ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 81 (เล่ม 24)

อรรถกถานัตถิปุตตสมสูตร
พึงทราบวินิจฉัยในสูตรที่ ๓ ต่อไป :-
บาทคาถาว่า นตฺถิ ปุตฺตสมํ เปมํ ความว่า บุตรทั้งหลาย
ของคนแม้พิการ มารดาหรือบิดาก็ยังสำคัญดุจแต่งทองคำ มีการการทำการ
หยอกล้อที่ศีรษะเป็นต้น ราวกะว่าพวงดอกไม้ บุตรเหล่านั้นแม้อันมารดาบิดา
ชำระร่างกายแล้วก็นำมาห่อหุ้มไว้แล้วก็เกิดโสมนัส เหมือนบุคคลห่ออยู่ซึ่งของ
หอมและเครื่องลูบไล้ฉะนั้น ด้วยเหตุนั้นแหละ เทวดาจึงกล่าวว่า นตฺถิ
ปุตฺตสมํ เปมํ ความรักเสมอด้วยบุตรย่อมไม่มี คือ ขึ้นชื่อว่า ความรัก
อื่นเสมอด้วยความรักบุตรหามีไม่ ดังนี้.
บทว่า โคสมิกํ แปลว่า เสมอด้วยโคทั้งหลาย เทวดากราบทูลว่า
ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า ธรรมดาว่าทรัพย์อื่นเช่นกับโดย่อมไม่มี ดังนี้. บทว่า
สุริยสมา อาภา นี้ เทวดากราบทูลว่า ชื่อว่า แสงสว่างอื่นที่เสมอด้วยแสง
พระอาทิตย์ย่อมไม่มี ดังนี้. บทว่า สมุทฺทปรมา ความว่า ชื่อว่า สระ
ทั้งหลายเหล่าอื่นอย่างใดอย่างหนึ่ง สระทั้งหมดเหล่านั้นมีสมุทร (ทะเล) เป็น
อย่างยิ่ง คือสมุทรประเสริฐกว่าสระทั้งหมดเหล่านั้น เทวดาทูลว่า ข้าแต่
พระผู้มีพระภาคเจ้า ชื่อว่า ที่เป็นที่เกิดแหล่งน้ำอื่นเช่นกับด้วยสมุทร หามีไม่
ดังนี้.
ก็ที่ชื่อว่า ความรักเสมอด้วยตนไม่มีนั้น มีอธิบายว่าสัตว์ทั้งหลาย
ละทิ้งปิยชนทั้งหลายมีมารดาบิดาเป็นต้นก็มี ละทิ้งบุตรธิดาเป็นต้นให้พำนัก
อยู่ย่อมหาเลี้ยงชีวิตตนนั่นแหละก็มี. ก็ชื่อว่าทรัพย์เสมอด้วยข้าวเปลือก
ย่อมไม่มี อธิบายว่า ชนทั้งหลายย่อมไปสู่สำนักของเจ้าของทรัพย์ แล้วจึงถือ

81
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 82 (เล่ม 24)

เอาวัตถุทั้งหลายมีเงินและทองเป็นต้นบ้าง และถือเอาโคและกระบือเป็นต้นบ้าง
ก็เพื่อถือเอาข้าวเปลือกนั่นแหละ. ชื่อว่าแสงสว่างเสมอด้วยปัญญาย่อมไม่มี ถึง
แม้จะเป็นดวงอาทิตย์เป็นต้น ก็ย่อมส่องแสงเพียงอย่างเดียวเท่านั้น คือ ย่อม
กำจัดความมืดอันเป็นปัจจุบันเท่านั้น. ส่วนปัญญาย่อมสามารถเพื่อทำโลกธาตุ
ตั้งหมื่นให้เป็นแสงสว่าง อันประเสริฐ หาสิ่งอื่นเสมอมิได้ ทั้งย่อมกำจัดความมืด
อันปกปิดในกาลอันเป็นส่วนแห่งอดีตเป็นต้นได้ด้วย. ชื่อว่า สระเสมอด้วย
เมฆฝนย่อมไม่มี. แม้แม่น้ำ หรือหนองน้ำ หรือทะเลสาบเป็นต้นก็ตาม ที่
ขึ้นชื่อว่าสระแล้ว ที่จะเสมอด้วยฝนย่อมไม่มี เพราะเมื่อเมฆฝนตัดขาดแล้ว
น้ำแม้เพียงสักว่าข้อองคุลีหนึ่งให้เปียกในมหาสมุทรย่อมไม่มี. แต่เมื่อฝนตก
แล้วเป็นไปอยู่ น้ำเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ย่อมมีถึงพิภพแห่งพรหมชั้น
อาภัสสรา เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อจะตรัสตอบถ้อยคำของ
เทวดา จึงตรัสพระคาถาว่า
นตฺถิ อตฺตสมํ เปมํ นตฺถิ ธญฺญสมํ ธนํ
นตฺถิ ปญฺญาสมา อาภา วุฏฺฐิ เว ปรมา สรา
ความรักเสมอด้วยตนไม่มี ทรัพย์
เสมอด้วยข้าวเปลือกไม่มี แสงสว่าง
เสมอด้วยปัญญาไม่มี ฝนเท่านั้นเป็นสระ
อันยอดเยี่ยม ดังนี้.
จบอรรถกถานัตถิปุตตสมสูตร ที่ ๓

82
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 83 (เล่ม 24)

๔. ขัตติยสูตร
ว่าด้วยผู้ประเสริฐสุด
[๓๐] เทวดานั้น ครั้นยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้วแล ได้
กล่าวคาถานี้ในสำนักพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า
กษัตริย์ประเสริฐสุดกว่าสัตว์ ๒ เท้า
โคมีกำลังประเสริฐสุดกว่าสัตว์ ๔ เท้า
ภรรยาที่เป็นนางกุมารีประเสริฐสุดกว่า
ภรรยาทั้งหลาย บุตรใดเป็นผู้เกิดก่อน
บุตรนั้นประเสริฐสุดกว่าบุตรทั้งหลาย.
[๓๑] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า
พระสัมพุทธเจ้าประเสริฐสุดกว่าสัตว์
๒ เท้า สัตว์อาชาไนยประเสริฐสุดกว่าสัตว์
๔ เท้า ภรรยาที่ปรนนิบัติดี ประเสริฐสุด
กว่าภรรยาทั้งหลาย บุตรใดเป็นผู้เชื่อฟัง
บุตรนั้น ประเสริฐสุดกว่าบุตรทั้งหลาย.

83
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 84 (เล่ม 24)

อรรถกถาขัตติยสูตร
พึงทราบวินิจฉัยในขัตติยสูตรที่ ๔ ต่อไป :-
บทว่า ขตฺติโย ทิปทํ แปลว่า พระราชาประเสริฐสุดกว่าสัตว์
๒ เท้า. บทว่า โกมารี ความว่า เทวดากล่าวว่า ภรรยาที่เป็นกุมารี
ประเสริฐสุดกว่าภรรยาทั้งหลาย เพราะถือเอาในเวลาที่เธอเป็นกุมารี (หญิงสาว).
บทว่า ปุพฺพโช ความว่า บุตรคนใดเกิดก่อนเป็นคนบอดข้างเดียวก็ตาม
หรือบุตรที่เป็นง่อยเป็นต้นก็ตาม คนใดเกิดก่อน คนนี้แหละ ชื่อว่าประเสริฐ
สุด ในวาทะของเทวดานี้ ก็เพราะสัตว์ ๒ เท้าทั้งหลายมีพระพุทธเจ้าเป็นต้นนี้
พระพุทธเจ้าเป็นผู้ประเสริฐสุดกว่าสัตว์ ๒ เท้าทั้งหมด ฉะนั้น พระผู้มีพระ-
ภาคเจ้าจึงตรัสพระคาถาตอบ.
พึงทราบวินิจฉัยในคาถาที่ ๒ ว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าประเสริฐสุด
กว่าสัตว์ทั้งหมด ทั้งสัตว์มีเท้าและไม่มีเท้า แม้ก็จริง ถึงอย่างนั้นพระองค์
เมื่อจะทรงอุบัติย่อมทรงอุบัติในสัตว์ ๒ เท้าเท่านั้น. เพราะฉะนั้น จึงตรัสว่า
สมฺมาสมฺพุทฺโธ ทิปทํ เสฏฺโฐ แปลว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้าประเสริฐ
กว่าสัตว์ ๒ เท้า ดังนี้ . ความที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงอุบัติขึ้นเป็นผู้ประเสริฐ
สุดกว่าสัตว์ ๒ เท้าทั้งหมดนั้น ไม่คลาดเคลื่อนแล้ว.
บทว่า อาชานีโย อธิบายว่า ช้างหรือสัตว์ทั้งหลายมีม้าเป็นต้นก็
ตามที สัตว์ตัวใดตัวหนึ่งย่อมรู้ซึ่งเหตุ สัตว์อาชาไนยนี้จัดเป็นสัตว์ประเสริฐสุด
กว่าสัตว์ ๔ เท้า เหมือนม้าชื่อว่า คุฬวรรณของพระราชาพระนามว่า กูฎกรรม.
ได้ยินว่า พระราชาเสด็จออกทางทวารด้านปราจีน ทรงดำริว่า เรา
จักไปเจติยบรรพต พอเสด็จมาถึงฝั่งแม่น้ำกลัมพะ. ม้าหยุดอยู่ที่ฝัง ไม่ปรารถนา

84
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 85 (เล่ม 24)

เพื่อจะข้ามน้ำไป. พระราชาตรัสเรียกนายอัสสาจารย์มาแล้วตรัสว่า โอหนอ
ม้าอันท่านฝึกดีแล้ว ไม่ปรารถนาจะข้ามน้ำ ดังนี้. นายอัสสาจารย์กราบทูลว่า
ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ ม้าอันข้าพระองค์ฝึกดีแล้ว ก็เพราะม้านั้น คิดว่า
ถ้าเราจักข้ามน้ำไป ขนหางจักเปียก เมื่อขนหางเปียกแล้ว ก็พึงทำน้ำให้ตกไป
ที่พระราชา ดังนี้ จึงไม่ข้ามไป เพราะกลัวน้ำจะตกไปที่สรีระของพระองค์ด้วย
อาการอย่างนี้ ขอพระองค์จงให้ราชบุรุษถือขนหางม้าเถิด. พระราชาได้ให้
กระทำแล้วอย่างนั้น ม้าจึงข้ามไปโดยเร็วจนถึงฝั่งแล้วแล.
บทว่า สุสฺสูสา ความว่า เชื่อฟังด้วยดี อธิบายว่า ภรรยาที่ถือเอา
แม้ในเวลาที่เป็นกุมารี หรือภายหลังมีรูปงาม หรือไม่งามจงยกไว้ ภรรยาใด
เชื่อฟังสามี ย่อมบำเรอ (รับใช้) ย่อมให้สามีชอบใจ ภรรยานั้นประเสริฐสุด
กว่าภรรยาทั้งหลาย. บทว่า อสฺสโว แปลว่า เชื่อฟัง อธิบายว่า บุตรคนใด
พี่ก็ตาม น้องก็ตาม คนใดย่อมฟัง ย่อมรับคำของมารดาบิดา เป็นผู้สนอง
ตามโอวาท บุตรนี้ประเสริฐกว่าบุตรทั้งหลาย ดูก่อนเทวดา ประโยชน์อะไรเล่า
ด้วยบุตรอื่นที่เป็นโจรมีการกระทำตัดช่องเบาเป็นต้น ดังนี้แล.
จบอรรถกถาขัตติสูตร ที่ ๔

85
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 86 (เล่ม 24)

๕. สกมานสูตร
ว่าด้วยเหตุเดียวแต่ความรู้สึกต่างกัน
[๓๒] เทวดากล่าวว่า
เมื่อนกทั้งหลายพักร้อน ในเวลา
ตะวันเที่ยง ป่าใหญ่ประหนึ่งว่าครวญคราง
ความครวญครางของป่านั้นเป็นภัยปรากฏ
แก่ข้าพเจ้า.
[๓๓] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า
เมื่อนกทั้งหลายพักร้อน ในเวลา
ตะวันเที่ยง ป่าใหญ่ประหนึ่งว่าครวญคราง
นั้นเป็นความยินดีปรากฏแก่เรา.

86
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 87 (เล่ม 24)

อรรกถาสกมานสูตร
วินิจฉัยในสกมานสูตรที่ ๕ ต่อไป :-
บทว่า  ิเต มชฺฌนฺติเก แปลว่า ในเวลาเที่ยงวัน บทว่า
สนฺนิสินฺเนสุ ได้แก่ อาศัยพักอยู่ในที่อันไม่เสมอกันเพราะเข้าไปสู่ที่ตามความ
สบายอย่างไร. อธิบายว่า ชื่อว่า เวลาเที่ยงวันนี้เป็นเวลาทุรพลแห่งอิริยาบถ
ของสรรพสัตว์ทั้งหลาย. แต่ในที่นี้ ท่านแสดงความทุรพลแห่งอิริยาบถของนก
ทั้งหลายเท่านั้น. บทว่า ปลาเตว ได้แก่ ดุจเสียงครวญคราง ดุจการเปล่งเสียง
ร้องใหญ่. ก็ในที่นี้ท่านกล่าวเอาเสียงที่รบกวนเท่านั้น เสียงนี้แหละเปรียบดัง
เสียงครวญคราง. จริงอยู่ ในฤดูร้อนเวลาเที่ยงวัน พวกสัตว์ ๔ เท้า และพวก
ปักษีทั้งหลายมาประชุมกัน (พักเที่ยง) เสียงใหญ่ คือเสียงแห่งโพรงต้นไม้
อันลมเป่าแล้วด้วย แห่งปล้องไม้ไผ่ที่เป็นรูอันลมเป่าแล้วด้วย แห่งต้นไม้
ซึ่งต้นกับต้นเบียดสีกันและกิ่งกับกิ่งเบียดสีกันด้วย ย่อมเกิดขึ้นในท่ามกลางป่า
เสียงครวญครางนั้นท่านกล่าวหมายเอาเสียงใหญ่นี้.
บทว่า ตํ ภยํ ปฏิภาติ มํ ความว่า ในกาลเห็นปานนั้น เสียง
เช่นนั้น ย่อมปรากฏเป็นภัยแก่ข้าพเจ้า. ได้ยินว่า เทวดานั้นมีปัญญาอ่อน
เมื่อไม่ได้ความสุข ๒ อย่าง คือ ความผาสุกในการนั่ง ความผาสุกในการพูด
ของตนในขณะนั้น จึงกล่าวแล้วอย่างนี้. ก็เพราะในกาลเช่นนั้นเป็นเวลาสงัด
ของภิกษุผู้กลับจากบิณฑบาต แล้วนั่งถือเอากรรมฐานในป่าชัฏ แล้ว
ความสุขมีประมาณมิใช่น้อยย่อมเกิดขึ้น. พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสหมายเอาคำ
อันใดว่า

87
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 88 (เล่ม 24)

สุญฺญาคารํ ปวิฏฺฐสฺส สนฺตจิตฺตสฺส ภิกฺขุโน
อมานุส รตี โหติ สมฺมา ธมฺมํ วิปสฺสโตติ จ
ปุรโต ปจฺฉโต วาปิ อปโร เจ น วิชฺชติ
อตีว ผาสุ ภวติ เอกสฺส วสโต วเนติ จ.
เมื่อภิกษุเข้าไปสู่สูญญาคาร (เรือน-
ว่าง) มีจิตสงบแล้ว ยินดีอยู่ในสิ่งที่มิใช่
ของมนุษย์ จึงเห็นธรรมโดยชอบ ดังนี้
และคาถาว่า บุคคลอื่น ข้างหน้าหรือ
ว่าข้างหลัง ย่อมไม่ปรากฏ เมื่อเป็นผู้เดียว
อยู่ในป่า ความผาสุกย่อมเกิดได้โดยเร็ว
ดังนี้.
เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสพระคาถาที่ ๒.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สา รติ ปฏิภาติ มํ อธิบายว่า
ในเวลาเห็นปานนี้ ชื่อว่า การนั่งของบุคคลผู้เดียวอันใด นั้นเป็นความยินดี
ย่อมปรากฏแก่เรา. คำที่เหลือ เช่นกับนัยก่อนนั่นแหละ.
จบอรรถกถาสกมานสูตรที่ ๕

88
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 89 (เล่ม 24)

๖. นิททาตันทิสูตร
ว่าด้วยมรรคปรากฏและไม่ปรากฏ
[๓๔] เทวดากล่าวว่า
อริยมรรคไม่ปรากฏแก่สัตว์ทั้งหลาย
ในโลกนี้ เพราะความหลับ เกียจคร้าน
ความบิดกาย ความไม่ยินดี และความ
มึนเมาเพราะภัต.
[๓๕] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า
เพราะขับไล่ความหลับ ความเกียจ
คร้าน ความบิดกาย ความไม่ยินดี และ
ความมึนเมาเพราะภัต ด้วยความเพียร
อริยมรรคย่อมบริสุทธิ์ได้.

89
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 90 (เล่ม 24)

อรรถกถานิททาตันทิสูตร
พึงทราบวินิจฉัยในนิททาตันทิสูตรที่ ๖ ต่อไป :-
บทว่า นิทฺทา อธิบายว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนอัคคิ-
เวสนะ เราย่อมทราบ ในเดือนท้าย ฤดูคิมหันต์ (ฤดูร้อน) เราก้าวลงสู่
ความหลับ ดังนี้ เพราะความหลับอันเป็นอัพยากตะเห็นปานนี้ ถีนมิทธะจึง
เกิดขึ้นในอกุศลจิตอันเป็นสสังขาริกของพระเสขะและปุถุชนทั้งหลาย ทั้งในส่วน
เบื้องต้นและเบื้องปลาย. บทว่า ตนฺที ได้แก่ ความโงกง่วงอันจรมาเกิดขึ้น
ในเวลาหิวจัดและเย็นจัดเป็นต้น. คำนี้ สมจริง ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัส
ไว้ว่า กตมา ตนฺทิ... บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ตนฺที เป็นไฉน
ความง่วงงุน กิริยาที่ง่วงงุน สภาพจิตที่ง่วงงุน ความเกียจคร้าน กิริยาที่
เกียจคร้าน สภาพจิตที่เกียจคร้าน อันใด นี้เรากล่าวว่า ทันที ดังนี้. บทว่า
วิชิมฺหิตา แปลว่า ความบิดกาย. บทว่า อรติ ได้แก่ ความไม่พอใจใน
ธรรมฝ่ายกุศล. บทว่า ภตฺตสมฺมโท แปลว่า ความมึนเมาเพราะอาหาร
ความอึดอัดเพราะอาหาร. ก็ความพิสดารแห่งคำเหล่านี้มาแล้วในพระอภิธรรม
โดยนัยเป็นต้นว่า ตตฺถ กตมา วิชิมฺหิกา ยา กายสฺส วิชิมฺหนา แปลว่า
บรรดาคำเหล่านั้น คำว่า ความบิดกายเป็นไฉน ความเหยียดแห่งกาย... อัน
ใด. บทว่า เอเตน ความว่า ความเศร้าหมองด้วยอุปกิเลสมีความหลับ
เป็นต้นนี้ เป็นปรากฏการณ์ที่ห้ามได้. บทว่า นปฺปกาสติ ได้แก่ ไม่ส่อง
แสง คือ ไม่ปรากฏ. บทว่า อริยมคฺโค ได้แก่ โลกุตรมรรค. บทว่า

90