แห่งราตรี อวิชชาเรากำจัดได้แล้ว วิชชาเกิดขึ้นแล้ว ความมืดเรากำจัดได้แล้ว
แสงสว่างเกิดขึ้นแล้วแก่เราผู้ไม่ประมาท มีความเพียร มีใจแน่วแน่อยู่
[๗๕๗] เรานั้น เมื่อจิตเป็นสมาธิ บริสุทธิ์ ผ่องแผ้ว ไม่มีกิเลส
ปราศจากอุปกิเลส อ่อน ควรแก่การงาน ตั้งมั่น ไม่หวั่นไหวอย่างนี้ ได้โน้ม
น้อมจิตไปเพื่ออาสวักขยญาณ เรานั้นได้รู้ชัดตามความเป็นจริงว่า นี้ทุกข์
นี้เหตุให้เกิดทุกข์ นี้ความดับทุกข์ นี้ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ เหล่านี้
อาสวะ นี้เหตุให้เกิดอาสวะ นี้ความดับอาสวะ นี้ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับอาสวะ
เมื่อเรานั้นรู้เห็นอย่างนี้ จิตหลุดพ้นแล้วแม้จากกามาสวะ แม้จากภวาสวะ แม้
จากอวิชชาสวะ. เมื่อจิตหลุดพ้นแล้ว ก็มีญาณหยั่งรู้ว่าหลุดพ้นแล้ว รู้ชัดว่า
ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำได้ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อ
ความเป็นอย่างนี้มิได้มี ดูก่อนภารทวาชะ นี้เป็นวิชชาข้อที่ ๓ เราบรรลุแล้ว
ในปัจฉิมยามแห่งราตรี อวิชชาเรากำจัดได้แล้ว วิชชาเกิดขึ้นแล้ว ความมืด
เรากำจัดแล้ว แสงสว่างเกิดขึ้นแล้วแก่เราผู้ไม่ประมาท มีความเพียร มีใจ
แน่วแน่อยู่.
[๗๕๘] เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอย่างนี้แล้ว สคารวมาณพได้
กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ความเพียรอันไม่หยุดหย่อนได้มีแล้วแก่ท่าน
พระโคดมหนอ ความเพียรของสัตบุรุษได้มีแล้วแก่ท่านพระโคดมหนอ สมควร
เป็นพระอรหันสัมมาสัมพุทธเจ้า ข้าแต่ท่านพระโคดม เทวดามีหรือหนอแล
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า ดูก่อนภารทวาชะ ก็ข้อที่ว่าเทวดามีนั้น รู้ได้
โดยฐานะ.
ส. ข้าแต่ท่านพระโคดม พระองค์อันข้าพเจ้าทูลถามว่า เทวดามี
หรือหนอ ดังนี้ ตรัสตอบว่า ดูก่อนภารทวาชะ ก็ข้อที่ว่าเทวดามีนั้น รู้ได้