ย่อมเป็นไปเพราะกรรม ดังนี้ มีความหมายเดียวเท่านั้นว่า ชาวโลกหรือหมู่
สัตว์ หรือว่าสัตว์. ต่างกันแต่สักว่าคำ. ก็ในพระคาถานี้ ด้วยบทแรก พึงทราบ
การปฏิเสธทิฐิว่า มีพรหม มหาพรหม ผู้ประเสริฐ เป็นผู้จัดแจง. ชาวโลก
ย่อมเป็นไปในคตินั้น ๆ เพราะกรรม ใครจะเป็นผู้จัดแจงโลกนั้น. ด้วยบทที่
สอง ทรงแสดงว่า แม้เกิดเพราะกรรมอย่างนี้ก็เป็นไปและย่อมเป็นไปเพราะ
กรรมอันต่างโดยเป็นกรรมปัจจุบัน และกรรมอันเป็นอดีต. เสวยสุขทุกข์และ
ถึงประเภทเลว และประณีตเป็นต้น เป็นไป. ด้วยบทที่สาม ทรงสรุปเนื้อ
ความนั้นนั่นแลว่า สัตว์ทั้งหลายถูกผูกไว้ที่กรรม หรือเป็นผู้อันกรรมผูกพันไว้
เป็นไปอยู่ แม้โดยประการทั้งปวงอย่างนี้. มิใช่โดยประการอื่น. ด้วยบทที่ ๔
ทรงทำเนื้อความนั้นให้ชัดแจ้งด้วยการเปรียบเทียบ. เหมือนอย่างว่ารถที่กำลัง
แล่นไป เพราะยังมีลิ่มสลักอยู่ รถที่ลิ่มนั้นไม่สลักไว้ย่อมแล่นไปไม่ได้ ฉันใด
ชาวโลกผู้เกิดแล้วและเป็นไปแล้ว มีกรรมเป็นเครื่องผูกพัน ถ้ากรรมนั้นไม่
ผูกพันไว้ ย่อมเป็นไปไม่ได้ ฉันนั้น.
บัดนี้ เพราะเหตุที่ชาวโลกถูกผูกไว้ในเพราะกรรม เพราะเหตุนั้น
เมื่อจะทรงแสดงความเป็นผู้ประเสริฐเพราะกรรมอันประเสริฐ จึงตรัส ๒ คาถา
ว่า คือ เพราะตบะ ดังนี้เป็นต้น. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เพราะตบะ
ได้แก่ เพราะตบะ คือ ธุดงค์วัตร. บทว่า เพราะพรหมจรรย์ คือ เพราะ
เมถุนวิรัติ. บทว่า เพราะความสำรวม คือ เพราะศีล. บทว่า เพราะการฝึก
คือ เพราะการฝึกอินทรีย์. บทว่า นี้ ความว่า เป็นพราหมณ์เพราะกรรมอัน
ประเสริฐ คือ บริสุทธิ์ เป็นดุจพรหมนี้. เพราะเหตุไร. เพราะความเป็น
พราหมณ์นี้เป็นของสูงสุด อธิบายว่า เพราะกรรมนี้เป็นคุณความดีของพราหมณ์
อย่างสูงสุด. ก็ในคำว่าพราหมณ์นี้มีความหมายของคำดังต่อไปนี้. ชื่อว่า
พราหมณ์ เพราะอรรถว่า นำมาซึ่งพรหม อธิบายว่านำมาซึ่งความเป็นพราหมณ์.