ว่า ในวันโน้น ในเรื่องโน้น จะกล่าวว่า ผมนึกไม่ได้ดอกคุณ. แต่นั้นอัน
คนอื่นกล่าวมากมายให้ระลึกว่า ท่านจงค่อย ๆ นึกเถิดขอรับ ดังนี้ พอระลึก
ได้ก็ย่อมสละเสีย (คือปลงอาบัติ). เหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า
สกฺโกมิ ดังนี้ พึงทราบเนื้อความในทุก ๆ บทโดยนัยนี้.
บทว่า อุเปกขา นาติมญฺญิตพฺพา ไม่พึงละเลย อุเบกขา
ความว่า ไม่พึงล่วงเลยอุเบกขา อธิบายว่า พึงทำ พึงให้อุเบกขาเกิดขึ้น.
ก็บุคคลใดแม้เห็นบุคคลปานนี้ ยืนถ่ายปัสสาวะก็พูดว่า ควรนั่งมิใช่หรือคุณ
ดังนี้ บุคคลนั้น ชื่อว่า ล่วงเลยอุเบกขา.
บทว่า วจีสงฺขาโร แปลว่า พูดยุแหย่ อธิบายว่า ชักนำคำที่คน
พวกนี้กล่าวในระหว่างคนพวกโน้น ชักนำคำที่คนพวกโน้นกล่าวในระหว่าง
คนพวกนี้ว่า ท่านทั้งหลายถูกคนพวกนี้กล่าวอย่างนี้ ๆ. ตรัสภาวะที่จิตไม่ยิน
ดีด้วยบททั้งหลาย มีอาทิว่า ทิฏฺฐิปลาโส ดังนี้. บทว่า ตํ ชานมาโน
สมาโน ครเหยฺย ความว่า พระบรมศาสดาเมื่อทรงทราบเรื่องนั้นพึงทรง
ตำหนิพวกเรา. บทว่า เอตํ ปนาวุโส ธมฺมํ ได้แก่ ธรรม คือความ
ทะเลาะเบาะแว้งกันนั้น. บทว่า ตญฺเจ ได้แก่ ภิกษุผู้กระทำสัญญัติ (การ
ประกาศให้รู้) รูปนั้น. บทว่า เอวํ พฺยากเรยฺย ความว่า เมื่อจะแสดง
เหตุที่ภิกษุกระทำสัญญัติ ไม่พูดว่าภิกษุเหล่านั้น เราให้ตั้งอยู่ในความบริสุทธิ์
แล้วดังนี้ นั่นแหละ พึงพยากรณ์อย่างนี้. สาราณียธรรมท่านหมายว่า ธรรม
ในคำที่นี้ว่า ตสฺสาหํ ธมฺมํ สุตฺวา ดังนี้. ก็ในบทมีอาทิว่า น เจ อตฺตานํ
ดังนี้ ภิกษุผู้กล่าวว่า ไฟประมาณเท่าพรหมโลกนี้ ตั้งขึ้นแล้ว เว้นเราเสีย
ใครจะสามารถให้ไฟนั้นดับได้ ดังนี้ ชื่อว่า ยกตน. ภิกษุผู้พูดว่า คน