ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 271 (เล่ม 24)

อรรถกถาชราสูตร
พึงทราบวินิจฉัยในสูตรที่ ๑ แห่งชราวรรคที่ ๖ ต่อไป :-
บทว่า สาธุ ความว่า ย่อมให้บรรลุประโยชน์อันดี. พระผู้มีพระ-
ภาคเจ้า ย่อมทรงแสดงคำว่า สาธุ นี้ ด้วยบทว่า สีลํ ยาว ชรา นี้ ก็
เครื่องประดับ ทั้งหลายมีแก้วมุกดาแก้วมณีและผ้าเป็นต้น ย่อมงามแก่บุคคลใน
เวลาที่ยังเป็นหนุ่มสาวเท่านั้น เมื่อบุคคลทรงเครื่องประดับเหล่านั้นในเวลาที่
ตนเป็นผู้แก่คร่ำคร่าแล้วเพราะชรา ก็จะประสบถ้อยคำอันบุคคลพึงกล่าวว่า
บุคคลนี้ย่อมปรารถนาจะเป็นเด็กแม้ในวันนี้ เห็นจะเป็นบ้า ดังนี้ ส่วนศีลหา
เป็นเช่นนั้นไม่ เพราะว่า ศีลย่อมงามตลอดกาลเป็นนิตย์ ชนทั้งหลายย่อม
รักษาศีลในวัยเด็กก็ดี ในวัยกลางคนก็ดี ในวัยแก่ก็ดี ย่อมไม่มีผู้ที่จะกล่าวว่า
มีประโยชน์อะไรด้วยศีลของบุคคลนี้ ดังนี้. บทว่า ศรัทธาตั้งมั่นแล้วยัง
ประโยชน์ให้สำเร็จ อธิบายว่า ชื่อว่า ศรัทธาตั้งมั่นอันมาแล้วด้วยมรรค
ย่อมยังประโยชน์ให้สำเร็จ เหมือนศรัทธาของชนทั้งหลายมีหัตถกะอุบาสก
ชาวอาฬวกะและจิตตคหบดี เป็นต้น. ในคำว่า ปัญญาเป็นรัตนะของคน
ทั้งหลาย นี้บัณฑิตพึงทราบว่าเป็น รัตนะ เพราะชนทั้งหลายทำความยำเกรง.
สมจริงตามที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า ถ้าว่ารัตนะ คือบุคคลผู้อันบุคคล
พึงทำความยำเกรงไซร้ พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เป็นบุรุษเพียงดังสีหะ ก็เป็นผู้อัน
บุคคลพึงทำความยำเกรงมิใช่หรือ แม้ชนทั้งหลายผู้ควรยำเกรงในโลกมีอยู่ ชน
เหล่านั้น ควรทำความยำเกรงในพระผู้มีพระภาคเจ้า ผิว่า รัตนะ คือบุคคล
ผู้ประกอบความยินดีไซร้ พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เป็นบุรุษเพียงดังสีหะ ก็เป็นผู้
อันบุคคลพึงทำความยินดีมิใช่หรือ เพราะเมื่อพระพฤติตามคำของพระองค์

271
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 272 (เล่ม 24)

ย่อมอภิรมย์ด้วยความสุข อันเกิดแต่ความพอใจในฌาน และความสุขอันเกิด
แต่ความยินดี ผิว่า รัตนะ คือ เป็นผู้ไม่มีใครเสมอไซร้ พระผู้มีพระภาคเจ้า
ผู้เป็นบุรุษเพียงสีหะ ก็ไม่มีบุคคลเสมอ (มีคุณอันบุคคลชั่งไม่ได้) มิใช่หรือ
เพราะพระผู้มีพระภาคเจ้า มีพระบารมีอันเป็นความดียิ่งกว่าความดีทั้งหลาย
ใคร ๆ ไม่อาจเพื่อจะเสมอ (ใคร ๆ ไม่อาจเพื่อชั่งได้) ผิว่า รัตนะ คือ เป็น
บุคคลหาได้โดยยาก พระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้เป็นบุรุษเพียงดังสีหะ ก็เป็นบุคคลที่
หาได้โดยยาก มิใช่หรือ ผิว่า รัตนะ คือเครื่องใช้สอยของสัตว์อันไม่ทราม
พระผู้มีพระภาคเจ้า ก็เป็นผู้ไม่ทรามด้วยศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ วิมุตติญาณ-
ทัสสนะ มิใช่หรือ. แต่ในที่นี้ ตรัสว่า ปัญญาเป็นรัตนะ เพราะอรรถว่า
เป็นความปรากฏแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าอันบุคคลหาได้โดยยาก.
บทว่า บุญ ได้แก่ บุญเจตนา (เจตนาอันเป็นบุญ) เพราะว่า
เจตนานั้นถึงความเป็นภาวะมิใช่รูป อันใคร ๆ ไม่อาจเพื่อนำไปได้ ดังนี้แล.
จบอรรถกถาชรสูตรที่ ๑

272
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 273 (เล่ม 24)

๒. อชรสาสูตร
[๑๖๐] เทวดาทูลถามว่า
อะไรหนอ เพราะไม่ชำรุดจึงยัง
ประโยชน์ให้สำเร็จ อะไรหนอ ดำรงมั่น
แล้ว ยังประโยชน์ให้สำเร็จ อะไรหนอ
เป็นรัตนะของชนทั้งหลาย อะไรหนอ
บุคคลพึงนำให้พ้นจากพวกโจรได้.
[๑๖๑] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า
ศีล เพราะไม่ชำรุดจึงยังประโยชน์
ให้สำเร็จ ศรัทธา ดำรงมั่นแล้ว ยัง
ประโยชน์ให้สำเร็จ ปัญญา เป็นรัตนะของ
คนทั้งหลาย บุญ อันบุคคลพึงนำไปให้
พ้นจากพวกโจรได้.
อรรถกถาอชราสาสูตร
พึงทราบวินิจฉัยในอชรสาสูตรที่ ๒ ต่อไป :-
บทว่า อชรสา แปลว่า เพราะไม่ชำรุด คือไม่วิบัติ. เพราะว่าศีล
อันไม่วิบัตินั่นแหละ ย่อมยังประโยชน์ให้สำเร็จ. ชนทั้งหลายแม้จะเป็นอาจารย์
และอุปัชฌาย์เป็นต้น ย่อมไม่สงเคราะห์บุคคลผู้มีศีลวิบัติแล้ว ดังนั้น บุคคล
พึงฝึกตนในที่ ๆ ตนไปแล้ว ๆ นั่นแหละ ดังนี้แล.
จบอรรถกถาอชราสูตรที่ ๒

273
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 274 (เล่ม 24)

๓. มิตตสูตร
[๑๖๒] เทวดาทูลถามว่า
อะไรหนอเป็นมิตรของคนเดินทาง
อะไรหนอเป็นมิตรในเรือนของตน อะไร
เป็นมิตรของคนมีธุระเกิดขึ้น อะไรเป็น
มิตรติดตามไปถึงภพหน้า.
[๑๖๓] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า
พวกเกวียน พวกโคต่างเป็นมิตร
ของคนเดินทาง มารดาเป็นมิตรในเรือน
ของตน สหายเป็นมิตรของคนผู้มีธุระเกิด
ขึ้นเนืองๆ บุญที่ตนทำเองเป็นมิตรติดตาม
ไปถึงภพหน้า.
อรรถกถามิตตสูตร
พึงทราบวินิจฉัยในมิตตสูตรที่ ๓ ต่อไป :-
บทว่า สตฺโถ ได้แก่ คนเดินทางร่วมกัน หรือเดินทางด้วยลำแข้ง
หรือว่าคนเดินทางด้วยเกวียน. บทว่า มิตฺตํ ได้แก่ เมื่อโรคเกิดขึ้นแล้ว
บุคคลชื่อว่า เป็นมิตร เพราะนำไปด้วยวอ หรือว่าด้วยยานอื่นให้ถึงที่ด้วย
ความปลอดภัย. บทว่า ในเรือนของตน ความว่า เมื่อโรคเห็นปานนั้น

274
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 275 (เล่ม 24)

เกิดขึ้นแล้วในบ้านของตน ชนทั้งหลายมีบุตรและภรรยาเป็นต้น ย่อมรังเกียจ
แต่มารดา ย่อมสำคัญแม้ซึ่งของไม่สะอาดของบุตร ราวกะว่าท่อนจันทน์
เพราะฉะนั้น มารดานั้น จึงชื่อว่า เป็นทั้งมิตรทั้งสหายในเรือนของตน. บทว่า
อตฺถชาตสฺส แปลว่า ของบุคคลผู้มีธุระเกิดขึ้น อธิบายว่า บุคคลใด ย่อม
นำกิจนั้นไป ทำให้สำเร็จ บุคคลนั้นชื่อว่า สหาย ชื่อว่า มิตร เพราะความ
เป็นคือให้กิจทั้งหลายสำเร็จร่วมกัน. แต่ว่า ชนทั้งหลายผู้เป็นสหายในการดื่ม
น้ำเมา มีสุราเป็นต้น ไม่ชื่อว่า เป็นมิตร. บทว่า สมฺปรายิกํ ได้แก่ เป็น
ประโยชน์เกื้อกูลในภพหน้า.
จบอรรถกถามิตตสูตรที่ ๓

275
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 276 (เล่ม 24)

๔. วัตถุสูตร
[๑๖๔] เทวดาทูลถามว่า
อะไรหนอเป็นที่ตั้งของมนุษย์ทั้ง-
หลาย อะไรหนอเป็นสหายอย่างยิ่งในโลกนี้
เหล่าสัตว์มีชีวิตที่อาศัยแผ่นดิน อาศัย
อะไรหนอเลี้ยงชีพ.
[๑๖๕] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า
บุตรเป็นที่ตั้งของมนุษย์ทั้งหลาย
ภรรยาเป็นสหายอย่างยิ่ง เหล่าสัตว์มีชีวิต
ที่อาศัยแผ่นดิน อาศัยฝนเลี้ยงชีพอยู่.
อรรถกถาวัตถุสูตร
พึงทราบวินิจฉัยในวัตถุสูตรที่ ๔ ต่อไป :-
บทว่า ปุตฺตา วตฺถู อธิบายว่า บุตรทั้งหลาย ชื่อว่า เป็นที่ตั้ง
เพราะอรรถว่าปฏิบัติในเวลาที่มารดาบิดาเป็นคนแก่. บทว่า ปรมา ความว่า
ภรรยา ชื่อว่า เป็นเพื่อนอย่างยิ่ง เพราะความที่ความลับแม้ตนไม่บอกบุคคล
อื่น ก็ต้องบอกแก่ภรรยา ดังนี้แล.
จบอรรถกถาวัตถุสูตรที่ ๔

276
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 277 (เล่ม 24)

๕. ปฐมชนสูตร
[๑๖๖] เทวดาทูลถามว่า
อะไรหนอยังคนให้เกิด อะไรหนอ
ของเขาย่อมวิ่งพล่าน อะไรหนอเวียนว่าย
ไปยังสงสาร อะไรหนอเป็นภัยใหญ่
ของเขา.
[๑๖๗] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า
ตัณหายังคนให้เกิด จิตของเขาย่อม
วิ่งพล่าน สัตว์เวียนว่ายไปยังสงสาร ทุกข์
เป็นภัยใหญ่ของเขา.
อรรถกถาปฐมชนสูตร
พึงทราบวินิจฉัยในปฐมชนสูตรที่ ๕ เป็นต้น :-
บทว่า วิธาวติ ได้แก่ ย่อมวิ่งไปทางนี้และทางนี้ ด้วยอำนาจแห่ง
การไปในที่ต่าง ๆ มีสมุทรเป็นต้น. บทว่า ทุกฺขา ได้แก่ จากวัฏทุกข์.
บทว่า ปรายนํ ได้แก่ ความเกิดขึ้นแห่งวิบาก เป็นที่พึ่ง.
จบอรรถกถาปฐมชนสูตรที่ ๕ เป็นต้น

277
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 278 (เล่ม 24)

๖. ทุติยชนสูตร
[๑๖๘] เทวดาทูลถามว่า
อะไรหนอยังคนให้เกิด อะไรหนอ
ของเขาย่อมวิ่งพล่าน อะไรหนอเวียนว่าย
ไปยังสงสาร สัตว์ย่อมไม่หลุดพ้นจาก
อะไร.
[๑๖๙] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า
ตัณหายังคนให้เกิด จิตของเขาย่อม
วิ่งพล่าน สัตว์เวียนว่ายไปยังสงสาร สัตว์
ย่อมไม่หลุดพ้นจากทุกข์.
๗. ตติยชนสูตร
[๑๗๐] เทวดาทูลถามว่า
อะไรหนอยังคนให้เกิด อะไรหนอ
ของเขาย่อมวิ่งพล่าน อะไรหนอเวียนว่าย
ไปยังสงสาร อะไรหนอเป็นที่พำนักของ
สัตว์นั้น.
[๑๗๑] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า
ตัณหายังคนให้เกิด จิตของเขาย่อม
วิ่งพล่าน สัตว์เวียนว่ายไปยังสงสาร กรรม
เป็นที่พำนักของสัตว์นั้น.

278
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 279 (เล่ม 24)

๘. อุปปถสูตร
[๑๗๒] เทวดาทูลถามว่า
อะไรหนอบัณฑิตกล่าวว่าเป็นทางผิด
อะไรหนอสิ้นไปตามคืนและวัน อะไรหนอ
เป็นมลทินของพรหมจรรย์ อะไรหนอ
มิใช่น้ำแต่เป็นเครื่องชำระล้าง.
[๑๗๓] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า
ราคะบัณฑิตกล่าวว่าเป็นทางผิด
วัยสิ้นไปตามคืนและวัน หญิงเป็นมลทิน
ของพรหมจรรย์ หมู่สัตว์นี้ย่อมติดอยู่ใน
หญิงนี้ ตบะและพรหมจรรย์นั้น มิใช่น้ำ
แต่เป็นเครื่องชำระล้าง.
อรรถกถาอุปปถสูตร
พึงทราบวินิจฉัยในอุปปถสูตรที่ ๘ ต่อไป :-
บทว่า ราโค อุปฺปโถ ความว่า ราคะนั้นมิใช่ทางของผู้ไปสู่สุคติ
และพระนิพพาน. บทว่า รตฺติทิวกฺขโย ได้แก่ ย่อมสิ้นไปทั้งกลางคืนและ
กลางวัน. บทว่า อิตฺถี อธิบายว่า มลทินภายนอกที่เหลือ (นอกจากมลทิน
ของพรหมจรรย์) บุคคลอาจเพื่อชำระล้างให้สะอาดได้โดยการตกแต่งแก้ไขให้

279
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 280 (เล่ม 24)

ปราศจากไปเป็นต้น ส่วนผู้ที่ถูกต้องมลทิน คือ มาตุคาม ไม่อาจเพื่อให้
บริสุทธิ์ได้ เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า หญิงเป็นมลทิน
ดังนี้. บทว่า เอตฺถ แปลว่า หมู่สัตว์ย่อมติดอยู่ในหญิงนี้. บทว่า ตโป
ความว่า เป็นชื่อของอินทรีย์สังวร ธุดงคคุณ และทุกกรกิริยา แต่ในที่นี้
ยกเว้นทุกกรกิริยาเสีย จึงสมควรเป็นปฏิปทาที่เผากิเลสแม้ทั้งหมด. บทว่า
พฺรหฺมจริยํ ได้แก่ เมถุนวิรัติ ดังนี้แล.
จบอรรถกถาอุปปถสูตรที่ ๘

280