ว่าด้วยมรรคประกอบด้วยองค์ ๘ ก็ด้วยบทว่า กาเม ปหาย แปลว่า
ละกามทั้งหลายเสียแล้ว ได้แก่ ห้ามกามสุขัลลิกานุโยค. ด้วยบทว่า สติมา
สมฺปชาโน (มีสติ มีสัมปชัญญะ) นี้ ได้แก่ ถือเอาสติและสัมปชัญญ
เป็นผู้ทำกุศลกรรมบถ ๑๐. ด้วยบทว่า ทุกฺขํ น เสเวถ อนตฺถสญฺหิตํ
แปลว่า ไม่ควรเสพทุกข์อันประกอบด้วยโทษนี้ ได้แก่ปฏิเสธอัตตกิลมถานุโยค.
เทวดา เว้นทางที่สุดทั้ง ๒ นี้ได้แล้ว จึงกราบทูลว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า
ข้าพระองค์ทราบกุศลกรรมบถ ๑๐ กับด้วยสติสัมปชัญญะซึ่งเป็นผู้กระทำที่
พระองค์ตรัสแล้ว ด้วยอาการอย่างนี้ ก็นัยนี้แหละว่าด้วยอำนาจแห่งมรรค
ประกอบด้วยองค์ ๘. ได้ยินว่า พระธรรมเทศนามีประโยชน์ใหญ่ได้มีแล้วใน
ที่นั้นแล.
ในเวลาจบเทศนา เทวดานั้นกำลังยืนอยู่อย่างไรนั่นแหละ ส่งญาณ
ไปตามกระแสแห่งเทศนา เห็นอยู่ซึ่งมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ ที่ตนบรรลุ
แล้ว เพราะความตั้งมั่นในโสดาปัตติผล จึงกราบทูลความนั้นแก่พระผู้มีพระ-
ภาคเจ้า
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า วจสา ได้แก่ สัมมาวาจา. แต่มโน
ไม่ใช่องค์มรรค เพราะฉะนั้น จิตที่สัมปยุตด้วยมรรค จึงได้แก่มโนสุจริต ๓.
บทว่า กาเยน วา กิญฺจนํ ได้แก่ สัมมากัมมันตะ. ส่วนสัมมาอาชีวะ
ท่านถือเอาสัมมาวาจาและสัมมากัมมันตะรวมกันนั่นแหละ. ด้วยบทว่า สติมา
ได้แก่ สัมมาวายามะ สัมมาสติ และสัมมาสมาธิ. ด้วยบทว่า สมฺปชาโน
ได้แก่ สัมมาทิฏฐิ และสัมมาสังกัปปะ. การเว้นส่วนสุดทั้ง ๒ ท่านถือเอาด้วย
บททั้ง ๒ คือ กาเม ปหาย และ ทุกฺขํ น เสเวถ ดังนี้.