วิชชา ๓ ได้แก่ พราหมณ์ผู้ทรงไตรเพท. คำว่า บทใดที่พราหมณ์ทั้งหลาย
บอกแล้ว ความว่า บทใดแม้บทเดียวที่พราหมณ์ทั้งหลายบอกแล้ว ทั้งโดย
อรรถะและพยัญชนะ. คำว่า เป็นผู้มีความเชี่ยวชาญในมนต์นั้น ความ
ข้าพระองค์ทั้งสองเป็นผู้ถึงความสำเร็จในบทนั้น เพราะรู้บทนั้นทั้งสิ้น. บัดนี้
วาเสฏฐมาณพเมื่อจะทำให้แจ้งถึงความเป็นผู้เชี่ยวชาญ แม่นยำนั้นจึงกล่าวว่า
ปทกสฺม ดังนี้เป็นต้น. บรรดาบทเหล่านั้น สองบทว่า เช่นเดียวกับอาจารย์
ในสถานที่บอกมนต์ ความว่า ข้าพระองค์ทั้งสองเป็นเช่นเดียวกับอาจารย์
ในสถานที่กล่าว มนต์. บทว่า เพราะกรรม ได้แก่ เพราะกรรม คือ กุศล
กรรมบถ ๑๐ ก็วาเสฏฐมาณพนี้หมายเอากายกรรมและวจีกรรม ๗ ประการข้าง
ต้น จึงกล่าวว่า กาลใดแลท่านผู้เจริญมีศีล ดังนี้. หมายเอามโนกรรม ๓
จึงกล่าวว่า ผู้ถึงพร้อมด้วยวัตร. ก็บุคคลผู้ประกอบมโนกรรม ๓ นั้น ย่อม
เป็นผู้สมบูรณ์ด้วยอาจาระ. วาเสฏฐมาณพร้องเรียกพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ผู้
มีพระจักษุเพราะเป็นผู้มีจักษุด้วยจักษุ ๕. บทว่า ล่วงเลยความสิ้นไป ได้แก่
ล่วงเลยความพร่อง อธิบายว่าบริบูรณ์. บทว่า เข้าถึง ได้แก่ เข้าไปใกล้.
บทว่า จะนอบน้อม แปลว่า กระทำความนอบน้อม. คำว่า เป็นดวงจักษุ
อุบัติขึ้นแล้วในโลก ความว่า เป็นดวงจักษุโดยแสดงประโยชน์ปัจจุบันเป็น
ต้นของชาวโลก อุบัติขึ้น ขจัดความมืดนั้น ในโลกอันมืดเพราะอวิชชา.
พระผู้มีพระภาคเจ้าอันวาเสฏฐมาณพชมเชยแล้วทูลอาราธนาอย่างนี้
เมื่อจะทรงสงเคราะห์ชนแม้ทั้งสองจึงตรัสพุทธพจน์มีอาทิว่า เราตถาคตจักบอก
ถ้อยคำอย่างแจ่มแจ้งแก่เธอทั้งสองนั้น ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า จัก
บอกอย่างชัดแจ้ง ได้แก่จักพยากรณ์. บทว่า ตามลำดับ ความว่า ความ
คิดของพราหมณ์จงพักไว้ก่อน เราจักบอกตามลำดับ คือโดยลำดับตั้งแต่หญ้า
ต้นไม้ แมลง และตั๊กแตน เป็นต้น. บทว่า การจำแนกชาติกำเนิด คือ