ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 371 (เล่ม 24)

จะได้อาศัยฝ่าพระบาทให้ทานกระทำบุญ ข้าพระองค์จึงคิดเห็นว่า เราเองก็
เป็นทายกเป็นทานบดี เป็นผู้สรรเสริญการให้ทาน เมื่อมีผู้พูดว่า พวกข้าพระเจ้า
จะให้ทาน เราจะว่าอะไรแล้วจึงมอบประตูด้านที่สามให้พวกฝ่ายทหารไป เข้า
ก็พากันให้ทาน ในที่นั้น ทานของข้าพระองค์ก็ลดไป ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ
ครั้นต่อมา มีพวกพราหมณ์คฤหบดี เข้าไปหาหม่อมฉันได้พูดปรารภขึ้นว่า
พระองค์ก็ทรงบำเพ็ญพระราชกุศล พวกฝ่ายในก็ทรงบำเพ็ญพระกุศล พวกเจ้า
พระราชวงศ์ก็ทรงบำเพ็ญพระกุศล พวกฝ่ายทหารก็ให้ทาน แต่พวกข้าพเจ้า
ไม่ได้ให้ทาน เป็นการชอบที่พวกข้าพระเจ้าจะได้อาศัยฝ่าพระบาทให้ทานกระทำ
บุญ ข้าพระองค์จึงคิดเห็นว่า เราเองก็เป็นทายก เป็นทานบดี เป็นผู้สรรเสริญ
การให้ทาน เมื่อมีผู้พูดว่า พวกข้าพเจ้าจะให้ทาน เราจะว่าอะไร แล้วจึง
มอบประตูด้านที่สี่ให้พวกพราหมณ์คฤหบดีไป เขาต่างก็พากันให้ทานในที่นั้น
ทานของข้าพระองค์ก็ลดไป ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พวกเจ้าหน้าที่ทั้งหลายต่าง
พากันเข้าไปหาข้าพระองค์แล้ว ได้ทูลขึ้นว่า บัดนี้พระองค์จะไม่ทรงบำเพ็ญ
ทานในที่ไหน ๆ อีกหรือ เมื่อเขาทูลอย่างนี้ ข้าพระองค์จึงกล่าวตอบไปว่า
ท่านทั้งหลาย ถ้าอย่างนั้น ในท้องถิ่นชนบทนอก ๆ ออกไป มีรายได้ใด ๆ
เกิดขึ้น พวกท่านจงรวบรวมรายได้นั้น ๆ ส่งเข้าไปในเมือง (เข้าท้องพระคลัง)
เสียกึ่งหนึ่ง อีกกึ่งหนึ่งพวกท่านจงให้ทานแก่สมณพราหมณ์ คนกำพร้า คนเดิน
ทางไกล วณิพกและยาจกทั้งหลายในชนบทนั้นเถิด ข้าพระองค์จึงยังไม่ถึงที่สุด
แห่งบุญที่ได้บำเพ็ญไว้ แห่งกุศลที่ได้ก่อสร้างไว้ตลอดกาลนานอย่างนี้ โดยที่
จะมาคำนึงถึงว่า เท่านี้ก็เป็นบุญแล้ว เท่านี้ก็เป็นผลของบุญแล้ว หรือเท่านี้ที่
เราก็พึงตั้งอยู่ในสามัคคีธรรมได้.
[๒๘๖] ส. น่าอัศจรรย์ พระเจ้าข้า ไม่เคยมีมา พระเจ้าข้า พระดำรัส
นี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสดีแล้วว่า

371
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 372 (เล่ม 24)

ชนเหล่าใดมีใจผ่องใส ให้ข้าวและ
น้ำด้วยความศรัทธา ข้าวและน้ำนั้นแล
ย่อมพะนอชนเหล่านั้นทั้งในโลกนี้และโลก
หน้า เพราะเหตุนั้น พึงเปลื้องความตระหนี่
เสีย ครอบงำมลทินคือความตระหนี่เสีย
ให้ทาน บุญเท่านั้นย่อมเป็นที่พึ่งของเหล่า
สัตว์ในโลกหน้า.
อรรถกถาเสรีสูตร
พึงทราบวินิจฉัยในเสรีสูตรที่ ๓ ต่อไป :-
บทว่า ทายโก แปลว่า ผู้ให้ทานเป็นปกติ. บทว่า ทานปติ ได้แก่
เป็นเจ้าแห่งทานที่ให้แล้วให้ ไม่ใช่เป็นทาส ไม่ใช่เป็นสหาย. จริงอยู่ ผู้ใด
บริโภคของอร่อยด้วยตนเอง และให้ของไม่อร่อยแก่คนอื่น ผู้นั้น ชื่อว่า เป็น
ทาสแห่งไทยธรรม กล่าวคือทาน ให้ทาน [ทาสทาน]. ก็ผู้ใดบริโภคของใดด้วย
ตนเองให้ของนั้นนั่นแหละ ผู้นั้นชื่อว่าเป็นสหายให้ทาน [สหายทาน]. ส่วน
ผู้ใดดำรงชีวิตด้วยของนั้นใดด้วยตนเอง และให้ของอร่อยแก่ผู้อื่น ผู้นั้น ชื่อว่า
เป็นเจ้า เป็นใหญ่ เป็นนายให้ทาน [ทานบดี]. เสรีเทพบุตรนั้นกล่าวว่า
ข้าพระองค์ได้เป็นเช่นนั้น.
บทว่า จตูสุ ทฺวาเรสุ ความว่า ได้ยินว่า พระราชาพระองค์นั้น
ได้มีรัฐ ๒ รัฐ คือ สินธวรัฐ และ โสวีรกรัฐ. มีนครชื่อโรรุวนครที่ประตู

372
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 373 (เล่ม 24)

แต่ละประตูแห่งนครนั้น เกิดทรัพย์แสนหนึ่งทุก ๆ วัน ณ สถานที่วินิจฉัย-
คดี ภายในนคร ก็เกิดทรัพย์แสนหนึ่ง. ท้าวเธอทอดพระเนตรเห็นกองเงิน
กองทองเป็นอันมาก ทำให้เกิดกัมมัสสกตาญาณ โปรดให้สร้างโรงทานทั้ง ๔
ประตู แต่งตั้งอมาตย์ เจ้าหน้าที่ไว้สั่งว่า พวกเจ้าจงเอารายได้ที่เกิดขึ้น ณ ประตู
นั้น ๆ ให้ทาน ด้วยเหตุนั้น เสรีเทพบุตรนั้นจึงกล่าวว่า ให้ทานทั้ง ๔ ประตู
ในคำว่า สมณพฺราหฺมรณกปณทฺธิกวณิพฺพกยาจกานํ นี้ ผู้ถือบวช
ชื่อว่า สมณะ ผู้มีปกติทูลว่าผู้เจริญ ชื่อว่าพราหมณ์ แต่สมณพราหมณ์ที่ว่า
นี้ ไม่ได้ในสมณพราหมณ์ ผู้สงบบาปและผู้ลอยบาป คนเข็ญใจ คนยากจน
มีคนตาบอด คนง่อยเป็นต้น ชื่อว่า กปณะ. คนกำพร้า คนเดินทาง ชื่อว่า
อัทธิกะ. คนเหล่าใด เที่ยวสรรเสริญทานโดยนัยว่า ให้ทานที่น่าปรารถนา น่า
ใคร่ น่าพอใจ ให้ตามกาลให้ทานที่ไม่มีโทษ ทำจิตให้ผ่องใส ท่านผู้เจริญ
ก็จะไปพรหมโลกดังนี้เป็นต้น ชนเหล่านั้น ชื่อว่า วณิพก. ชนเหล่าใดกล่าว
ว่า โปรดให้สักฟายมือเถิด โปรดให้สักขันจอกเกิด ดังนี้เป็นต้น เที่ยวขอไป
ชนเหล่านั้น ชื่อว่ายาจก. บทว่า อิฏฺฐาคารสฺส ทานํ ทิยิตฺถ ความว่า
พวกฝ่ายในได้ให้ทานมากกว่าทานที่พระราชาพระราชทาน เพราะเติมทรัพย์แม้
ส่วนอื่นลงในทรัพย์แสนหนึ่ง ซึ่งเกิดที่ประตูนั้น เพราะได้รับประตูแรก ถอน
อมาตย์ของพระราชาเสียตั้งอมาตย์ของตนทำหน้าที่แทน. เสรีเทพบุตรหมายเอา
ข้อนั้น จึงกล่าวอย่างนี้. บทว่า มม ทานํ ปฏิกฺกมิ ความว่า ทานของ
ข้าพระองค์ที่ให้ ณ ประตูนั้น ก็เปลี่ยนไป แม้ในประตูที่เหลือก็นัยนี้เหมือน
กัน. บทว่า โกจิ แปลว่า ในที่ไหน ๆ. บทว่า ทีฆรตฺตํ ได้แก่ ๘๐,๐๐๐
ปี ได้ยินว่า ทานของพระราชาพระองค์นั้น ปรากฏตลอดกาลประมาณเท่านั้น.
จบอรรถกถาเสรีสูตรที่ ๓

373
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 374 (เล่ม 24)

๔. ฆฏิการสูตร*
[๒๘๗] ฆฏิการเทพบุตร ครั้นยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้ว
ได้กล่าวคาถานี้ ในสำนักพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า
ภิกษุ ๗ รูป ผู้เข้าถึงพรหมโลกชั้น
อวิหาเป็นผู้หลุดพ้นแล้ว สิ้นราคะโทสะ
แล้ว ข้ามพ้นตัณหาที่ซ่านไปในโลกเสีย
ได้แล้ว.
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถามว่า
ก็ภิกษุเหล่านั้น คือใครบ้างผู้ข้าม
พ้นเครื่องข้องแห่งมัจจุมาร อันแสนยากที่
จะข้ามได้ ละกายของมนุษย์แล้ว ก้าวล่วง
เครื่องประกอบอันเป็นทิพย์.
ฆฏิการเทพบุตรกราบทูลว่า
คือ ท่านอุปกะ ๑ ท่านผลคัณฑะ ๑
ท่านปุกกุสาติ ๑ รวมเป็น ๓ ท่าน ท่าน
ภัททิยะ ๑ ท่านขัณฑเทวะ ๑ ท่านพาหุ-
รัคคิ ๑ ท่านสิงคิยะ ๑ (รวมเป็น ๗ ท่าน)
ท่านเหล่านั้นล้วนแต่ละกายของมนุษย์
ก้าวล่วงเครื่องประกอบอันเป็นทิพย์ได้
แล้ว.
* ในอาทิตตวรรคที่ ๕ สูตรที่ ๑๐ เป็นฆฏิกรสูตร
ม. เป็นฆฏิการสูตร เหมือนกันทั้ง ๒ สูตร.

374
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 375 (เล่ม 24)

[๒๘๘] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถามว่า
ท่านเป็นเทพมีความฉลาด กล่าว
สรรเสริญภิกษุเหล่านั้น ผู้ละบ่วงมารได้
แล้ว ภิกษุเหล่านั้นรู้ทั่วถึงธรรมของใคร
จึงได้ตัดเครื่องผูกคือภพเสียได้.
[๒๘๙] ฆฏิการเทพบุตรกราบทูลว่า
ท่านเหล่านั้น รู้ทั่วถึงธรรมของผู้ใด
จึงตัดเครื่องผูกคือภพเสียได้ ผู้นั้นนอก
จากพระผู้มีพระภาคเจ้า และธรรมนั้น
นอกจากคำสอนของพระองค์แล้วเป็นไม่มี.
นามและรูปดับไม่เหลือในธรรมใด
ท่านเหล่านั้นได้รู้ทั่วถึงธรรมนั้น จึงตัด
เครื่องผูกคือ ภพได้.
[๒๙๐] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถามว่า
ท่านกล่าววาจาล้ำลึก รู้ได้ยาก
เข้าใจได้แสนยาก ท่านรู้ทั่วถึงธรรมของ
ใคร จึงกล่าววาจาเช่นนี้ได้.
[๒๙๑] ฆฏิการเทพบุตรกราบทูลว่า
ครั้งก่อนข้าพเจ้าเป็นช่างหม้อ ทำ
หม้ออยู่ในเวภฬิงคชนบท เป็นผู้เลี้ยงดู
มารดาบิดา เป็นอุบาสกของพระกัสสป
พุทธเจ้า เว้นขาดจากเมถุนธรรม ประพฤติ
พรหมจรรย์ ไม่มีอามิส ได้เคยเป็นคน

375
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 376 (เล่ม 24)

ร่วมบ้านกับพระองค์ ทั้งเคยได้เป็นสหาย
ของพระองค์ในปางก่อน ข้าพเจ้ารู้จัก
ภิกษุทั้ง ๗ รูปเหล่านี้ ผู้หลุดพ้นแล้ว สิ้น
ราคะโทสะแล้ว ข้ามพ้นเครื่องข้องต่าง ๆ
ในโลกได้แล้ว.
[๒๙๒] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า
แน่ นายช่างหม้อ ท่านพูดอย่างใด
ก็ได้เป็นจริงแล้วอย่างนั้น ในกาลนั้น
ครั้งก่อนท่านเป็นช่างหม้อ ทำหม้ออยู่ใน
เวภฬิงคชนบท เป็นผู้เลี้ยงดูมารดาบิดา
เป็นอุบาสกของพระกัสสปพุทธเจ้า งดเว้น
จากเมถุนธรรม ประพฤติพรหมจรรย์
ไม่มีอามิส ได้เป็นคนเคยร่วมบ้านกันกับ
เราทั้งได้เคยเป็นสหายของเราในปางก่อน.
พระสังคีติกาจารย์กล่าวว่า
สหายเก่าทั้งสอง ผู้อบรมตนแล้ว
ทรงไว้ซึ่งสรีระครั้งสุดท้าย ได้มาพบกัน
ด้วยอาการอย่างนี้แล.

376
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 377 (เล่ม 24)

อรรถกถา
ฆฏิการสูตรที่ ๔ มีเนื้อความกล่าวมาแล้วทั้งนั้น.
๕. ชันตุสูตร
[๒๙๓] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้ :-
สมัยหนึ่ง ภิกษุเป็นจำนวนมากอยู่ในกุฎีอันตั้งอยู่ในป่าข้างเขาหิมวันต์
แคว้นโกศล เป็นผู้ฟุ้งซ่าน เย่อหยิ่ง ฟุ้งเฟ้อ ปากกล้า วาจาพล่อย ๆ
หลงลืม ขาดสัมปชัญญะ ไม่มั่นคง มีจิตคิดนอกทาง ปล่อยตัวเยี่ยงคฤหัสถ์.
[๒๙๔] วันหนึ่งเป็นวันอุโบสถ ๑๕ ค่ำ ชันตุเทพบุตรเข้าไปหาพวก
ภิกษุเหล่านั้น แล้วจึงได้กล่าวกะภิกษุเหล่านั้นด้วยคาถาทั้งหลายว่า
แต่ก่อน พวกภิกษุสาวกพระโคดม
เป็นอยู่ง่าย ๆ ไม่มักได้แสวงหาบิณฑบาต
ไม่มักได้แสวงหาที่นอนที่นั่ง.
ท่านรู้ว่าสิ่งทั้งปวงในโลกไม่เที่ยง
กระทำที่สุดแห่งทุกข์ได้.
ส่วนท่านเหล่านี้ ทำตนให้เป็นคน
เลี้ยงยากเหมือนนายบ้านในตำบลบ้าน
กิน ๆ แล้วก็นอน ชอบประจบไปในเรือน
ของคนอื่น.

377
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 378 (เล่ม 24)

ข้าพเจ้าขอทำอัญชลีต่อท่าน ขอพูด
ท่านบางพวกในที่นี้ว่า พวกท่านถูกเขา
ทอดทิ้งหมดที่พึ่ง เป็นเหมือนเปรต.
ที่ข้าพเจ้ากล่าวนี้หมายเอาบุคคล
จำพวกที่อยู่ประมาท ส่วนท่านพวกใดอยู่
ไม่ประมาท ข้าพเจ้าขอนมัสการท่านพวก
นั้น.
อรรถกถาชันตุสูตร
พึงทราบวินิจฉัยในชันตุสูตรที่ ๕ ต่อไป :-
บทว่า โกสเลสุ วิหรนฺติ ความว่า เหล่าภิกษุเป็นอันมาก รับ
กัมมัฏฐานในสำนักของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว พากันไปอยู่แคว้นโกศล. บทว่า
อุทฺธตา ได้แก่ เป็นผู้มีปกติฟุ้งซ่าน เพราะสำคัญในสิ่งที่ไม่ควรว่าควร
สำคัญในสิ่งที่ควรว่าไม่ควร สำคัญในที่ไม่มีโทษว่ามีโทษ สำคัญในสิ่งที่มีโทษ
ว่าไม่มีโทษ. บทว่า อุนฺนฬา ได้แก่ มีมานะดุจไม้อ้อที่ชูขึ้น ท่านอธิบายว่า
ยกมานะที่เปล่า ๆ ขึ้น. บทว่า จปลา ได้แก่ ประกอบด้วยความฟุ้งเฟ้อ
มีแต่งบาตรจีวรเป็นต้น. บทว่า มุขรา แปลว่า ปากกล้า ท่านอธิบายว่า
มีถ้อยคำกร้าว. บทว่า วิกิณฺณวาจา ได้แก่ ไม่ประหยัดถ้อยคำ [เพ้อเจ้อ]
เจรจาถ้อยคำที่ไร้ประโยชน์ได้ทั้งวัน. บทว่า มุฏฺฐสฺสติ ได้แก่ มีสติหายไป
เว้นจากสติ กิจที่ทำในที่นี้ ภิกษุทั้งหลายก็หลงลืมเสียในที่นี้. บทว่า อสมฺป-
ชานา ได้แก่ ปราศจากความรอบรู้. บทว่า อสมาหิตา ได้แก่ เว้นจาก

378
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 379 (เล่ม 24)

สมาธิที่เป็นอัปปนาและอุปจาระ เสมือนเรือที่ผูกไว้ในกระแสน้ำเชี่ยว. บทว่า
วิพฺภนฺตจิตฺตา ได้แก่ มีจิตไม่มั่นคง เสมือนมฤคร้ายที่ขึ้นทาง. บทว่า
ปากตินฺทฺริยา ได้แก่ มีอินทรีย์เปิดเหมือนครั้งเป็นคฤหัสถ์ เพราะไม่มี
ความสำรวม. บทว่า ชนฺตุ ได้แก่ เทพบุตรมีนามอย่างนี้. บทว่า ตทหุ
โปสเถ ได้แก่ ในอุโบสถวันนั้น อธิบายว่า ในวันอุโบสถ. ศัพท์ว่า ปณฺณรเส
ห้ามวันอุโบสถ ๑๔ ค่ำเป็นต้นเสีย. บทว่า อุปสงฺกมิ ได้แก่ เข้าไปหาเพื่อ
ทักท้วง ได้ยินว่า ชันตุเทพบุตรนั้นคิดว่า ภิกษุเหล่านี้รับกัมมัฏฐานในสำนัก
ของพระศาสดาแล้ว พากันออกไป บัดนี้ ก็อยู่เป็นผู้ประมาท ก็แก่ภิกษุเหล่านี้
ถูกเราทักท้วงในสถานที่นั่งแยก ๆ กัน จัก ไม่ถือคำเรา จำเราจักทักท้วงในเวลา
ที่มารวมกันถึงวันอุโบสถ รู้ว่าภิกษุเหล่านั้นประชุมกัน แล้วจึงเข้าไปหา. บทว่า
คาถาย อชฺฌภาสิ ความว่า เทพบุตรยืนอยู่ท่ามกลางเหล่าภิกษุทั้งหมด
ได้กล่าวด้วยคาถาทั้งหลาย ในคาถาเหล่านั้น เพราะเหตุที่สภาพมิใช่คุณ [โทษ]
ของผู้ไร้คุณ ย่อมปรากฏพร้อมกับการกล่าวคุณ ฉะนั้น เทพบุตรเมื่อกล่าวถึง
คุณก่อน จึงกล่าวคาถาว่า สุขชีวิโน ปุเร อาสุํ เป็นต้น. บรรดาบทเหล่านั้น
บทว่า สุขชีวิโน ปุเร อาสุํ ความว่า พวกภิกษุแต่ก่อน เป็นผู้บำรุงเลี้ยงง่าย
เทพบุตรกล่าวอย่างนี้ โดยอธิบายว่า พวกภิกษุแต่ก่อน ยังชีพให้เป็นไปด้วย
อาหารคลุกกัน ซึ่งเที่ยวไปตามลำดับตรอกในตระกูลสูงและต่ำได้มา. บทว่า
อนิจฺฉา ได้แก่ ปราศจากตัณหา เทพบุตรครั้นกล่าวคุณของเหล่าภิกษุเก่าก่อน
อย่างนี้แล้ว บัดนี้ เมื่อจะกล่าวโทษของภิกษุเหล่านั้น จึงกล่าวว่า ทุปฺโปสํ
เป็นต้น. บรรดาบทเหล่านั้น ด้วยบทว่า คาเม คามณิกา วิย เทพบุตร
กล่าวอธิบายว่า เปรียบเหมือนนายบ้าน เยี่ยมประชาชนในตำบลบ้าน ให้
ลูกบ้านนำนมสดนมส้มข้าวสาร เป็นต้น มากิน ฉันใด แม้พวกท่าน ตั้งอยู่ใน
อเนสนา แสวงหาไม่สมควร มาเลี้ยงชีวิตของพวกท่าน ก็ฉันนั้น. บทว่า

379
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 380 (เล่ม 24)

นิปชฺชนฺติ ได้แก่ ไม่ต้องการด้วยการเรียนอุเทศ สอบถาม และใส่ใจ
กัมมัฏฐาน นอนปล่อยมือเท้าอยู่บนที่นอน. บทว่า ปราคาเรสุ ความว่า
ในเรือนของผู้อื่น คือในเรือนสะใภ้ของตระกูลเป็นต้น. บทว่า มุจฺฉิตา ได้แก่
หมกมุ่น ด้วยอำนาจกิเลส. บทว่า เอกจฺเจ ได้แก่ พวกที่ควรจะกล่าวถึง
นี่แหละ. บทว่า อปวิฏฺฐา ได้แก่ ที่เขาทอดทิ้งแล้ว. บทว่า อนาถา ได้แก่
ไม่มีที่พึ่ง. บทว่า เปตา ได้แก่ คนที่ตายแล้ว เขาทิ้งในป่าช้า เปรียบเหมือน
คนตายที่เขาทิ้งไว้ในป่าช้า ย่อมถูกนกต่าง ๆ เป็นต้นจิกกิน แม้เหล่าญาติก็
เป็นที่พึ่งของคนเหล่านั้นไม่ได้ รักษาไม่ได้ คุ้มครองไม่ได้ ฉันใด ภิกษุ
ทั้งหลายเห็นปานนั้น ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ย่อมไม่ได้รับโอวาทและคำพร่ำสอน
แต่สำนักของอาจารย์และอุปัชฌาย์เป็นต้น เพราะฉะนั้น ภิกษุเหล่านั้นจึงถูก
ทอดทิ้งไม่มีที่พึ่ง เป็นเหมือนคนตายที่เขาละทิ้งแล้ว ฉะนั้น.
จบอรรถกถาชันตุสูตรที่ ๕

380