้จริง แม้สตรีบางคนก็เป็นผู้
ประเสริฐ พระองค์จงชุบเลี้ยงไว้ สตรีที่
มีปัญญา มีศีล ปฏิบัติแม้ผัวพ่อผัวดัง
เทวดา จงรักสามี.
บุรุษที่เกิดจากสตรีนั้น ย่อมเป็นคน
แกล้วกล้า เป็นเจ้าแห่งทิศได้ บุตรของ
ภริยาดีเช่นนั้น ก็ครองแม้ราชสมบัติได้.

477
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 478 (เล่ม 24)

อรรถกถาธีตุสูตร
พึงทราบวินิจฉัยในธีตุสูตรที่ ๖ ต่อไป :-
บทว่า อุปสงฺกมิ ความว่า พระเจ้าปเสนทิโกศลโปรดให้จัดเรือน
ประสูติ เวลาพระนางมัลลิกาเทวีประสูติ พระราชทานการอารักขาแล้วเสด็จ
ไปเข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า. บทว่า อนตฺตมโน อโหสิ ความว่า ทรง
เสียพระทัยว่า เราให้อิสริยะอย่างใหญ่ แก่ธิดาของตระกูลที่เข็ญใจ ถ้านาง
ได้ลูกชาย ก็จักประสบสักการะอย่างใหญ่แน่แท้ บัดนี้ นางสูญสิ้นจากสักการะ
นั้นไปเสียแล้ว. บทว่า เสยฺยา ความว่า สตรีบางคนถึงจะเสมอกับผู้มีปัญญา
ชักช้า ก็ยังประเสริฐกว่าลูกเป็นใบ้. บทว่า โปส แปลว่า โปรดทรงชุบเลี้ยงไว้.
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรียกพระราชาผู้ปกครองประชาชนว่า ชนาธิป. บทว่า
สลฺสุเทวา ได้แก่ แม่ผัวและพ่อผัวเป็นดังเทวดา. บทว่า ทิสมฺปติ
ได้แก่ ผู้เป็นใหญ่ในทิศ. บทว่า ตาทิสา สุภริยา แปลว่า ของภริยาที่ดี
เช่นนั้น.
จบอรรถกถาธีตุสูตรที่ ๖

478
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 479 (เล่ม 24)

๗. ปฐมอัปปมาทสูตร
[๓๗๘] พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับ. . . กรุงสาวัตถี. . . พระเจ้า-
ปเสนทิโกศล ประทับนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้ว ได้ทูลพระผู้มีพระภาคเจ้า
ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ธรรมอย่างหนึ่งที่ยึดไว้ได้ซึ่งประโยชน์ทั้ง ๒ คือ
ประโยชน์ปัจจุบันนี้ และประโยชน์ในภายหน้า มีอยู่หรือ พระเจ้าข้า.
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนมหาบพิตร ธรรมอย่างหนึ่งที่ยึด
ไว้ได้ซึ่งประโยชน์ทั่ง ๒ คือ ประโยชน์ปัจจุบันนี้ และประโยชน์ในภายหน้า
มีอยู่.
พระเจ้าปเสนทิโกศลทูลถามว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ธรรมอย่างหนึ่ง
ที่ยึดไว้ได้ซึ่งประโยชน์ทั้ง ๒ คือ ประโยชน์ปัจจุบันนี้ และประโยชน์ใน
ภายหน้า คืออะไร.
[๓๗๙] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนมหาบพิตร คือ ความ
ไม่ประมาท.
ดูก่อนมหาบพิตร รอยเท้าของสัตว์ทั้งหลายที่สัญจรไปบนแผ่นดิน
ชนิดใดชนิดหนึ่ง รอยเท้าเหล่านั้นทั้งหมด ย่อมรวมลงในรอยเท้าช้าง รอย
เท้าช้าง ย่อมกล่าวกันว่า เป็นเลิศกว่ารอยเท้าเหล่านั้น เพราะเป็นของใหญ่
ข้อนี้มีอุปนา ฉันใด ดูก่อนมหาบพิตร ธรรมอย่างหนึ่งที่ยึดไว้ได้ซึ่งประโยชน์
ทั้ง ๒ คือ ประโยชน์ปัจจุบัน และประโยชน์ในภายหน้า คือความไม่ประมาท
ก็มีอุปไมยฉันนั้น.
[๓๘๐] พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้พระสุคตศาสดา ครั้นตรัสไวยากรณ์
คำร้อยแก้วนี้จบลงแล้ว จึงได้ตรัสคาถาคำร้อยกรองต่อไปอีกว่า

479
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 480 (เล่ม 24)

บุคคลปรารถนาอยู่ซึ่งอายุ ความไม่
มีโรค วรรณะ สวรรค์ ความเกิดใน
ตระกูลสูง และความยินดีอันโอฬารต่อ ๆ
ไป พึงบำเพ็ญความไม่ประมาท บัณฑิต
ทั้งหลายย่อมสรรเสริญความไม่ประมาทใน
บุญกิริยาทั้งหลาย บัณฑิตผู้ไม่ประมาท
ย่อมยึดไว้ได้ซึ่งประโยชน์ทั้ง ๒ คือ ประ-
โยชน์ปัจจุบันนี้ และประโยชน์ในภพหน้า
เพราะยึดไว้ได้ซึ่งประโยชน์นั้น ผู้มีปัญญา
ท่านจึงเรียกว่า "บัณฑิต".
อรรถกถาปฐมอัปปมาทสูตร
พึงทราบวินิจฉัยในปฐมอัปปมาทสูตรที่ ๗ ต่อไป :-
บทว่า สมติคฺคยฺห แปลว่า ยึดไว้ได้ อธิบายว่า ถือไว้ได้. อัปปมาท
ธรรมที่หนุนให้ทำบุญ ชื่อว่า อัปปมาท ความไม่ประมาท. บทว่า สโมธานํ
ได้แก่ ตั้งลงพร้อม คือ รวมลง. ด้วยบทว่า เอวเมว โข พระผู้มีพระภาคเจ้า
ทรงแสดงว่า การาปกอัปปมาท (ความไม่ประมาทอันอุดหนุนบุคคลผู้กระทำ
ตาม) เหมือนรอยเท้าช้าง กุศลธรรมที่เป็นไปในภูมิ ๔ ที่เหลือ ก็เหมือน
รอยเท้าสัตว์ที่เหลือ กุศลธรรมเหล่านั้น ย่อมประชุมลงในอัปปมาทธรรม
เป็นไปภายในอัปปมาทธรรม เหมือนรอยเท้าสัตว์ที่เหลือรวมลงในรอยเท้าช้าง

480