ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 321 (เล่ม 24)

อรรถกถาปฐมกัสสปสูตร
พึงทราบวินิจฉัยในกัสสปสูสที่ ๑ วรรคที่ ๑ ต่อไป :-
บทว่า เทวปุตฺโต ความว่า บุรุษผู้เกิดที่ตักเทวดา ชื่อว่า เทพ-
บุตร สตรีผู้เกิดที่ตักเทวดา ชื่อว่า เทพธิดา. เทวดาที่ไม่ปรากฏนามท่าน
เรียกว่า เทวดาองค์หนึ่ง เทพที่ปรากฏนาม ท่านเรียกว่า เทพบุตรมีชื่ออย่างนี้.
เพราะฉะนั้น เทวดาองค์ใดองค์หนึ่ง ท่านกล่าวไว้ในหนหลังแล้ว ในสูตรนี้
จึงกล่าวว่า เทพบุตร. บทว่า อนุสาสํ แปลว่า คำสั่งสอน. เขาว่า เทพบุตร
องค์นี้ได้ฟังว่าพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงทำยมกปาฎิหาริย์ในพรรษาที่ ๗ นับแต่
ตรัสรู้ ทรงเข้าจำพรรษา ณ เทวบุรี (ดาวดึงส์) แสดงพระอภิธรรม ตรัส
ภิกขุนิทเทสไว้ในฌานวิภังค์อย่างนี้ว่า บทว่า ภิกฺขุ ได้แก่ ชื่อว่า ภิกษุ
เพราะสมัญญา ชื่อว่า ภิกษุ เพราะปฏิญญา แต่เทพบุตรนั้น ไม่ได้ฟัง
คำโอวาทภิกษุ คำสั่งสอนภิกษุ อย่างนี้ว่า พวกเธอจงตรึกอย่างนี้ อย่าตรึก
อย่างนี้ จงใส่ใจอย่างนี้ อย่าใส่ใจอย่างนี้ จงละข้อนี้ จงเข้าถึงข้อนี้อยู่. เทพ
บุตรนั้น หมายเอาข้อนั้น จึงกล่าวว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประกาศภิกษุไว้
ไม่ทรงประกาศคำสั่งสอนของภิกษุ.
บทว่า เตนหิ ความว่า ก็เพราะเหตุที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า
เราไม่ประกาศคำสั่งสอนของภิกษุฉะนั้น. บทว่า ตญฺเญเวตฺถปฏิภาตุ ความ
ว่า การประกาศคำสั่งสอนนี้จงปรากฏแก่ท่านผู้เดียว. ความจริง ผู้ใดประสงค์
จะกล่าวปัญหา ก็ไม่อาจจะกล่าวเทียบกับพระสัพพัญญุญาณได้ หรือว่า ผู้ใด
ไม่ประสงค์จะกล่าว ก็อาจจะกล่าวปัญหาได้ หรือว่า ผู้ใดไม่ประสงค์จะกล่าว
ทั้งไม่อาจจะกล่าวด้วย. พระผู้มีพระภาคเจ้า ย่อมไม่ทรงทำปัญหาของคนเหล่า

321
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 322 (เล่ม 24)

นั้นทั้งหมดให้เป็นภาระ แต่เทพบุตรองค์นี้ ประสงค์จะกล่าวด้วย ทั้งอาจกล่าว
ได้ด้วย. เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อทรงทำปัญหาให้เป็นภาระของ
เทพบุตรนั้นผู้เดียว จึงตรัสอย่างนี้. แม้เทพบุตรนั้น ก็กล่าวปัญหา.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สุภาสิตสฺส สิกฺเขถ ความว่า พึง
ศึกษาคำสุภาษิต คือพึงศึกษาวจีสุจริต ๔ อย่าง ที่อิงอาศัยสัจจะ ๔ อิงอาศัย
กถาวัตถุ ๑๐ อิงอาศัยโพธิปักขิยธรรม ๓๗ เท่านั้น. บทว่า สมณูปาสนสฺส จ
ความว่า การเข้าถึงความสงบ อันสมณะทั้งหลายพึงเสพ คือพึงศึกษา พึงเจริญ
กัมมัฎฐาน ๓๘ ประเภท. อีกอย่างหนึ่ง แม้การเข้าไปหาเหล่าภิกษุผู้เป็นพหูสูต
ก็ชื่อว่า การเข้าไปนั่งใกล้สมณะ. อธิบายว่า พึงศึกษาประโยชน์แห่งความรู้
ด้วยปัญญา โดยการถามปัญหาว่า ท่านเจ้าข้า แม้ข้อนั้นก็เป็นกุศลหรือ ดังนี้
เป็นต้น. บทว่า จิตฺตวูปสมสฺส จ ความว่า และพึงศึกษาความสงบจิต
ด้วยอำนาจสมาบัติ ๘. ดังนั้น สิกขา ๓ เป็นอันเทพบุตรกล่าวแล้ว. จริงอยู่
เทพบุตรนั้นกล่าวอธิศีลสิกขาด้วยบทแรก กล่าวอธิปัญญาสิกขาด้วยบทที่ ๒
กล่าวอธิจิตตสิกขา ด้วยการสงบจิต เพราะฉะนั้น คำสอนแม้ทั้งสิ้น จึง
เป็นอันเทพบุตรนั้นประกาศแล้ว ด้วยคาถานี้แล.
จบอรรถกถากัสสปสูตรที่ ๑

322
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 323 (เล่ม 24)

๒. ทุติยกัสสปสูตร
[๒๒๓]. . . อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี กรุงสาวัตถี. . .
กัสสปเทวบุตร ยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้ว ได้กล่าวคาถานี้ ในสำนัก
พระผู้มีพระภาคเจ้าว่า
ภิกษุพึงเป็นผู้เพ่งพินิจ มีจิตหลุดพ้น
แล้ว พึงหวังธรรมอันไม่เป็นที่เกิดขึ้นแห่ง
หฤทัย อนึ่ง ภิกษุผู้มุ่งต่อพระอรหัตนั้น
พึงรู้ความเกิดขึ้น และความเสื่อมไปแห่ง
โลก พึงมีใจดี อันตัณหาและทิฎฐิไม่อิง
อาศัยแล้ว.
อรรถกถาทุติยกัสสปสูตร
พึงทราบวินิจฉัยในกัสสปสูตรที่ ๒ ต่อไป :-
บทว่า ฌายี ได้แก่เป็นผู้เพ่งพินิจ ด้วยฌานทั้ง ๒ [คืออารัมมณู-
ปนิชฌาน และ ลักขณูปนิชฌาน]. บทว่า วิมุตฺตจิตฺโต ได้แก่มีจิตหลุด
พ้นแล้วด้วยกัมมัฏฐาน. บทว่า หทยสฺสานุปฺปตฺตึ ได้แก่ พระอรหัต.
บทว่า โลกสฺส ได้แก่ สังขารโลก. บทว่า อนิสฺสิโต ได้แก่ ผู้อันตัณหา
และทิฐิไม่อิงอาศัยแล้ว อีกอย่างหนึ่ง ไม่อิงอาศัยตัณหาและทิฐิ. บทว่า
ตทานิสํโส ได้แก่ ผู้มุ่งต่อพระอรหัต. ท่านอธิบายว่า ภิกษุผู้มุ่งต่อพระ-

323
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 324 (เล่ม 24)

อรหัต เมื่อปรารถนาพระอรหัต พึงเป็นผู้เพ่งพินิจ พึงมีจิตหลุดพ้น พึง
ทราบความเกิด และความดับไปแห่งโลกแล้ว ไม่มีตัณหาและทิฐิอาศัยแล้ว.
ก็ตันติธรรม ธรรมที่เป็นแบบแผน เป็นบุพภาคส่วนเบื้องต้นแห่งธรรมทั้ง
ปวงในพระศาสนาแล.
จบอรรถกถากัสสปสูตรที่ ๒

324
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 325 (เล่ม 24)

๓. มาฆสูตร
[๒๒๔]. . . อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี กรุงสาวัตถีครั้งนั้น
มาฆเทวบุตร เมื่อสิ้นราตรีปฐมยามแล้ว มีวรรณะอันงามยิ่งนัก ทำพระวิหาร
เชตวันทั้งสิ้นให้สว่าง เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถวายบังคมแล้ว ได้ยืนอยู่
ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง
[๒๒๕] มาฆเทวบุตรได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยคาถาว่า
บุคคลฆ่าอะไร จึงจะอยู่เป็นสุข ฆ่า
อะไร จึงจะไม่เศร้าโศก ข้าแต่พระโคดม
พระองค์ทรงชอบการฆ่าธรรมอะไร ซึ่ง
เป็นธรรมอันเอก.
[๒๒๖] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า
บุคคลฆ่าความโกรธแล้ว ย่อมอยู่
เป็นสุข ฆ่าความโกรธแล้ว ย่อมไม่เศร้า
โศก ดูก่อนท้าววัตรภู พระอริยะทั้งหลาย
สรรเสริญการฆ่าความโกรธ ซึ่งมีรากเป็น
พิษ มียอดหวาน ด้วยว่า บุคคลฆ่าความ
โกรธนั้นได้แล้วย่อมไม่เศร้าโศก.

325
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 326 (เล่ม 24)

อรรถกถามาฆสูตร
พึงทราบวินิจฉัยในมาฆสูตรที่ ๓ ต่อไป :-
คำว่า มาฆะ นี้เป็นนามของท้าวสักกะ. ท้าวสักกะนั้นแล ชื่อว่า
วัตรภู เพราะอรรถว่า ครอบงำผู้อื่นด้วยวัตรแล้วถึงความเป็นใหญ่ อีกอย่าง
หนึ่ง ชื่อว่า วัตรภู เพราะอรรถว่า ทรงครอบงำอสูรที่ชื่อว่าวัตรภู.
จบอรรถกถามาฆสูตรที่ ๓

326
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 327 (เล่ม 24)

๔. มาคธสูตร
[๒๒๗] มาคธเทวบุตร ยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้วได้
ทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยคาถาว่า
แสงสว่างในโลก มีอย่าง ข้า
พระองค์มาเพื่อทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้า
แล้ว ไฉนจะพึงทราบอันนี้ได้.
[๒๒๘] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า
แสงสว่างในโลกมี ๔ อย่าง อย่างที่
๕ ไม่มีในโลกนี้ พระอาทิตย์ส่องสว่างใน
กลางวัน พระจันทร์ส่องสว่างในกลางคืน
ส่วนไฟส่องสว่างในที่นั้น ๆ ทั้งกลางวัน
และกลางคืน พระสัมพุทธเจ้าประเสริฐสุด
ว่าแสงสว่างทั้งหลาย แสงสว่างนี้เป็น
ยอดเยี่ยม.
อรรถกถามาคธสูตรที่ ๔ มีเนื้อความเหมือนที่กล่าวมาแล้ว.

327
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 328 (เล่ม 24)

๕. ทามลิสูตร
[๒๒๙] . . . อารามแห่งอนาถบิณฑิกเศรษฐี กรุงสาวัตถี ครั้งนั้น
ทามลิเทวบุตร เมื่อสิ้นราตรีปฐมยาม มีวรรณะงามยิ่งนัก ทำพระวิหารเชตวัน
ให้สว่างทั่วแล้ว เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ถวายบังคมแล้ว ได้ยืน ณ
ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง
[๒๓๐] ทามลิเทวบุตร. . . ได้กล่าวคาถานี้ ในสำนักพระผู้มี-
พระภาคเจ้าว่า
พราหมณ์ผู้ไม่เกียจคร้าน พึงทำ
ความเพียรนี้ เขาไม่ปรารถนาภพด้วย
เหตุนั้น เพราะละกามได้ขาด.
[๒๓๑] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า
ทามลิ กิจไม่มีแก่พราหมณ์ เพราะว่า
พราหมณ์ทำกิจเสร็จแล้ว สัตว์เกิดยังไม่ได้
ท่าจอดในแม่น้ำทั้งหลาย เพียงใด เขาต้อง
พยายามด้วยตัวทุกอย่าง เพียงนั้น ก็ผู้นั้น
ได้ท่าที่จอดแล้ว ยืนอยู่บนบก ไม่ต้อง
พยายาม เพราะว่า เขาถึงฝั่งแล้ว.
ดูก่อนทามลิเทวบุตร นี้เป็นข้อ
อุปมาแห่งพราหมณ์ ผู้สิ้นอาสวะแล้ว มี
ปัญญาเพ่งพินิจ พราหมณ์นั้น ถึงที่สุด
แห่งชาติและมรณะแล้ว ไม่ต้องพยายาม
เพราะถึงฝั่งแล้ว.

328
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 329 (เล่ม 24)

อรรถกถาทามลิสูตร
พึงทราบวินิจฉัยในทามลิสูตรที่ ๕ ต่อไป :-
บทว่า น เตนาสึสเต ภวํ ความว่า เขาไม่ปรารถนาภพใดภพ
หนึ่ง ด้วยเหตุนั้น. เทพบุตรผู้มีความเพียรติดต่อองค์นี้ คิดว่า ความสิ้นสุด
กิจของพระขีณาสพไม่มี ด้วยว่า พระขีณาสพ ทำความเพียรมาตั้งแต่ต้น
เพื่อบรรลุพระอรหัต ต่อมา ก็บรรลุพระอรหัต เพราะเหตุนั้น ท่าน
จงอย่านิ่งเสีย จงทำความเพียร จงบากบั่นในที่นั้น ๆ นั้นแล ดังนี้แล้ว
จึงกล่าวอย่างนี้.
ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระดำริว่า เทพบุตรองค์นี้ไม่กล่าว
การจบกิจของพระขีณาสพ กล่าวแต่คำสอนของเราว่าเป็นอนิยยานิก ไม่นำสัตว์
ออกจากทุกข์ เราจักแสดงการจบกิจของพระขีณาสพนั้น ดังนี้แล้ว จึงตรัสว่า
นตฺถิ กิจฺจํ ดังนี้เป็นต้น. ได้ยินว่า ในปิฎกทั้งสาม คาถานี้ ไม่แตกต่าง
กัน. ด้วยว่า ขึ้นชื่อว่า โทษของความเพียร พระผู้มีพระภาคเจ้ามิได้ทรงแสดง
ไว้ในที่อื่น. แต่ในทามลิสูตรนี้ ทรงปฏิเสธเทพบุตรองค์นี้ จึงตรัสอย่างนี้
เพื่อทรงแสดงการจบกิจของพระขีณาสพว่า เบื้องต้นภิกษุอยู่ป่า ถือเอากัมมัฏ-
ฐานทำความเพียร เพื่อความสิ้นไปแห่งอาสวะสำเร็จเป็นพระขีณาสพ [สิ้นกิเลส
หมด] แล้ว ต่อมา ถ้าเธอประสงค์จะทำความเพียรก็ทำ ถ้าไม่ประสงค์ เธอ
จะอยู่ตามสบาย ก็ได้ ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า คาธํ แปลว่า
ท่าเป็นที่จอด.
จบอรรถกถาทามลิสูตรที่ ๕

329
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 330 (เล่ม 24)

๖. กามทสูตร
[๒๓๒] กามทเทวบุตร ยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้วได้ทูล
พระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า การทำสมณธรรมทำได้
โดยยาก ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า การทำสมณธรรมทำได้โดยแสนยาก.
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า
ชนทั้งหลาย ผู้ตั้งมั่นแล้วด้วยศีล
แห่งพระเสขะ มีตนตั้งมั่นแล้ว ย่อมกระ-
ทำสมณธรรม แม้ที่ทำได้โดยยาก ความ
ยินดี ย่อมนำสุขมาให้แก่บุคคลผู้เข้าถึง
แล้ว ซึ่งการบวชไม่มีเรือน.
[๒๓๓] กามทเทวบุตรทูลว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า ข้อที่หาได้
ยาก คือ สันตุฏฐี ความสันโดษ.
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า
ชนเหล่าใด ขึ้นดีแล้วในความสงบ
แห่งจิต ชนเหล่าใด มีใจยินดีแล้วใน
ภาวนา ทั้งกลางวันและกลางคืน ชน-
เหล่านั้น ชื่อว่า ย่อมได้แม้ซึ่งสิ่งที่ได้
โดยยาก.
[๒๓๔] กามทเทวบุตรทูลว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า ธรรมชาติที่
ตั้งมั่นได้ยาก คือ จิต.

330