ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 171 (เล่ม 24)

ด้วยอาชญา. พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ทักษิณาที่บุคคลคุกคามผู้อื่นแล้ว
ประหารแล้วให้ เรียกว่า ทักษิณาเป็นไปกับด้วยอาชญา.
พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อจะทรงแสดงเนื้อความนี้ อย่างนี้ว่า เราไม่
อาจเพื่อถือเอามหาทานแล้วทำให้ชื่อว่ามีผลน้อย หรือ ทานอันน้อย ทำให้มี
ชื่อว่า มีผลมาก เพราะความเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็แต่มหาทานนี้ ชื่อ
ว่ามีผลน้อยอย่างนี้ เพราะความไม่บริสุทธิ์เกิดขึ้นแก่ตน ทานน้อยนี้ ชื่อว่ามี
ผลมากอย่างนี้ เพราะความบริสุทธิ์เกิดขึ้นแก่ตน ดังนี้ จึงตรัสคำว่า
โดยนัยอย่างนี้ เมื่อบุรุษแสนหนึ่งบูชาภิกษุพันหนึ่ง หรือบริจาค
ทรัพย์พันกหาปณะ การบูชาของบุคคลเหล่านั้น ย่อมไม่ถึงส่วนร้อย
ของบุคคลอย่างนั้นดังนี้.
จบอรรถกถามัจฉริสูตรที่ ๒

171
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 172 (เล่ม 24)

๓. สาธุสูตร
ว่าด้วยอานิสงส์การให้ทาน
[๙๔] ครั้งนั้นแล เมื่อปฐมยามล่วงไปแล้ว พวกเทวดาสตุลลปกายิกา
มากด้วยกัน มีวรรณะงาม ยังพระวิหารเชตวันทั้งสิ้นให้สว่าง เข้าไปเฝ้าพระผู้
มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ครั้นถวายอภิวาทพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว จึงได้ยืน
อยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง.
[๙๕] เทวดาองค์หนึ่ง ครั้นยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้ว ได้
เปล่งอุทานนี้ในสำนักพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า
ข้าแต่พระองค์ผู้ไม่มีทุกข์ ทานยัง
ประโยชน์ให้สำเร็จได้แล เพราะความ
ตระหนี่และความประมาทอย่างนี้ บุคคล
จึงให้ทานไม่ได้ อันบุคคลผู้หวังบุญ รู้
แจ้งอยู่ พึงให้ทานได้.
[๙๖] ในลำดับนั้นแล เทวดาอื่นอีก ไค้เปล่งอุทานนี้ในสำนักของ-
พระผู้มีพระภาคเจ้าว่า
ข้าแต่พระองค์ผู้ไม่มีทุกข์ ทานยัง
ประโยชน์ให้สำเร็จได้แล อนึ่ง แม้เมื่อ
ของมีอยู่น้อย ทานก็ยังประโยชน์ให้สำเร็จ
ได้ บุคคลพวกหนึ่ง เมื่อของมีน้อย ย่อม
แบ่งให้ได้ บุคคลพวกหนึ่ง มีของมากก็

172
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 173 (เล่ม 24)

ให้ไม่ได้ ทักษิณาที่ให้แต่ของน้อย ก็นับ
เสมอด้วยพัน.
[๙๗] ในลำดับนั้นแล เทวดาอื่นอีก ได้เปล่งอุทานนี้ในสำนักพระ
ผู้มีพระภาคเจ้าว่า
ข้าแต่พระองค์ผู้ไม่มีทุกข์ ทานยัง
ประโยชน์ให้สำเร็จได้แล แม้เมื่อของมีอยู่
น้อย ทานก็ยังประโยชน์ให้สำเร็จได้ อนึ่ง
ทานที่ให้แม้ด้วยศรัทธาก็ยังประโยชน์ให้
สำเร็จได้ นักปราชญ์ทั้งหลายกล่าวว่า
ทานและการรบเสมอกัน พวกวีรบุรุษแม้มี
น้อย ย่อมชนะคนขลาดที่มีมากได้ ถ้าบุคคล
เชื่ออยู่ย่อมให้สิ่งของแม้น้อยได้ เพราะ
ฉะนั้นแล ทายกนั้นย่อมเป็นผู้มีความสุข
ในโลกหน้า.
[๙๘] ในลำดับนั้นแล เทวดาอื่นอีก ได้เปล่งอุทานนี้ในสำนักพระผู้
มีพระภาคเจ้าว่า
ข้าแต่พระองค์ผู้ไม่มีทุกข์ ทานยัง
ประโยชน์ให้สำเร็จได้แล แม้เมื่อของมีอยู่
น้อย การให้ทานได้เป็นการดี อนึ่ง ทาน
ที่ให้แม้ด้วยศรัทธาก็ยังประโยชน์ให้สำเร็จ
ได้ อนึ่ง ทานที่ให้แก่บุคคลผู้มีธรรมอัน
ได้แล้ว ยิ่งเป็นการดี บุคคลใดเกิดมา
ย่อมให้ทานแก่ผู้มีธรรมอันได้แล้ว ผู้มี

173
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 174 (เล่ม 24)

ธรรมอันบรรลุแล้วด้วยความหมั่นและ
ความเพียร บุคคลนั้นล่วงพ้นนรกแห่ง
ยมราช ย่อมเข้าถึงสถานอันเป็นทิพย์.
[๙๙] ในลำดับนั้นแล เทวดาอื่นอีก ได้เปล่งอุทานนี้ในสำนักพระ
ผู้มีพระภาคเจ้าว่า
ข้าแต่พระองค์ผู้ไม่มีทุกข์ ทานยัง
ประโยชน์ให้สำเร็จได้แล แม้เมื่อทานมีอยู่
น้อย การให้ทานได้เป็นการดี ทานที่ให้
แม้ด้วยศรัทธาก็ยังประโยชน์ให้สำเร็จได้
ทานที่ให้แก่บุคคลผู้มีธรรมอันได้แล้ว ยิ่ง
เป็นการดี อนึ่ง ทานที่บุคคลเลือกให้ยิ่ง
เป็นการดี ทานที่เลือกให้ พระสุคตทรง
สรรเสริญแล้ว บุคคลทั้งหลายผู้ควรแก่
ทักษิณา ย่อมมีอยู่ในโลกคือหมู่สัตว์นี้
ทานทั้งหลาย อันบุคคลให้แล้วในบุคคล
ทั้งหลายนั้น ย่อมมีผลมาก เหมือนพืชทั้ง
หลายที่บุคคลหว่านแล้วในนาดี.
[๑๐๐] ในลำดับนั้นแล เทวดาอื่นอีก ได้เปล่งอุทานนี้ในสำนักพระ
ผู้มีพระภาคเจ้าว่า
ข้าแต่พระองค์ผู้ไม่มีทุกข์ ทานยัง
ประโยชน์ให้สำเร็จได้แล แม้เมื่อของมีอยู่
น้อย การให้ทานได้เป็นการดี ทานที่ให้

174
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 175 (เล่ม 24)

แม้ด้วยศรัทธาก็ให้ประโยชน์สำเร็จได้
ทานที่ให้แก่บุคคลผู้มีธรรมอันได้แล้วยิ่ง
เป็นการดี อนึ่ง ทานที่บุคคลเลือกให้ยิ่ง
เป็นการดี อนึ่ง ความสำรวมแม้ในสัตว์
ทั้งหลายยิ่งเป็นการดี
บุคคลใดประพฤติเป็นผู้ไม่เบียด
เบียนสัตว์ทั้งหลายอยู่ ไม่ทำบาป เพราะ
กลัวความติเตียนแห่งผู้อื่น บัณฑิตทั้ง
หลายย่อมสรรเสริญบุคคล ซึ่งเป็นผู้กลัว
บาป แต่ไม่สรรเสริญบุคคลผู้กล้าในการ
ทำบาปนั้น สัตบุรุษทั้งหลายย่อมไม่ทำ
บาปเพราะความกลัวบาปแท้จริง.
ในลำดับนั้นแล เทวดาอื่นอีก ได้กล่าวคำนี้ กะพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า
ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า คำของใครหนอแลเป็นสุภาษิต.
[๑๐๑] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า คำของพวกท่านทั้งหมดเป็น
สุภาษิตโดยปริยาย แต่ว่าพวกท่านจงฟังคำของเราบ้าง
ก็ทานอันบัณฑิตสรรเสริญแล้วโดย
ส่วนมากโดยแท้ ก็แต่ธรรมบท (นิพพาน)
แหละประเสริฐกว่าทาน เพราะว่าสัตบุรุษ
ทั้งหลายผู้มีปัญญาในกาลก่อนก็ดี ใน
กาลก่อนกว่าก็ดี บรรลุซึ่งนิพพานแล้วแท้
จริง.

175
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 176 (เล่ม 24)

อรรถกถาสาธุสูตร
พึงทราบวินิจฉัยในสาธุสูตรที่ ๓ ต่อไป:-
บทว่า อุทานํ อุทาเนสิ แก้เป็น อุทาหารํ อุทาหริ ได้แก่
เปล่งวาจายกตัวอย่างมาอ้าง. เหมือนอย่างว่า บุคคลย่อมไม่อาจเพื่อจะถือเอา
ประมาณน้ำมันอันน้อยได้ เพราะซึมซาบไป ท่านเรียกน้ำมันนั้นว่า เป็นส่วน
ที่เหลือเศษ บุคคลใด ย่อมไม่อาจเพื่อถือเอาทะเลสาบที่มีน้ำมาก อันใด
เพราะไหลท่วมทับ ท่านเรียกน้ำนั้นว่า โอฆะ ฉันใด หทัยใด ย่อมไม่อาจ
เพื่อจะยึดซึ่งถ้อยคำอันเกิดจากปีติไว้ได้ เพราะเป็นถ้อยคำอันมีกำลังยิ่ง อดกลั้น
อยู่ภายในไม่ได้ ย่อมออกมาภายนอก ท่านจึงเรียกถ้อยคำนั้นว่า อุทาน ฉันนั้น
เหมือนกัน เทวดานั้นเปล่งอุทานถือถ้อยคำอันเกิดแต่ปีติเห็นปานนี้. ในลำดับ
นั้นแล เทวดาอื่นอีก ได้เปล่งอุทานในสำนักพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า
ข้าแต่พระองค์ผู้ไม่มีทุกข์ ทานยัง
ประโยชน์ให้สำเร็จได้แล แม้เมื่อของมี
อยู่น้อย ทานก็ยังประโยชน์ให้สำเร็จได้
อนึ่ง ทานที่ให้แม้ด้วยศรัทธา ก็ยัง
ประโยชน์ให้สำเร็จได้ นักปราชญ์ทั้งหลาย
กล่าวว่า ทานและการรบเสมอกัน พวก
วีรบุรุษแม้มีน้อย ย่อมชนะคนฉลาดที่มี
มากได้ ถ้าบุคคลเชื่ออยู่ ย่อมให้สิ่งของ
แม้น้อยได้ เพราะฉะนั้นแล ทายกนั้น
ย่อมเป็นผู้มีความสุขในโลกหน้า.

176
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 177 (เล่ม 24)

บทว่า สทฺธายปิ สาหุ ทานํ แปลว่า ทานที่ให้แม้ด้วยศรัทธาก็
ยังประโยชน์ให้สำเร็จได้ ได้แก่ ทานที่บุคคลแม้เชื่อซึ่งกรรมและผลของกรรม
แล้วให้ เป็นการยังประโยชน์ให้สำเร็จได้ คือ เป็นกรรมอันเจริญที่ตนได้.
บทว่า อาหุ แก้เป็น กเถนฺติ แปลว่า ย่อมกล่าว. ถามว่า อย่างไร ทาน
และการรบทั้งสองนั้น จึงชื่อว่าเสมอกัน. ตอบว่า เพราะว่าบุคคลผู้ขลาดในชีวิต
ย่อมไม่อาจเพื่อจะรบ บุคคลผู้กลัวความสิ้นเปลือง ก็ย่อมไม่อาจเพื่อจะให้ทาน.
จริงอยู่ เมื่อบุคคลกล่าวว่า ข้าพเจ้าจักรักษาชีวิตด้วย จักรบด้วย
ดังนี้ ย่อมไม่รบ แต่บุคคลสละความอาลัยในชีวิตแล้วให้อุสาหะเกิดขึ้นว่า เรา
ถูกตัดอวัยวะหรือการตายก็ตาม เราจักต้องถึงความเป็นอิสระนั่น ดังนี้ทีเดียว
ย่อมรบ. บุคคลเมื่อกล่าวว่า เราจักรักษาโภคะทั้งหลายและจักให้ทาน ดังนี้
ชื่อว่า ย่อมไม่ให้ทาน แต่บุคคลสละความอาลัยในโภคะทั้งหลายและมีอุสาหะว่า
เราจักให้มหาทาน ดังนี้ ชื่อว่า ย่อมให้ทาน. ทานและการรบ ย่อมเสมอกัน
แม้ด้วยอาการอย่างนัเ. คำอะไร ๆ ที่จะพึงกล่าวให้ยิ่งกว่านี้ย่อมไม่มี.
บทว่า อปฺปาปิ สนฺตา พหุเก ชินํ แปลว่า พวกวีรบุรุษแม้
มีน้อย ย่อมชนะคนขลาดที่มีมากได้ อธิบายว่า พวกวีรบุรุษถึงจะมีน้อย
ก็สามารถรบชนะผู้ขลาดที่มีมากได้ ฉันใด บุคคลผู้ถึงพร้อมด้วยศรัทธา ก็ฉันนั้น
เมื่อให้ทานน้อยย่อมย่ำยีความตระหนี่มาก ทั้งยังได้ผลของทานเป็นอันมาก.
ทานและการรบจึงเสมอกัน แม้ด้วยอาการอย่างนี้. ด้วยเหตุนี้แหละ เทวดาจึง
กล่าวว่า ถ้าบุคคลเชื่ออยู่ ย่อมให้สิ่งของแม้น้อยได้ ดังนี้. ก็เพื่อประกาศ
เนื้อความนี้ว่า เพราะฉะนั้นแล ทายกนั้น ย่อมเป็นผู้มีความสุขในโลกหน้า
ดังนี้ พึงยังเรื่องพราหมณ์เอกสาฎกให้พิสดาร. บทว่า ธมฺมลทฺธสฺส แปลว่า
ผู้มีธรรมอันได้แล้ว ได้แก่ บุคคลผู้มีโภคะอันได้แล้วด้วยธรรมอันสงบ และ
บุคคลผู้มีธรรมอันได้แล้ว. ในข้อนี้ บุคคลผู้มีธรรมอันบรรลุแล้ว ผู้เป็น

177
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 178 (เล่ม 24)

พระอริยบุคคล ชื่อว่า ผู้มีธรรมอันได้แล้ว. เพราะฉะนั้น ทานอันบุคคลผู้มี
โภคะอันได้แล้วโดยธรรม ย่อมให้แก่พระอริยบุคคลผู้มีธรรมอันได้แล้ว ท่าน
กล่าวว่า แม้ข้อนั้น ก็เป็นการดี. เนื้อความในบทคาถาว่า บุคคลใด ย่อมให้
ทานแก่ผู้มีธรรมอันได้แล้ว แม้นี้ก็นัยนี้แหละ. บทว่า อุฏฺฐานวริยาธิคตสฺส
ได้แก่ ผู้มีโภคะอันบรรลุแล้ว ด้วยความบากบั่น และความเพียร. บทว่า
เวตรณี (ชื่อนรกขุมหนึ่งที่มีแม่น้ำ) นี้เป็นเพียงหัวข้อเทศนาเท่านั้น. อธิบาย
ว่า ก็บุคคลนั้นก้าวพ้นไปได้โดยประการทั้งปวง คือ ซึ่งนรกของพญายม ชื่อว่า
เวตรณีบ้าง ซึ่งมหานรก ๓๑ มีสัญชีวนรก และกาฬสุตตนรกเป็นต้นบ้าง.
ในลำดับนั้นแล เทวดาอื่นอีก ได้เปล่งอุทานในสำนักพระผู้มีพระ-
ภาคเจ้าว่า
ข้าแต่พระองค์ผู้ไม่มีทุกข์ ฯลฯ ทาน
ที่ให้แก่บุคคลผู้มีธรรมอันได้แล้ว เป็น
การดี อนึ่ง ทานที่บุคคลเลือกให้ยิ่งเป็น
การดี ทานที่เลือกให้พระสุคตทรง
สรรเสริญแล้ว.
บทว่า วิเจยฺย ทานํ แปลว่า ทานที่บุคคลเลือกให้. ในข้อนี้ ได้แก่
ทานที่บุคคลเลือกให้นั้นมี ๒ อย่าง คือ เลือกทักขิณา (ของสำหรับทำบุญ)
อย่างหนึ่ง เลือกพระทักขิไณยบุคคล (บุคคลผู้ควรรับของทำบุญ) อย่างหนึ่ง.
ในสองอย่างนั้น การนำปัจจัยทั้งหลายที่เลว ออกไปแล้วคัดเลือกเอาของที่
ประณีต ๆ ถวายแก่พระทักขิไณยบุคคลเหล่านั้น ชื่อว่า การเลือกทักขิณา.
การละเว้นบุคคลทั้งหลาย นอกจากศาสนานี้ ผู้มีศีลวิบัติแล้ว และบุคคลผู้
นอกรีตนอกรอย ๙๖ ประเภท แล้วถวายทานแก่บรรพชิตในพระศาสนา ผู้ถึง

178
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 179 (เล่ม 24)

พร้อมด้วยศีลาทิคุณ ชื่อว่า การเลือกพระทักขิไณยบุคคล. ด้วยอาการทั้งสอง
อย่าง อย่างนี้ ชื่อว่า ทานที่บุคคลเลือกให้. บทว่า สุคตปฺปสฏฺฐํ แปลว่า
พระสุคตทรงสรรเสริญแล้ว. ก็เทวดากล่าวถึงการเลือกทักษิณา (ของทำบุญ)
ด้วยคำว่า พีชานิ วุตฺตานิ ยถา นี้ แปลว่า เหมือนพืชที่หว่านแล้ว อธิบายว่า
ไทยธรรม คือของทำบุญ อันประณีต ๆ เช่นกับการเลือกพืชที่หว่านแล้ว.
บทว่า ปาเณสุปิ สาธุ สํยโม แปลว่า ความสำรวมแม้ในสัตว์ทั้งหลายเป็น
การดี คือ ว่ามีความสำรวมในสัตว์ทั้งหลาย ก็ย่อมเป็นกรรมอันเจริญ.
เทวดานี้ เมื่อจะก้าวล่วงอานิสงส์ของทานที่พวกเทวดาเหล่าอื่นกล่าว
แล้ว เพื่อกล่าวถึงอานิสงส์แห่งศีล จึงเริ่มคำว่า
โย ปาณภูตานิ อเหฐยํ จร
ปรูปวาทา น กโรติ ปาปํ
ภีรุํ ปสํสนฺติ น หิ ตตฺถ สูรํ
ภยา หิสนฺโต น กโรนฺติ ปาปํ.
บุคคลใดประพฤติตนเป็นผู้ไม่เบียด
เบียนสัตว์ทั้งหลาย เที่ยวไปอยู่ ไม่ทำบาป
เพราะกลัวความติเตียนแต่งผู้อื่น บัณฑิต
ทั้งหลาย ย่อมสรรเสริญซึ่งบุคคลผู้กลัว
บาป แต่ไม่สรรเสริญบุคคลผู้กล้าในการ
ทำบาปนั้น สัตบุรุษทั้งหลาย ย่อมไม่
ทำบาป เพราะความกลัวบาปแท้.
คำว่า อเหฐยํ จรํ แก้เป็น อวิหึสนฺโน จรมาโน แปลว่า เป็น
ผู้ไม่เบียดเบียน เที่ยวไปอยู่. บทว่า ปรูปวาทา แปลว่า เพราะกลัวความ

179
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 180 (เล่ม 24)

ติเตียนแห่งบุคคลอื่น. บทว่า ภยา ได้แก่ อุปวาทภัย (ภัยคือความติเตียน).
บทว่า ทานา จ โข ธมฺมปทํว เสยฺโย แปลว่า บทแห่งธรรมเท่านั้น
ประเสริฐกว่าทาน คือว่า บทแห่งธรรม กล่าวคือ พระนิพพานนั่นแหละ
ประเสริฐกว่าทาน.
บทว่า ปุพฺเพว หิ ปุพฺพตเรว สนฺโต แปลว่า เพราะว่าสัตบุรุษ
ทั้งหลายในกาลก่อนก็ดี กาลก่อนกว่าก็ดี อธิบายว่า ในกาลก่อน คือกาลแห่ง
พระพุทธเจ้าพระนามว่า กัสสปะ เป็นต้น และในกาลก่อนกว่า คือในกาล
แห่งพระพุทธเจ้าพระนามว่า โกนาคมน์ เป็นต้นก็ดี บัณฑิตเหล่านั้นแม้ทั้งหมด
ชื่อว่า เป็นสัตบุรุษในกาลก่อนหรือในกาลก่อนกว่านั้นแหละ ดังนี้แล.
จบอรรถกถาสาธุสูตร ที่ ๓

180