ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 291 (เล่ม 24)

๗. อุฑฑิตสูตร
[๑๙๐] เทวดาทูลถามว่า
โลกอันอะไรหนอดักไว้ อันอะไร
หนอล้อมไว้ โลกอันอะไรหนอปิดไว้ โลก
ตั้งอยู่แล้วในอะไร.
[๑๙๑] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า
โลกอันตัณหาดักไว้ อันชราล้อมไว้
โลกอันมฤตยูปิดไว้ โลกตั้งอยู่แล้วในทุกข์.
อรรถกถาอุฑฑิตสูตร
พึงทราบวินิจฉัยในอุฑฑิตสูตรที่ ๗ ต่อไป:-
บทว่า ตณฺหาย อุฑฺฑิโต แก้เป็น ตณฺหาย อุลฺลงฺฆิโต แปล
ว่า อันตัณหาดักไว้ อธิบายว่า ก็เชือก คือ ตัณหาร้อยรัดมัดจักษุให้ติดกับ
หลักคือรูป ร้อยรัดโสตเป็นต้น กับเสียงเป็นต้น เพราะฉะนั้น พระผู้มี
พระภาคเจ้าจึงตรัสว่า โลกอันตัณหาดักไว้แล้ว ดังนี้. บทว่า มจฺจุนา ปิหิโต
แปลว่า อันมฤตยูปิดแล้ว อธิบายว่า กรรมกระทำอัตภาพให้ติดกันไปเป็นพืด
ก็สัตว์ทั้งหลายย่อมไม่รู้ความเกิดคิดต่อกัน ไปแห่งจิตดวงหนึ่งที่ไม่ห่างกัน
เพราะถูกเวทนาในเวลาใกล้ต่อความตายที่มีกำลังปิดบังไว้ (ท่วมทับแล้ว) ราว
กะถูกภูเขาปิดบังอยู่ ย่อมไม่รู้ความตายอันนั้น เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า
จึงตรัสว่า โลกอันมฤตยูปิดบังไว้ ดังนี้.
จบอรรถกถาอุฑฑิตสูตรที่ ๗

291
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 292 (เล่ม 24)

๘. ปิหิตสูตร
[๑๙๒] เทวดาทูลถามว่า
โลกอันอะไรหนอปิดไว้ โลกตั้งอยู่
แล้วในอะไร โลกอันอะไรหนอดักไว้ อัน
อะไรหนอล้อมไว้.
[๑๙๓] พระผู้มีพระภาคเจ้าตอบว่า
โลกอันมฤตยูปิดไว้ โลกตั้งอยู่แล้ว
ในทุกข์ โลกอันตัณหาดักไว้ อันชราล้อม
ไว้.
ในปิหิตสูตรที่ ๘ ก็คือปัญหาที่ ๗ นั้นนั่นแหละ เทวดาทูลถามด้วย
สามารถแห่งปัญหาอันกำหนดเอาเนื้อความข้างล่างสลับกับเนื้อความข้างบน.
๙. อิจฉาสูตร
[๑๙๔] เทวดาทูลถามว่า
โลกอันอะไรผูกไว้ เพราะกำจัดอะไร
เสียจึงจะหลุดพ้น เพราะละอะไรได้ขาด
จึงตัดเครื่องผูกได้ทุกอย่าง.

292
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 293 (เล่ม 24)

[๑๙๕] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า
โลกอันความอยากผูกไว้ เพราะ
กำจัดความอยากเสียได้ จึงหลุดพ้น เพราะ
ละความอยากได้ขาด จึงตัดเครื่องผูกได้
ทั้งหมด.
บททั้งปวงในอิจฉาสูตรที่ ๙ มีเนื้อความง่ายทั้งนั้นแล.

293
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 294 (เล่ม 24)

๑๐. โลกสูตร
[๑๙๖] เทวดาทูลถามว่า
เมื่ออะไรเกิดขึ้น โลกจึงเกิดขึ้น โลก
ย่อมชมเชยในอะไร โลกยึดถือซึ่งอะไร
โลกย่อมเดือดร้อนเพราะอะไร.
[๑๙๗] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า
เมื่ออายตนะ ๖ เกิดขึ้น โลกจึงเกิด
ขึ้น โลกย่อมทำความชมเชยในอายตนะ ๖
โลกยึดถืออายตนะ ๖ นั่นแหละ โลกย่อม
เดือดร้อนเพราะอายตนะ ๖
จบโลกสูตร
จบ อันธวรรค ที่ ๗

294
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 295 (เล่ม 24)

อรรถกถาโลกสูตร
พึงทราบวินิจฉัยในโลกสูตรที่ ๑๐ ต่อไป :-
ในคำว่า กิสฺมึ โลโก สมุปฺปนฺโน นี้เทวดาทูลถามว่า เมื่ออะไร
เกิดขึ้น โลกจึงเกิดขึ้น บทว่า ฉสุ นี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า เมื่อ
อายตนะภายใน ๖ เกิดขึ้น โลกจึงเกิดขึ้น. บทว่า ฉสุ กุพฺพติ ได้แก่ ย่อม
ทำความชมเชยในอายตนะ ๖ เหล่านั้นนั่นแหละ. บทว่า อุปาทาย อธิบายว่า
ก็โลกยึดถือ คือ อาศัยแล้ว เกี่ยวเนื่องแล้วซึ่งอายตนะเหล่านั้นนั่นแหละเป็น
ไป. บทว่า วิหญฺญติ แปลว่า ย่อมเดือดร้อน คือย่อมบีบคั้น ในเพราะ
อายตนะ ๖ เหล่านั้นนั่นเอง อธิบายว่า ปัญหานี้มาด้วยสามารถแห่งอายตนะ
อันเป็นภายในด้วยประการฉะนี้ ส่วนการนำมาด้วยสามารถแห่งอายตนะทั้งภาย
ในและภายนอก ก็ย่อมสมควร. เพราะว่า เมื่ออายตนะภายใน ๖ เกิดขึ้นแล้ว
อายตนะภายนอกนี้ก็ชื่อว่าเกิดขึ้นแล้ว ดังนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า จึงตรัสว่า
โลกย่อมทำความชมเชยในอายตนะภายนอก ๖ โลกยึดถืออายตนะภายใน ๖ โลก
ย่อมเดือดร้อน ในเพราะอายตนะภายนอก ๖ ดังนี้.
จบอรรถกถาโลกสูตรที่ ๑๐
จบอันธวรรคที่ ๗
สูตรที่กล่าวในอันธวรรคนั้น คือ
๑. นามสูตร ๒. จิตตสูตร ๓. ตัณหาสูตร ๔. สัญโญชนสูตร ๕.
พันธนสูตร ๖. อัพภาหตสูตร ๗. อุฑฑิตสูตร ๘. ปิหิตสูตร ๙. อิจฉาสูตร
๑๐. โลกสูตร พร้อมทั้งอรรถกถา.

295
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 296 (เล่ม 24)

ฆัตวาวรรคที่ ๘
๑. ฆัตวาสูตร
ว่าด้วยเทวตาปัญหา ๓ ข้อ
[๑๙๘] เทวดานั้น ยืน ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้ว ได้กราบทูล
พระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยคาถาว่า
ฆ่าอะไรหนอจึงอยู่เป็นสุข ฆ่า
อะไรหนอจึงไม่เศร้าโศก ข้าแต่พระโคดม
พระองค์ชอบฆ่าอะไรซึ่งเป็นธรรมอันเดียว.
[๑๙๙] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า
ฆ่าความโกรธเสียได้จึงอยู่เป็นสุข
ฆ่าความโกรธเสียจึงไม่เศร้าโศก แน่ะ
เทวดา พระอริยเจ้าทั้งหลาย สรรเสริญ
การฆ่าความโกรธ ซึ่งมีรากเป็นพิษ มี
ยอดหวาน เพราะฆ่าความโกรธนั้นเสีย
แล้ว ย่อมไม่เศร้าโศก.

296
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 297 (เล่ม 24)

อรรถกถาฆัตวาสูตร
พึงทราบวินิจฉัยในฆัตวาสูตรที่ ๑ แห่งฆัตวาวรรคต่อไป :-
บทว่า ฆตฺวา แปลว่า ฆ่าแล้ว. บทว่า สุขํ เสติ เเปลว่า อยู่
เป็นสุข อธิบายว่า ชื่อว่า อยู่เป็นสุขเพราะไม่ต้องถูกแผดเผาด้วยความเร่าร้อน
คือ ความโกรธ. บทว่า น โสจติ แปลว่า ไม่เศร้าโศก อธิบายว่า ชื่อว่า
ไม่เศร้าโศก เพราะความที่โทมนัส คือความโกรธพินาศไปแล้ว. บทว่า
วิสมูลสฺส แปลว่า มีรากเป็นพิษ คือ มีวิบากเป็นทุกข์. บทว่า มธุรคฺคสฺส
แปลว่า มียอดหวาน อธิบายว่า เพราะค่าตอบบุคคลผู้ด่าแล้ว เพราะประหาร
ตอบบุคคลผู้ประหารแล้ว ความสบายย่อมเกิดขึ้น. ความโกรธนั้น ท่านกล่าว
ว่า มียอดหวาน หมายเอาความสุขนั้น. ในที่นี้ความสิ้นสุด ท่านกล่าวว่า ยอด
ดังนี้. บทว่า อริยา ได้แก่ พระอริยะทั้งหลาย มีพระพุทธเจ้าเป็นต้น.
จบอรรถกถาฆัตวาสูตรที่ ๑

297
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 298 (เล่ม 24)

๒. รถสูตร
[๒๐๐] เทวดาทูลถามว่า
อะไรหนอเป็นสง่าของรถ อะไร
หนอเป็นเครื่องปรากฏของไฟ อะไรหนอ
เป็นสง่าของแว่นแคว้น อะไรหนอเป็น
สง่าของสตรี.
[๒๐๑] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า
ธงเป็นสง่าของรถ ควันเป็นเครื่อง
ปรากฏของไฟ พระราชาเป็นสง่าของ
แว่นแคว้น ภัสดาเป็นสง่าของสตรี.
อรรถกถารถสูตร
พึงทราบวินิจฉัยในรถสูตรที่ ๒ ต่อไปนี้ :-
ธงชื่อว่า เป็นสง่า เพราะอรรถว่า เป็นเครื่องปรากฏ (แห่งรถ
นั้น). บทว่า ธโช รถสฺส ความว่า ก็นักรบนั้นเห็นธงแต่ที่ไกล คือ
บนยอดแห่งสงครามใหญ่ ย่อมทราบว่ารถนี้ เป็นของพระราชาพระนามโน้น
เพราะฉะนั้น รถนั้นจึงปรากฏได้ (ด้วยธงนั้น) ด้วยคำนั้นแหละ พระผู้มี
พระภาคเจ้าจึงตรัสว่า ธโช รถสฺส ปญฺญาณํ แปลว่า ธงเป็นความสง่า

298
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 299 (เล่ม 24)

ของรถ ดังนี้. แม้ไฟ ก็ย่อมปรากฏด้วยควันแต่ที่ไกลเหมือนกัน. แม้แว่นแคว้น
คือแคว้นโจฬะ แคว้นปัณฑุ ก็ย่อมสง่าปรากฏด้วยพระราชา. ส่วนหญิง แม้เป็น
พระธิดาของพระเจ้าจักรพรรดิ ก็ย่อมสง่าปรากฏด้วยภัสดาว่า ผู้นี้เป็นภรรยาของ
ผู้นี้ นั่นแหละ เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า ธูโม ปญฺญาณ-
มคฺคิโน เป็นอาทิ แปลว่า ควันเป็นเครื่องปรากฏของไฟ เป็นต้น ดังนี้.
จบอรรถกถารถสูตรที่ ๒

299
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 300 (เล่ม 24)

๓. วิตตสูตร
[๒๐๒] เทวดาทูลถามว่า
อะไรหนอเป็นทรัพย์เครื่องปลื้มใจ
อย่างประเสริฐของคนในโลกนี้ อะไรหนอ
ที่บุคคลประพฤติดีแล้วนำความสุขมาให้
อะไรหนอเป็นรสดีกว่าบรรดารสทั้งหลาย
คนมีชีวิตเป็นอยู่อย่างไร นักปราชญ์
ทั้งหลายกล่าวว่า มีชีวิตประเสริฐ.
[๒๐๓] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า
ศรัทธาเป็นทรัพย์เครื่องปลื้มใจอย่าง
ประเสริฐของคนในโลกนี้ ธรรมที่บุคคล
ประพฤติดีแล้วนำความสุขมาให้ ความ
จริงเท่านั้นเป็นรสที่ดียิ่งกว่ารสทั้งหลาย
คนที่เป็นอยู่ด้วยปัญญานักปราชญ์ทั้งหลาย
กล่าวว่า มีชีวิตประเสริฐ.
อรรถกถาวิตตสูตร
พึงทราบวินิจฉัยในวิตตสูตรที่ ๓ ต่อไป :-
บทว่า สทฺธีธ วิตฺตํ แปลว่า ศรัทธาเป็นทรัพย์เครื่องปลื้มใจใน
โลกนี้ อธิบายว่า คนมีศรัทธา ย่อมได้เครื่องปลื้มใจทั้งหลาย แม้มีแก้วมุกดา
เป็นต้น บุคคลถึงซึ่งกุลสัมปทา (คือการถึงพร้อมด้วยสกุล) ๓ กามสวรรค์ ๖

300