ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ เล่ม ๒ ภาค ๒ – หน้าที่ 456 (เล่ม 21)

ที่แท้ รามรู้เห็นธรรมนี้อยู่ ครั้งนั้น เราได้เข้าไปหาอุทกดาบสรามบุตรแล้ว
ได้ถามว่า ดูก่อนท่านรามะ ท่านทำธรรมนี้ให้แจ้งชัดด้วยปัญญาอันยิ่งเอง
เข้าถึงแล้ว ประกาศให้ทราบด้วยเหตุเพียงเท่าไรหนอ เมื่อเราถามอย่างนี้แล้ว
อุทกดาบสรามบุตรได้ประกาศเนวสัญญานาสัญญายตนะ. เรานั้นได้มีความคิด
เห็นว่า มิใช่ท่านรามบุตรเท่านั้นมีศรัทธา แม้เราก็มีศรัทธา มิใช่ท่านรามบุตร
เท่านั้นมีความเพียร มีสติ มีสมาธิ มีปัญญา แม้เราก็มีความเพียร มีสติ
มีสมาธิ มีปัญญา ถ้ากระไร เราพึงตั้งความเพียรเพื่อทำให้แจ้งชัด ซึ่งธรรม
ที่ท่านรามบุตรประกาศว่า เราทำให้แจ้งด้วยปัญญาอันยิ่งเองแล้วเข้าถึงอยู่นั้น
เถิด เรานั้นได้ทำธรรมนั้นให้แจ้งชัดด้วยปัญญาอันยิ่งเองแล้วเข้าถึงอยู่ โดย
ฉับพลันไม่นานเลย ลำดับนั้น เราได้เข้าไปหาอุทกดาบสรามบุตรแล้วได้ถามว่า
ท่านรามะ. ท่านทำธรรมนี้ให้แจ้งชัดด้วยปัญญาอันยิ่งเองแล้วเข้าถึงอยู่ ด้วยเหตุ
เพียงเท่านี้หรือหนอ อุทกดาบสรามบุตรตอบว่า อาวุโส เราทำธรรมนี้ให้
แจ้งชัดด้วยปัญญาอันยิ่งเองเข้าถึงแล้ว ประกาศได้ด้วยเหตุเพียงเท่านี้แล เรา
กล่าวว่า อาวุโส แม้เราก็ทำธรรมนี้ให้แจ้งชัดด้วยปัญญาอันยิ่งเองแล้วเข้าถึงอยู่
ด้วยเหตุเพียงเท่านี้ อุทกดาบสรามบุตรกล่าวว่า อาวุโส เป็นลาภของพวกเรา
พวกเราได้ดีแล้ว ที่พวกเราพบเพื่อนพรหมจรรย์ผู้มีอายุเช่นท่าน เราทำธรรม
ใดให้แจ้งชัดด้วยปัญญาอันยิ่งเองเข้าถึงแล้ว ประกาศให้ทราบ ท่านก็ทำธรรม
นั้นให้แจ้งชัดด้วยปัญญาอันยิ่งเองแล้วเข้าถึงอยู่ ท่านทำธรรมใดให้แจ้งชัดด้วย
ปัญญาอันยิ่งเองแล้วเข้าถึงอยู่ เราก็ทำธรรมนั้นให้แจ้งชัดด้วยปัญญาอันยิ่งเอง
เข้าถึงแล้วประกาศให้ทราบ ดังนี้ เรารู้ธรรมใด ท่านก็รู้ธรรมนั้น ท่านรู้
ธรรมใด เราก็รู้ธรรมนั้น ดังนี้ เร็วเช่นใด ท่านก็เช่นนั้น ท่านเช่นใด เรา
ก็เช่นนั้น ดังนี้ อาวุโส บัดนี้ เชิญท่านมาบริหารหมู่คณะนี้เถิด ดูก่อนภาร-
ทวาชะ อุทกดาบสรามบุตรเป็นเพื่อนพรหมจรรย์ของเรา ได้ตั้งเราไว้ในฐานะ

456
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ เล่ม ๒ ภาค ๒ – หน้าที่ 457 (เล่ม 21)

อาจารย์ และบูชาเราด้วยการบูชาอย่างยิ่ง เรามีความคิดเห็นว่า ธรรมนี้ไม่
เป็นไปเพื่อความเบื่อหน่าย เพื่อคลายกำหนัด เพื่อดับสนิท เพื่อสงบระงับ เพื่อ
ความรู้ยิ่ง เพื่อตรัสรู้ เพื่อนิพพาน ย่อมเป็นไปเพียงเพื่ออุบัติในเนวสัญญา-
นาสัญญายตนพรหมเท่านั้น เราจึงไม่พอใจธรรมนั้น เบื่อจากธรรมนั้นหลีกไป.
[๗๔๐] ดูก่อนภารทวาชะ เรานั้นเป็นผู้แสวงหาว่าอะไรเป็นกุศล
ค้นหาสันติวรบทอันไม่มีสิ่งอื่นยิ่งขึ้นไปกว่าอยู่ จึงเที่ยวจาริกไปในมคธชนบท
โดยลำดับบรรลุถึงอุรุเวลาเสนานิคม ณ ที่นั้น เราได้เห็นภูมิภาคน่ารื่นรมย์ มี
ไพรสณฑ์น่าเลื่อมใส มีแม่น้ำไหลอยู่ น้ำเย็นจืดสนิท มีท่าน้ำราบเรียบน่า
รื่นรมย์ มีโคจรตามโดยรอบ เรานั้นมีความคิดเห็นว่า ภูมิภาคน่ารื่นรมย์หนอ
ไพรสณฑ์น่าเลื่อมใส แม่น้ำไหลอยู่ น้ำเย็นจืดสนิท มีท่าราบเรียบน่ารื่นรมย์
ทั้งโคจรตามมีอยู่โดยรอบ สถานที่นี้สมควรเป็นตั้งความเพียรของกุลบุตรผู้
ต้องการความเพียรหนอ เราจึงนั่งอยู่ ณ ที่นั้นเอง ด้วยคิดเห็นว่า สถานที่นี้
สมควรเป็นที่ทำความเพียร.
[๗๔๑] ดูก่อนภารทวาชะ อนึ่ง อุปมา ๓ ข้ออันน่าอัศจรรย์ ไม่
เคยฟังมาในกาลก่อน มาปรากฏก็เราอุปมาข้อที่ ๑ ภารทวาชะ เปรียบเหมือน
ไม้สด ซุ่มด้วยยาง ทั้งแช่อยู่ในน้ำ ถ้าบุรุษพึงมาด้วยหวังว่า จักเอาไม้นั้น มาสี
ให้เกิดไฟ จักทำไฟให้ปรากฏ ดังนี้ ดูก่อนภารทวาชะ ท่านจะเข้าใจความข้อนั้น
เป็นไฉนบุรุษนั้น เอาไม้สด ชุ่มด้วยยาง ทั้งแช่อยู่ในน้ำ มาสีไฟ จะพึงให้ไฟเกิด
พึงทำไฟให้ปรากฏได้บ้างหรือหนอ.
สคารวมาณพกราบทูลว่า ข้อนี้หามิได้ ท่านพระโคดม ข้อนั้นเพราะ
เหตุไร เพราะไม้นั้นยังสดชุ่มด้วยยาง ทั้งแช่อยู่ในน้ำ บุรุษนั้นพึงมีส่วนแห่ง
ความเหน็ดเหนื่อยลำบากเปล่าเท่านั้น.

457
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ เล่ม ๒ ภาค ๒ – หน้าที่ 458 (เล่ม 21)

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ภารทวาชะ ฉันนั้นเหมือนกันแล สมณะ
หรือพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่ง มีกายยังไม่หลีกออกจากกาม ยังมีความพอใจ
ในกาม ความเสน่หาในกาม ความหมกมุ่นในกาม ความระหายในกาม ความ
เร่าร้อนเพราะกาม อันคนยังละไม่ได้ด้วยดี ให้สงบระงับไม่ได้ด้วยดีในภายใน
ท่านสมณพราหมณ์เหล่านั้น ถ้าหากจะเสวยทุกขเวทนาอันกล้าเผ็ดร้อนเกิด
เพราะความเพียรก็ดี หากจะไม่ได้เสวยก็ดี ก็ไม่ควรเพื่อจะรู้ เพื่อจะเห็นซึ่ง
ปัญญาเครื่องตรัสรู้อันไม่มีธรรมอื่นยิ่งกว่า ดูก่อนภารทวาชะ อุปมาข้อที่ ๑ นี้
แลน่าอัศจรรย์ ไม่เคยได้ฟังมาในกาลก่อน มาปรากฏกะเรา.
[๗๔๒] ดูก่อนภารทวาชะ อุปมาข้อที่ ๒ อีกข้อหนึ่งน่าอัศจรรย์ ไม่
เคยได้ฟังมาในกาลก่อน มาปรากฏกะเรา เปรียบเหมือนไม้สด ชุ่มด้วยยาง
ตั้งอยู่บนบก ไกลน้ำ ถ้าบุรุษพึงมาด้วยหวังว่า จักเอาไม้นั้นมาสีให้เกิดไฟ
จักทำไฟให้ปรากฏ ดูก่อนภารทวาชะ. ท่านจะเข้าใจควานข้อนั้นเป็นไฉน
บุรุษนั้นเอาไม้สด ชุ่มด้วยยาง ตั้งอยู่บนบก ไกลน้ำ มาสีไฟ จะพึงให้ไฟ
เกิด พึงทำไฟให้ปรากฏได้บ้างหรือหนอ.
สคารวมาณพกราบทูลว่า ข้อนี้หามิได้ ท่านพระโคดม ข้อนั้นเพราะ
เหตุไร เพราะไม้นั้นยังสด ชุ่มด้วยยาง ถึงแม้จะตั้งอยู่บนบก ไกลน้ำ บุรุษนั้น
ก็จะพึงมีส่วนแห่งความเหน็ดเหนื่อยลำบากเปล่าเท่านั้น.
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนภารทวาชะ ฉันนั้นเหมือนกันแล
สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่ง แม้มีกายหลีกออกจากกามแล้ว แต่ยังมี
ความพอใจในกาม ความเสน่หาในกาม ความหมกมุ่นในกาม ความระหายใน
กาม ความเร่าร้อนเพราะกาม อันตนยังละไม่ได้ด้วยดี ยังให้สงบระงับด้วยดีไม่
ได้ในภายใน ท่านสมณพราหมณ์เหล่านั้น ถึงแม้จะได้เสวยทุกขเวทนาอันกล้า

458
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ เล่ม ๒ ภาค ๒ – หน้าที่ 459 (เล่ม 21)

เผ็ดร้อนที่เกิดเพราะความเพียรก็ดี จะไม่ได้เสวยก็ดี ก็ยังไม่ควรเพื่อจะรู้ เพื่อ
จะเห็นซึ่งปัญญาเครื่องตรัสรู้อันไม่มีธรรมอื่นยิ่งกว่า ดูก่อนภารทวาชะ อุปมา
ข้อที่ ๒ นี้แลน่าอัศจรรย์ ไม่เคยได้ฟังมาในกาลก่อน มาปรากฏกะเรา.
[๗๔๓] ดูก่อนภารทวาชะ อุปมาข้อที่ ๓ อีกข้อหนึ่ง น่าอัศจรรย์
ไม่เคยได้ฟังมาในกาลก่อน มาปรากฏกะเรา เปรียบเหมือนไม้แห้งเกราะ ทั้ง
ตั้งอยู่บนบก ใกล้น้ำ ถ้าบุรุษพึงมาด้วยหวังว่า จะเอาไม้นั้นมาสีไฟ จักให้ไฟ
เกิด จักทำไฟให้ปรากฏ ดังนี้ ดูก่อนภารทวาชะ ท่านจะเข้าใจความข้อนั้น
เป็นไฉน บุรุษนั้นเอาไม้แห้งเกราะ ทั้งตั้งอยู่บนบก ไกลน้ำ มาสีไฟ จะพึง
ให้ไฟเกิด พึงทำไฟให้ปรากฏได้บ้างหรือหนอ.
สคารวมาณพกราบทูลว่า อย่างนั้นท่านพระโคดม ข้อนั้นเพราะ
เหตุอะไร เพราะไม้นั้นแห้งเกราะ ทั้งตั้งอยู่บนบก ไกลน้ำ.
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนภารทวาชะ ฉันนั้นเหมือนกันแล
สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่ง มีกายหลีกออกจากกาม ทั้งความพอใจ
ในกาม ความเสน่หาในกาม ความหมกมุ่นในกาม ความระหายในกาม ความ
เร่าร้อนเพราะกาม อันตนละได้ด้วยดี ให้สงบระงับด้วยดีแล้วในภายใน ท่าน
สมณพราหมณ์เหล่านั้น ถึงแม้จะได้เสวยทุกขเวทนาอันกล้าเผ็ดร้อนที่เกิดเพราะ
ความเพียรก็ดี ถึงแม้จะไม่ได้เสวยก็ดี ก็สมควรเพื่อจะรู้ เพื่อจะเห็นซึ่งปัญญา
เครื่องตรัสรู้อันไม่มีธรรมอื่นยิ่งกว่า ดูก่อนภารทวาชะ อุปมาข้อที่ ๓ นี้แล
น่าอัศจรรย์ ไม่เคยได้ฟังมาในกาลก่อน มาปรากฏกะเรา.
[๗๔๔] ภารทวาชะ. เรานั้นได้มีความคิดเห็นว่า ถ้ากระไร เราพึง
กดฟันด้วยฟัน กดเพดานด้วยลิ้น ข่มจิตด้วยจิต บีบไว้ให้แน่น ให้เร่าร้อน
เถิดดังนี้ เราจึงกดฟันด้วยฟัน กดเพดานด้วยลิ้น ข่มจิตด้วยจิต บีบไว้ให้

459
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ เล่ม ๒ ภาค ๒ – หน้าที่ 460 (เล่ม 21)

แน่น ให้เร่าร้อนอยู่ เหงื่อก็ไหลออกจากรักแร้ทั้งสอง ดูก่อนภารทวาชะ
เปรียบเหมือนบุรุษมีกำลัง จับบุรุษมีกำลังน้อยกว่าที่ศีรษะหรือที่คอ แล้วกด
บีบไว้แน่น ให้ร้อนจัดฉันใด เมื่อเรากดฟันด้วยฟัน กดเพดานด้วยลิ้น ข่ม
จิตด้วยจิต บีบไว้แน่น ให้ร้อนจัด ก็ฉันนั้น เหงื่อย่อมไหลออกจากรักแร้
ทั้งสอง ถึงเช่นนั้น เราก็ปรารภความเพียร ไม่ย่อหย่อน ตั้งสติมั่นไว้ ไม่
ฟั่นเฟือน แต่ว่ากายที่ปรารภความเพียรของเราอันความเพียรที่ทนได้ยากนั้น
แลเสียดแทง จึงกระสับกระส่าย ไม่สงบระงับ.
[๗๔๕] ดูก่อนภารทวาชะ เรานั้นมีความคิดเห็นว่า ถ้ากระไร เราพึง
เพ่งฌานอันไม่มีลมปราณเป็นอารมณ์เถิด เราจึงกลั้นลมอัสสาสะ ปัสสาสะทั้ง
ทางปากและทางจมูกเมื่อเรากลั้นลมอัสสาสะและปัสสาสะทั้งทางปากและทางจมูก
ก็มีเสียงออกทางช่องหูทั้งสองดังเหลือประมาณ เสียงลมในลำสูบของนายช่าง
ทองที่กำลังสูบอยู่ ดังเหลือประมาณ ฉันใด เมื่อเรากลั้น ลมอัสสาสะและปัสสาสะ
ทั้งทางปากและทางจมูก ก็มีเสียงลมออกทางช่องหูทั้งสองดังเหลือประมาณ
ฉันนั้น ถึงเช่นนั้น เราปรารภความเพียร ไม่ย่อหย่อน ตั้งสติไว้มั่น ไม่ฟั่นเฟือน
แต่ว่ากายที่ปรารภความเพียรของเราอันความเพียรที่ทนได้ยากนั้นแลเสียดแทง
จึงกระสับกระส่าย ไม่สงบระงับ.
[๗๔๖] ดูก่อนภารทวาชะ เรานั้นมีความคิดเห็นว่า ถ้ากระไร เราพึง
เพ่งฌานอันไม่มีลมปราณเป็นอารมณ์เถิด เราจึงกลั้นลมอัสสาสะและปัสสาสะทั้ง
ทางปากทางจมูก และทางช่องหู เมื่อเรากลั้นลมอัสสสาสะและปัสสาสะทั้งทางปาก
ทางจมูกและทางช่องหู ลมก็เสียดแทงศีรษะเหลือประมาณ บุรุษมีกำลังพึง
เชือดกระหม่อมด้วยมีดโกนอันคม ฉันใด เมื่อเรากลั้นลมอัสสาสะและปัสสาสะ
ทั้งทางปาก ทางจมูกและทางช่องหู ลมก็เสียดแทงศีรษะเหลือประมาณ ฉันนั้น

460
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ เล่ม ๒ ภาค ๒ – หน้าที่ 461 (เล่ม 21)

ถึงเช่นนั้น เราก็ปรารภความเพียร ไม่ย่อหย่อน ตั้งสติไว้มั่น ไม่ฟั่นเฟือน
แต่ว่ากายที่ปรารภความเพียรของเราอันความเพียรที่ทนได้ยากนั้นแลเสียดแทง
จึงกระสับกระส่าย ไม่สงบระงับ.
[๗๔๗] ดูก่อนภารทวาชะ เรานั้นมีความคิดเห็นว่า ถ้ากระไร เรา
พึงเพ่งฌานอันไม่มีลมปราณเป็นอารมณ์เถิด เราจึงกลั้นลมอัสสาสะและปัสสาสะ
ทั้งทางปาก ทางจมูกและทางช่องหู เมื่อเรากลั้นลมอัสสาสะและปัสสาสะทั้งทาง
ปากทางจมูกและทางช่องหู ก็ให้ปวดศีรษะเหลือทน บุรุษมีกำลังพึงเอาเส้นเชือก
เกลียวเขม็งรัดที่ศีรษะ ฉันใด เมื่อเรากลั้นลมอัสสาสะและปัสสาสะทั้งทางปาก
ทางจมูกและทางช่องหู ก็ให้ปวดศีรษะเหลือทน ฉันนั้น ถึงเช่นนั้นเราก็ปรารภ
ความเพียร ไม่ย่อหย่อน ตั้งสติไว้มั่น ไม่ฟั่นเฟือน แต่กายที่ปรารภความเพียร
ของเรา อันความเพียรที่ทนได้ยากนั้นแลเสียดแทง จึงกระสับกระส่าย ไม่สงบ
ระงับ.
[๗๔๘] ดูก่อนภารทวาชะ เรานั้นมีความคิดเห็นว่า ถ้ากระไร เราพึง
เพ่งฌานอันไม่มีลมปราณเป็นอารมณ์เถิด เราจึงกลั้นลมอัสสาสะและปัสสาสะทั้ง
ทางปาก ทางจมูกและทางช่องหู เมื่อเรากลั้นลมอัสสาสะและปัสสาสะทั้งทางปาก
ทางจมูก และทางช่องหู ลมก็เสียดแทงพื้นท้องเหลือประมาณ นายโคฆาตหรือ
ลูกมือนายโคฆาตผู้ชำนาญพึงเชือดท้องด้วยมีดสำหรับเชือดเนื้อโค ฉันใด เมื่อ
เรากลั้น ลมอัสสาสะและปัสสาสะทั้งทางปาก ทางจมูกและทางช่องหู ลมก็เสียดแทง
พื้นท้องเหลือประมาณ ฉันนั้น ถึงเช่นนั้น เราก็ปรารภความเพียร ไม่ย่อหย่อน
ตั้งสติไว้มั่น ไม่ฟั่นเฟือน แต่กายที่ปรารภความเพียรของเราอันความเพียร
ที่ทนได้ยากนั้นแลเสียดแทง จึงกระสับกระส่าย ไม่สงบระงับ.
[๗๔๙] ดูก่อนภารทวาชะ. เรานั้นมีความคิดเห็นว่า ถ้ากระไรเรา
พึงเพ่งฌานอันไม่มีลมปราณเป็นอารมณ์เถิด เราจึงกลั้นลมอัสสาสะและปัสสาสะ

461
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ เล่ม ๒ ภาค ๒ – หน้าที่ 462 (เล่ม 21)

ทั้งทางปาก ทางจมูกและทางช่องหู เมื่อเรากลั้นลมอัสสาสะและปัสสาสะทั้งทาง
ปากทางจมูกและทางช่องหู ก็มีความร้อนในกายเหลือทน บุรุษมีกำลังสองคน
จับบุรุษที่มีกำลังน้อยกว่าคนละแขน ย่างรมไว้ในหลุมถ่านเพลิง ฉันใด เมื่อ
เรากลั้นลมอัสสาสะและปัสสาสะทั้งทางปาก ทางจมูกและทางช่องหู ก็มีความร้อน
ในกายเหลือทน ฉันนั้น ถึงเช่นนั้น เราก็ปรารภความเพียร ไม่ย่อหย่อน
ตั้งสติไว้มั่น ไม่ฟั่นเฟือน แต่กายทีปรารภความเพียรของเราอันความเพียร
ที่ตนได้ยากนั้นแลเสียดแทง จึงกระสับกระส่าย ไม่สงบระงับ ดูก่อนภารทวาชะ
โอ เทวดาทั้งหลาย เห็นเราแล้วพากันกล่าวอย่างนี้ว่า พระสมณโคดมทำกาละ
แล้ว เทวดาบางพวกกล่าวอย่างนี้ว่า พระสมณโคดมยังไม่ทำกาละ แต่กำลัง
ทำกาละ เทวดาบางพวกกล่าวอย่างนี้ว่า พระสมณโคดม แม้กำลังทำกาละ
ก็หามิได้ พระสมณโคดมเป็นพระอรหันต์ ความอยู่เห็นปานนี้นั้น เป็น
วิหารธรรมของพระอรหันต์.
[๗๕๐] ดูก่อนภารทวาชะ เรานั้นมีความคิดเห็นว่า ถ้ากระไร เรา
พึงปฏิบัติเพื่ออดอาหารโดยประการทั้งปวงเกิด ทันใดนั้น เทวดาเหล่านั้น
ได้เข้ามาหาเราแล้วกล่าวว่า ดูก่อนท่านผู้นิรทุกข์ ท่านอย่าปฏิบัติเพื่ออดอาหาร
โดยประการทั้งปวงเลย ถ้าท่านจักปฏิบัติเพื่ออดอาหารโดยประการทั้งปวง
ข้าพเจ้าทั้งหลายจะแซกทิพโอชาลงตามขุมขนของท่าน ท่านจักได้เยียวยาชีวิตไว้
ด้วยทิพยโอชานั้น เรานั้นมีความคิดเห็นว่า เราเองปฏิญาณการไม่บริโภคอาหาร
โดยประการทั้งปวง แต่เทวดาเหล่านี้จะแซกทิพยโอชาลงตามขุมขนของเรา
ทั้งเราก็จะเยียวยาชีวิตไว้ได้ด้วยทิพยโอชานั้น ข้อนั้นพึงเป็นมุสาแก่เรา ดังนี้
เราบอกเลิกแก่เทวดาเหล่านั้น จึงกล่าวว่า อย่าเลย.
[๗๕๑] ดูก่อนภารทวาชะ เรานั้นมีความคิดเห็นว่า ถ้ากระไร เราพึง
กินอาหารผ่อนลงทีละน้อย ๆ คือ วันละฟายมือบ้าง เท่าเยื่อถั่วเขียวบ้าง

462
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ เล่ม ๒ ภาค ๒ – หน้าที่ 463 (เล่ม 21)

เท่าเยื่อถั่วพูบ้าง เท่าเยื่อถั่วดำบ้าง เท่าเยื่อในเมล็ดบัวบ้างเถิด เราจึงกินอาหาร
ผ่อนลงทีละน้อย ๆ คือ วันละฟายมือบ้าง เท่าเยื่อถั่วเขียวบ้าง เท่าเยื่อถั่วพู
บ้าง เท่าเยื่อถั่วดำบ้าง เท่าเยื่อในเมล็ดบัวบ้าง เมื่อเรากินอาหารผ่อนลงทีละ
น้อย ๆ คือ วันละฟายมือบ้าง เท่าเยื่อถั่วเขียวบ้าง เท่าเยื่อถั่วพูบ้าง เท่าเยื่อ
ถั่วดำบ้าง เท่าเยื่อในเมล็ดบัวบ้าง กายก็ถึงความซูบผอมลงเหลือเกิน เพราะ
ความเป็นผู้มีอาหารน้อยนั่นเอง อวัยวะน้อยใหญ่ของเราเป็นเหมือนเถาวัลย์
มีข้อมาก หรือเถาวัลย์มีข้อดำ ฉะนั้น ตะโพกของเราเป็นเหมือนดังเท้าอูฐ
กระดูกสันหลังของเราผุดระกะเปรียบเหมือนเถาวัลย์ชื่อวัฏฏนาวฬี ฉะนั้น
ซี่โครงของเราขึ้นนูนเป็นร่องดังกลอนศาลาเก่า มีเครื่องมุงอันหล่นโทรมอยู่
ฉะนั้น ดวงตาของเราถล่มลึกไปในเบ้าตาปรากฏเหมือนดวงดาวในบ่อน้ำอันลึก
ฉะนั้น ผิวศีรษะของเราที่รับสัมผัสอยู่ก็เหี่ยวแห้ง ราวกับผลน้ำเต้าที่เขาตัดมา
แต่ยังสด ถูกลมและแดดแผดเผา ก็เหี่ยวแห้งไป ฉะนั้น เราคิดว่าจักลูบ
ผิวหนังท้อง ก็จับถูกกระดูกสันหลังด้วย คิดว่าจักลูบกระดูกสันหลัง ก็จับถูก
ผิวหนังท้องด้วย ผิวหนังท้องของเรากับกระดูกสันหลังติดถึงกัน เรานั้นคิดว่า
จักถ่ายอุจจาระหรือปัสสาวะ ก็เซซวนล้มลง ณ ที่นั้นเอง เรานั้นเมื่อจะให้
กายนี้แลสบาย จึงเอาฝ่ามือลูบตัว เมื่อเราเอาฝ่ามือลูบตัว ขนอันมีรากเน่า
ก็ร่วงตกจากกายมนุษย์ทั้งหลายเห็นเราแล้วพากันกล่าวอย่างนี้ว่า พระสมณโคดม
ดำไป บางพวกกล่าวอย่างนี้ว่า พระสมณโคดมไม่ดำเป็นแต่คล้ำไป บางพวก
กล่าวอย่างนี้ว่า พระสมณโคดมดำไปก็ไม่ใช่ จะว่าคล้ำไปก็ไม่ใช่ เป็นแต่
พร้อยไป ดูก่อนภารทวาชะ ผิวพรรณอันบริสุทธิ์ผุดผ่องของเรา ถูกกำจัด
เสียแล้ว เพราะความเป็นผู้มีอาหารน้อยนั่นเอง.
[๗๕๒] ดูก่อนภารทวาชะ เรานั้นมีความคิดเห็นว่า สมณะหรือ
พราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่งในอดีต ได้เสวยทุกขเวทนาอันกล้า เผ็ดร้อนที่เกิด

463
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ เล่ม ๒ ภาค ๒ – หน้าที่ 464 (เล่ม 21)

เพราะความเพียร อย่างยิ่งก็เพียงเท่านี้ ไม่ยิ่งไปกว่านี้ แม้สมณะหรือพราหมณ์
เหล่าใดเหล่าหนึ่งในอนาคต จักเสวยทุกขเวทนาอันกล้าเผ็ดร้อนที่เกิดเพราะ
ความเพียร อย่างยิ่งก็เพียงเท่านี้ ไม่ยิ่งไปกว่านี้ ถึงสมณะหรือพราหมณ์
เหล่าใดเหล่าหนึ่งในบัดนี้ ได้เสวยทุกขเวทนาอัน กล้าเผ็ดร้อนที่เกิดเพราะความ-
เพียร อย่างยิ่งก็เพียงเท่านี้ ไม่ยิ่งไปกว่านี้ ถึงเช่นนั้น เราก็ไม่ได้บรรลุญาณ
ทัศนะอันวิเศษของพระอริยะอย่างสามารถ ยิ่งกว่าธรรมของมนุษย์ ด้วยทุกกร
กิริยาอันเผ็ดร้อนนี้ จะพึงมีทางอื่นเพื่อความตรัสรู้กระมังหนอ เรามีความ
คิดเห็นว่า ก็เราจำได้อยู่ ในงานของท้าวศากยะผู้พระบิดา เรานั่งอยู่ที่
ร่มไม้หว้ามีเงาอันเย็น สงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรม เข้าถึงปฐมฌาน
อันมีวิตกวิจาร มีปีติและสุขเกิดแต่วิเวกอยู่ ทางนี้กระมังหนอจะพึงเป็นทาง
เพื่อความตรัสรู้ เราได้มีวิญญาณอันแล่นไปตามสติว่า ทางนี้แหละเป็นทาง
เพื่อความตรัสรู้ เรามีความคิดเห็นว่า เรากลัวต่อสุขอันเว้นจากกามเว้นจาก
อกุศลธรรมนั้นหรือ จึงมีความคิดเห็นว่า เราไม่กลัวต่อสุขอันเว้นจากกาม
เว้นจากอกุศลธรรม.
[๗๕๓] ดูก่อนภารทวาชะ. เรานั้นมีความคิดเห็นว่า อันบุคคลผู้มี
กายอันถึงความซูบผอมเหลือทนอย่างนี้ จะบรรลุถึงความสุขนั้นไม่ใช่ทำได้ง่าย
ถ้ากระไร เราพึงกินอาหารที่หยาบ คือ ข้าวสุก ขนมกุมมาสเถิด เราจึงกิน
อาหารหยาบ คือ ข้าวสุก ขนมกุมมาส สมัยนั้น ภิกษุ (ปัญจวัคคีย์) ๕ รูป
บำรุงเราอยู่ด้วยหวังใจว่า พระสมณโคดมจักบรรลุธรรมใด จักบอกธรรม
นั้นแก่เราทั้งหลาย แต่เมื่อเรากินอาหารหยาบ คือ ข้าวสุกและขนมกุมมาส
พวกภิกษุ (ปัญจวัคคีย์) ๕ รูปนั้น เบื่อหน่ายเรา หลีกไปด้วยเข้าใจว่า พระ-
สมณโคดมเป็นผู้มักมาก คลายความเพียรเวียนมาเพื่อความเป็นผู้มักมาก.

464
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ เล่ม ๒ ภาค ๒ – หน้าที่ 465 (เล่ม 21)

[๗๕๔] ดูก่อนภารทวาชะ ครั้นเรากินอาหารหยาบมีกำลังดีแล้วจึง
สงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรม เข้าถึงปฐมฌานอันมีวิตกวิจาร มีปีติและ
สุขเกิดแต่วิเวกอยู่ เข้าถึงทุติยฌานมีความผ่องใสแห่งจิตในภายใน เป็นธรรมเอก
ผุดขึ้นไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร เพราะวิตกวิจารสงบไป มีปีติและสุขเกิดแต่สมาธิ
อยู่ เรามีอุเบกขา มีสติสัมชัญญะ และเสวยสุขด้วยนามกาย เพราะปีติสิ้นไป
เข้าถึงตติยฌานที่พระอริยะทั้งหลายสรรเสริญว่า ผู้ได้ฌานนี้เป็นผู้มีอุเบกขามีสติ
อยู่เป็นสุข เราเข้าถึงจตุตถฌานอันไม่มีทุกข์ ไม่มีสุข เพราะละสุขละทุกข์และ
ดับโสมนัสโทมนัสก่อน ๆ ได้ มีอุเบกขาเป็นเหตุให้สติบริสุทธิ์อยู่.
[๗๕๕] เรานั้น เมื่อจิตเป็นสมาธิ บริสุทธิ์ ผ่องแผ้ว ไม่มีกิเลส
ปราศจากอุปกิเลส อ่อน ควรแก่การงาน ตั้งมั่น ไม่หวั่นไหวอย่างนี้ ได้
โน้มน้าวจิตไปเพื่อปุพเพนิวาสานุสติญาณ เราย่อมระลึกชาติก่อนได้เป็นอันมาก
คือ ระลึกได้ชาติหนึ่งบ้าง ฯลฯ เราย่อมระลึกถึงชาติท่อนได้เป็นอันมาก
พร้อมทั้งอาการ พร้อมทั้งอุเทศ ด้วยประการฉะนี้ ดูก่อนภารทวาชะ นี้เป็น
วิชชาข้อที่ ๑ เราได้บรรลุแล้วในปฐมยามแห่งราตรี. อวิชชาเรากำจัดได้แล้ว
วิชชาเกิดขึ้นแล้ว ความมืดเรากำจัดได้แล้ว แสงสว่างเกิดขึ้นแล้วแก่เราผู้ไม่
ประมาท มีความเพียร มีใจแน่วแน่อยู่.
[๗๕๖] เรานั้น เมื่อจิตเป็นสมาธิ บริสุทธิ์ ผ่องแผ้ว ไม่มีกิเลส
ปราศจากอุปกิเลส อ่อน ควรแก่การงาน ตั้งมั่น ไม่หวั่นไหวอย่างนี้ ได้โน้ม
น้อมจิตไปเพื่อรู้จุติและอุปบัติของสัตว์ทั้งหลาย เราเห็นหมู่สัตว์ที่กำลังจุติ
กำลังอุปบัติ เลว ประณีต มีผิวพรรณดี มีผิวพรรณทราม ได้ดี ตกยาก
ด้วยทิพยจักษุอันบริสุทธิ์ ล่วงจักษุของมนุษย์ ย่อมรู้ชัดซึ่งหมู่สัตว์ผู้เป็นไปตาม
กรรม ฯลฯ ดูก่อนภารทวาชะ นี้เป็นวิชชาข้อที่ ๒ เราบรรลุแล้วในมัชฌิมยาม

465