ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 261 (เล่ม 24)

[๑๕๐] เทวดาทูลถามว่า
ก็ข้อนี้ข้าพระองค์เข้าใจชัดอย่างนี้
(แต่) จะทูลถามข้ออื่นกะพระโคดม ชน
เหล่าใดในโลกมิได้ความเป็นมนุษย์แล้วรู้
ถ้อยคำ ปราศจากความตระหนี่ เลื่อมใส
ในพระพุทธเจ้า พระธรรมและพระสงฆ์
เป็นผู้มีความเคารพแรงกล้า วิบากของ
ชนเหล่านั้นจะเป็นเช่นไร และสัมปรายภพ
ของเขาจะเป็นเช่นไร ข้าพระองค์มาเพื่อ
ทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้า ไฉนข้าพระ-
องค์จึงจะรู้ความข้อนั้น.
[๑๕๑] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า
ชนเหล่าใดในโลกนี้ได้ความเป็น
มนุษย์แล้ว รู้ถ้อยคำ ปราศจากความ
ตระหนี่ เลื่อมใสในพระพุทธเจ้า พระ-
ธรรมและพระสงฆ์ เป็นผู้มีความเคารพ
แรงกล้า ชนเหล่านี้ย่อมปรากฏในสวรรค์
อันเป็นที่อุบัติ หากถึงความเป็นมนุษย์
ย่อมเกิดในสกุลที่มั่งคั่ง ได้ผ้าอาหารความ
ร่าเริงและความสนุกสนานโดยไม่ยาก พึง
มีอำนาจแผ่ไปในโภคทรัพย์ที่ผู้อื่นหา
สะสมไว้ บันเทิงใจอยู่ นั่นเป็นวิบากใน
ภพนี้ ทั้งภพหน้าก็เป็นสุคติ.

261
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 262 (เล่ม 24)

อรรถกถามัจฉริสูตร
พึงทราบวินิจฉัยในมัจฉริสูตรที่ ๙ ต่อไป :-
บทว่า มจฺฉริโน แปลว่า ผู้ประกอบด้วยความตระหนี่. จริงอยู่
คนบางคนไม่ยอมเหยียดมือออกไหว้แม้ภิกษุทั้งหลายในที่เป็นที่อยู่ของตน คือว่า
อุบาสกคนหนึ่งไปในที่อื่นเข้าไปสู่วิหารไหว้โดยเคารพแล้ว ทำการทักทาย
ปราศรัย กับภิกษุด้วยถ้อยคำอันไพเราะว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ท่านทั้งหลาย
ย่อมไม่มาสู่ที่เป็นที่อยู่ของพวกกระผม ที่นั้น เป็นประเทศอันสมบูรณ์ พวก
กระผมสามารถเพื่อทำการบำรุงพระผู้เป็นเจ้าทั้งหลายด้วยาคูและภัตเป็นต้น.
ภิกษุคิคว่าอุบาสกนี้มีศรัทธาจะสงเคราะห์พวกเราด้วยข้าวยาคูเป็นต้น . ลำดับนั้น
พระเถระรูปหนึ่งเข้าไปบ้านนั้น เพื่อเที่ยวไปบิณฑบาต. ฝ่ายอุบาสกนั้นเห็น
พระเถระนั้นแล้ว ย่อมเลี่ยงไปทางอื่น หรือเข้าไปสู่เรือน คิดว่า ถ้าพระเถระ
มาประจัญหน้า เราก็ต้องยกมือไหว้ แล้วก็ต้องถวายภิกษาแก่พระผู้เป็นเจ้า
อย่ากระนั้นเลย เราจะไปด้วยการงานอะไรสักอย่างหนึ่ง ดังนี้แล้วหลบหลีกไป
พระเถระเที่ยวไปสู่บ้านทั้งสิ้น เป็นผู้มีบาตรเปล่าเทียวออกมาแล้ว. ข้อนี้
ชื่อว่า ความตระหนี่อย่างอ่อน (มุทุมัจฉริยะ).
บุคคลแม้มิใช่ทายก ย่อมทำราวกะว่าเป็นทายก คือเป็นผู้ประกอบ
ด้วยเหตุอันใดนั้น ในที่นี้ท่านประสงค์เอาบุคคลผู้มีความตระหนี่จัด (ถัทธ-
มัจฉริยะ) คือว่า อุบาสกนั้นประกอบด้วยมัจฉริยะอันใด เมื่อมีผู้กล่าวว่า
ภิกษุทั้งหลายเข้าไปเพื่อบิณฑบาต พระเถระทั้งหลายยืนอยู่แล้ว ดังนี้
ก็จะพูดว่า เท้าของเราเจ็บมิใช่หรือ จะเป็นผู้กระด้างยืนอยู่ ดุจเสาหิน หรือ
ดุจตอไม้ ย่อมไม่กระทำแม้สามีจิกรรม.

262
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 263 (เล่ม 24)

บทว่า กทริยา ความเหนียวแน่น นี้เป็นไวพจน์ของความตระหนี่
นั่นแหละ เพราะว่า ความตระหนี่อย่างอ่อน ท่านเรียกว่า มัจฉริยะ ส่วนความ
ตระหนี่จัด ท่านเรียกว่า กัทริยะ. คำว่า ปริภาสกา ดีแต่ว่าเขา คือว่า
เห็นภิกษุทั้งหลาย ยืนอยู่ที่ประตูบ้าน ก็จะคุกคามด้วยคำว่า พวกท่านไถนา
มาหรือ หรือหว่านข้าวมา จึงมาเร็วนัก แม้พวกเราก็ยังไม่ได้เพื่อตน จักได้
อาหารเพื่อท่านแต่ที่ไหน ดังนี้เป็นต้น. คำว่า อนฺตรายกรา แปลว่า
ทำการกีดขวาง คือ เป็นผู้ทำอันตรายทั้งหลายของชนเหล่านี้คือ ทำอันตราย
สวรรค์ของทายก ทำอันตรายลาภของปฏิคาหก และทำลายตัวเอง. คำว่า
สมฺปราโย ได้แก่ ปรโลก.
คำว่า รติ ได้แก่ ความร่าเริงในกามคุณ ๕.
คำว่า ขิฑฺฑา ได้แก่ ความสนุกสนาน ๓ อย่าง มีความสนุก-
สนานทางกายเป็นต้น.
คำว่า ทิฏฺเฐ ธมฺเม ส วิปาโก ได้แก่ นั่นเป็นวิบากในภพ
ปัจจุบัน ซึ่งเป็นที่ ๆ คนเกิดแล้ว ๆ.
คำว่า สมฺปราโย จ ทุคฺคติ ได้แก่ บุคคลเหล่านั้น ย่อม
เข้าถึงยมโลก เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า ภพหน้าก็เป็นทุคติ.
คำว่า วทญฺญู รู้ถ้อยคำ ความว่า ภิกษุทั้งหลายยืนอยู่ที่ประตูบ้าน
ถึงจะเป็นผู้นิ่งแม้ก็จริง ถึงอย่างนั้น ก็ชื่อว่า ย่อมกล่าวว่า ขอพวกท่านจง
ให้ภิกษาเพื่อประโยชน์ ดังนี้ คือว่า ชนเหล่าใด ย่อมแบ่งไทยธรรม
โดยกล่าวว่า พวกเราจะหุงภัต ชนพวกนี้ย่อมไม่หุง เมื่อเราไม่หุงอยู่ พวกภิกษุ
จักได้ภัตแต่ที่ไหน ดังนี้ เพราะเหตุนั้น ชนเหล่านั้น จึงชื่อว่า วทัญญู
แปลว่า รู้ถ้อยคำ.

263
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 264 (เล่ม 24)

คำว่า ปกาเสนฺติ ย่อมปรากฏ คือว่า ย่อมรุ่งโรจน์ด้วยรัศมีแห่ง
วิมาน. คำว่า ปรสมฺภเตสุ แปลว่า โภคทรัพย์ที่ผู้อื่นหาสะสมไว้ ได้แก่
ที่ผู้อื่นรวบรวมไว้. คำว่า ทั้งภพหน้าก็เป็นสุคติ ความว่า สัมปรายภพที่
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสแล้วอย่างนี้ว่า เอเต มคฺคา ดังนี้ ชื่อว่า สุคติ.
อีกอย่างหนึ่ง อธิบายว่า เมื่อชนเหล่านั้นแม้ทั้งสองพวกเคลื่อนแล้วจากที่นั้น
ภพหน้าอีก ย่อมเป็นทุคติ และสุคติ ดังนี้แล.
จบอรรถกถามัจฉริสูตรที่ ๙

264
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 265 (เล่ม 24)

๑๐. ฆฏิกรสูตร
ว่าด้วยภิกษุ ๗ รูป ตัดเครื่องผูก
[๑๕๒] ฆฏิกรพรหมกราบทูลว่า
ภิกษุ ๗ รูปผู้เข้าถึงพรหมโลกชื่อว่า
อวิหา เป็นผู้หลุดพ้นแล้วมีราคะ โทสะ
สิ้นแล้ว ข้ามเครื่องเกาะเกี่ยวในโลกได้
แล้ว.
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถามว่า
ก็ภิกษุเหล่านั้นคือผู้ใดบ้าง ผู้ข้าม
เครื่องข้องเป็นบ่วงของมารที่ข้ามได้แสน-
ยาก ละกายของมนุษย์แล้วก้าวล่วงซึ่ง
ทิพยโยคะ.
ฆฏิกรพรหมกราบทูลว่า
คือท่านอุปกะ ๑ ท่านผลคัณฑะ ๑
ท่านปุกกุสาติ ๑ รวมเป็น ๓ ท่าน ท่าน
ภัททิยะ ๑ ท่านขัณฑเทวะ ๑ ท่านพหุทันตี
๑ ท่านสิงคิยะ ๑ (รวมเป็น ๗ ท่าน)
ท่านเหล่านั้นล้วนแต่ละกายของมนุษย์
ก้าวล่วงทิพยโยคะได้แล้ว.

265
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 266 (เล่ม 24)

[๑๕๓] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถามว่า
ท่านเป็นผู้มีความฉลาด กล่าว
สรรเสริญภิกษุเหล่านั้น ผู้ละบ่วงมารได้
แล้ว ภิกษุเหล่านั้นตรัสรู้ธรรมของใครเล่า
จึงตัดเครื่องผูกคือภพเสียได้.
[๑๕๔] ฆฏิกรพรหมกราบทูลว่า
ท่านเหล่านั้น ตรัสรู้ธรรมของผู้ใด
จึงตัดเครื่องผูกคือภพเสียได้ ผู้นั้นไม่มีอื่น
ไปจากพระผู้มีพระภาคเจ้า และธรรมนั้น
ไม่มีอื่นไปจากคำสั่งสอนของพระองค์.
นามและรูปดับไม่เหลือในธรรมใด
ท่านเหล่านั้นได้รู้ธรรมนั้นในพระศาสนา
นี้ จึงตัดเครื่องผูกคือภพเสียได้.
[๑๕๕] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถามว่า
ท่านกล่าววาจาลึกรู้ได้ยาก เข้าใจ
ให้ดีได้ยาก ท่านรู้ธรรมของใคร จึงกล่าว
วาจาเช่นนี้ได้.
[๑๕๖] ฆฏิกรพรหมกราบทูลว่า
เมื่อก่อนข้าพระองค์เป็นช่างหม้อ
ทำหม้ออยู่ในเวภฬิงคชนบทเป็นผู้เลี้ยง
มารดาและบิดา ได้เป็นอุบาสกของพระ-
กัสสปพุทธเจ้า เป็นผู้เว้นจากเมถุนธรรม
เป็นผู้ประพฤติพรหมจรรย์ ไม่เกี่ยวด้วย

266
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 267 (เล่ม 24)

อามิส ได้เคยเป็นคนร่วมบ้านกับพระองค์
ทั้งได้เคยเป็นสหายของพระองค์ในกาล
ปางก่อน ข้าพระองค์รู้จักภิกษุ ๗ รูป
เหล่านี้ ผู้หลุดพ้นแล้ว มีราคะและโทสะ
สิ้นแล้ว ผู้ข้ามเครื่องข้องในโลกได้แล้ว.
[๑๕๗] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า
แนะนายช่างหม้อ ท่านกล่าวเรื่อง
อย่างใด เรื่องนั้นได้เป็นจริงแล้วอย่างนั้น
ในกาลนั้น เมื่อก่อนท่านเคยเป็นช่างหม้อ
ทำหม้ออยู่ในเวภฬิงคชนบท เป็นผู้เลี้ยง
มารดาและบิดา เป็นอุบาสกของพระ-
กัสสปพุทธเจ้า เป็นผู้เว้นจากเมถุนธรรม
เป็นผู้ประพฤติพรหมจรรย์ ไม่เกี่ยวด้วย
อามิส ได้เป็นคนเคยร่วมบ้านกันกับเรา
ทั้งได้เคยเป็นสหายของเราในปางก่อน.
พระสังคีติกาจารย์กล่าวว่า
สหายเก่าทั้งสอง ผู้มีตนอันอบรม
แล้ว ทรงไว้ซึ่งสรีระมีในที่สุด ได้มา
พบกันด้วยอาการอย่างนี้.
จบฆฏิกรสูตร
จบ อาทิตตวรรค ที่ ๕

267
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 268 (เล่ม 24)

อรรถกถาฆฏิกรสูตร
พึงทราบวินิจฉัยในฆฏิกรสูตรที่ ๑๐ ต่อไป :-
บทว่า ผู้เข้าถึง ได้แก่ เข้าถึงแล้วด้วยอำนาจแห่งความเกิดขึ้น.
บทว่า เป็นผู้หลุดพ้นแล้ว ได้แก่ เป็นผู้หลุดพ้นแล้ว ด้วยความหลุดพ้น
แห่งพระอรหัตผลในระหว่างแห่งเวลาใกล้ชิดกับความอุบัติขึ้นในอวิหาพรหม
โลก.
ในข้อนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสสังโยชน์เบื้องต่ำ ๕ อย่างนี้ว่า มานุสํ
เทหํ แปลว่ากายของมนุษย์. ตรัสสังโยชน์อันเป็นส่วนเบื้องบน ๕ อย่าง ด้วย
บทว่า ทิพฺพโยคํ แปลว่า ทิพยโยคะ นี้. บทว่า อุปจฺจคุํ แปลว่า ก้าว
ล่วงแล้ว. บทว่า ท่านอุปกะ เป็นต้น เป็นชื่อของพระเถระเหล่านั้น. บทว่า
ความฉลาด ในคำว่า ท่านเป็นผู้มีความฉลาด กล่าวสรรเสริญภิกษุเหล่า
นั้น นี้มีอยู่แก่บุคคลนี้ใด เพราะเหตุนั้น บุคคลนั้น จึงชื่อว่า มีความฉลาด
อธิบายว่า ท่านเป็นผู้มีความฉลาด มีวาจาไม่มีโทษกล่าวชมเชยสรรเสริญ
พระเถระเหล่านั้น คือว่า ตรัสว่า ดูก่อนเทวบุตร ท่านเป็นผู้ฉลาด. บทว่า
ตํ เต ธมฺมํ อิธญฺญาย ความว่า พระเถระเหล่านั้นรู้ธรรมนั้นในพระศาสนา
ของพระองค์นี้. บทว่า คมฺภีรํ ได้แก่ มีอรรถอันลึก. บทว่า ผู้ประพฤติ
พรหมจรรย์ไม่เกี่ยวด้วยอามิส ความว่า ชื่อว่า ผู้ประพฤติพรหมจรรย์ไม่
เกี่ยวด้วยอามิส คือ พระอนาคามี. อธิบายว่า ได้สำเร็จเป็นพระอนาคามีแล้ว.
บทว่า อหุวา แปลว่า ได้เคยเป็นแล้ว. บทว่า สคาเมยฺโย แปลว่า ได้เคย
เป็นคนร่วมบ้านกับพระองค์. ปริโยสานคาถา พระสังคีติกาจารย์ทั้งหลายกล่าว.
จบอรรถกถาฆฏิกรสูตรที่ ๑๐
จบอาฑิตตวรรคที่ ๕

268
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 269 (เล่ม 24)

สูตรที่กล่าวในอาทิตตวรรคนั้น คือ
๑. อาทิตตสูตร ๒. กินททสูตร ๓. อันนสูตร ๔. เอกมูลสูตร
๕. อโนมิยสูตร ๖. อัจฉราสูตร ๗. วนโรปสูตร ๘. เชตวนสูตร
๙. มัจฉริสูตร ๑๐. ฆฏิกรสูตร พร้อมทั้งอรรถกถา.

269
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 270 (เล่ม 24)

ชราวรรคที่ ๖
๑. ชราสูตร
[๑๕๘] เทวดาทูลถามว่า
อะไรหนอ ยังประโยชน์ให้สำเร็จจน
กระทั่งชรา อะไรหนอ ตั้งมั่นแล้วยัง
ประโยชน์ให้สำเร็จ อะไรหนอ เป็นรัตนะ
ของคนทั้งหลาย อะไรหนอ โจรลักไปไม่
ได้.
[๑๕๙] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า
ศีลยังประโยชน์ให้สำเร็จจนกระทั่ง
ชรา ศรัทธาตั้งมั่นแล้วยังประโยชน์ให้
สำเร็จ ปัญญาเป็นรัตนะของคนทั้งหลาย
บุญอันโจรลักไปไม่ได้.

270