ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 131 (เล่ม 24)

ให้สำเร็จกิจทั้งปวง โดยนัยว่า นี้เป็นกาลสมควรเพื่อเรียน (อุเทศ) นี้เป็น
กาลสมควรเพื่อสอบถาม (ปริปุจฉา) เป็นต้น ชื่อว่า ปาริหาริยปัญญา.
ในปัญหาพยากรณ์นี้ ปัญญามา ๓ วาระ. ในปัญญาเหล่านั้น ปัญญา
ที่หนึ่ง ชื่อว่า สชาติปัญญา (ปัญญามีมาพร้อมกับการเกิด) ปัญญาที่สอง ชื่อว่า
วิปัสสนาปัญญา. ปัญญาที่สาม ชื่อว่า ปาริหาริยปัญญา อันเป็นเครื่องนำไปใน
กิจทั้งปวง. บทว่า ภิกฺขุ มีวิเคราะห์ว่า ผู้ใดย่อมเห็นภัยในสงสาร เหตุนั้น
ผู้นั้นจึงชื่อว่า ภิกษุ.๑ บทว่า โส อิมํ วิชฏเย ชฏํ ความว่า ภิกษุนั้น
พึงถางชัฏนี้ได้ ได้แก่ ภิกษุนั้นเป็นผู้ประกอบด้วยคุณทั้งหลายมีสีลาทิคุณ
เป็นต้นเหล่านี้๒ อธิบายว่า ภิกษุอาศัยแผ่นดินคือศีล แล้วยกศาสตราคือ
วิปัสสนาปัญญาอันตนลับดีแล้วด้วยศิลาคือสมาธิ ด้วยมือคือปาริหาริยปัญญา
อันกำลังคือความเพียร ประดับประคองแล้ว พึงถาง พึงตัด พึงทำลายซึ่งชัฏ
คือตัณหาอันประจำอยู่ในสันดานแห่งตนนั้นแม้ทั้งหมด. เปรียบเหมือนบุรุษ
ผู้ยืนบนแผ่นดินยกศาสตราอันตนลับดีแล้ว พึงถางกอไผ่ใหญ่ ฉะนั้น. พระผู้มี
พระภาคเจ้า ครั้นตรัสเสกขภูมิด้วยคำมีประมาณเท่านี้แล้ว บัดนี้ เมื่อจะทรง
แสดงถึงพระมหาขีณาสพผู้ถางชัฏ (ตัณหา) แล้วดำรงอยู่ จึงตรัสคำว่า
เยสํ ราโค จ โทโส จ อวิชฺชา จ วิราชิตา
ขีณาสวา อรหนฺโต เตสํ วิชฺชิตา ชฏา.
ราคะก็ดี โทสะก็ดี อวิชชาก็ดี อัน
บุคคลเหล่าใดกำจัดได้แล้ว บุคคลเหล่า-
นั้นมีอาสวะสิ้นแล้ว เป็นผู้ไกลจากกิเลส
ตัณหาเป็นเครื่องยุ่งอันบุคคลเหล่านั้นสาง
ได้แล้ว.
๑. คำว่า ภิกษุ ในที่นี้ท่านไม่ได้อธิบายไว้ (อรรถกถาบาลีหน้า ๖๒)
๒. ผู้ประกอบด้วยคุณธรรม ๖ คือ ศีล สมาธิ ปัญญา ๓ อย่าง และวิริยะ

131
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 132 (เล่ม 24)

พระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นทรงแสดงพระขีณาสพผู้ถางซึ่งชัฏคือตัณหา
อย่างนี้แล้วดำรงอยู่ เมื่อจะทรงแสดงโอกาสเป็นเครื่องถางชัฏอีก จึงตรัสคำว่า
ยตฺถ นามญฺจ รูปญฺจ อเสสํ อุปรุชฺฌติ
ปฏิฆรูปสญฺญา จ เอตฺถ สา ฉิชฺชเต ชฏา.
นามก็ดี รูปก็ดี ปฏิฆสัญญาและรูป
สัญญาก็ดี ย่อมดับไม่เหลือในที่ใด ตัณหา
เป็นเครื่องยุ่งนั้น ย่อมขาดไปในที่นั้น.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า นามํ ได้แก่ อรูปขันธ์ ๔. ในบทว่า
ปฏิฆรปสญฺญา นี้ ท่านถือเอากามภพด้วยอำนาจแห่งปฎิฆสัญญา ถือเอารูป
ภพด้วยอำนาจแห่งรูปสัญญา. เมื่อภพทั้ง ๒ เหล่านั้นทรงถือเอาแล้ว อรูปภพ
ก็เป็นอันถือเอาแล้วโดยสังเขปแห่งภพนั่นแหละ.
ในบทว่า เอตฺเถสา ฉิชฺชเต ชฏา นี้ แปลว่า ตัณหาเป็นเครื่องยุ่ง
ย่อมขาดไปในที่นั้น คือว่าตัณหาอันเป็นเครื่องยุ่งเหยิงนี้ ย่อมขาดไปในที่เป็น
ที่สิ้นสุดลงแห่งวัฏฏะอันเป็นไปในภูมิ ๓ คือว่าอาศัยพระนิพพานแล้วย่อมขาด
ย่อมดับไป ดังนี้ นี้เป็นอรรถอันพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงไว้แล้ว ดังนี้แล.
จบอรรถกถาชฏาสูตร ที่ ๓

132
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 133 (เล่ม 24)

๔. มโนนิวารณสูตร
[๖๒] เทวดาทูลว่า
บุคคลพึงห้ามใจแต่อารมณ์ใด ๆ
ทุกข์ย่อมไม่มาถึงบุคคลนั้น เพราะอารมณ์
นั้น ๆ บุคคลนั้นพึงห้ามใจแต่อารมณ์
ทั้งปวง บุคคลนั้นย่อมพ้นจากทุกข์เพราะ
อารมณ์ทั้งปวง.
[๖๓] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า
บุคคลไม่ควรห้ามใจแต่อารมณ์
ทั้งปวง ที่เป็นเหตุให้ใจมาถึงความสำรวม
บาปย่อมเกิดขึ้นแต่อารมณ์ใด ๆ บุคคลพึง
ห้ามใจแต่อารมณ์นั้น ๆ.
อรรกถามโนนิวารณสูตร
พึงทราบวินิจฉัยในมโนนิวารณสูตรที่ ๔ ต่อไป :-
บทว่า ยโต ยโต ได้แก่ แต่อารมณ์ที่เป็นบาป หรือว่าเป็นบุญ.
ได้ยินว่า เทดานี้มีความเห็นอย่างนี้ว่า อารมณ์อย่างใดอย่างหนึ่ง ที่
เป็นโลกีย์ หรือที่เป็นโลกุตระโดยประการต่าง ๆ มีอารมณ์ที่เป็นกุศลเป็นต้น
บุคคลพึงห้ามใจเท่านั้น คือไม่พึงให้อารมณ์นั้นเกิดขึ้น ดังนี้. คำว่า ส สพฺพ-

133
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 134 (เล่ม 24)

โต แก้เป็น โส สพฺพโต แปลว่า บุคคลนั้น. . .แต่อารมณ์ทั้งปวง. ทีนั้น
พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงดำริว่า เทวดานี้ ย่อมกล่าวถ้อยคำอันเป็นอนิยยานิกะ
(คำไม่นำสัตว์ออกไปจากทุกข์) ธรรมดาว่า ใจ เป็นภาวะที่ควรห้ามก็มี ควร
เจริญก็มี เราจักจำแนกความข้อนั้นแสดงแก่เธอ ดังนี้ จึงตรัสพระคาถาที่ ๒ ว่า
น สพฺพโต มโน นิวารเย มโน ยตตฺตมาคตํ
ยโต ยโต จ ปาปกํ ตโต ตโต มโน นิวารเย.
บุคคลไม่ควรห้ามใจแต่อารมณ์ทั้งปวง
ที่เป็นเหตุให้ใจมาถึงความสำรวม บาป
ย่อมเกิดขึ้นแต่อารมณ์ใด ๆ บุคคลพึงห้าม
ใจแต่อารมณ์นั้น ๆ.
บรรดาคำเหล่านั้น คำที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า มโน ยตตฺต-
มาคตํ ได้แก่ ไม่พึงห้ามใจโดยประการทั้งปวง คือว่า ธรรมอะไรๆที่กล่าว
แล้ว ไม่ควรห้ามใจไปเสียทั้งหมด เพราะว่าธรรมที่เป็นเหตุให้ใจมาสู่ความ
สำรวมอันใด ที่เกิดขึ้นโดยนัยว่า เราจักให้ทาน จักรักษาศีล อันเป็นเหตุนำมา
ซึ่งความสำรวมใจเป็นต้นนี้ บุคคลไม่พึงห้าม ด้วยว่า ข้อนี้เป็นความพอกพูน
เป็นความเจริญโดยแท้. คำว่า ยโต ยโต จ ปาปกํ ได้แก่ อกุศลย่อมเกิด
แต่ธรรมอะไร ๆ บุคคลพึงห้ามใจเฉพาะธรรมนั้น ๆ ดังนี้แล.
จบอรรถกถามโนนิวารณสูตรที่ ๔

134
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 135 (เล่ม 24)

๕. อรหันตสูตร
[๖๔] ท. ภิกษุใดเป็นผู้ไกลจากกิเลส มี
กิจทำเสร็จแล้ว มีอาสวะสิ้นแล้ว เป็นผู้
ทรงไว้ซึ่งร่างกายอันมีในที่สุด ภิกษุนั้น
พึงกล่าวว่า เราพูดดังนี้บ้าง บุคคลทั้งหลาย
อื่นพูดกะเราดังนี้บ้าง.
[๖๕] ภ. ภิกษุใดเป็นผู้ไกลจากกิเลส มี
กิจทำเสร็จแล้ว มีอาสวะสิ้นแล้ว เป็นผู้
ทรงไว้ซึ่งร่างกายอันมีในที่สุด ภิกษุนั้น
พึงกล่าวว่า เราพูดดังนี้บาง บุคคลทั้งหลาย
อื่นพูดกะเราดังนี้บ้าง ภิกษุนั้นฉลาด
ทราบคำพูดในโลก พึงกล่าวตามสมมติ
ที่พูดกัน.
[๖๖] ท. ภิกษุใดเป็นพระอรหันต์ มีกิจ
ทำเสร็จแล้ว มีอาสวะสิ้นแล้ว เป็นผู้ทรง
ไว้ซึ่งร่างกายอันมีในที่สุด ภิกษุนั้นยังติด
มานะหรือหนอ จึงกล่าวว่า เราพูดดังนี้
บ้าง บุคคลทั้งหลายอื่นพูดกะเรา ดังนี้
บ้าง.
[๖๗] ภ. กิเลสเป็นเครื่องผูกทั้งหลาย มิได้
มีแก่ภิกษุที่ละมานะเสียแล้ว มานะและ

135
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 136 (เล่ม 24)

คันถะทั้งปวง อันภิกษุนั้นกำจัดเสียแล้ว
ภิกษุเป็นผู้มีปัญญาดี ล่วงเสียแล้วซึ่งความ
สำคัญ ภิกษุนั้นพึงกล่าวว่า เราพูดดังนี้
บ้าง บุคคลทั้งหลายอื่นพูดกะเราดังนี้บ้าง
ภิกษุนั้นฉลาด ทราบคำพูดในโลก พึง
กล่าวตามที่พูดกัน.
อรรถกถาอรหันตสูตร
พึงทราบวินิจฉัยในอรหันตสูตรที่ ๕ ต่อไป :-
บทว่า กตาวี แปลว่า มีกิจทำเสร็จแล้ว คือ มีกิจอันมรรค ๔
ทำแล้ว. บทว่า อหํ วทามิ ความว่า เทวดาผู้อยู่ในไพรสณฑ์นี้นั้น ฟัง
โวหารของพวกภิกษุอยู่ป่าพูดกันว่า เราฉันอาหาร เรานั่ง บาตรของเรา จีวร
ของเรา เป็นต้น จึงคิดว่า เราสำคัญว่าภิกษุเหล่านี้ เป็นพระขีณาสพ ก็แต่
ถ้อยคำอิงอาศัยความเห็นว่าเป็นคนเป็นสัตว์ชื่อเห็นปานนี้ของพระขีณาสพ
ทั้งหลาย มีอยู่หรือไม่หนอ ดังนี้ เพื่อจะทราบความเป็นไปนั้น จึงได้กราบทูล
ถามแล้วอย่างนี้. พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า ภิกษุใด เป็นผู้ไกลจากกิเลส
มีกิจทำเสร็จแล้ว มีอาสวะสิ้นแล้ว เป็นผู้ทรงไว้ซึ่งร่างกายอันมีในที่สุด ภิกษุ
นั้นพึงกล่าวว่า เราพูดดังนี้บ้าง บุคคลอื่น ๆ พูดกะเราดังนี้บ้าง ภิกษุนั้น
ฉลาด ทราบคำพูดในโลก พึงกล่าวตามสมมติที่พูดกัน. บทว่า สมญฺญํ
แปลว่า คำพูด ถือเป็นภาษาของชาวโลก เป็นโวหารของชาวโลก. บทว่า

136
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 137 (เล่ม 24)

กุสโล แปลว่า ฉลาด คือ ฉลาดในธรรมมีขันธ์เป็นต้น. บทว่า โวหาร-
มตฺเตน แปลว่า กล่าวตามสมมติที่พูดกัน ได้แก่ เมื่อละเว้น ถ้อยคำอัน-
อิงอาศัยความเห็นเป็นคนเป็นสัตว์แล้ว ไม่นำคำที่พูดให้แตกต่างกัน จึงสมควร
ที่จะกล่าวว่า เรา ของเรา ดังนี้ จริงอยู่ เมื่อเขากล่าวว่า ขันธ์ทั้งหลาย
ย่อมบริโภค ขันธ์ทั้งหลายย่อมนั่ง บาตรของขันธ์ทั้งหลาย จีวรของขันธ์
ทั้งหลาย ดังนี้ ความแตกต่างกันแห่งคำพูดมีอยู่ แต่ใคร ๆ ก็ทราบไม่ได้
เพราะฉะนั้น พระขีณาสพ จึงไม่พูดเช่นนั้น ย่อมพูดไปตามโวหารของชาว
โลกนั่นแหละ.
ลำดับนั้น เทวดาจึงคิดว่า ถ้าภิกษุนี้ไม่พูดด้วยทิฐิ ก็ต้องพูดด้วย
อำนาจแห่งมานะแน่ จึงทูลถามอีกว่า โย โหติ เป็นต้น แปลว่า ภิกษุใด
เป็นพระอรหันต์ มีกิจทำเสร็จแล้ว มีอาสวะสิ้นแล้ว เป็นผู้ทรงไว้ซึ่งร่างกาย
อันมีในที่สุด ภิกษุนั้นยังติดนานะหรือหนอ จึงกล่าวว่า เราพูดดังนี้บ้าง
คนอื่น ๆ พูดกะเราดังนี้บ้าง. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยังติดมานะหรือ
หนอ ได้แก่ ภิกษุนั้น ยังติดมานะ พึงกล่าวด้วยสามารถแห่งมานะ หรือหนอ.
ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงดำริว่า เทวดานี้ย่อมทำพระ-
ขีณาสพเหมือนบุคคลมีมานะ ดังนี้ เมื่อจะทรงแสดงว่า มานะแม้ทั้ง ๙ อย่าง
พระขีณาสพละได้หมดแล้ว จึงตรัสพระคาถาตอบว่า
กิเลสเป็นเครื่องผูกทั้งหลาย มิได้มี
แก่ภิกษุที่ละมานะเสียแล้ว มานะและ
คันถะทั้งปวงอันภิกษุนั้นกำจัดเสียแล้ว
ภิกษุเป็นผู้มีปัญญาดีล่วงเสียแล้วซึ่งความ
สำคัญตน ภิกษุนั้นพึงกล่าวว่า เราพูด

137
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 138 (เล่ม 24)

ดังนี้บ้าง บุคคลทั้งหลายอื่นพูดกะเราดังนี้
บ้าง ภิกษุนั้นฉลาด ทราบคำพูดในโลก
พึงกล่าวความสมมติที่พูดกัน.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า วิธูปิตา แปลว่า กำจัดเสียแล้ว. บทว่า
มานคนฺถสฺส แปลว่า มานะและคันถะ. . .อันภิกษุนั้น. คำว่า สมญฺญํ
หมายถึง คำพูดที่สำคัญตน. อธิบายว่า พระขีณาสพนั้นเป็นผู้ครอบงำได้แล้ว
คือ ก้าวล่วงแล้วซึ่งความสำคัญตนในตัณหา ทิฏฐิ และมานะ. คำที่เหลือมี
เนื้อความง่ายทั้งนั้นแล.
จบอรรถกถาอรหันตสูตรที่ ๕

138
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 139 (เล่ม 24)

๖. ปัชโชตสูตร
[๖๘] เทวดากล่าวว่า
โลกย่อมรุ่งเรืองเพราะแสงสว่าง
ทั้งหลายใด แสงสว่างทั้งหลายนั้นย่อมมีอยู่
เท่าไรในโลก ข้าพระองค์ทั้งหลายมาเพื่อ
จะทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้า ไฉนจะรู้จัก
แสงสว่างที่ทูลถามนั้น.
[๖๙] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า
แสงสว่างทั้งหลายในโลกมีอยู่ ๔
อย่าง แสงสว่างที่ ๕ มิได้มีในโลกนี้
ดวงอาทิตย์สว่างในกลางวัน ดวงจันทร์
สว่างในกลางคืน อนึ่ง ไฟย่อมรุ่งเรืองใน
กลางวันและกลางคืนทุกหนแห่ง พระ-
สัมพุทธเจ้าประเสริฐกว่าแสงสว่างทั้งหลาย
แสงสว่างของพระสัมพุทธเจ้า เป็นแสง-
สว่างอย่างเยี่ยม.

139
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 140 (เล่ม 24)

อรรถกถาปัชโชตสูตร
พึงทราบวินิจฉัยในปัชโชตสูตรที่ ๖ ต่อไป :-
บทว่า ปุฏฺฐํ แก้เป็น ปุจฺฉิตํ แปลว่า เพื่อจะทูลถาม. บทว่า
กถํ ชาเนมุ แก้เป็น กถํ ชาเนยฺยาม แปลว่า ไฉนข้าพระองค์จักทราบ.
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า
แสงสว่างทั้งหลายในโลกมีอยู่ ๔
อย่าง แสงสว่างที่ ๕ มิได้มีในโลกนี้ ดวง-
อาทิตย์สว่างในกลางวัน ดวงจันทร์สว่าง
ในกลางคืน อนึ่ง ไฟย่อมรุ่งเรืองใน
กลางวันและกลางคืนทุกหนแห่ง พระสัม-
มาสัมพุทธเจ้าประเสริฐกว่าแสงสว่างทั้ง-
หลาย แสงสว่างของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
เป็นแสงสว่างอย่างเยี่ยม.
บทว่า ทิวารตฺตึ แปลว่า ในกลางวันและกลางคืน. บทว่า ตตฺถ
ตตฺถ แปลว่า ทุกหนแห่ง คือ สว่างไสวในที่นั้น ๆ นั่นแหละ. บทว่า
เอสา อาภา แปลว่า แสงสว่างของพระพุทธเจ้านี้. ถามว่า แสงสว่างของ
พระพุทธเจ้านี้ เป็นไฉน. ตอบว่า แสงสว่างแม้ทั้งปวงเหล่านี้ คือ แสงสว่าง
คือฌานก็ตาม แสงสว่างคือปีติก็ตาม แสงสว่างคือปสาทะก็ตาม แสงสว่างคือ
ธรรมกถาก็ตาม จงยกไว้ แสงสว่างอันเกิดขึ้นเพราะความปรากฏแห่งพระ-
พุทธเจ้าทั้งหลายชื่อว่า แสงสว่างแห่งพระพุทธเจ้า แสงสว่างนี้เท่านั้นยอดเยี่ยม
ประเสริฐสูงสุดกว่าแสงสว่างทั้งหมด ไม่มีแสงสว่างอื่นเทียบได้ ดังนี้แล.
จบอรรถกถาปัชโชตสูตรที่ ๖

140