ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 341 (เล่ม 24)

[๒๔๕] อสุรินทราหูกล่าวว่า
ข้าพเจ้าถูกขับ ด้วยคาถาของ
พระพุทธเจ้า หากข้าพเจ้าไม่พึงปล่อย
จันทิมเทวบุตร ศีรษะของข้าพเจ้าพึงแตก
เจ็ดเสี่ยงมีชีวิตอยู่ ก็ไม่พึงได้ความสุข.
อรรถกถาจันทิมสูตร
พึงทราบวินิจฉัยในจันทิมสูตรที่ ๙ ต่อไป :-
บทว่า จนฺทิมา คือเทพบุตรผู้สถิตอยู่ ณ จันทรวิมาน. บทว่า
สพฺพธิ ได้แก่ ในขันธ์อายตนะ เป็นต้นทั้งหมด. บทว่า โลกานุกมฺปกา
ได้แก่ เป็นผู้อนุเคราะห์ ทั้งท่าน ทั้งจันทรเทพบุตร เช่นเดียวกัน. บทว่า
สนฺตรมาโน ได้แก่ ดุจรีบด่วน. คำว่า ปมุญฺจสิ เป็นปัจจุปันกาล
ลงในอรรถอดีตกาล.
จบอรรถกถาจันทิมสูตรที่ ๙

341
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 342 (เล่ม 24)

๑๐. สุริยสูตร
[๒๘๖] สมัยนั้น สุริยเทวบุตร ถูกอสุรินทราหูเข้าจับแล้ว ครั้งนั้น
สุริยเทวบุตร ระลึกถึงพระผู้มีพระภาคเจ้าได้กล่าวคาถานี้ในเวลานั้นว่า
ข้าแต่พระพุทธเจ้า ผู้แกล้วกล้า ขอ
ความนอบน้อมจงมีแด่พระองค์ พระองค์
เป็นผู้หลุดพ้นแล้วในธรรมทั้งปวง ข้า
พระองค์ถึงฐานะอันดับขัน ขอพระองค์
จงเป็นที่พึ่งแห่งข้าพระองค์นั้น.
[๒๔๗] ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงปรารภสุริยเทวบุตรได้
ตรัสกะอสุรินทราหูด้วยพระคาถาว่า
สุริยเทวบุตร ถึงตถาคตผู้เป็นพระ-
อรหันต์ ว่าเป็นที่พึง ดูก่อนราหู ท่านจง
ปล่อยสุริยะ พระพุทธเจ้าทั้งหลาย เป็นผู้
อนุเคราะห์โลก สุริยะใดเป็นผู้ส่องแสง
กระทำความสว่างในที่มืดมิด มีสัณฐาน
เป็นวงกลม มีเดชสูง ดูก่อนราหู ท่าน
จงปล่อยสุริยะ ผู้เป็นบุตรของเรา.
[๒๔๘] ลำดับนั้น อสุรินทราหู ปล่อยสุริยเทวบุตรแล้ว เร่งรีบ
เข้าไปหาท้าวเวปจิตติจอมอสูร แล้วก็เป็นผู้เศร้าสลด เกิดขนพอง ได้ยืนอยู่
ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง.

342
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 343 (เล่ม 24)

[๒๔๙] ท้าวเวปจิตติจอมอสูร ได้กล่าวกะอสุรินทราหู ด้วยคาถาว่า
ดูก่อนราหู ทำไมหนอ ท่านจึงเร่ง
รีบ ปล่อยพระสุริยะเสีย ทำไมหนอ ท่าน
จึงมีรูปเศร้าสลด มายืนกลัวอยู่.
[๒๕๐] อสุรินทราหู กล่าวว่า
ข้าพเจ้าถูกขับ ด้วยคาถาของ
พระพุทธเจ้า ถ้าข้าพเจ้าไม่พึงปล่อยพระ-
สุริยะ ศีรษะของข้าพเจ้าพึงแตกเจ็ดเสี่ยง
มีชีวิตอยู่ ก็ไม่พึงได้รับความสุข.
จบสุริยสูตร
จบ วรรคที่ ๑

343
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 344 (เล่ม 24)

อรรถกถาสุริยสูตร
พึงทราบวินิจฉัยในสุริยสูตรที่ ๑๐ ต่อไป :-
บทว่า สุริโย คือ เทวบุตร ผู้สถิตอยู่ ณ สุริยวิมาน. บทว่า อนฺธ-
กาเร ได้แก่ ในการทำความมืดดุจตาบอด เพราะห้ามความเกิดแห่งจักษุ
วิญญาณ. บทว่า เวโรจโน แปลว่า ส่องสว่าง. บทว่า มณฺฑลี ได้แก่
มีสัณฐานกลม ด้วยบทว่า มา ราหุ คิลี จรมนฺตลิกฺเข ดังนี้ พระผู้มีพระ
ภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนราหู ท่านอย่ากลืนสุริยะผู้โคจรไปในอากาศเลย. ถามว่า
ก็ราหูนั้นกลืนสุริยะนั้นได้หรือ. ตอบว่า กลืนได้สิ เพราะว่า ราหูมี
อัตภาพใหญ่ ว่าโดยส่วนสูง สูงถึง ๔,๘๐๐ โยชน์ ช่วงแขน ยาว ๑,๒๐๐
โยชน์ ว่าโดยส่วนหนา ๖๐๐ โยชน์ ศีรษะ ๙๐๐ โยชน์ หน้าผาก ๓๐๐ โยชน์
ระหว่างคิ้ว ๕๐ โยชน์ คิ้ว ๒๐๐ โยชน์ ปาก ๒๐๐ โยชน์ จมูก ๓๐๐ โยชน์
ขอบปากลึก ๓๐๐ โยชน์ ฝ่ามือฝ่าเท้าหนา ๒๐๐ โยชน์ ข้อนิ้ว ๑๕ โยชน์.
ราหูนั้นเห็นจันทระและสุริยะ ส่องสว่างอยู่ มีความริษยาเป็นปกติอยู่แล้ว ก็ลงสู่
วิถีโคจรของจันทรและสุริยะนั้น ยืนอ้าปากอยู่. จันทรวิมานหรือสุริยวิมานก็เป็น
ประหนึ่งถูกใส่เข้าไปในมหานรก ๓๐๐ โยชน์ เทวดาทั้งหลายที่สถิตอยู่ในวิมาน
ถูกมรณภัยคุกคาม ก็ร้องเป็นอันเดียวกัน ราหูนั้น บางคราวก็เอามือบังวิมาน
บางคราวก็ใส่ไว้ใต้คาง บางคราวก็เอาลิ้นเลีย บางคราวก็วางในกระพุ้งแก้ม
เหมือนกินทำแก้มตุ่ย แต่ราหูนั้น ไม่อาจชลอความเร็วได้ คิดว่าเราจักฆ่าเสีย ก็
ยืนอมทำแก้มตุ่ย หรือคิดว่าขมองของเทพบุตรนั้นจักแตกออกไป ราหูก็คร่าวิมาน
นั้นน้อมเข้ามา. เพราะฉะนั้น เทพบุตรนั้น จึงไปพร้อมด้วยกันกับวิมาน. บทว่า

344
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 345 (เล่ม 24)

ปชํ มม ความว่า ได้ยินว่า เทพบุตรแม้ทั้งสองคือ จันทระและสุริยะ บรรลุ
โสดาปัตติผล ในวันที่ตรัสมหาสมยสูตร. ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึง
ตรัสว่า ปชํ มม อธิบาย นั่นเป็นบุตรของเรา.
จบอรรถกถาสุริยสูตรที่ ๑๐
จบวรรคที่ ๑
รวมพระสูตรในวรรคนี้
๑. ปฐมกัสสปสูตร ๒. ทุติยกัสสปสูตร ๓. มาฆสูตร ๔. มาคธสูตร
๕. ทามลิสูตร ๖. กามทสตร ๗. ปัญจาลจัณฑสูตร ๘. ตายนสูตร ๙. จัน-
ทิมสูตร ๑๐. สุริยสูตร พร้อมทั้งอรรถกถา.

345
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 346 (เล่ม 24)

อนาถปิณฑิกวรรคที่ ๒
๑. จันทิมสูตร
ว่าด้วยผู้ถึงฝั่ง
[๒๕๑] พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ในพระวิหารเชตวัน อาราม
ของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี กรุงสาวัตถี ครั้งนั้น จันทิมสเทวบุตร เมื่อสิ้น
ปฐมยาม มีวรรณะงามยิ่งนัก ทำพระวิหารเชตวันให้สว่างทั่วแล้ว เข้าไปเฝ้า
พระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ครั้นแล้วก็ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้า
แล้วได้ยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง.
[๒๕๒] จันทิมสเทวบุตร ยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้ว ได้
กล่าวคาถานี้ ในสำนักพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า
ก็ชนเหล่าใด เข้าถึงฌาน มีจิตเป็น
สมาธิ มีปัญญา มีสติ ชนเหล่านั้น จักถึง
ความสวัสดี ประดุจเนื้อในชะวากเขา ไร้
ริ้นยุง ฉะนั้น.
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า
ก็ชนเหล่าใด เข้าถึงฌาน ไม่ประ-
มาท ละกิเลสได้ ชนเหล่านั้น จักถึงฝั่ง
คือ นิพพาน ประดุจปลา ทำลายข่ายได้
แล้ว ฉะนั้น.

346
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 347 (เล่ม 24)

อนาถปิณฑิกวรรคที่ ๒
อรรถกถาจันทิมสสูตร
พึงทราบวินิจฉัยในจันทิมสสูตรที่ ๑ วรรคที่ ๒ ต่อไป :-
บทว่า กจฺเฉว แปลว่า ประดุจชะวาก ชะวากเขาก็ดี ชะวากไม้และน้ำ
ก็ดี ชื่อว่า ชะวาก. บทว่า เอโกพินิปทา ได้แก่ประกอบด้วยจิตต์มีอารมณ์
เดียว และปัญหาเครื่องรักษาตัว. บทว่า สตา แปลว่า มีสติ. ท่านอธิบาย
ว่า ชนเหล่าใดได้ฌาน มีจิตมีอารมณ์อันเดียวผุดขึ้น มีปัญญาเครื่องรักษาตัว
มีสติอยู่ ชนเหล่านั้น จักถึงความสวัสดี เหมือนเหล่ามฤค ในชะวากเขา หรือ
ชะวากแม่น้ำ ที่ไม่มียุง. บทว่า ปารํ ได้แก่พระนิพพาน บทว่า อมฺพุโช
แปลว่า ปลา. บทว่า รณํ ชหา แปลว่า ละกิเลส. ท่านอธิบายว่า ชน
เหล่าใดได้ฌานไม่ประมาท ย่อมละกิเลสได้ ชนเหล่านั้น ก็จักถึงพระนิพพาน
เหมือนปลาทำลายข่ายที่ทำด้วยด้ายฉะนั้น.
จบอรรถกถาจันทิมสสูตรที่ ๑

347
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 348 (เล่ม 24)

๒. เวณฑุสูตร
[๒๕๔] เวณฑุเทวบุตร ยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้ว ได้กล่าว
คาถานี้ ในสำนักพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า
ชนเหล่าใด นั่งใกล้พระสุคต
ประกอบความเพียรในศาสนาของพระ-
โคดม ไม่ประมาทแล้ว ตามศึกษาอยู่
ชนเหล่านั้น มีความสุขหนอ.
[๒๕๕] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า
ชนเหล่าใด เป็นผู่เพ่งพินิจ ตาม
ศึกษาในข้อสั่งสอน อันเรากล่าวไว้แล้ว
ชนเหล่านั้น ไม่ประมาทอยู่ในกาล ก็ไม่
พึงตกอยู่ในอำนาจแห่งมัจจุ.
อรรถกถาเวณาฑุสูตร
พึงทราบวินิจฉัยในเวณฑุสูตรที่ ๒ ต่อไป :-
คำว่า เวณฑะ [บาลีว่า เวณฑุ] เป็นชื่อของเทพบุตรองค์นั้น. บทว่า
ปยิรุปาสิย ได้แก่ เข้าไปนั่งใกล้. บทว่า อนุสิกฺขเร ได้แก่ ศึกษา.
บทว่า สตฺถปเท ได้แก่ บท คือ คำสั่งสอน. บทว่า กาเล เต อปฺปมชฺ-
ชนฺตา ได้แก่ กระทำความไม่ประมาทในกาล.
จบอรรถกถาเวณฑุสูตรที่ ๒

348
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 349 (เล่ม 24)

๓. ทีฆลักฐิสูตร
[๒๕๖] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้ :-
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับ อยู่ ณ พระวิหารเวฬุวัน อัน
เป็นที่ประทานเหยื่อแก่กระแต กรุงราชคฤห์ ครั้งนั้น ทีฆลัฏฐิเทวบุตร เมื่อสิ้น
ราตรีปฐมยาม มีวรรณะอันงามยิ่งนัก ทำพระวิหารเวฬุวันให้สว่างทั่วแล้ว
เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ถวายบังคมแล้ว ได้ยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง.
[๒๕๗] ทีฆลัฏฐิเทวบุตร ได้กล่าวคาถานี้ ในสำนักพระผู้มีพระ-
ภาคเจ้าว่า
ภิกษุพึงเป็นผู้มีปกติเพ่งพินิจฌาน
มีจิตหลุดพ้นแล้ว พึงหวังความไม่เกิดขึ้น
แห่งหทัย คือพระอรหัตผล รู้ความเกิดขึ้น
และควานเสื่อมไปแห่งโลกแล้ว มีใจดี
อันตัณหาและทิฐิไม่อิงอาศัยแล้ว มีพระ-
อรหัตผลนั้นเป็นอานิสงส์.
อรรถกถาทีฆลัฏฐิสูตร
พึงทราบวินิจฉัยในทีฆลัฏฐิสูตรที่ ๓ ต่อไป :-
บทว่า ทีฆลฏฺฐิ ความว่า เหล่าเทพในเทวโลก มีพฤตินัยว่า มี
ขนาดเท่ากันหมด ส่วนทีฆลัฏฐิเทพบุตรนั้น มีชื่ออย่างนี้ ก็เพราะเมื่ออยู่ใน
มนุษยโลกมีตัวสูง. เขาทำบุญทั้งหลาย แม้บังเกิดในเทวโลก ก็ปรากฏชื่อ
อย่างนั้นนั่นแหละ.
จบอรรถกถาทีฆทัฏฐิสูตรที่ ๓

349
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 350 (เล่ม 24)

๔. นันทนสูตร
[๒๕๘] นันทนเทวบุตร ยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้ว ได้ทูล
พระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยคาถาว่า
ข้าแต่พระโคดม ผู้มีพระปัญญา
กว้างขวาง ข้าพระองค์ขอทูลถามพระองค์
ถึงญาณทัสสนะ อันไม่มีอะไรขวางกั้น
ของพระผู้มีพระภาคเจ้า บัณฑิตทั้งหลาย
เรียกบุคคลชนิดไรว่า เป็นผู้มีศีล เรียก
บุคคลชนิดไรว่า เป็นผู้มีปัญญา บุคคล
ชนิดไรล่วงทุกข์อยู่ได้ เทวดาทั้งหลาย
บูชาบุคคลชนิดไร.
[๒๕๙] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า
บุคคลใด มีศีล มีปัญญา อบรม
ตนแล้ว มีจิตตั้งมั่น ยินดีในฌาน มีสติ
ปราศจากความโศกทั้งหมด ละได้ขาดสิ้น
อาสวะแล้ว ทรงไว้ซึ่งร่างกายสุดท้าย
บัณฑิตทั้งหลายเรียกบุคคลชนิดนั้นว่า
เป็นผู้มีศีล เรียกบุคคลชนิดนั้นว่า เป็นผู้
มีปัญญา บุคคลชนิดนั้นล่วงทุกข์อยู่ได้
เทวดาทั้งหลายบูชาบุคคลชนิดนั้น.

350