ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 311 (เล่ม 24)

อรรถกถาอิสสรสูตร
พึงทราบวินิจฉัยในอิสสรสูตรที่ ๗ ต่อไป:-
บทว่า สตฺถมลํ ได้แก่ ศัสตราที่มีสนิมเกาะแล้ว. บทว่า กึสุ
หรนฺตํ วาเรนฺติ คือย่อมป้องกันมิให้นำไป. บทว่า วโส ได้แก่ ความ
เป็นไปทั่วแห่งอำนาจ. บทว่า อิตฺถี ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า
หญิง เป็นสูงสุดแห่งภัทฑะทั้งหลายคือเป็นภัณฑะอันประเสริฐ เพราะเป็น
ภัณฑะที่ไม่พึงทอดทิ้ง. อีกอย่างหนึ่ง พระโพธิสัตว์ทั้งหลายและพระเจ้า
จักรพรรดิแม้ทั้งหมด ย่อมเกิดในท้องของมารดาเท่านั้น เพราะฉะนั้น
พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า หญิงเป็นสูงสุด แห่งภัณฑะทั้งหลาย ดังนี้.
บทว่า โกโธ สตฺถมลํ อธิบายว่า ความโกรธเช่นกับด้วยศัสตรา
อันสนิมเกาะกินแล้ว. อีกอย่างหนึ่ง เป็นสนิมของศัสตราคือ ปัญญา เพราะฉะนั้น
จึงตรัสว่า สนิมของศัสตรา ดังนี้. บทว่า อพฺพุทํ ได้แก่ เป็นเหตุแห่ง
ความพินาศ อธิบายว่า พวกโจรเป็นผู้ทำความพินาศในโลก. บทว่า หรนฺโต
ความว่า ถือเอาวัตถุทั้งหลายมีสลากภัตเป็นต้นไปอยู่. จริงอย่างนั้น สมณะ
เมื่อนำวัตถุทั้งหลายมีสลากภัตเป็นต้นเหล่านั้นอันมนุษย์ทั้งหลาย สละถวายแล้ว
ในเวลาที่ตั้งไว้นั่นแหละไป ชื่อว่า ย่อมเป็นที่รักของมนุษย์เหล่านั้น. เมื่อ
สมณะไม่นำวัตถุไป พวกมนุษย์ย่อมเป็นผู้วิปปฏิสาร (เดือดร้อน) เพราะ
อาศัยความเสื่อมจากบุญ (ที่จะได้).
จบอรรถกถาอิสสรสูตรที่ ๗

311
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 312 (เล่ม 24)

๘. กามสูตร
[๒๑๓] เทวดาทูลถามว่า
กุลบุตรผู้ใคร่ประโยชน์ไม่ควรให้สิ่ง
อะไร คนไม่ควรสละอะไร อะไรหนอที่
เป็นส่วนดีงามควรปล่อย แต่ที่เป็นส่วน
ลามกไม่ควรปล่อย.
[๒๑๔] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า
บุรุษไม่พึงให้ซึ่งตน ไม่พึงสละซึ่ง-
ตน วาจาที่ดีควรปล่อย แต่วาจาที่ลามก
ไม่ควรปล่อย.
อรรถกถากามสูตร
พึงทราบวินิจฉัยในกามสูตรที่ ๘ ต่อไป :-
บทว่า ไม่พึงให้ซึ่งตน นี้ ท่านอธิบายว่า ยกเว้นพระโพธิสัตว์
ทั้งหลายแล้ว บุคคลไม่พึงให้ซึ่งตนโดยการทำตนให้เป็นทาสของผู้อื่น. บทว่า
น ปริจฺจเช อธิบายว่า ยกเว้นพระโพธิสัตว์ทั้งหลายนั่นแหละ บุคคลไม่พึง
สละซึ่งตนให้แก่สัตว์ทั้งหลายมีสีหะและพยัคฆ์ร้ายเป็นต้น. บทว่า กลฺยาณิ
ได้แก่ วาจาสุภาพอ่อนโยน. บทว่า ปาปิกํ คือ วาจาหยาบคาย.
จบอรรถกถากามาสูตรที่ ๘

312
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 313 (เล่ม 24)

๙. ปาเถยยสูตร
[๒๑๕] เทวดาทูลถามว่า
อะไรหนอย่อมรวบรวมไว้ซึ่งสะเบียง
อะไรหนอ เป็นที่มานอนแห่งโภคทรัพย์
ทั้งหลาย อะไรหนอ ย่อมเสือกไสนรชน
ไป อะไรหนอ ละได้ยากในโลก สัตว์เป็น
อันมากติดอยู่ในอะไร เหมือนนกติดบ่วง.
[๒๑๖] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า
ศรัทธาย่อมรวบรวมไว้ซึ่งสะเบียงสิริ
(คือมิ่งขวัญ) เป็นที่มานอนแห่งโภคทรัพย์
ทั้งหลาย ความอยากย่อมเสือกไสนรชนไป
ความอยากละได้ยากในโลก สัตว์เป็น
อันมากคิดอยู่ในความอยาก เหมือนนก
ติดบ่วง.

313
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 314 (เล่ม 24)

อรรถกถาปาเถยยสูตา
พึงทราบวินิจฉัยในปาเถยยสูตรที่ ๙ ต่อไป :-
บทว่า ศรัทธาย่อมรวบรวมไว้ซึ่งสะเบียง อธิบายว่า บุคคล
ยังศรัทธาให้เกิดขึ้นแล้ว ย่อมให้ทาน ย่อมรักษาศีล ย่อมทำอุโบสถกรรม
ด้วยเหตุนี้แหละ พระผู้มีพระภาคเจ้า จึงตรัสว่า ศรัทธาย่อมรวบรวมไว้ซึ่ง
สะเบียง ดังนี้. บทว่า สิริ ได้แก่ ความเป็นใหญ่. บทว่า อาสโย ได้แก่
เป็นที่อาศัย. จริงอยู่ โภคะทั้งหลายย่อมมาจากทางบกบ้าง ทางน้ำบ้าง
มุ่งหน้าเฉพาะผู้เป็นใหญ่เท่านั้น ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า
สิริเป็นที่มานอนแห่งโภคทรัพย์ ดังนี้. บทว่า ปริกสฺสติ ได้แก่ ย่อม
ฉุดคร่าไป.
จบอรรถกถาปาเถยยสูตรที่ ๙

314
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 315 (เล่ม 24)

๑๐. ปัชโชตสูตร
[๒๑๗] เทวดาทูลถามว่า
อะไรหนอ เป็นแสงสว่างในโลก อะไร
หนอ เป็นธรรมเครื่องตื่นอยู่ในโลก อะไร
หนอ เป็นสหายในการงานของผู้เป็นอยู่
ด้วยการงาน อะไรหนอ เป็นเครื่องสืบต่อ
ชีวิตของเขา อะไรหนอบุคคลผู้เกียจคร้าน
บ้าง ไม่เกียจคร้านบ้าง ย่อมพะนอเลี้ยง
ดุจมารดาเลี้ยงดูบุตร เหล่าสัตว์มีชีวิตที่
อาศัยแผ่นดินอาศัยอะไรหนอเลี้ยงชีวิต.
[๒๑๘] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า
ปัญญาเป็นแสงสว่างในโลก สติ
เป็นธรรมเครื่องตื่นอยู่ในโลก ฝูงใดเป็น
สหายในการงานของผู้เป็นอยู่ด้วยการงาน
ไถเป็นเครื่องต่อชีวิตของเขา ฝนย่อมเลี้ยง
บุคคลผู้เกียจคร้านบ้าง ไม่เกียจคร้านบ้าง
เหมือนมารดาเลี้ยงบุตร เหล่าสัตว์มีชีวิตที่
อาศัยแผ่นดิน อาศัยฝนเลี้ยงชีวิต.

315
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 316 (เล่ม 24)

อรรถกาปัชโชตสูตร
พึงทราบวินิจฉัยในปัชโชตสูตรที่ ๑๐ ต่อไป :-
บทว่า แสงสว่าง ได้แก่แสงสว่างดุจประทีป. บทว่า เครื่องตื่นอยู่
ได้แก่ ย่อมเป็นดุจชาคริกพราหมณ์ (พราหมณ์ผู้ตื่นอยู่). บทว่า ฝูงโคเป็น
สหายในการงานของผู้เป็นอยู่ อธิบายว่า ฝูงโคเท่านั้นเป็นสหายในการงาน
ชื่อว่า มีการงานเป็นเพื่อนสอง ในการงานของพวกชนที่มีชีวิตอยู่กับการงาน
คือว่า พวกเขา ย่อมยังกสิกรรมเป็นต้นให้สำเร็จกับด้วยโคมณฑลทั้งหลาย.
บทว่า สิตฺสฺส อิริยาปโถ ได้แก่ ไถเป็นอิริยาบถ คือเป็นเครื่องสืบต่อ
แห่งชีวิตของหมู่สัตว์นั้น. บทว่า สิตํ แปลว่า คันไถ. เพราะว่า นาของ
ชาวนาคนใด แม้มีประมาณน้อย ย่อมไม่ทำการไถแล้ว เขาย่อมกล่าวว่า
เราจักเป็นอยู่ได้อย่างไร ดังนี้.
จบอรรถกถาปัชโชติสูตรที่ ๑๐

316
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 317 (เล่ม 24)

๑๑. อรณสูตร
[๒๑๙] เทวดาทูลถามว่า
คนพวกไหนหนอไม่เป็นข้าศึกใน
โลกนี้ พรหมจรรย์ที่อยู่จบแล้วของชน
พวกไหน ย่อมไม่เสื่อม คนพวกไหนกำ-
หนดรู้ความอยากได้ในโลกนี้ ความเป็น
ไทมีแก่คนพวกไหนทุกเมื่อ มารดาบิดา
หรือพี่น้องย่อมไหว้บุคคลนั้น ผู้ตั้งมั่นใน
ศีล คือ ใครหนอ พวกกษัตริย์ ย่อมอภิ-
วาทใครหนอในธรรมวินัยนี้ ผู้มีชาติต่ำ.
[๒๒๐] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า
สมณะทั้งหลายในธรรมวินัยนี้ ไม่
เป็นข้าศึกในโลก พรหมจรรย์ที่อยู่จบแล้ว
ของสมณะทั้งหลายย่อมไม่เสื่อม สมณะ
ทั้งหลายย่อมกำหนดรู้ความอยากได้ ความ
เป็นไทย่อมมีแก่สมณะทั้งหลายทุกเมื่อ
มารดาบิดาหรือพี่น้องย่อมไหว้บุคคลนั้น
ผู้ตั้งมั่น (ในศีล) คือสมณะ ถึงพวก
กษัตริย์ก็อภิวาทสมณะในธรรมวินัยนี้ ผู้มี
ชาติต่ำ.
จบ อรณสูตรที่ ๑๑
จบ ฆัตวาวรรคที่ ๘

317
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 318 (เล่ม 24)

อรรถกถาอรณสูตร
พึงทราบวินิจฉัยในอรณสูตรที่ ๑๑ ต่อไป :-
บทว่า ไม่เป็นข้าศึก คือได้แก่ ไม่มีกิเลส. บทว่า วุสิตํ แปลว่า
อยู่จบแล้ว. บทว่า โภชิสิยํ ได้แก่ ความไม่เป็นทาส. บทว่า สมณะทั้ง
หลาย ได้แก่ สมณะผู้มีอาสวะสิ้นแล้วทั้งหลาย. เพราะว่าสมณะผู้ขีณาสพ
เหล่านั้น ชื่อว่า ไม่มีกิเลสโดยสิ้นเชิง. บทว่า พรหมจรรย์ที่อยู่จบแล้ว
ของสมณะย่อมไม่เสื่อม อธิบายว่า การอยู่ด้วยอริยมรรค ย่อมไม่เสื่อม
ไป. บทว่า ปริชานนฺติ อธิบายว่า พระเสกขะทั้งหลาย จำเดิมแต่เป็น
กัลยาณปุถุชน ชื่อว่า ย่อมกำหนดรู้ด้วยปริญญาอันเป็นโลกิยะและโลกุตระ.
บทว่า โภชิสิยํ อธิบายว่า ชื่อว่า ความเป็นไท ตลอดกาลเป็นนิตย์ ย่อม
มีแก่สมณะผู้เป็นพระขีณาสพเท่านั้น. บทว่า วนฺทติ ความว่า ย่อมไหว้ตั้ง
แต่วันบวช. บทว่า ปติฏฺฐิตํ ได้แก่ ตั้งมั่นในศีล. บทว่า สมณีธ แปลว่า
ซึ่งสมณะในโลกนี้. บทว่า ชาติหีนํ ได้แก่ บวชมาจากตระกูลจัณฑาลก็มี.
บทว่า พวกกษัตริย์ อธิบายว่า พวกกษัตริย์ เท่านั้นก็หาไม่ แม้พวกเทพ
ก็ย่อมอภิวาทสมณะผู้สมบูรณ์แล้วด้วยศีลเหมือนกัน ดังนี้แล.
จบอรรถกถาอรณสูตรที่ ๑๑
และจบ ฆัตวาวรรคที่ ๘
พรรณนาเทวดาสังยุตแห่งอรรถกถาสารัตถปกาสินี
สังยุตตนิกาย จบเพียงเท่านี้

318
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 319 (เล่ม 24)

รวมสูตรที่กล่าวในฆัตวาวรรค คือ
๑. ฆัตวาสูตร ๒. รถสูตร ๓. วิตตสูตร ๔. วุฏฐิสูตร ๕. ภีตสูตร
๖. นชีรติสูตร ๗. อิสสรสูตร ๘. กามสูตร ๙. ปาเถยยสูตร ๑๐. ปัชโชตสูตร
๑๑. อรณสูตร พร้อมทั้งอรรถกถา
จบ เทวตาสังยุต

319
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 320 (เล่ม 24)

เทวปุตตสังยุต
วรรคที่ ๑
๑. ปฐมกัสสปสูตร
[๒๒๑] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้ :-
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ในพระวิหารเชตวัน อาราม
ของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี กรุงสาวัตถี.
ครั้งนั้น กัสสปเทวบุตร เมื่อสิ้นราตรีปฐมยาม มีวรรณะอันงามยิ่งนัก
ทำพระวิหารเชตวันทั้งสิ้นให้สว่าง เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ถวายบังคม
แล้วได้ยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง กัสสปเทวบุตรได้ทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประกาศภิกษุไว้แล้ว แต่ไม่ทรงประกาศคำสั่งสอน
ของภิกษุ.
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนกัสสปเทวบุตร ถ้าอย่างนั้นคำสั่ง
สอนนั้น จงแจ่มแจ้ง ณ ที่นี้เถิด.
[๒๒๒] กัสสปเทวบุตร ได้ทูลว่า
บุคคลพึงศึกษาคำสุภาษิต ศึกษาการ
เข้าไปนั่งใกล้สมณะ ศึกษาการนั่งในที่เร้น
ลับแต่ผู้เดียว และศึกษาการสงบาระงับจิต.
พระศาสดาได้ทรงพอพระทัย.
ลำดับนั้น กัสสปเทวบุตรทราบว่า พระศาสดาทรงโปรดเราแล้ว จึง
ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้าทำประทักษิณแล้วอันตรธานไปในที่นั้นเอง.

320