ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 361 (เล่ม 24)

๙. อุตตรสูตร
[๒๗๓] ราชคฤหนิทาน. อุตตรเทวบุตร ยืนอยู่ ณ ที่ควร
ส่วนข้างหนึ่งแล้ว ได้กล่าวคาถานี้ ในสำนักพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า
ชีวิตมีอายุน้อย ถูกชราต้อนเข้าไป
ชีวิตที่ถูกชราต้อนเข้าไปแล้ว ย่อมต้าน
ทานไม่ได้ บุคคลเล็งเห็นภัยในมรณะนี้
แล้ว พึงทำบุญอันจะนำความสุขมาให้.
[๒๗๔] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า
ชีวิตมีอายุน้อย ถูกชราต้อนเข้าไป
ชีวิตที่ถูกชราต้อนเข้าไปแล้ว ย่อมต้าน
ทานไม่ได้ ผู้เห็นภัยในความตายนี้มุ่งต่อ
สันติ พึงละโลกามิสเสีย.
อรรถกถา
อุตตรสูตรที่ ๙ มีเนื้อความกล่าวมาแล้วเหมือนกัน.

361
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 362 (เล่ม 24)

๑๐. อนาถปิณฑิกสูตร
[๒๗๕] อนาถบิณฑิกเทวบุตร ยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้ว
ได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ในสำนักพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า
ก็พระเชตวันนี้นั้น อันหมู่แห่งท่าน
ผู้แสวงคุณพำนักอยู่ พระธรรมราชาก็
ประทับอยู่แล้ว เป็นที่ให้เกิดปีติแก่ข้า
พระองค์. สัตว์ทั้งหลาย ย่อมบริสุทธิ์ด้วย
ส่วน ๕ นี้ คือ กรรม วิชชา ธรรม ศีล
และชีวิตอันอุดม หาใช่บริสุทธิ์ด้วยโคตร
หรือทรัพย์ไม่. เพราะเหตุนั่นแหละ บุรุษ
ผู้เป็นบัณฑิต เมื่อเล็งเห็นประโยชน์ของ
ตน พึงเลือกเฟ้นธรรมโดยแยบคายอย่างนี้
จึงจะบริสุทธิ์ในธรรมนั้น พระสารีบุตรรูป
เดียวเท่านั้น เป็นผู้ประเสริฐด้วยปัญญา
ศีล และอุปสมธรรม เครื่องสงบระงับ
ภิกษุใดเป็นผู้ถึงซึ่งฝั่ง คือนิพพาน ภิกษุ
นั้นก็พึงเทียบเท่าท่านพระสารีบุตรนั้น.
อนาถบิณฑิกเทวบุตร ครั้นได้กล่าวดังนี้แล้ว ก็ถวายบังคมพระผู้มี
พระภาคเจ้า ทำประทักษิณแล้วอันตรธานไปในที่นั้นเอง.
[๒๗๖] ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อล่วงราตรีนั้นแล้ว
จึงตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายมาว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เมื่อคืนนี้เทวบุตรองค์หนึ่ง

362
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 363 (เล่ม 24)

เมื่อสิ้นราตรีปฐมยาม มีวรรณะงามยิ่งนัก ทำพระวิหารเชตวันให้สว่างทั่วแล้ว
เข้ามาหาเรา อภิวาทเราแล้ว ได้ยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง เทวบุตรนั้น
ได้กล่าวคาถาเหล่านี้ในสำนักเราว่า
ก็พระเชตวันนี้นั้น อันหมู่แห่งท่าน
ผู้แสวงคุณพำนักอยู่ พระธรรมราชาก็
ประทับอยู่แล้ว เป็นที่ให้เกิดปีติแก่ข้า
พระองค์.
สัตว์ทั้งหลายย่อมบริสุทธิ์ด้วยส่วน ๕
นี้ คือ กรรม วิชชา ธรรม ศีล และ
ชีวิตอันอุดม หาใช่บริสุทธิ์ด้วยโคตรหรือ
ทรัพย์ไม่.
เพราะเหตุนั้นแล คนผู้เป็นบัณฑิต
เมื่อเห็นประโยชน์ของตน พึงเลือกเฟ้น
ธรรมโดยแยบคาย อย่างนี้ จึงจะบริสุทธิ์
ในธรรมนั้น พระสารีบุตรรูปเดียวเท่านั้น
เป็นผู้ประเสริฐด้วยปัญญา ศีล และ
อุปสมธรรมเครื่องสงบระงับ ภิกษุใดเป็น
ผู้ถึงซึ่งฝั่ง ภิกษุนั้นก็พึงเยี่ยมเท่าท่าน
พระสารีบุตรนั้น.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เทวบุตรนั้นครั้นได้กล่าวดังนี้แล้ว ก็อภิวาทเรา
ทำประทักษิณแล้ว อันตรธานไปในที่นั้นเอง.

363
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 364 (เล่ม 24)

[๒๗๗] เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอย่างนี้แล้ว ท่านพระอานนท์
ได้ทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็เทวบุตรนั้นเห็นจะเป็น
อนาถบิณฑิกเทวบุตรแน่ อนาถบิณฑิกคฤหบดีได้เลื่อมใสยิ่งนักในท่านพระ-
สารีบุตร.
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนอานนท์ ดีละ ๆ ข้อที่จะพึงคาดถึง
เธอคาดถูกแท้ ดูก่อนอานนท์ เทวบุตรนั้น ก็คือ อนาถบิณฑิกเทวบุตร.
จบ อนาถปิณฑิกสูตรที่ ๑๐
จบ อนาถบิณฑิกวรรคที่ ๒
อรรถกถา
ในอนาถบิณฑิกสูตรที่ ๑๐ พระสังคีติกาจารย์กล่าวว่า เทวบุตรองค์ใด
องค์หนึ่ง ดังนี้ เพื่อประกาศความรู้โดยอนุมานของพระอานันทเถระ.
จบอรรถกถาอนาถปิณฑิกสูตรที่ ๑๐
จบ วรรคที่ ๒
รวมพระสูตรในอนาถบิณฑิกวรรคที่ ๒
๑. จันทิมสสูตร ๒. เวณฑุสูตร ๓. ทีฆลัฏฐิสูตร ๔. นันทนสูตร
๕. จันทนสูตร ๖. วาสุทัตตสูตร ๗. สุพรหมสูตร ๘. กกุธสูตร ๙. อุตตสูตร
๑๐. อนาถบิณฑิกสูตร พร้อมทั้งอรรถกถา.

364
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 365 (เล่ม 24)

นานาติตถิยวรรคที่ ๓
๑. สิวสูตร
ว่าด้วยการสมาคมกับสัตบุรุษ
[๒๗๘] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้ว อย่างนี้ :-
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อาราม
ของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี กรุงสาวัตถี ครั้งนั้น เมื่อล่วงปฐมยามแล้ว
สิวเทวบุตร มีวรรณะงามยิ่งนัก ทำพระวิหารเชตวันให้สว่างทั่วแล้ว เข้าไป
เฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ครั้นแล้ว จึงถวายอภิวาทพระผู้มีพระภาคเจ้า
แล้วได้ยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง.
[๒๗๙] สิวเทพบุตร ครั้นยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้ว ได้
กล่าวคาถาเหล่านี้ ในสำนักพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า
บุคคลควรสมาคมกับพวกสัตบุรุษ
เท่านั้น ควรทำความสนิทสนมกับพวก
สัตบุรุษ บุคคลรู้ทั่วถึงพระสัทธรรมของ
พวกสัตบุรุษแล้ว ก็เป็นคนดี ไม่เป็น
คนชั่ว บุคคลควรสมาคมกับพวกสัตบุรุษ
เท่านั้น ควรทำความสนิทสนมกับพวก
สัตบุรุษ บุคคลรู้ทั่วถึงพระสัทธรรมของ
พวกสัตบุรุษแล้ว ย่อมได้ปัญญา ไม่ได้
อย่างอื่น บุคคลควรสมาคมกับพวกสัต-

365
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 366 (เล่ม 24)

บุรุษเท่านั้น ควรทำความสนิทสนมกับ
พวกสัตบุรุษ บุคคลรู้ทั่วถึงพระสัทธรรม
ของพวกสัตบุรุษแล้ว ย่อมไม่เศร้าโศก
ท่ามกลางความเศร้าโศก บุคคลควร
สมาคมกับพวกสัตบุรุษเท่านั้น ควรทำ
ความสนิทสนมกับพวกสัตบุรุษ บุคคลรู้
ทั่วถึงพระสัทธรรมของพวกสัตบุรุษแล้ว
ย่อมรุ่งโรจน์ท่ามกลางหมู่ญาติ บุคคลควร
สมาคมกับพวกสัตบุรุษเท่านั้น ควรทำ
ความสนิทสนมกับพวกสัตบุรุษ เหล่าสัตว์
รู้ทั่วถึงพระสัทธรรมของพวกสัตบุรุษแล้ว
ย่อมถึงสุคติ บุคคลควรสมาคมกับพวก
สัตบุรุษเท่านั้น ควรทำความสนิทสนมกับ
พวกสัตบุรุษ เหล่าสัตว์รู้ทั่วถึงพระสัทธรรม
ของพวกสัตบุรุษแล้ว ย่อมดำรงอยู่ได้
ยั่งยืน.
[๒๘๐] ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสตอบสิวเทวบุตรด้วย
พระคาถาว่า
บุคคลควรสมาคมกับพวกสัตบุรุษ
เท่านั้น ควรทำความสนิทสนมกับพวก
สัตบุรุษ บุคคลรู้ทั่วถึงสัทธรรมของพวก
สัตบุรุษแล้ว ย่อมพ้นจากทุกข์ทั้งปวง

366
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 367 (เล่ม 24)

นานาติตถิยวรรคที่ ๓
อรรถกถาสิวสูตรที่ ๑ แห่งวรรคที่ ๓ มีเนื้อความกล่าวมาแล้วทั้งนั้น.
๒. ขมสูตร
[๒๘๑] เขมเทพบุตร ครั้นยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้วได้กล่าว
คาถาเหล่านี้ ในสำนักพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า
คนพาลผู้มีปัญญาทราม ย่อมประ-
พฤติกับตัวเองดังศัตรู ย่อมทำกรรมชั่วที่
มีผลเผ็ดร้อน บุคคลทำกรรมใดแล้ว ย่อม
เดือดร้อนภายหลัง มีหน้านองด้วยน้ำตา
ร้องไห้อยู่ เสวยผลแห่งกรรมใด กรรม
นั้นทำแล้วไม่ดีเลย บุคคลทำกรรมใดแล้ว
ไม่เดือดร้อนในภายหลัง มีหัวใจแช่มชื่น
เบิกบานเสวยผลแห่งกรรมใด กรรมนั้น
ทำแล้วเป็นการดี บุคคลรู้กรรมใดว่าเป็น
ประโยชน์แก่ตน ควรลงมือกระทำกรรม
นั้นก่อนทีเดียว อย่างพยายามเป็นนักปราชญ์
เจ้าความรู้ ด้วยความคิดอย่างพ่อค้าเกวียน
พ่อค้าเกวียนละหนทางสายใหญ่ที่เรียบเสีย

367
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 368 (เล่ม 24)

ไปทางไม่เรียบ เพลาเกวียนก็หักสะบั้น
ต้องซบเซา ฉันใด บุคคลออกนอกธรรม
หันไปประพฤติตามอธรรม ก็ฉันนั้น เป็น
คนเขลาเบาปัญญา ดำเนินไปทางมฤตยู
ต้องซบเซาอยู่ เหมือนพ่อค้าเกวียนมีเพลา
เกวียนหัก ฉะนั้น.
อรรถกถาเขมสูตร
พึงทราบวินิจฉัยในเขมสูตรที่ ๒ ต่อไป :-
บทว่า ปฏิกจฺเจว แปลว่า ก่อนทีเดียว. บทว่า อกฺขจฺฉินฺโนว
ฌายติ ความว่า พ่อค้าเกวียน มีเพลาเกวียนหักเสียแล้ว ย่อมซบเซา คือ
ต้องใช้ความคิดมาก. ในคาถาที่ ๒. บทว่า อกฺขจฺฉินฺโนว แปลว่า เหมือน
พ่อค้าเกวียนมีเพลาเกวียนหักเสียแล้ว.
จบอรรถกถาเขมสูตรที่ ๒

368
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 369 (เล่ม 24)

๓. เสรีสูตร
[๒๘๒] เสรีเทพบุตร ครั้นยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้วได้กล่าว
คาถาทูลถวายพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า
เทวดาและมนุษย์ทั้งสองพวก ต่าง
ยินดีข่าวและน้ำด้วยกันทั้งนั้น เออ ก็ผู้
ที่ไม่ยินดีข้าวและน้ำชื่อว่ายักษ์โดยแท้.
[๒๘๓] พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสตอบเสรีเทพบุตร ด้วยพระคาถาว่า
ชนเหล่าใดมีใจผ่องใส ให้ข้าวและ
น้ำนั้นด้วยศรัทธา ข้าวและน้ำนั้นแล ย่อม
พะนอชนเหล่านั้นในโลกนี้และโลกหน้า
เพราะเหตุนั้น พึงเปลื้องความตระหนี่เสีย
ครอบงำมลทินคือความตระหนี่เสีย ให้
ทาน บุญเท่านั้นย่อมเป็นที่พึ่งของเหล่า
สัตว์ในโลกหน้า.
[๒๘๔] ส. น่าอัศจรรย์พระเจ้าข้า ไม่เคยมีมา พระเจ้าข้า พระ-
ดำรัสนี้พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสดีแล้วว่า
ชนเหล่าใดมีใจผ่องใส ให้ข้าวและ
น้ำนั้นด้วยศรัทธา ข้าวและน้ำนั้นแล ย่อม
พะนอชนเหล่านั้นทั้งในโลกนี้และโลก
หน้าเพราะเหตุนั้น พึงเปลื้องความตระหนี่

369
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 370 (เล่ม 24)

เสีย ครอบงำมลทินคือความตระหนี่เสีย
ให้ทาน บุญเท่านั้นเป็นที่พึ่งของเหล่าสัตว์
ในโลกหน้า.
[๒๘๕] ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เรื่องเคยมีมาแล้ว ข้าพระองค์ได้เป็น
พระเจ้าแผ่นดิน มีนามว่าเสรี เป็นทายก เป็นทานบดี เป็นผู้สรรเสริญการ
ให้ทาน. ที่ประตูทั้ง ๔ ด้าน ข้าพระองค์ได้ให้ทานแก่สมณพราหมณ์ คน
กำพร้า คนเดินทางไกล วณิพกและยาจกทั้งหลาย ครั้นต่อมา พวกฝ่ายใน
พากันเข้าไปหาข้าพระองค์ ได้พูดปรารภขึ้นว่า พระองค์ทรงบำเพ็ญทาน แต่
พวกหม่อมฉันไม่ได้ให้ทาน เป็นการชอบที่พวกหม่อมฉันจะได้อาศัยฝ่าพระบาท
ให้ทานกระทำบุญ ข้าพระองค์จึงคิดเห็นว่า เราเองก็เป็นทายก เป็นทานบดี
เป็นผู้สรรเสริญการให้ทาน เมื่อมีผู้พูดว่า พวกหม่อมฉันจะให้ทาน เราจะว่า
อะไร แล้วจึงมอบประตูด้านแรกให้เเก่พวกฝ่ายในไป เขาพากันให้ทานในที่
นั้น ทานของข้าพระองค์ก็ลดไป ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ครั้นต่อมา พวก
เจ้าพระราชวงศ์พากันเข้าไปหาข้าพระองค์ ได้พูดปรารภขึ้นว่า พระองค์ทรง
บำเพ็ญทาน พวกฝ่ายในก็บำเพ็ญทาน แต่พวกข้าพระพุทธเจ้าไม่ได้ให้ทาน
เป็นการชอบที่พวกข้าพระพุทธเจ้าจะได้อาศัยฝ่าพระบาทให้ทานกระทำบุญ ข้า
พระองค์ก็คิดเห็นว่า เราเองก็เป็นทายก เป็นทานบดี เป็นผู้สรรเสริญการให้
ทาน เมื่อมีผู้พูดว่า พวกข้าพระพุทธเจ้าจะให้ทาน เราจะว่าอะไร แล้วจึงมอบ
ประตูด้านที่สองให้แก่พวกเจ้าพระราชวงศ์ไป พวกเจ้าพระราชวงศ์ต่างก็พากัน
ให้ทานในที่นั้น ทานของข้าพระองค์ก็ลดไป ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ครั้นต่อ
มา พวกฝ่ายทหาร เข้าไปหาข้าพระองค์ได้พูดปรารภขึ้นว่า พระองค์ก็ทรง
บำเพ็ญพระราชกุศล พวกฝ่ายในก็ทรงบำเพ็ญพระกุศล พวกเจ้าพระราชวงศ์ก็
ทรงบำเพ็ญพระกุศล พวกข้าพระเจ้ามิได้ให้ทานเป็นการชอบที่พวกข้าพระเจ้า

370