ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 301 (เล่ม 24)

พรหมโลก ๙ แล้วในที่สุดย่อมได้แม้การเห็นอมตมหานิพพาน เพราะเหตุนั้น
ศรัทธาเป็นทรัพย์เครื่องปลื้มใจอันประเสริฐยิ่งกว่าทรัพย์เครื่องปลื้มใจอันมี
แก้วมณีและแก้วมุกดาเป็นต้น. บทว่า ธมฺโม ได้แก่ กุศลกรรมบถ ๑๐.
บทว่า สุขมาวหาติ แปลว่า นำความสุขมาให้ คือว่า ย่อมนำซึ่งอาสวะ
ออกไปจากผู้มีสัพพอาสวะ ให้มีความสุข ปราศจากเครื่องเศร้าหมอง. บทว่า
สาธุตรํ แปลว่า รสดียิ่งกว่า คือว่า สัจจะ (ความจริง) เท่านั้น เป็นรส
ดีกว่ารสทั้งปวงอันมีรสเค็มและรสเปรี้ยวเป็นต้น อธิบายว่า บุคคลตั้งอยู่ใน
สัจจะ ย่อมยังแม้แม่น้ำอันไหลเชี่ยวให้ไหลกลับได้ ย่อมนำพิษร้าย
ออกได้ ย่อมห้ามแม้ไฟ ย่อมยังฝนให้ตกก็ได้ เพราะฉะนั้น พระผู้มี
พระภาคเจ้าจึงตรัสว่า สัจจะนั้นเป็นรสดี ยิ่งกว่ารสทั้งปวง ดังนี้.
บทว่า ปญฺญาชีวี ชีวิตมาหุ เสฏฺฐํ แปลว่า คนที่เป็นอยู่ด้วย
ปัญญานักปราชญ์ทั้งหลายกล่าวว่ามีชีวิตประเสริฐ ความว่า บุคคลใดเป็นอยู่
ด้วยปัญญา เป็นคฤหัสถ์ย่อมดำรงอยู่ในศีล ๕ เริ่มตั้งสลากภัตเป็นต้น จึงชื่อว่า
เป็นอยู่ด้วยปัญญา หรือว่าเป็นบรรพชิต เมื่อปัจจัยเกิดขึ้นแล้วโดยธรรม ก็
ย่อมพิจารณาสิ่งที่มีอยู่นี้แล้วจึงบริโภค ถือเอากรรมฐาน เริ่มตั้งวิปัสสนา ชื่อว่า
เป็นอยู่ด้วยปัญญา เพราะสามารถบรรลุอริยผลได้ ด้วยเหตุนั้น นักปราชญ์
ทั้งหลายจึงกล่าวว่า บุคคลผู้เป็นอยู่ด้วยปัญญานั้น มีชีวิตเป็นอยู่อันประเสริฐ
ดังนี้แล.
จบอรรถกถาวิตตสูตรที่ ๓

301
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 302 (เล่ม 24)

๔. วุฏฐิสูตร
[๒๐๔] เทวดาทูลถามว่า
บรรดาสิ่งที่งอกขึ้น สิ่งอะไรหนอ
ประเสริฐ บรรดาสิ่งที่ตกไปอะไรหนอ
ประเสริฐ บรรดาสัตว์ที่เดินด้วยเท้า ใคร
เป็นผู้ประเสริฐ บรรดาชนผู้แถลงคารม
ใครเป็นผู้ประเสริฐ.
[๒๐๕] เทวดาผู้หนึ่งแก้ว่า
บรรดาสิ่งที่งอกขึ้น ข้าวกล้าเป็น
ประเสริฐ บรรดาสิ่งที่ตกไป ฝนเป็น
ประเสริฐ บรรดาสัตว์ที่เดินด้วยเท้า เหล่า
โคเป็นประเสริฐ บรรดาชนผู้แถลงคารม
บุตรเป็นประเสริฐ.
[๒๐๖] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า
บรรดาสิ่งที่งอกขึ้น ความรู้เป็น
ประเสริฐ บรรดาสิ่งที่ตกไป อวิชชาเป็น
ประเสริฐ บรรดาสัตว์ที่เดินด้วยเท้า
พระสงฆ์เป็นประเสริฐ บรรดาชนผู้แถลง
คารม พระพุทธเจ้าเป็นประเสริฐ

302
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 303 (เล่ม 24)

อรรถกถาวุฏฐิสูตร
พึงทราบวินิจฉัยยในวุฎริสูตรที่ ๔ ต่อไป:-
บทว่า พีชํ ได้แก่ ธัญญพืช ๗ ชนิด ชื่อว่าประเสริฐกว่าพืชทั้งหลาย
ที่เกิดขึ้น เพราะว่า เมื่อธัญญพืชนั้นงอกขึ้นแล้ว ชนบทย่อมเป็นแดนเกษม
คือมีภิกษาหาได้โดยง่าย. บทว่า นิปตตํ ความว่า แม้บรรดาสิ่งที่ตกไป
ทั้งหลาย เมฆฝนประเสริฐเพราะเมื่อเมฆฝนมีอยู่ ข้าวกล้าทั้งหลาย ชนิดต่าง ๆ
ย่อมเกิดงอกขึ้น ชนบทย่อมเจริญเป็นแดนเกษม มีภิกษาหาได้โดยง่าย. บทว่า
ปวชฺชมานานํ ความว่า บรรดาสัตว์เดินด้วยลำแข้ง คือ ไปด้วยเท้าทั้งหลาย
โคประเสริฐ เพราะสัตว์ทั้งหลายได้อาศัยบริโภคเบญจโครสแล้ว ย่อมอยู่สบาย.
บทว่า ปวทตํ แปลว่า บรรดาผู้แถลงคารม อธิบายว่า บุคคลผู้พูดในที่
ทั้งหลายมีท่ามกลางแห่งราชสกุลเป็นต้น บุตรประเสริฐ เพราะบุตรนั้นย่อม
ไม่กล่าวร้ายให้มารดาบิดา.
ได้ยินว่า เทวดาองค์หนึ่งยืนอยู่ในที่ใกล้ฟังปัญหานั้นก่อนที่พระผู้มี-
พระภาคเจ้า จะตรัสตอบว่า บรรดาสิ่งที่งอกขึ้นวิชาประเสริฐ ดังนี้ ได้กล่าว
แก้ปัญหาตามลัทธิของตนว่า ดูก่อนเทวดา เพราะเหตุไร ท่านจึงถามปัญหานี้
กะพระทศพล เราจักบอกแก่ท่านเอง ดังนี้.
ลำดับนั้น เทวดานอกนี้จึงกล่าวกะเทวดานั้นว่า ดูก่อนเทวดา ผู้กำจัด
ทุกอย่าง ผู้คนองปาก (ปากจัด ) ตลอดเรื่องเราจะถามปัญหากะพระผู้มีพระภาคเจ้า
ผู้ตรัสรู้แล้ว เพราะเหตุไร ท่านจึงกล่าวแก่เรา ดังนี้ แล้วกลับไปทูลถาม
ปัญหานั้นกะพระทศพล.

303
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 304 (เล่ม 24)

ลำดับนั้น พระศาสดา เมื่อจะทรงวิสัชนาปัญหานั้น จึงตรัสคำว่า
วิชฺชา อุปฺปตตํ เป็นอาทิ แปลว่า
บรรดาสิ่งที่งอกขึ้น วิชชา (ความรู้)
เป็นประเสริฐ บรรดาสิ่งที่ตกไป อวิชชา
เป็นประเสริฐ บรรดาสิ่งที่เดินด้วยเท้า
พระสงฆ์เป็นประเสริฐ บรรดาชนผู้แถลง
คารม พระพุทธเจ้าเป็นประเสริฐ.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า วิชฺชา ได้แก่วิชชาในมรรค ๔ เพราะ
ว่าวิชชานั้น เมื่อเกิดย่อมถอนขึ้นซึ่งอกุศลธรรมทั้งปวง ฉะนั้น พระผู้มีพระ-
ภาคเจ้าจึงตรัสว่า วิชฺชา อุปฺปตตํ เสฏฺฐา แปลว่า บรรดาสิ่งที่งอกขึ้น
วิชชาเป็นประเสริฐ. บทว่า อวิชฺชา ได้แก่ มหาอวิชชาอันมีวัฏฏะเป็นมูล
เพราะอวิชชาที่ตกไป นั่นเป็นสิ่งประเสริฐกว่าสิ่งที่ตกไป คือที่จมลงไป. บทว่า
ปวชฺชมานานํ ได้แก่ บรรดาสัตว์ผู้ไปด้วยเท้า คือผู้ไปด้วยลำแข้ง พระสงฆ์
ผู้เป็นนาบุญอันไม่ทรามเป็นผู้ประเสริฐ เพราะว่า สัตว์ทั้งหลายเห็นพระสงฆ์
นั้นในที่นั้น ๆ แล้ว ย่อมถึงความสวัสดี. บทว่า พุทฺโธ อธิบายว่า บุตร
หรือว่าบุคคลอื่น ๆ จงพักไว้ก่อน บรรดาชนเหล่าใดเหล่าหนึ่งผู้แถลงคารม
พระพุทธเจ้าเป็นผู้ยอดเยี่ยม เพราะว่าเหล่าสัตว์ทั้งหลายจำนวนหลายแสนอาศัย
การแสดงธรรมของพระองค์แล้ว ก็หลุดพ้นจากเครื่องผูกได้ ดังนี้แล.
จบอรรถกถาวุฏฐิสูตรที่ ๔

304
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 305 (เล่ม 24)

๕. ภีตสูตร
[๒๐๗] เทวดาทูลถามว่า
ประชุมชนเป็นอันมากในโลกนี้ กลัว
อะไรหนอ มรรคเท่านั้น พระพุทธเจ้าตรัส
ไว้ด้วยเหตุมิใช่น้อย ข้าแต่พระโคดมผู้มี
ปัญญาดุจแผ่นดิน ข้าพระองค์ขอถามถึง
เหตุนั้น ว่าบุคคลตั้งอยู่ในอะไรแล้ว ไม่
พึงกลัวปรโลก.
[๒๐๘] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า
บุคคลตั้งวาจาและใจไว้โดยชอบ
มิได้ทำบาปด้วยกาย อยู่ครอบครองเรือน
ที่มีข้าวและน้ำมาก เป็นผู้มีศรัทธา เป็น
ผู้อ่อนโยน มีปกติเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ทราบ
ถ้อยคำ ผู้ที่ตั้งอยู่ในธรรม ๔ อย่างเหล่านี้
ชื่อว่าผู้ดำรงในธรรม ไม่ต้องกลัวปรโลก.

305
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 306 (เล่ม 24)

อรรถกถภีตสูตร
พึงทราบวินิจฉัยในภีตสูตรที่ ๕ ต่อไป :-
บทว่า กึสูธ ภีตา แก้เป็น กึ ภีตา แปลว่า กลัวอะไร. บทว่า
มคฺโค วเนกายตนํ ปวุตฺโต แปลว่า มรรคเท่านั้น พระพุทธเจ้าตรัสไว้
ด้วยเหตุมิใช่น้อย อธิบายว่า พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสไว้ด้วยเหตุเป็นเครื่อง
กระทำมิใช่น้อย ด้วยสามารถแห่งอารมณ์ ๓๘ ครั้นเมื่อเป็นเช่นนั้น เทวดาจึง
กล่าวว่า ประชุมชนนี้ยึดถือทิฐิ ๖๒ กลัวแล้วต่ออะไร ดังนี้. บทว่า ภูริปญฺญา
แปลว่า มีปัญญาดุจแผ่นดิน ชื่อว่า มีปัญญามาก มีปัญญาหนาแน่น. บทว่า
ปรโลกํ น ภาเย แปลว่า ไม่พึงกลัวปรโลก คือว่า เมื่อไปสู่ปรโลก จาก
โลกนี้ ไม่พึงกลัว. บทว่า ปณิธาย แปลว่า ตั้งไว้แล้ว. บทว่า ฆรมาวสนฺโต
แปลว่า อยู่ครอบครองเรือน อธิบายว่า บุคคลผู้อยู่ครอบครองเรือนที่มีข้าว
และน้ำมาก ดุจชนทั้งหลาย มีอนาถบิณฑิกเศรษฐีเป็นต้น. บทว่า สํวิภาคี
แปลว่า มีปกติเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ อธิบายว่า เป็นผู้ยังวัตถุแม้อันตนถือเอาเพียง
นิ้วมือ ก็ยังแบ่งด้วยเล็บให้แก่คนอื่นแล้วจึงบริโภค. บทว่า วทญฺญู มีเนื้อ
ความได้กล่าวไว้แล้ว.
บัดนี้ พึงยกองค์ (ส่วนประกอบ) แห่งคาถาขึ้นแสดงต่อไป. จริง
อยู่ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสวาจาสุจริต ๔ อย่าง ที่บุคคลศึกษาแล้ว ด้วยคำ
ว่า วาจา นี้ และตรัสมโนสุจริต ๓ ด้วยคำว่า ใจ. ตรัสกายสุจริต ๓ อย่าง
ด้วยคำว่า ด้วยกาย. กุศลกรรมบถ ๑๐ เหล่านี้ ชื่อว่าเป็นองค์ ที่บริสุทธิ์ใน
เบื้องต้น ด้วยประการฉะนี้. ด้วยบทว่า อยู่ครอบครองเรือนที่มีข้าวและน้ำมาก

306
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 307 (เล่ม 24)

นี้ พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงถือเอาสิ่งที่นำมาเป็นเครื่องบูชาอันสำเร็จแล้วด้วย
การให้. บทว่า ศรัทธา เป็นองค์อันหนึ่ง. บทว่า ผู้อ่อนโยน เป็นองค์
อันหนึ่ง. บทว่า เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ เป็นองค์อันหนึ่ง. บทว่า วทญฺญู (ผู้
ทราบถ้อยคำ) เป็นองค์อันหนึ่ง. เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า
ผู้ตั้งอยู่ในธรรม ๔ เหล่านี้ หมายเอาองค์ ๔ เหล่านี้.
อีกปริยายหนึ่ง บทว่า วาจา เป็นต้น เป็นองค์ ๓. อนึ่ง ด้วย
บทว่า มีข้าวและน้ำมาก นี้ทรงถือเอาสิ่งที่เขานำมาเป็นเครื่องบูชา. เป็นผู้มี
ศรัทธาเป็นผู้อ่อนโยน มีปกติเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ทราบถ้อยคำ ทั้ง ๔ นี้ เป็นองค์
อันหนึ่ง. ชื่อว่านัยที่สองอีกปริยายหนึ่ง คือ บทว่า วาจา หรือว่า ใจ นี้
เป็นองค์หนึ่ง. บทว่า มิได้ทำบาปด้วยกาย อยู่ครอบครองเรือนที่มีข้าว
และน้ำมาก นี้เป็นองค์อันหนึ่ง. บทว่า มีศรัทธา มีความอ่อนโยน เป็น
องค์อันหนึ่ง. บทว่า มีปกติ เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ทราบถ้อยคำ นี้เป็นองค์
อันหนึ่ง. ผู้ที่ตั้งอยู่ในธรรม ๔ อย่างเหล่านี้ ชื่อว่า ผู้ดำรงอยู่ในธรรม. ก็
บุคคลนั้น เมื่อไปสู่ปรโลกจึงไม่กลัว ดังนี้.
จบอรรถกถาภีตสูตรที่ ๕

307
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 308 (เล่ม 24)

๖. นชีรติสูตร
[๒๐๙] เทวดาทูลถามว่า
อะไรหนอย่อมทรุดโทรม อะไรไม่
ทรุดโทรม อะไรหนอท่านเรียกว่าทางผิด
อะไรหนอเป็นอันตรายแห่งธรรม อะไร
หนอสิ้นไปตามคืนและวัน อะไรหนอเป็น
มลทินของพรหมจรรย์ อะไรไม่ใช่น้ำแต่
เป็นเครื่องชำระล้าง ในโลกมีช่องกี่ช่องที่จิต
ไม่ตั้งอยู่ได้ข้าพระองค์มาเพื่อทูลถามพระ
ผู้มีพระภาคเจ้า ไฉนข้าพระองค์จะรู้ความ
อันนั้นได้.
[๒๑๐] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า
รูปของสัตว์ทั้งหลายย่อมทรุดโทรม
นามและโคตรย่อมไม่ทรุดโทรม ราคะท่าน
เรียกว่าทางผิด ความโลภเป็นอันตรายของ
ธรรม วัยสิ้นไปตามคืนและวัน หญิงเป็น
มลทินของพรหมจรรย์ หมู่สัตว์นี้ย่อมข้อง
อยู่ในหญิงนี้ ตบะและพรหมจรรย์ทั้งสอง
นั้น มิใช่นำแต่เป็นเครื่องชำระล้าง ใน
โลกมีช่องอยู่ ๖ ช่องที่จิตไม่ตั้งอยู่ได้ คือ
ความเกียจคร้าน ๑ ความประมาณ ๑ ความ
ไม่หมั่น ๑ ความไม่สำรวม ๑ ความมักหลับ ๑.

308
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 309 (เล่ม 24)

ความอ้างเลศไม่ทำงาน ๑ พึงเว้นช่องทั้ง
๖ เหล่านั้นเสียโดยประการทั้งปวงเถิด.
อรรถกถานชีรติสูตร
พึงทราบวินิจฉัยในนชีรติสูตร ที่ ๖ ต่อไป :-
บทว่า นามแลโคตรย่อมไม่ทรุดโทรม ความว่า นามและโคตร
ของพระพุทธเจ้าทั้งหลายในอดีต จนถึงทุกวันนี้ บัณฑิตยังกล่าวอยู่ เพราะ
ฉะนั้น นามและโคตรนั้น จึงตรัสว่า ย่อมไม่ทรุดโทรม. อนึ่ง โบราณาจารย์
กล่าวว่า เมื่อเวลาผ่านไปนาน ๆ นามและโคตรนั้นจักไม่ปรากฏ แต่สภาวะ
ที่ทรุดโทรมย่อมไม่มีเลย. บทว่า อาลสฺยํ แปลว่า ความเกียจคร้าน คือว่า
ด้วยความเกียจคร้านอันใด ดุจบุคคลผู้ยืนอยู่ในที่อันตนยืนอยู่นั่นแหละ นั่งแล้ว
ก็นั่งอยู่นั่นแหละ ถึงผมทั้งหลายอันตั้งอยู่ในที่สูงเปียกชุ่มอยู่ก็ไม่กระทำ (ไม่
สนใจทำ). บทว่า ปมาโท ความว่า ชื่อว่า ความประมาทเพราะหลับหรือด้วย
อำนาจแห่งกิเลส. บทว่า อนุฏฺฐานํ ได้แก่ ไม่มีความเพียรเป็นเครื่องทำ
การงานในเวลาแห่งการงาน. บทว่า อุสญฺญโม คือว่า ไม่มีความระวังศีล
มีอาจาระอันทอดทิ้งเสียแล้ว. บทว่า นิทฺทา อธิบายว่า เมื่อเดินก็ดี ยืนอยู่
ก็ดี นั่งแล้วก็ดี ย่อมหลับ เพราะความเป็นผู้มากด้วยความหลับ ก็จะป่วย
กล่าวไปไยถึงการนอนเล่า. บทว่า ตนฺที ได้แก่ ความเกียจคร้านอันจรมา
ด้วยอำนาจแห่งความกระหายจัดเป็นต้น. บทว่า เต นิทฺเท แปลว่า ช่อง
เหล่านั้น ได้แก่ ช่องทั้ง ๖. บทว่า สพฺพโส แปลว่า โดยประการทั้งปวง.
บทว่า ตํ แปลว่า สักว่า เป็นนิบาต. บทว่า วิวชฺชเย แปลว่า พึงเว้น
คือ พึงละเสีย.
จบอรรถกถานชีรติสูตรที่ ๖

309
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 310 (เล่ม 24)

๗. อิสสรสูตร
[๒๑๑] เทวดาทูลถามว่า
อะไรหนอเป็นใหญ่ในโลก อะไร
หนอเป็นสูงสุดแต่งภัณฑะทั้งหลาย อะไร
หนอเป็นดังสนิมศัสตราในโลก อะไรหนอ
เป็นเสนียดในโลก ใครหนอนำของไปอยู่
ย่อมถูกห้าม แต่ใครนำไปกลับเป็นที่รัก
ใครหนอมาหาบ่อย ๆ บัณฑิตย่อมยินดี
ต้อนรับ.
[๒๑๒] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า
อำนาจเป็นใหญ่ในโลก หญิงเป็น
สูงสุดแห่งภัณฑะทั้งหลาย ความโกรธเป็น
ดังสนิมศัสตราในโลก พวกโจรเป็นเสนียด
ในโลก โจรนำของไปอยู่ย่อมถูกห้าม แต่
สมณะนำไปกลับเป็นที่รัก สมณะมาหา
บ่อย ๆ บัณฑิตย่อมยินดีต้อนรับ.

310