ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 331 (เล่ม 24)

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า
ชนเหล่าใด ยินดีแล้วในความสงบ
อินทรีย์ ชนเหล่านั้นชื่อว่าย่อมตั้งมั่นซึ่งจิต
ที่ตั้งมั่นได้ยาก ดูก่อนกามทเทวบุตร อริยะ
ทั้งหลายเหล่านั้นย่อมตัดข่ายแห่งมัจจุไป.
[๒๓๕] กามทเทวบุตรทูลว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า ทางที่ไปได้
ยาก คือ ทางที่ไม่เรียบ.
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า
ดูก่อนกามทเทวบุตร พระอริยะ
ทั้งหลาย ย่อมไปได้ แม้ในทางที่ไม่เรียบ
ที่ไปได้ยาก ผู้มิใช่อริยะ ย่อมเป็นผู้บ่าย
ศีรษะลงต่ำเบื้องต่ำ ตกไปในทางอันไม่เรียบ
ทางนั้นย่อมสม่ำเสมอสำหรับอริยะทั้งหลาย
เพราะอริยะทั้งหลาย เป็นผู้สม่ำเสมอ ใน
ทางอันไม่เรียบ.

331
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 332 (เล่ม 24)

อรรถกถากามทสูตร
พึงทราบวินิจฉัยในกามทสูตรที่ ๖ ต่อไป :-
บทว่า ทุกฺกรํ ความว่า ได้ยินว่า เทพบุตรองค์นี้ เคยเป็นพระ-
โยคาวจร ข่มกิเลสทั้งหลาย ด้วยความพากเพียร เพราะเป็นผู้มีกิเลสหนา
กระทำสมณธรรม ก็ยังไม่บรรลุอริยภูมิ เพราะมีอุปนิสัยในปางก่อนน้อย
กระทำกาละ [ตาย] แล้วไปบังเกิดในเทวโลก ไปยังสำนักพระตถาคตมา
ด้วยหวังจะทูลบอกว่า. สมณธรรมทำได้ยาก จึงทูลอย่างนี้. บรรดาบทเหล่านั้น
บทว่า ทุกฺกรํ ความว่า ขึ้นชื่อว่า การกระทำสมณธรรมให้บริสุทธิ์โดยส่วนเดียว
ตลอด ๑๐ ปีบ้าง ฯลฯ ๖๐ ปีบ้าง ชื่อว่ากระทำได้ยาก. บทว่า เสกฺขา ได้แก่
พระเสขะ ๗. บทว่า สีลสมาหิตา แปลว่า ตั้งมั่นเข้าประกอบแล้วด้วยศีล.
บทว่า  ิตตฺตา แปลว่า สภาวะที่ตั้งมั่นแล้ว พระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นทรง
แก้ปัญหาที่เทพบุตรทูลถามอย่างนี้แล้ว บัดนี้ เมื่อจะทรงตั้งปัญหาให้สูงขึ้น
ไปอีก จึงตรัสว่า อนคาริยุเปตสฺส เป็นต้น. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า
อนคาริยุเปตสฺส ได้แก่ ผู้เข้าถึงความไม่มีเรือน คือปราศจากเรือน. จริงอยู่
ภิกษุอยู่บนปราสาทแม้ ๗ ชั้น เมื่อถูกพระภิกษุผู้แก่กว่ามาบอกว่า เสนาสนะ
นี้ตกถึงผม ดังนี้ ย่อมถือเอาบาตรจีวรออกไปโดยดี เพราะฉะนั้น ภิกษุนั้น
พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสเรียกว่า ผู้เข้าถึงความไม่มีเรือน. บทว่า ตุฏฺฐิ ได้แก่
ความสันโดษด้วยปัจจัย ๔. บทว่า ภาวนาย ได้แก่ ในการอบรมความสงบ
แห่งจิต.
บทว่า เต เฉตฺวา มจฺจุโน ชาลํ ความว่า พระอริยะเหล่าใด
ยินดีแล้วในความสงบแห่งอินทรีย์ ทั้งกลางวันและกลางคืน พระอริยะเหล่านั้น

332
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 333 (เล่ม 24)

ย่อมตั้งมั่นจิตที่ตั้งมั่นได้ยาก. พระอริยะเหล่าใด มีจิตตั้งมั่นแล้ว พระอริยะ
เหล่านั้น ทำความสันโดษในปัจจัย ๔ ให้บริบูรณ์ ย่อมไม่ลำบาก พระอริยะ
เหล่าใดสันโดษแล้ว พระอริยเหล่านั้น ทำศีลให้บริบูรณ์ ย่อมไม่ลำบาก
พระอริยเหล่าใดตั้งมั่นในศีล พระอริยะเหล่านั้น คือพระเสขะ ๗ ตัดข่ายคือ
กิเลส ที่เรียกว่า ข่ายมัจจุไป. คำทั้งหมดว่า ทุคฺคโม นี้ ท่านอธิบายว่า
เทพบุตรทูลถามว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระอริยะเหล่าใด ยินดีในอินทรีย์
อันสงบ พระอริยะเหล่านั้น ย่อมตั้งมั่นจิตที่ตั้งมั่นได้ยาก พระอริยะเหล่าใด
ตั้งมั่นในศีล พระอริยะเหล่านั้นตัดข่ายมัจจุไปได้ ก็บุคคลนี้จักไปได้อย่างไร
ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า ทางนี้เป็นทางที่ไปได้ยาก เป็นทางที่ไม่เรียบ
มิใช่หรือ ดังนี้ ในข้อนั้น อริยมรรคไม่เป็นทางที่ไปได้ยาก ไม่เป็นทางที่
ไม่เรียบ ก็จริงอยู่ ถึงอย่างนั้น อันตรายเป็นอันมาก ย่อมมีแก่บุคคลนั้น
เพราะปฏิปทาเป็นบุพภาคส่วนเบื้องต้น เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า
จึงตรัสอย่างนั้น. บทว่า อวํสิรา ได้แก่ เป็นผู้บ่ายศีรษะลง เพราะศีรษะ
คือญาณ ย่อมตกไป และเพราะไม่อาจยกขึ้นสู่อริยมรรคได้ ชนเหล่านั้น
พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสเรียกว่า ตกไปในทางอันไม่เรียบ. บทว่า อริยานํ
สโม มคฺโค ความว่า ทางนั้นนั่นแล ย่อมเป็นทางเรียบของพระอริยะทั้งหลาย.
บทว่า วิสเม สมา ความว่า แท้จริง พระอริยะทั้งหลายเป็นผู้เรียบอย่าง
เดียว ในหมู่สัตว์ที่ไม่เรียบ.
จบอรรถกถามทสูตรที่ ๖

333
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 334 (เล่ม 24)

๗.ปัญจาลจัณฑสูตร
[๒๓๖] ปัญจาลจัณฑเทวบุตร ยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้ว
ได้กล่าวคาถานี้ ในสำนักพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า
บุคคลผู้มีปัญญามาก ได้พบโอกาส
ช่องทางในที่คับแคบหนอ ผู้ใดได้รู้ฌาน
เป็นผู้ตื่น ผู้นั้นเป็นผู้องอาจในการเร้น
เป็นมุนี.
[๒๓๗] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า
ดูก่อนปัญจาลจัณเทวบุตร ชนเหล่า
ใด แม้อยู่ในที่คับแคบ แต่กลับได้ซึ่งสติ
เพื่อการบรรลุธรรม คือพระนิพพาน
ชนเหล่านั้น ชื่อว่า ตั้งมั่นดีแล้วโดยชอบ.
อรรถกถาปัญจาลจัณฑสูตร
พึงทราบวินิจฉัยในปัญจาลจัณฑสูตรที่ ๗ ต่อไป :-
ในบทว่า สมฺพาเธ ที่คับแคบมี ๒ ได้แก่ ที่คับแคบ คือ นิวรณ์ ที่
คับแคบ คือ กามคุณ. ในที่คับแคบทั้งสองนั้น ในพระสูตรนี้ ท่านประสงค์
เอาที่คับแคบ คือ นิวรณ์. คำว่า โอกาโส นี้เป็นชื่อของฌาน. บทว่า
ปฏิลีนนิสโภ แปลว่า เป็นผู้หลีกออกได้ประเสริฐสุด. ผู้ละมานะได้แล้ว

334
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 335 (เล่ม 24)

ตรัสเรียกชื่อว่า ผู้หลีกออก เหมือนอย่างที่ตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
ก็ภิกษุเป็นผู้หลีกออกเป็นไฉน ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ มี
อัสมิมานะ [ความถือว่าเป็นเรา] อันละได้แล้ว มีมูลอันถอนเสียแล้ว ทำเป็น
ดุจต้นตาลมีรากอันถอนแล้ว ทำให้ไม่มี ไม่มีการเกิดขึ้นต่อไป ดังนี้. บทว่า
ปจฺจลทฺธํสุ แปลว่า ได้เฉพาะแล้ว. ด้วยบทว่า สมฺมา เต ท่านกล่าวฌาน
ผสมกันไว้ว่า ชนเหล่าใดได้เฉพาะสติ เพื่อบรรลุพระนิพพาน ชนเหล่านั้น
เป็นผู้ตั้งมั่นดีแล้ว แม้ด้วยโลกุตรสมาธิ.
จบอรรถกถาปัญจาลจัณฑสูตรที่ ๗

335
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 336 (เล่ม 24)

๘. ตายนสูตร
[๒๓๘] ครั้งนั้น ตายนเทวบุตรผู้เป็นเจ้าลัทธิมาเก่าก่อน เมื่อสิ้น
ราตรีปฐมยาม มีวรรณะอันงามยิ่งนัก ทำพระวิหารเชตวันให้สว่างทั่วแล้ว เข้า
ไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ครั้นแล้วก็ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้า
แล้วได้ยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง.
[๒๓๙] ตายนเทวบุตร ยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้วได้กล่าว
คาถาเหล่านี้ ในสำนักพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า
ท่านจงพยายามตักกระแสตัณหา จง
บรรเทากามเสียเถิดพราหมณ์.
มุนีไม่ละกาม ย่อมเข้าไม่ถึงความที่
จิตมีอารมณ์เป็นหนึ่งได้ ถ้าบุคคลจะพึง
ทำความเพียร พึงทำความเพียรนั้นจริง ๆ
พึงบากบั่นทำความเพียรนั้นให้มั่น เพราะ
ว่าการบรรพชาที่ปฏิบัติย่อหย่อน ยิ่งโปรย
โทษดุจธุลี.
ความชั่วไม่ทำเสียเลยประเสริฐกว่า
ความชั่วย่อมเผาผลาญในภายหลัง.
ก็กรรมใดทำแล้ว ไม่เดือดร้อนใน
ภายหลัง กรรมนั้นเป็นความดี ทำแล้ว
ประเสริฐกว่า หญ้าคาอันบุคคลจับไม่ดี
ย่อมบาดมือนั่นเอง ฉันใด.

336
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 337 (เล่ม 24)

ความเป็นสมณะ. อันบุคคลปฏิบัติ
ไม่ดี ย่อมฉุดเข้าไปในนรก ฉันนั้น.
กรรมอันย่อหย่อนอย่างใดอย่างหนึ่ง
วัตรอันใด ที่เศร้าหมอง และพรหมจรรย์ที่
น่ารังเกียจ ทั้งสามอย่างนั้น ไม่มีผลมาก.
ตายนเทวบุตร ครั้นได้กล่าวดังนี้แล้ว ก็ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้า
ทำประทักษิณแล้วอันตรธานไปในที่นั้นเอง.
[๒๔๐] ครั้งนั้น โดยล่วงราตรีนั้นไป พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรียก
ภิกษุทั้งหลายมาว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เมื่อคืนนี้ เทวบุตรนามว่าตายนะ
ผู้เป็นเจ้าลัทธิแต่เก่าก่อนเมื่อสิ้นราตรีปฐมยาม มีวรรณะงามยิ่งนัก ทำพระวิหาร
เชตวันให้สว่าง เข้ามาหาเรา อภิวาทเราแล้ว ได้ยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้าง-
หนึ่ง ตายนเทวบุตร กล่าวคาถาเหล่านี้ในสำนักของเราว่า
ท่านจงพยายามตัดกระแสตัณหา จง
บรรเทากามเสียเถิดพราหมณ์.
มุนีไม่ละกาม ย่อมเข้าไม่ถึงความที่
จิตมีอารมณ์เป็นหนึ่งได้ ถ้าบุคคลจะพึง
ทำความเพียร พึงทำความเพียรนั้นจริง ๆ
พึงบากบั่นทำความเพียรนั้นให้มั่น เพราะ
ว่าการบรรพชาที่ปฏิบัติย่อหย่อน ยิ่งโปรย
โทษดุจธุลี.
ความชั่วไม่ทำเสียเลยประเสริฐกว่า
ความชั่วย่อมเผาผลาญในภายหลัง.

337
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 338 (เล่ม 24)

ก็กรรมใดทำแล้วไม่เดือดร้อนใน
ภายหลัง กรรมนั้นเป็นความดี ทำแล้ว
ประเสริฐกว่า หญ้าคาอันบุคคลจับไม่ดี
ย่อมบาดมือนั่นเอง ฉันใด.
ความเป็นสมณะ อันบุคคลปฏิบัติ
ไม่ดี ย่อมฉุดเข้าไปในนรก ฉันนั้น.
กรรมอันย่อหย่อนอย่างใดอย่างหนึ่ง
วัตรอันใดที่เศร้าหมอง และพรหมจรรย์ที่
น่ารังเกียจ ทั้งสามอย่างนั้น ไม่มีผลมาก.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ตายนเทวบุตรครั้นได้กล่าวดังนี้แล้ว ก็อภิวาท
เราทำประทักษิณแล้วอันตรธานไปในที่นั้นเอง ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เธอทั้ง
หลาย จงศึกษา จงเล่าเรียน จงทรงจำตายนคาถาไว้ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
ตายนคาถาประกอบด้วยประโยชน์ เป็นเบื้องต้นแห่งพรหมจรรย์.
อรรถกถาตายนสูตร
พึงทราบวินิจฉัยในตายนสูตรที่ ๘ ต่อไป :-
บทว่า ปุราณติตฺถกโร แปลว่า ผู้เป็นเจ้าลัทธิมาแต่ก่อน. ในคำว่า
ปุราณติตฺถกโร นั้น ทิฎฐิ ๖๒ ชื่อว่า ลัทธิ [ติตถ]. ศาสดาผู้ก่อกำเนิด
ลัทธิเหล่านั้น ชื่อว่า เจ้าลัทธิ คือใคร. คือ นันทะ มัจฉะ กิสะ สังกิจจะ
และที่ชื่อว่า เดียรถีย์ทั้งหลาย มีปุรณะเป็นต้น. ถามว่า ก็ตายนเทพบุตรนี้
ก่อทิฎฐิขึ้นแล้วบังเกิดในสวรรค์ได้อย่างไร. ตอบว่า เพราะเป็นกัมมวาที.
ได้ยินว่า ตายนเทพบุตรนี้ ได้ให้อาหารในวันอุโบสถเป็นต้น เริ่มตั้งอาหาร

338
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 339 (เล่ม 24)

ไว้สำหรับคนอนาถา ทำที่พัก ให้ขุดสระโบกขรณีทั้งหลายได้ทำความดีมาก
แม้อย่างอื่น. เพราะผลวิบากแห่งความดีนั้น เขาจึงบังเกิดในสวรรค์ แต่เขา
ไม่รู้ว่า พระศาสนาเป็นธรรมนำสัตว์ออกจากทุกข์. เขามายังสำนักพระตถาคต
ด้วยประสงค์จะกล่าวคาถาคำร้อยกรอง ประกอบด้วยความเพียรอันเหมาะแก่
พระศาสนา จึงกล่าวคาถาว่า ฉินฺท โสตํ ดังนี้เป็นต้น.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ฉินฺท เป็นคำสั่งที่ไม่แน่นอน. บทว่า
โสตํ ได้แก่กระแสตัณหา. บทว่า ปรกฺกม ได้แก่ ทำความเพียร. บทว่า
กาเม ได้แก่ กิเลสกามบ้าง วัตถุกามบ้าง. บทว่า ปนูท แปลว่า จงนำออก.
บทว่า เอกตฺตํ ได้แก่ ฌาน. ท่านอธิบายว่า มุนีไม่ละกามทั้งหลาย ย่อมไม่
เข้าถึง คือ ไม่ได้ฌาน. บทว่า กยิรา เจ กยิราเถนํ ความว่า ถ้าบุคคล
พึงทำความเพียรไซร้ ก็ไม่พึงท้อถอยความเพียรนั้น. บทว่า ทฬฺหเมนํ
ปรกฺกเม ความว่า พึงทำความเพียรนั้นให้มั่นคง. บทว่า สิถิโล หิ ปริพฺ-
พาโช ได้แก่ บรรพชาที่ถือไว้หย่อน ๆ. บทว่า ภิยฺโย อากรเต รชํ
แปลว่า พึงโปรยธุลี คือกิเลสไว้เบื้องบนมากมาย. บทว่า อกตํ ทุกฺกฏํ
เสยฺโย แปลว่า ความชั่ว ไม่ทำเสียเลยดีกว่า. บทว่า ยงฺกิญฺจิ ความว่า
มิใช่แต่สามัญญผล คุณเครื่องเป็นสมณะ ที่ผู้บวชทำชั่วทำไว้อย่างเดียว แม้
กิจกรรมอย่างอื่นอะไร ๆ ที่ผู้บวชทำย่อหย่อน ก็เป็นเช่นนั้นเหมือนกัน. บทว่า
สงฺกิลิฏฺฐํ ความว่า วัตรที่ทำได้ยาก คือ ธุดงควัตร ที่สมาทานเพราะ
ปัจจัยลาภเป็นเหตุในพระศาสนานี้ ก็เศร้าหมองทั้งนั้น. บทว่า สงฺกสฺสรํ
ได้แก่ ที่ระลึกด้วยความรังเกียจ คือที่สงสัย รังเกียจอย่างนี้ว่า แม้ข้อนี้ ก็จัก
เป็นข้อที่ผู้นี้กระทำแล้ว แม้ข้อนี้ก็จักเป็นข้อที่นี้กระทำแล้ว. บทว่า อาทิ-
พฺรหฺมจริยกา ได้แก่ เป็นเบื้องต้น คือ เป็นที่ปรากฏแห่งมรรคพรหมจรรย์.
จบอรรถกถาตายนสูตรที่ ๘

339
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 340 (เล่ม 24)

๙. จันทิมสูตร
[๒๔๑] พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับ . . . กรุงสาวัตถี สมัยนั้น
จันทิมเทวบุตรถูกอสุรินทราหูเข้าจับแล้ว ครั้งนั้นจันทิมเทวบุตรระลึกถึง
พระผู้มีพระภาคเจ้า ได้กล่าวคาถานี้ในเวลานั้นว่า
ข้าแต่พระพุทธเจ้า ผู้แกล้วกล้า ขอ
ความนอบน้อมจงมีแต่พระองค์ พระองค์
เป็นผู้หลุดพ้นแล้วในธรรมทั้งปวง ข้า
พระองค์ถึงฐานะอันดับขัน ของพระองค์
จงเป็นที่พึงแห่งข้าพระองค์นั้น.
[๒๔๒] ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงปรารภจันทิมเทวบุตร
ได้ตรัสกะอสุรินทราหูด้วยพระคาถาวา
จันทิมเทวบุตร ถึงตถาคตผู้เป็น
พระอรหันต์ ว่าเป็นที่พึ่ง ดูก่อนราหู
ท่านจงปล่อยจันทิมเทวบุตร พระพุทธเจ้า
ทั้งหลายเป็นผู้อนุเคราะห์โลก.
[๒๔๓] ลำดับนั้น อสุรินทราหู ปล่อยจันทิมเทวบุตรแล้ว เร่งรีบ
เข้าไปหาท้าวเวปจิตติจอมอสูร แล้วก็เป็นผู้เศร้าสลด เกิดขนพอง ได้ยืนอยู่
ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง.
[๒๔๔] ท้าวเวปจิตติจอมอสูตร ได้กล่าวกะอสุรินทราหูด้วยคาถาว่า
ดูก่อนราหู ทำไมหนอ ท่านจึง
เร่งรีบปล่อยพระจันทร์เสีย ทำไมหนอ
ท่านจึงมีรูปสลด มายืนกลัวอยู่.

340