ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 141 (เล่ม 24)

๗. สรสูตร
[๗๐] เทวดากล่าวว่า
สงสารทั้งหลายย่อมกลับแต่ที่ไหน
วัฏฏะย่อมไม่เป็นไปในที่ไหน นามก็ดี
รูปก็ดี ย่อมดับหมดในที่ไหน.
[๗๑] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า
น้ำ ดิน ไฟ ลม ย่อมไม่ตั้ง
อยู่ในที่ใด สงสารทั้งหลายย่อมกลับแต่ที่นี้
วัฏฏะย่อมไม่เป็นไปในที่นี้ นามก็ดี รูปก็ดี
ย่อมดับหมดในที่นี้.
อรรถกถาสรสูตร
พึงทราบวินิจฉัยในสรสูตรที่ ๗ ต่อไป :-
บทว่า กุโต สรา นิวตฺตนฺติ ได้แก่ ความท่องเที่ยวไปในสงสารนี้
ย่อมสิ้นสุดลงแต่ที่ไหน. อธิบายว่า เทวดาย่อมทูลถามว่า สงสารทั้งหลาย
อาศัยอะไร จึงไม่เป็นไป ดังนี้. พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า
ดินน้ำไฟลม ย่อมไม่ตั้งอยู่ในที่ใด
สงสารทั้งหลายย่อมสิ้นสุดลงแต่ที่นี้ วัฏฏะ

141
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 142 (เล่ม 24)

ย่อมไม่เป็นไปในที่นี้ นามก็ดี รูปก็ดี
ย่อมดับหมดในที่นี้.
บทว่า น คาธติ แปลว่า ไม่ตั้งอยู่. บทว่า อโต แปลว่า
แต่ที่นี้ คือ แต่พระนิพพาน. คำที่เหลือง่ายทั้งสิ้น ดังนี้แล.
จบอรรถกถาสรสูตรที่ ๗

142
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 143 (เล่ม 24)

๘. มหัทธนสูตร
[๗๒] เทวดากล่าวว่า
กษัตริย์ทั้งหลายมีทรัพย์มาก มีสมบัติ
มาก ทั้งมีแว่นแคว้น ไม่รู้จัดพอใน
กามทั้งหลาย ย่อมแข็งขันซึ่งกันและกัน
เมื่อกษัตริย์ทั้งหลายนั้นมัวขวนขวาย ลอย
ไปตามกระแสแห่งภพ บุคคลพวกไหน
ไม่มีความขวนขวาย ละความโกรธและ
ความทะเยอทะยานเสียแล้วในโลก.
[๗๓] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า
บุคคลทั้งหลาย ละเรือน ละบุตร
ละปศุสัตว์ที่รัก บวชแล้ว กำจัดราคะ
โทสะ และอวิชชาเสียแล้ว เป็นผู้มีอาสวะ
สิ้นแล้ว เป็นผู้ไกลจากกิเลส บุคคล
พวกนั้นเป็นผู้ไม่ขวนขวายในโลก.

143
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 144 (เล่ม 24)

อรรถกถามหัทธนสูตร
พึงทราบวินิจฉัยในมหัทธนสูตรที่ ๘ ต่อไป :-
บุคคลชื่อว่า มีทรัพย์มาก เพราะอรรถว่า ทรัพย์ของเขาอันเป็น
สาระมีแก้วมุกดาเป็นต้นมีมาก. บุคคลมีโภคะมาก (สมบัติมาก) เพราะอรรถว่า
เขามีมหาโภคะอันเป็นภาชนะที่ทำด้วยทองและเงินเป็นต้นมาก. บทว่า
อญฺญมญฺญาภิคิชฺฌนฺติ แปลว่า ย่อมต้องการ ของกันและกัน คือย่อม
ปรารถนา ย่อมริษยาของกันและกัน. บทว่า อนลงฺกตา แปลว่า ไม่รู้จักพอ
คือไม่รู้จักอิ่ม เกิดความอยากไม่สิ้นสุด บทว่า อุสฺสุกฺกชาเตสุ แปลว่า
มีความขวนขวาย คือพยายามเพื่อต้องการสิ่งที่ชอบใจทั้งหลายอันมีรูปเป็นต้น
ที่ยังไม่เกิดขึ้น ให้เกิดขึ้นในบรรดาสิ่งที่ชอบใจซึ่งมีลักษณะต่าง ๆ เพื่อต้องการ
เสวยสิ่งที่เกิดขึ้น.
บทว่า ภวโสตานุสาริสุ แปลว่า ลอยไปตามกระแสแห่งภพ ได้แก่
แล่นไป ตามกระแสแห่งวัฎฏะ. บทว่า อนุสฺสุกา แปลว่า ไม่มีความ
ขวนขวาย ได้แก่ เพราะไม่มีสิ่งเบียดเบียน. ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า
บุคคลทั้งหลายละเรือน ละบุตร
ละปศุสัตว์ที่รัก บวชแล้วกำจัดราคะโทสะ
และอวิชชาเสียแล้ว เป็นผู้มีอาสวะสิ้นแล้ว
เป็นผู้ไกลจากกิเลส บุคคลพวกนั้น เป็น
ผู้ไม่ขวนขวายในโลก.
บทว่า อคารํ แปลว่า เรือน ได้แก่ บ้านพร้อมทั้งมาตุคาม.
บทว่า วิราชิยา แปลว่า กำจัดแล้ว ได้แก่ ทำลายแล้ว. คำที่เหลือง่ายทั้งนั้น.
จบอรรถกถามหัทธนสูตรที่ ๘

144
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 145 (เล่ม 24)

๙. จตุจักกสูตร
[๗๔] เทวดากล่าวว่า
ข้าแต่พระองค์ผู้มีความเพียรมาก
สรีระมีจักร ๔ มีทวาร ๙ เต็มด้วยของไม่
สะอาด ประกอบด้วยโลภะ ย่อมเป็นดังว่า
เปือกตม ความออกไป (จากทุกข์) จักมี
ได้อย่างไร.
[๗๕] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า
ตัดความผูกโกรธด้วย กิเลสเป็น
เครื่องร้อยรัดด้วย ความปรารถนาและ
ความโลภอันลามกด้วย ถอนตัณหาอันมี
อวิชชาเป็นมูลเสียแล้วอย่างนี้ ความออก-
ไป (จากทุกข์) จึงจักมีได้.

145
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 146 (เล่ม 24)

อรรถกถาจตุจักกสูตร
พึงทราบวินิจฉัยในจตุจักกสูตรที่ ๙ ต่อไป :-
บทว่า จตุจกฺกํ แปลว่า มีจักร ๔ ได้แก่ อิริยาบถ ๔ เพราะในที่นี้
อิริยาบถท่านเรียกว่าจักร. บทว่า นวทฺวารํ แปลว่า ทวาร ๙ ได้แก่ ทวาร
๙ ซึ่งมีปากแผล ๙ แห่ง. บทว่า ปุณฺณํ แปลว่า มีอสุจิเต็มแล้ว คือ เต็ม
ไปด้วยของไม่สะอาด. บทว่า โลเภน สํยุตฺตํ แปลว่า ประกอบด้วยโลภะ
คือว่า สัมปยุตด้วยตัณหา. บทว่า กถํ ยาตฺรา ภวิสฺสติ นี้เทวดาย่อม
ทูลถามว่า การออกไป (จากทุกข์) แห่งสรีระนี้ เห็นปานนี้ จักมีได้อย่างไร
คือว่า ความพ้น ความพ้นรอบ ความก้าวล่วง อย่างดี จักมีได้อย่างไร ดังนี้.
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า
เฉตฺวา นทฺธึ วรตฺตญฺจ อิจฺฉาโลภญฺจ ปาปกํ
สมูลํ ตณฺหํ อพฺพุยฺห เอวํ ยาตฺรา ภวิสฺสติ
ตัดความผูกโกรธด้วย กิเลสเป็น
เครื่องร้อยรัดด้วย ความปรารถนาและ
ความโลภอันลามกด้วย ถอนตัณหาอันมี
อวิชชาเป็นมูลเสียแล้วอย่างนี้ ความออก-
ไป (จากทุกข์) จึงมีได้.
บทว่า นทฺธึ แปลว่า ความผูกโกรธ อธิบายว่า ความโกรธมีก่อน
ภายหลัง ความโกรธมีกำลังเป็นไปแล้วอย่างนี้ จึงชื่อว่า ความผูกโกรธ. บทว่า
วรตฺตํ แปลว่า กิเลสเป็นเครื่องร้อยรัด ได้แก่ ตัดความผูกโกรธ และ
เครื่องร้อยรัด. ชื่อความเกี่ยวข้องกันแห่งตัณหาและทิฏฐิ ท่านกล่าวไว้ใน

146
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 147 (เล่ม 24)

คาถาว่า สนฺธานํ สหนุกฺกมํ แต่ในที่นี้ ยกเว้นกิเลสที่ท่านอธิบายไว้ใน
พระบาลีแล้ว กิเลสที่เหลือ พึงทราบว่า เป็นเครื่องร้อยรัด เพราะฉะนั้น
จึงตรัสว่า ตัดกิเลสเป็นเครื่องร้อยรัด ดังนี้. บทว่า อิจฺฉาโลภํ นี้พระผู้มี-
พระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า ธรรมอันหนึ่งนี้แหละ ชื่อว่าโลภะ เพราะอรรถว่า
ปรารถนา เพราะอรรถว่าความอยากและความต้องการ. อีกอย่างหนึ่ง ความอยาก
มีกำลังทรามเกิดขึ้นครั้งแรก ความโลภมีกำลังเกิดขึ้นในเวลาต่อ ๆ มา. อีก
อย่างหนึ่ง ความปรารถนาในวัตถุอันตนยังไม่ได้ ชื่อว่า ความอยาก ความ
ยินดีในวัตถุอันตนได้แล้ว ชื่อว่า ความโลภ. บทว่า สมูลํ ตณฺหํ ได้แก่
ตัณหาอันมีมูล โดยมีอวิชชาเป็นมูล. บทว่า อพฺภุยฺห ได้แก่ อันมรรค
ถอนขึ้นแล้ว. คำที่เหลือง่ายทั้งนั้นแล.
จบจตุจักกสูตรที่ ๙

147
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 148 (เล่ม 24)

๑๐. เอณิชังฆสูตร
[๗๖] เทวดากล่าวว่า
พวกข้าพระองค์เข้ามาเฝ้าแล้ว ขอ
ทูลถามพระองค์ผู้มีความเพียร ซูบผอม
มีแข้งดังเนื้อทราย มีอาหารน้อย ไม่มี
ความโลภ เป็นเหมือนราชสีห์และช้างเที่ยว
ไปโดดเดี่ยว ไม่มีห่วงใยในกามทั้งหลาย
บุคคลจะพ้นจากทุกข์ได้อย่างไร.
[๗๗] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า
กามคุณ ๕ มีใจเป็นที่ ๖ บัณฑิต
ประกาศแล้วในโลก บุคคลเลิกความ
พอใจในนามรูปมิได้แล้ว ก็พ้นจากทุกข์
ได้อย่างนี้.
จบเอณิชังฆสูตรที่ ๑๐
จบสัตติวรรค ที่ ๓

148
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 149 (เล่ม 24)

อรรถกถาเอณิชังฆสูตร
พึงทราบวินิจฉัยในเอณิชังฆสูตรที่ ๑๐ ต่อไป :-
บทว่า เอณิชงฺฆํ แปลว่า มีพระชงฆ์ (แข้ง) กลมเรียวเรียบ ดัง
แข้งเนื้อทราย. บทว่า กีสํ ได้แก่ มีพระสรีระสม่ำเสมอ ไม่อ้วน. อีก
อย่างหนึ่ง อธิบายว่า มีพระตจะ (หนึ่ง) มิได้เหี่ยวแห้ง คือ มีพระสรีระงาม
โดยมิต้องพอกพูนด้วยกลิ่นดอกไม้ และเครื่องลูบไล้ทั้งหลาย. บทว่า วีรํ
แปลว่า มีความเพียร.
บทว่า อปฺปาหารํ ได้แก่ มีอาหารน้อย เพราะความเป็นผู้รู้จัก
ประมาณในการเสวยพระกระยาหาร. อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า มีอาหารน้อย เพราะ
มิได้เสวยในเวลาวิกาล. บทว่า อโลลุปฺปํ แปลว่า ไม่มีความโลภ ได้แก่
ทรงปราศจากความอยากในปัจจัย ๔. อีกอย่างหนึ่ง ความไม่มีความโลภนี้ คือ
มิได้มีรสตัณหา. บทว่า สีหํเวกจรํ นาคํ ได้แก่เป็นเหมือนราชสีห์ และช้าง
ตัวประเสริฐเที่ยวไปโดดเดียว. เพราะว่าบุคคลผู้อยู่เป็นหมู่ ย่อมเป็นผู้ประมาท
ผู้เที่ยวไปแต่ผู้เดียว ย่อมเป็นผู้ไม่ประมาท. เพราะฉะนั้น ความเป็นผู้ไม่
ประมาท ท่านจึงถือเอาว่า ผู้เที่ยวไปผู้เดียวนั่นแหละ.
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า
ปญฺจ กามคุณา โลเก มโนฉฏฺา ปเวทิตา
เอตฺถ ฉนฺทํ วิราชิตฺวา เอวํ ทุกฺขา ปมุจฺจติ.
กามคุณ ๕ มีใจเป็นที่ ๖ บัณฑิต
ประกาศแล้วในโลก บุคคลเลิกความพอใจ
ในนามรูปนี้ได้แล้ว ก็พ้นจากทุกข์ได้
อย่างนี้.

149
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 150 (เล่ม 24)

บทว่า ปเวทิตา แปลว่า ประกาศแล้ว คือ บอกแล้ว. บทว่า เอตฺถ
แปลว่า ในนามรูปนี้. จริงอยู่ รูปท่านถือเอาด้วยสามารถแห่งกามคุณ ๕ ส่วน
นามท่านถือเอาใจ. ก็แล บัณฑิตควรถือเอานามและรูปทั้งสองโดยไม่แยก
จากกัน แล้วพึงประกอบพื้นฐานในนามและรูปนี้ ด้วยสามารถแห่งธรรมมีขันธ์ ๕
เป็นต้นเถิด.
จบอรรถกถาเอณิชังฆสูตร ที่ ๑๐
จบอรรถกถาสัตติวรรค ที่ ๓
รวมพระสูตรที่กล่าวในสัตติวรรคนั้นมี สัตติสูตร ผุสติสูตร ชฏาสูตร
มโนนิวารณสูตร อรหันตสูตร ปัชโชตสูตร สรสูตร มหัทธนสูตร จตุจักกสูตร
และเอณิชังฆสูตร ครบ ๑๐ สูตร พร้อมทั้งอรรถกถา.

150